ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
SOCIAL,

4 คุณสมบัติคนเก่ง อยากเป็นคนเก่ง ต้องทำอย่างไร ?

เราจะได้ยินอยู่เสมอว่า “อยากเป็นคนเก่ง ต้องไม่กลัวความลำบาก” แน่นอน ทรัพยากรที่สำคัญและมีค่ามากที่สุดคือ “คน” ยิ่งในองค์กรระดับประเทศหรือแม้แต่บริษัทระดับเอสเอ็มอี ต่างไขว่คว้าหาคนเก่งมาช่วยงานแทบทั้งสิ้น การที่องค์กรนั้น ๆ สามารถเคลื่อนไปข้างหน้าแบบก้าวกระโดดได้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับ “คน” เป็นสำคัญ  และในทุกองค์กร ทุกบริษัท สิ่งที่บริหารยากที่สุดคือ “คน”   โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ บางแห่งมีการแย่งตัวกัน ชิงตัว แสวงหาคนที่มีความสามารถในการช่วยนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายอย่างรวดเร็ว  ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้ หากไม่ใช่ “คนเก่ง” นั่นหมายความว่า องค์กรใดสามารถรวมพลพรรคคนเก่งได้มากที่สุด  แน่นอนองค์กร นั่นย่อมประสบความสำเร็จได้เร็วมากเท่านั้น

อยากเป็นคนเก่ง ต้องทำยังไง?

1.เราเอาอะไรมาวัด “ความเก่ง”

ถ้าจะพูดกันง่าย ๆ ในนิยาม “คนเก่ง” คือ คนที่มีความสามารถสูงในการดำเนินชีวิต โดยมีความสามารถรอบด้าน หรือในด้านใดด้านหนึ่ง เฉพาะทางเป็นพิเศษ เช่นความสามารถในด้านภาษา มีความสามารถในด้านคิดสร้างสรรค์  มีความสามารถในด้านวางแผนกลยุทธ์ศาสตร์ และแน่นอน “คนเก่ง” ในวันนี้ มาจากคนที่ไม่เก่งในอดีต  “คนเก่ง” ในวันนี้ เกิดจากการที่คน ๆ นั้นเชี่ยวชาญในสิ่งที่เขาทำ ความเชี่ยวชาญ ก็เกิดจากการที่ฝึกฝนทุกวันจนเกิดความเชี่ยวชาญ  เป็นการพัฒนาตัวเองทุกวัน เขาถึงเก่ง  ถ้ามองกลับกัน  “คนเก่ง” ในวันนี้ อาจจะไม่ใช่คนเก่งในวันข้างหน้า ก็เป็นได้ เพราะด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยี ความเก่งของปัญญาประดิษฐ์  การมีหุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทในชีวิต   คนที่ถูกมองว่าไม่เก่งในวันนี้ ถ้าเขาได้พัฒนาฝึกฝน เรียนรู้ ก็สามารถเป็นคนเก่งได้ในไม่ช้า

2.“อยากเป็นคนเก่ง ต้องไม่กลัวความลำบาก”

ฉะนั้น นิยามคนเก่ง น่าจะหมายถึง คนที่มีความสามารถ คนที่รักการเรียนรู้หลายรูปแบบ หลายด้าน หลายอาชีพ และพัฒนาตัวเองสม่ำเสมอ  ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าเพื่อให้ตัวเองก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง  คนเก่ง จะไม่ยอมปล่อยให้เสีย “โอกาส” คนเก่ง จะไม่พยายามอวดแสดงว่าตัวเองเก่ง แต่จะทุ่มเทเวลาไปเรียนรู้ในสิ่งที่เขาไม่เก่ง

3.บุคลิกคุณสมบัติเฉพาะตัวของคนเก่ง 

แน่นอน อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น คนเก่ง ต้องหมั่นพัฒนาศึกษามากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว และต้องทำตัวเองให้แตกต่าง โดดเด่น กว่าคนทั่วไป   การทำตัวเองให้แตกต่าง โดดเด่น ไม่ได้หมายถึง การอวดเก่ง การโชว์ออฟ  แต่เป็นการหมั่นศึกษาหาความรู้ใส่สมองให้มากที่สุด  ไม่เคยหยุดเติมความรู้ใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง  หลาย ๆ คน ที่เป็นคนเก่ง  ถ้าเข้าไปถามอย่างประชิดตัว หลายคนย่อมเคยผ่านการล้มเหลวมาทั้งนั้น ก่อนที่จะคว้าความสำเร็จมาได้  ดั่งคำกล่าวที่ว่า “ล้มเหลวได้ แต่ไม่เคยล้มเลิก”

