ลองนึกภาพถ้ามีเพื่อนเดินมาหาเราแล้วพูดขึ้นว่า มีข่าวดีกับข่าวร้าย อยากฟังข่าวไหนก่อน
ตามสถิติงานวิจัยด้านที่จัดทำโดยคุณแองเจล่า เล็กก์ แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ปรากฎว่า 70% ของคนฟังขอฟังข่าวร้ายก่อน เพราะอย่างน้อยก็ยังมีข่าวดีตบท้าย แต่ถ้าไปถามคนเล่า จะได้ผลกลับกันคือ 70% ขอพูดข่าวดีก่อน แต่ปัจจัยที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดที่จะทำให้คนพูดตัดสินใจเลือกเอาข่าวร้ายไว้ก่อนหรือหลังก็คือระดับความร้ายของข่าวนั้นมันร้ายขนาดไหน ในชีวิตประจำวันคงมีไม่บ่อยเท่าไหร่นักที่เราจะต้องอยู่ในสถานการณ์แบบที่เล่าไปด้านบน แต่ถ้าเป็นเรื่องการทำงานประเด็นของข่าวดีข่าวร้ายนี้ก็มักจะเป็นสิ่งเราต้องเจอแทบทุกวันโดยเฉพาะเวลาประชุมงาน ไม่ว่าจะในฐานะผู้รับหรือผู้ส่งสาส์น และแน่นอนว่าเมื่อเราอยู่ในฐานะผู้นำเสนอ เราก็จะอยากเล่าเรื่องดีๆ ให้มากๆ แล้วพยายามเล่าเรื่องร้าย ให้น้อยๆ บางทีเรื่องไม่ค่อยจะดีก็รีบเล่าแบบเร็วๆ ไม่ลงรายละเอียดเพราะไม่อยากจะบอกให้หมด โดยส่วนมากปัญหาหลักก็คือเพราะหัวหน้ามักไม่ค่อยชอบฟังข่าวร้าย
.
เมื่อเช้าในรายการข่าว Mission Daily Report นั้นคุณแท้ป รวิศ ได้เอาเรื่องของอุบัติเหตุที่เครื่องบินชนกันเพราะเกิดจากผู้ช่วยนักบินเลี่ยงที่จะบอกเรื่องที่ไม่ดีหรือเตือนกัปตัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การบิน ทำให้ผมนึกถึงเมื่อครั้งหนึ่ง ผมได้เคยนำเสนอแผนงานในการประชุมบอร์ดของบริษัทที่ผมเองเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและซีอีโอ โดยแผนงานของผมนั้นเตรียมมาอย่างสวยงาม ภาพนำเสนอทุกหน้าผ่านการออกแบบมาอย่างดีโดยทีมงานกราฟฟิค พร้อมตัวอย่างการนำเสนอแถมมีการสาธิตโมเดลการใช้งานโดยทีมงานที่ให้ไปนั่งรอหน้าห้อง หวังจะให้บอร์ดประทับใจเต็มที่และจบการประชุมบอร์ดให้ได้อย่างประทับใจเหมือนเวลาเราไปนำเสนองานกับลูกค้าหรือนักลงทุน ทุกเรื่องมีแต่ข่าวดีเหมือนกับว่าบริษัทนั้นแทบไม่มีปัญหาอะไรให้ต้องปวดหัวเลย หลังจากนำเสนอไปได้สักพัก มีกรรมการท่านหนึ่งได้ให้ความกรุณาเอ่ยปากขึ้นว่า ขอชื่นชมที่ผมได้เตรียมการนำเสนอมาเป็นอย่างดี แต่ตลอดการทำงานของท่านนั้นไม่เคยให้เวลากับข่าวดีก่อนข่าวร้าย และในบริษัทที่ท่านดูแลอยู่นั้นจะมีวัฒนธรรมการประชุมที่เรียกว่า “bad news first” คือให้เวลาและความสำคัญกับข่าวร้ายก่อน เพราะนั่นคือหน้าที่ของคนทำงานที่ต้องเข้าไปจัดการปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วง ไม่ใช่ประชุมเพื่อรับฟังข่าวดี ข่าวดีใครๆ ก็ชอบ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริหารหรือคนทำงานควรจะให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก
.
ยิ่งไปกว่านั้น การนำเสนอในทีมทำงานกันเองที่มีแต่ภาพสวยงามและเรื่องดีๆ นั้น กลับทำให้ประสิทธิภาพของการประชุมและปฏิบัติงานนั้นไม่เกิดขึ้นได้เต็มที่เท่าที่ควร
การนำเสนอต่อลูกค้า แน่นอนว่าอาจจะมีแต่ข่าวดีและสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ยิน แต่ในการบริหารจัดการภายในนั้น ข่าวร้ายคือสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะของผู้ฟังหรือผู้เล่า สำหรับผมแล้ว คำแนะนำจากท่านกรรมการในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ unlearn (ยกเลิกสิ่งที่รู้เดิม) และ re-learn (เรียนรู้สิ่งใหม่) ปรับมุมมองของตัวเองในด้านการมองข่าวร้ายเปลี่ยนไปทันที
ผมพบว่าบริษัทหรือทีมงานไหนมีวัฒนธรรมของการพร้อมเปิดรับข่าวร้ายได้ก่อนข่าวดีในช่วงระยะเวลาที่ทันท่วงที บริษัทนั้นน่าจะมีโอกาสชนะบริษัทหรือทีมงานที่มีวัฒนธรรมรังเกียจหรือเก็บงำข่าวร้ายไว้ค่อยเล่าเมื่อหัวหน้าดูอารมณ์ดี “Bad news first” ข่าวร้ายให้มาเล่าก่อน จึงเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จอันหนึ่งขององค์กรสมัยใหม่ที่ต้องปรับตัวรวดเร็วตลอดเวลา
.
สุดท้ายนี้ผมอยากให้มองว่าข่าวร้ายที่มาเร็วทันท่วงทีก็คือข่าวดี ดีๆนี่เอง เพราะมันช่วยให้เรายังเหลือเวลาในการกระจายทรัพยากรเข้าไปแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งแน่นอนว่าการไล่แก้ปัญหาไปได้เรื่อยๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับการได้รับข่าวดีในทุกๆ วันไปโดยปริยายครับ








