ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

บริโภคแอลกอฮอล์มากเกินไป ทำให้เสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับ จริงหรือ?

การปาร์ตี้ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หนัก ๆ อยู่เป็นประจำ อาจจะฟังดูสนุกสนาน ครื้นเครง แต่หารู้ไม่ว่าภัยร้ายอย่าง ‘โรคไขมันพอกตับ’ กำลังคืบคลานมาช้า ๆ มิหนำซ้ำหากชอบทานอาหารแคลอรีสูง มีปริมาณไขมันและคาร์โบไฮเดรตมาก ก็เป็นตัวเร่งกระตุ้นการเกิดโรคร้ายได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่จบอยู่ที่โรคไขมันพอกตับ แต่เป็นเพียงระยะแรกของโรคตับแข็งและมะเร็งตับ ดังนั้นใครที่มีพฤติกรรมดังกล่าว อย่านิ่งนอนใจ มาร่วมเรียนรู้กันเลยว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลให้เกิดโรคได้อย่างไร หากเป็นแล้วมีอาการอย่างไร และมีวิธีรักษาเบื้องต้นอย่างไรบ้าง

ทำความรู้จัก ‘โรคไขมันพอกตับ’ คืออะไร มีอันตรายอย่างไร?

โรคไขมันพอกตับ หรือ Fatty Liver คือ ภาวะที่มีการสะสมของไขมันในเซลล์ตับประมาณ 5 – 10 % ของน้ำหนักตับ เนื่องจากน้ำตาลส่วนเกินในร่างกายจนตับนำไปสร้างเป็นไขมัน Triglyceride

โดยปกติของร่างกายมนุษย์จะมีสาร ‘อินซูลิน’ ที่ผลิตจากตับอ่อน เป็นตัวควบคุมระดับน้ำตาล ยิ่งมีปริมาณน้ำตาลสูง อินซูลินก็จะถูกผลิตออกมามาก โดยมีการออกฤทธิ์ที่ตับ เซลล์ไขมันและกล้ามเนื้อเพื่อให้เกิดการใช้น้ำตาล

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการดื้ออินซูลิน และไม่สามารถรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่ได้ จนเกิดการสะสมในตับ คือ พันธุกรรม พฤติกรรม เช่น การทานอาหารน้ำตาลหรือไขมันสูง

อย่างไรก็ตามในภาวะนี้ผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกเจ็บป่วยใด ๆ แต่ตับจะมีการทำงานผิดปกติ ทั้งนี้ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยอาจพบอาการตับอักเสบ (Nonalcoholic steatohepatitis หรือ NASH) ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนนำไปสู่การสะสมของพังผืด และภาวะตับแข็ง หรือ ภาวะมะเร็งตับในที่สุด

อันตรายของโรคไขมันพอกตับยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ยังมีความเสี่ยงจากโรคแทรกซ้อน อย่างระบบหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูงและเบาหวานอีกด้วย

สาเหตุของโรคไขมันพอกตับ เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์หรือไม่?

สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การเป็นโรคไขมันพอกตับจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (alcoholic fatty liver disease) จะมีความรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นกับประเภทของแอลกอฮอล์ ปริมาณที่ได้รับ และระยะเวลาที่ดื่มว่ายาวนานเพียงใด

2. โรคประจำตัว

สำหรับโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (non-alcoholic fatty liver disease) มักจะเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานของร่างกายที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และไวรัสตับอักเสบซี เป็นต้น

นอกจากนี้ความผิดปกติของฮอร์โมนหรือการใช้ยาบางชนิดก็อาจส่งผลให้เกิดภาวะไขมันพอกตับได้ เช่น โรคไทรอยด์ ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) การใช้ยาอย่าง Tamoxifen หรือภาวะพร่อง/ขาดฮอร์โมน (Hypopituitarism)

อาการของโรคไขมันพอกตับ สังเกตได้อย่างไร?

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าอาการของโรคมักไม่แสดง ไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง แต่บางรายก็อ่อนเพลีย รู้สึกตึงบริเวณใต้ชายโครงขวาและคลื่นไส้เพียงเล็กน้อย แถมโรคไขมันพอกตับยังเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ในระยะเวลา 1 – 2 ปีอาจจะยังไม่มีปัญหา แต่จะสะสมไขมันพอกตับไปเรื่อย ๆ

คนส่วนใหญ่มักพบโรคเมื่อมีการตรวจสุขภาพประจำปี หรือเข้ารับการตรวจเลือด บางรายอาจถึงระยะตับแข็งแล้วจึงตรวจพบก็ได้ ดังนั้นจึงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีไม่ว่าจะมีหรือไม่มีอาการผิดปกติของร่างกายก็ตาม

4 ระยะของโรคไขมันพอกตับ

สำหรับระยะของภาวะไขมันพอกตับนั้นไม่ได้หยุดอยู่ที่สเตจแรก แต่จะมีความรุนแรงขึ้นไปตามระยะ ดังนี้