4.คนเก่ง กับทัศนคติ

อีกอย่างที่ไม่สามารถมองข้ามได้ นั่นคือ เรื่องทัศนคติ  เพราะว่าคนเก่ง หรือ คนไม่เก่ง จริง ๆ มันอยู่ที่ “ทัศนคติ” (Attitude)  บางคนเจอเรื่องยากนิดหน่อย จะบอกว่า ทำไม่ได้ไว้ก่อน ทั้งที่ยังไม่เคยลองลงมือทำเลย  แต่คนเก่ง เค้าจะคิดต่าง คือ เขาจะลองทำดู  ถึงแม้จะพลาด แต่อย่างน้อยได้ลงมือทำ ได้ลองทำ  มันต่างกัน ตรงนี้ นิดเดียว !

“If you want something, you never had you have to do something you’ve never done”

#KINN_Biopharma

#คินน์เพื่อชีวิตยืนยาวและยั่งยืน

HEALTH,

เผยสถิติ คนไทยป่วยเบาหวานพุ่ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คนไทยป่วยเบาหวานพุ่ง เนื่องจากวันก่อนดิฉันได้อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง เผยถึงคนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวาน พุ่งสูงขึ้นเพิ่ม 1.6 ล้านคน  โดยปกติ เราจะทราบดีกันอยู่แล้วว่า โรคยอดฮิตที่ติดอันดับท๊อปในประเทศไทยเกือบ 5 ปีซ้อน เป็นโรคใดไม่ได้เลย นอกจาก “โรคเบาหวาน” และในวันนี้ พอได้อ่านข่าวนี้ ยิ่งรู้สึกว่า ทำไมไม่มีโอกาสทำให้จำนวนลดน้อยลงหรือ มีแต่เพิ่มกับเพิ่ม ? เป็นเพราะคนไทยเราเองขาดความระมัดระวังในอาหารที่จะทาน หรือ ขาดความรู้ในการป้องกันโรคเบาหวาน ?

สุวรรณชัย-วัฒนายิ่งเจริญชัย คนไทยป่วยเบาหวานพุ่ง

 

อีกทั้ง “กรมควบคุมโรค” โดยท่าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ยังเผยว่าอีก 5 ปีข้างหน้า คนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวานรายใหม่ พุ่งเพิ่ม 1.6 ล้านคน ชี้มากกว่า 3 ใน 4 มีโรคความดันโลหิตสูงร่วมด้วย

เสี่ยงตาย ! คนไทยป่วยเบาหวานพุ่ง

ถึงแม้ว่า โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง แต่เป็นโรคที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศไทย จากรายงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 1.6 ล้านคน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หรือจากผู้ป่วย 3.2 ล้านรายในปี 2552 เป็น 4.8 ล้านรายในปี 2557 และพบว่าผู้ป่วยเบาหวาน 43.2 % ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน และที่สำคัญ ไม่ทราบเลยว่า ตัวเองป่วยเป็นโรคเบาหวาน !   นอกจากนี้ ยังพบว่า 78.5% หรือ มากกกว่า 3 ใน 4 ของผู้ป่วยจะมีโรคความดันโลหิตสูงร่วมอยู่ด้วย (นี่ยังไม่นับรวมโรคหัวใจ เลยนะคะ  เพราะส่วนใหญ่ เป็นโรคเบาหวานแล้ว จะตามมาด้วยโรคแทรกซ้อนอีกหลายโรคค่ะ)

คนไทยป่วยเบาหวานพุ่ง

วิธีแสนง่ายที่ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน

สามารถทำได้ดังต่อไปนี้ :-

รับประทานให้ครบ 5 หมู่ เน้นการทานผัก ผลไม้ (ที่รสไม่หวานจัดเกินไป) เลี่ยงจำพวกแป้ง มันจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด

  • รับประทานให้ครบ 5 หมู่ เน้นการทานผัก ผลไม้ (ที่รสไม่หวานจัดเกินไป) เลี่ยงจำพวกแป้ง มันจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด
  • ลด งด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • งดสูบบุหรี่
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม และควรมีค่าดัชนีมวลกายให้อยู่ระหว่าง 5-22.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร
  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน
  • ไม่เครียด รู้จักปล่อยวาง ทำจิตใจสดชื่น ผ่อนคลาย

(อ้างอิง : กรมควบคุมโรค รายงาน 1 ธันวาคม 2561)

#KINN_Biopharma

#คินน์เพื่อชีวิตยืนยาวและยั่งยืน

บทความที่น่าสนใจ

กิน ปาท่องโก๋เสี่ยงไขมันสูง สุขภาพแย่ ไขมันในเลือดพุ่งสูง !

กินผักผลไม้ยังไง ให้ดีต่อ (หัว) ใจ

เมนูอาหารเจ “ฟองเต้าหู้พันเห็ดนึ่งซีอิ๊ว” อร่อยฟินจนลืมเนื้อสัตว์

HEALTH,

ภาวะ ไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพที่หลายคนไม่รู้

ไขมันพอกตับ ถือเป็นโรคยอดฮิตที่เป็นกันเยอะมากในบ้านเรา วันก่อนเจอเพื่อนสมัยเรียนมัธยมด้วยกันโดยบังเอิญ คุยกันสัปเพเหระ ลงท้ายมาคุยเรื่องสุขภาพ เธอบอกว่า เพิ่งไปตรวจสุขภาพมา หมอบอกว่าเธอเป็น “ภาวะไขมันสะสมในตับ”  ดิฉันเลยถามต่อว่า เกิดได้อย่างไร เธอตอบด้วยเสียงฮาผสมกับเรื่องที่เธอเล่า คือ “ทานโต๊ะแชร์เยอะมาก  แล้วไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเลย เพราะเดินทางประชุมต่างประเทศบ่อย”  จึงเป็นที่มาที่ไปที่อยากเก็บมาเขียน เพื่อเตือนเพื่อน ๆ ที่อ่าน blog นี้กันได้ระวังสุขภาพกันมากขึ้น

ภัยเงียบ ไขมันพอกตับ

ถือเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยตระหนัก ทั้งนี้เพราะภาวะไขมันสะสมในตับไม่ได้เป็นสาเหตุการตายโดยตรงแต่เป็นตัวเร่งการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง

ไขมันพอกตับ

อะไรคือสาเหตุ?

อธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ สั้นๆก็คือมีปริมาณน้ำตาลส่วนเกินในร่างกาย จนตับนำไปสร้างเป็นไขมัน( lipogenesis) ในยุคนี้ไม่มีน้ำตาลไหนจะอันตรายไปกว่า high fructose corn syrup ที่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนำมาใช้ปรุงแต่งผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูปทั้งหลายโดยเฉพาะน้ำอัดลม อันเป็นสาเหตุใหญ่ที่สุดที่นำไปสู่ภาวะไขมันสะสมในตับ

จะรู้ได้อย่างไรว่า เรากำลังเป็นภาวะไขมันสะสมในตับ ?

  • มีวิธีการการตรวจเลือดเพื่อช่วยค้นหาภาวะนี้ได้
  • ตรวจเช็คด้วยอุลตร้าซาวด์ซึ่งจะให้ผลการตรวจได้ดีกว่าการตรวจเลือด

ทำไมถึงต้องกลัวภาวะไขมันสะสมในตับ ?

  1.  ก็เพราะเป็นตัวเร่งให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งนำไปสู่การดื้ออินซูลิน ภาวะก่อนเบาหวาน มีการสะสมไขมันตามพุง อวัยวะต่างๆ และ
  2. ตัวไขมันที่สะสมตามพุง ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น ระดับไขมันดี (HDL)ลดลง แต่กลับเพิ่มไขมันเลวที่อันตรายเพิ่มมากขึ้น (Lpa) เพิ่มอัตราเสี่ยงโรคหัวใจ