1. ระยะแรก

ระยะแรกเป็นการสะสมของไขมันในตับแต่อาจไม่มีการอักเสบหรือการสะสมของพังผืด

2. ระยะสอง

ระยะสองตับจะเริ่มมีอาการอักเสบ จนเกิดเป็นพังผืดภายใน หากไม่มีการรักษาหรือควบคุม เกินกว่า 6 เดือนจะนำไปสู่อาการตับอักเสบเรื้อรัง

3. ระยะสาม

ระยะสามอาการอักเสบจะรุนแรงขึ้น และเซลล์ตับถูกทำลายลงเรื่อย ๆ

4. ระยะสี่

ระยะสี่ ตับจะไม่สามารถทำงานได้ปกติเพราะเซลล์ถูกทำลายไปเยอะ จึงอาจนำไปสู่ภาวะตับแข็ง หรือเป็นมะเร็งตับได้

เสี่ยงภาวะ ‘ไขมันพอกตับ’ ควรพบแพทย์ตอนไหน?

สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมดื่มแอลกอฮอล์หนัก หรือชื่นชอบอาหารน้ำตาล-ไขมันสูง มีกรรมพันธุ์โรคที่เกี่ยวข้องอย่างเบาหวาน ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี และหากพบภาวะไขมันพอกตับ ต้องได้รับการประเมินความรุนแรงว่าอยู่ในระยะใด แม้จะไม่มีอาการก็ตาม นอกจากนี้ยังควรตรวจหาโรคที่เกี่ยวเนื่องอย่าง โรคเบาหวาน โรคอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และไวรัสตับอักเสบซี

วิธีการรักษาภาวะไขมันพอกตับ

หนึ่งในวิธีการรักษาภาวะไขมันพอกตับในระยะแรกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ การลดน้ำหนัก เพราะสามารถลดปริมาณไขมัน การอักเสบของตับ รวมถึงการสะสมของพังผืดในตับที่เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย โดยแพทย์จะแนะนำให้ลดน้ำหนักประมาณ 5 – 10% ของน้ำหนักตัว

โรคไขมันพอกตับ ป้องกันได้ด้วยพฤติกรรมการกินและเลี่ยงแอลกอฮอล์

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับเรื่อง ‘โรคไขมันพอกตับ’ ที่เราพามารู้จักในวันนี้ คงได้คำตอบกันแล้วว่าการดื่มแอลกอฮอล์หนัก ๆ และพฤติกรรมการกินสามารถส่งผลให้เกิดโรคได้ แถมส่วนใหญ่ก็ไม่แสดงอาการหากไม่ตรวจสุขภาพ นอกจากนี้โรคเบาหวาน โรคอ้วน หรือความดันโลหิตสูง ก็เสี่ยงที่จะเกิดอาการไขมันพอกตับ ดังนั้นเริ่มต้นจากการกินอย่างเหมาะสม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคได้

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

คอเลสเตอรอลในเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ที่สายแฮงค์เอาท์ต้องระวัง

ภัยเงียบ…ไขมันพอกตับ

แอลกอฮอล์ Food Grade แตกต่างกับ แอลกอฮอล์ อย่างไร?

 

 

 

 

HEALTH,

เผย! ผู้เป็นโรคหัวใจห้ามกินอะไร ป้องกันไว้ไม่เสี่ยงทรุด

ทราบหรือไม่ ? การเลือกรับประทานอาหารสามารถบ่งชี้สุขภาพของเราได้เลย ยิ่งถ้าหากมีโรคประจำตัวอย่างโรคหัวใจ ก็มีทั้งอาหารที่ควรรับประทานที่มีประโยชนฺเพื่อเสริมความต้องการด้านสารอาหาร

HEALTH,

เผยวิธี คุมอาหาร เพื่อลดคอเลสเตอรอล

คอเลสเตอรอลสูงเกิดขึ้นได้อย่างไร ภาวะคอเลสเตอรอลสูงเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด คอเลสเตอรอลเป็นสารประกอบไขมันที่สำคัญต่อร่างกาย

HEALTH,

7 วิธี ช่วยลดอาการตาล้า

ขณะที่คุณกำลังกวาดสายตาอ่านหนังสือเล่มโปรดอยู่เพลินๆ และเนื้อเรื่องกำลังดำเนินมาถึงจุดที่เรียกว่าเข้มข้นพอดี วางไม่ได้ซะด้วยสิ แต่จู่ๆ สายตาคุณก็เกิดอาการอ่อนล้า พร่ามัว

HEALTH,

รู้หรือไม่ ? ความดันโลหิตสูงและภาวะหลอดเลือดแข็ง เป็นแล้วรักษาได้

หลายคนอาจยังไม่ทราบ โรคความดันโลหิตสูง เป็นหนึ่งในปัจจัยของโรคหลอดเลือดสมอง ที่เป็นได้โดยที่ไม่รู้ตัว

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com