อาหารสุขภาพ ป้องกันไขมันพอกตับ ผัก

ทำอย่างไรจึงจะปลอดภัยจากภาวะไขมันสะสมในตับ

  • เลี่ยงการทานอาหารเครื่องดื่มที่มักผสม high fructose corn syrup ก่อนจะซื้อมาบริโภคไม่ว่าซอสมะเขือเทศ น้ำสลัด อ่านฉลากให้ดีว่ามีส่วนผสมด้วย น้ำตาลชนิดนี้หรือไม่ ผู้บริโภคจำนวนมากไม่เคยทราบมาก่อนว่าซอสมะเขือเทศบรรจุขวดมักมีปริมาณน้ำตาลมากกว่าคุ้กกี้ เมื่อเทียบตามปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคเท่าๆกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงน้ำอัดลม เครื่องดื่มบรรจขวดหรือบรรจุกระป๋องทั้งหลาย
  • ลดแป้งขัดขาว ในมื้ออาหาร เพิ่มผักผลไม้สด ถั่ว ธัญพืชที่มีเมล็ดเช่นเมล็ดฟักทอง งา ทานเนื้อปลา ไก่
  • ลงทุนกับน้ำมันปรุงอาหารเช่น น้ำมันมะกอก (olive oil), macadamia nut oil น้ำมันมะพร้าวทานไขมันที่มีคุณค่าเช่นอะโวคาโด เนยจากมะพร้าว น้ำมันปลา(fish oil) เพื่อช่วยซ่อมแซมเซลล์ตับ.
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญ อันเป็นการลดความเสี่ยงภาวะดื้ออินซูลิน และไขมันพอกตับ ไปในตัว
  • สมุนไพรและสารเสริมอาหารบางชนิดก็ช่วยได้เช่น Milk Thistle. , Lipoic Acid, N-Acetyl-l-Cysteine. อันเนื่องจากผลเข้าไปเสริมให้ตับสร้างสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญมากในตับคือ
  • ส่วนวิตามิน B vitamins และแมกนีเซี่ยม magnesiumจะช่วยสนับสนุนให้ตับเยียวยาซ่อมสร้างเซลล์ตับที่เสียหายได้ดีขึ้น
  • ทานผักที่ช่วยล้างพิษ เร่งกำจัดพิษจากตับเช่น ผักตระกูลบลอคโคลี คะน้า กะหล่ำ กระเทียม หัวหอม , collards, Brussels sprouts, arugula, daikon radish

(อ้างอิง : นายแพทย์ Mark Hyman, MD, wellness2012)

#KINN_Biopharma

#คินน์เพื่อชีวิตยืนยาวและยั่งยืน

บทความที่น่าสนใจ

อาหารผู้สูงอายุ เลือกอย่างไร ไม่ให้น่าเบื่อ ?

5 สมุนไพรจีน ยอดฮิต แนะวิธีเลือกยาจีนอย่างไร ให้ได้ผลดีที่สุด ?

4 โทษของน้ำตาล อันตรายที่มากับรสหวาน ควรหวานแค่ไหน ถึง (พอ) ดีต่อร่างกาย

HEALTH,

5 นิสัย เสี่ยงมะเร็งเต้านม ภัยร้ายเงียบที่คร่าชีวิตผู้หญิง

นิสัยใดที่ เสี่ยงมะเร็งเต้านม ที่หลายคนต้องรู้ … วันก่อนดิฉันได้อ่านบทความของท่านรองศาสตราจารย์ นายแพทย์ นรินทร์ วรวุฒิ (อาจารย์พิเศษคณะแพทย์ศาสตร์ และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)  ท่านได้เขียนถึง การใช้ชีวิตไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงในสังคมปัจจุบัน ที่เสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านม ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว   เป็นที่รับทราบกันว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งเต้านม ยังคงติดอันดับ หนึ่งในสาม ของโรคมะเร็งร้ายที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทยและผู้หญิงทั่วโลก  ซึ่งมีข้อมูลประกอบ ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม มากถึงร้อยละ 39 โดยพบในช่วงอายุ 50-55 ปี มากที่สุด อีกทั้งยังมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลของการใช้ชีวิตของผู้หญิงในยุคปัจจุบัน เป็นตัวเร่งสำคัญ ในการเพิ่มความเสี่ยง !

ความ เสี่ยงมะเร็งเต้านม เกิดจากอะไร?

นิสัย เสี่ยงมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม เกิดจากเนื้อเยื่อที่มีความผิดปกติภายในเต้านม แล้วกลายเป็นเซลล์มะเร็งที่ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น ๆ จนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย !  จากการศึกษาพบว่า จำนวนมากกว่าร้อยละ 95 ของผู้ป่วย  เป็นโรคมะเร็งเต้านม ที่สาเหตุมาจากท่อน้ำนม โดยอาจเกิดจากหลายปัจจัยเสี่ยง เช่น ฮอร์โมนเพศหญิง พันธุกรรม โดยยังมีข้อบ่งชี้ว่า ถ้าครอบครัวใดเคยเป็นมะเร็งเต้านม มาก่อน ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป

นิสัย เสี่ยงมะเร็งเต้านม

อีกสาเหตุ ที่ไม่สามารถมองข้ามได้ คือ รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้หญิงยุคปัจจุบัน  แต่เน้นมุ่งทำแต่งาน เพื่อตามล่าเป้าหมายในชีวิต จนลืมที่จะใส่ใจในสุขภาพตัวเอง ปล่อยปละละเลยการดูแลตัวเอง ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งสำคัญในการเพิ่มความเสี่ยง !  โดยมีดังต่อไปนี้ :-

นิสัย เสี่ยงที่ต้องเลี่ยง

นิสัย เสี่ยงมะเร็งเต้านม

1.ขาดการออกกำลังกาย

ซึ่งได้มีงานวิจัยศึกษามาแล้วว่า การออกกำลังกายอย่างน้อย อาทิตย์ละ 4 ครั้งต่อสัปดาห์ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม ได้อีกด้วย

2.รับแรงกดดันเผชิญความเครียด

ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจที่ต้องปรับตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการ Disrupt ธุรกิจ, ภาวการณ์ตกงาน  ล้วนแล้วแต่เป็นความกดดัน เพิ่มความวิตกกังวล จนลามไปส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย และสภาพจิตใจด้วย

3.ขาดการพักผ่อน

เร่งทำงานจะดึกดื่น เพื่อให้งานเสร็จลุล่วงตามเป้าหมาย  หรือ พยายามสร้างยอดขาย ปั่นยอดขายจนหามรุ่งหามค่ำ แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน  จึงขาดการพักผ่อนที่เต็มที่

4.เน้นอาหารจานด่วน

ด้วยความเร่งรีบทุกวัน ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา อาหารจานด่วน จึงเป็นอาหารที่ตอบโจทย์ แต่ถ้าหากเรารับประทานมากเกินไป แน่นอน สิ่งที่ได้จะไม่ได้รับ คือ สารอาหารที่ไม่ครบ อีกทั้งการปรุงอาหารเน้นด้วยวิธีการทอด ใช้น้ำมันเป็นหลัก อาจทำให้ได้รับปริมาณโซเดียมสูงมาก

5.ออฟฟิศซินโดรม

นั่งทำงานท่าไหน ท่านั้นอยู่เป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์  จนเริ่มเกิดอาการปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดคอ ตามมา

วิธีการตรวจเต้านมอย่างง่าย ๆ

นิสัย เสี่ยงมะเร็งเต้านม

สามารถตรวจได้ด้วยตัวเอง  ด้วยการคลำเต้านมอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง คลำสลับกันขึ้นลงและไปมาทั่วทั้งเต้านม ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการคลำเต้านมคือ ช่วงหลังหมดประจำเดือน ประมาณ 2 อาทิตย์ เพราะเป็นช่วงที่เต้านมจะอยู่ในสภาวะปกติมากที่สุด  และถ้าสังเกตถึงความผิดปกติของตนเองได้อย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้ผลการรักษาเป็นไปได้สูงมากที่สุดเช่นกัน

#KINN_Biopharma

#คินน์เพื่อชีวิตยืนยาวและยั่งยืน

บทความที่น่าสนใจ

มะเร็ง กับการฉายรังสี

5 นิสัย เสี่ยงมะเร็งเต้านม ภัยร้ายเงียบที่คร่าชีวิตผู้หญิง

5 วิธี ดูแลตับ ให้แข็งแรง ห่างไกลโรคมะเร็งตับ

HEALTH,

ออกกำลังตอนเช้าทั้งที่ท้องยังว่าง เสี่ยงตับพัง พอๆ กับคนกินเหล้า

อันตรายจากการออกกำลังกายตอนท้องว่าง เป็นสิ่งที่ห้ามทำ!! เพราะเสี่ยงอันตรายที่คาดไม่ถึง เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักจะตื่นเช้ามาออกกำลังคิดว่าอากาศสดชื่น มลพิษน้อย อากาศเย็น ร่างกายยังสดชื่น เพราะได้พักมาทั้งคืน แต่อาจเป็นการทำร้ายสุขภาพมากกว่า!!

อันตรายจากการออกกำลังกายตอนท้องว่าง ทำให้เสี่ยงตับพัง!

เมื่อตื่นนอนจึงไม่มีพลังงานหลงเหลืออยู่ในเลือด เหมือนกับรถยนต์น้ำมันแห้ง หากออกกำลังกาย ตับจะต้องดึงสารอาหารที่เปลี่ยนไปเก็บไว้ ให้กลับเป็นสารพลังงานในเลือดใหม่เกือบจะทันที

ตับจะต้องทำงานหนักเพิ่มแค่ไหน จะทนสภาพนี้ได้นานเท่าไร เพราะไม่ได้พักเลย เหมือนคนกินเหล้า แล้วไม่กินอาหาร ตับต้องไปดึงสารอาหารจากที่ต่างๆ มาให้แอลกอฮอล์เผาผลาญ นานๆ เข้า ในตับมีแต่ไขมัน คนนั้นอาจกลายเป็นโรคตับแข็งได้

ที่ถูกต้อง จะต้องกินอาหารและรอ 2 ช.ม.ก่อนจึงจะไปออกกำลังได้ เช่น กินอาหาร ตี 5 พอ 7 โมงเช้าจึงจะออกกำลังกายได้

ฝรั่งมีแต่คำว่า morning walk ไม่เคยได้ยิน morning jogging เลย นั่นคือ ตอนเช้าออกกำลังกายเบาๆได้เท่านั้น เช่น เดินออกกำลัง โดยก่อนเดินก็จะกินอาหารเบา ๆ เช่น แซนด์วิช 1 ชิ้นกับโอวัลติน 1 ถ้วย ซึ่งจะใช้เวลาย่อยอาหารสัก 1/2 – 1 ช.ม. ก็พอ คือกินเล็กน้อย ออกกำลังกายเบาๆ ก็ใช้พลังงานน้อย

ตื่นนอนเช้า ร่างกายยังไม่มีพลังงาน จำเป็นต้องกินอาหารก่อน แต่หลังกินอาหารอิ่ม ก็ยังไม่ควรไปออกกำลังกายทันที เพราะหลังกินอาหารช่วง 2 ช.ม.แรก จะมีเลือดมารอรับอาหารที่จะถูกย่อย ที่กระเพาะและลำไส้เป็นจำนวนมาก เพื่อพาไปแจกจ่ายยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

ถ้าออกกำลังกายหนักๆ ในตอนนี้ เช่น การวิ่งซึ่งต้องการเลือดมาเลี้ยงที่ขา 20 เท่าตัวของสภาวะปกติ เมื่อเลือดมารวมอยู่ที่กระเพาะเป็นจำนวนมาก บวกกับที่ขาอีก 20 เท่าดังกล่าว จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้หน้ามืด เป็นลม หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจตายเฉียบพลัน ถึงชีวิตได้

จึงห้ามออกกำลังหลังกินอาหารไม่ถึง 2 ช.ม.เด็ดขาด

รอให้อาหารย่อยหมดแล้ว เลือดที่กระเพาะก็จะกระจายกลับไปหมด ถึงตอนนี้จะออกวิ่งก็จะปลอดภัย

เตือน! อันตรายจากการออกกำลังกายตอนท้องว่าง  เสี่ยงตับพัง พอๆ กับคนกินเหล้า

ลองพิจารณาการออกกำลัง ตอนเย็นบ้าง ถ้าเรากินอาหารเช้ากับกลางวัน พอตกเย็นรับรองว่าพลังงานยังมีเหลือเฟือ ตอนที่ทำงานใช้ไปไม่หมดแน่นอน สามารถออกกำลังกายได้เลย แต่อาจเติมอาหารอีกสักเล็กน้อย ก่อนไปออกกำลัง จะทำให้ไม่รู้สึกโหย (ความจริงไม่ต้องไปกินอะไรเลยก็ได้)

ข้อสำคัญ เมื่อออกกำลังตอนเย็นเสร็จแล้ว ให้ดื่มน้ำ โดยค่อยๆ ดื่ม จนรู้สึกอิ่ม พอกลับถึงบ้าน ท่านจะไม่รู้สึกหิวและไม่อยากกินอะไรอีก

อันตรายจากการออกกำลังกายตอนท้องว่าง

และหลังออกกำลังกายตอนเย็นนี้แล้ว เมื่อถึงเวลาเข้านอน จะเหลือสารอาหารค้างน้อยที่สุด ตับไม่ต้องทำงานมาก สารอาหารไม่ไปเก็บตามที่ต่างๆ จึงไม่ทำให้อ้วน และไม่เหลือค้าง ในหลอดเลือด โดยเฉพาะไขมัน จึงเป็นวิธีที่จะลดไขมันในเลือดได้ดีที่สุด โดยไม่ต้องกินยา

จากงานวิจัยต่างประเทศ พบว่า การออกกำลังกายตอนเช้าจะทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดลง ส่วนการออกกำลังตอนเย็นจะทำให้ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น

มีข้อแนะนำ คือ ออกกำลังกายแบบแอโรบิกก่อนนอนเช่น เดินบนสายพาน หรือขี่จักรยาน 30 นาที – 60 นาที หรือยืนแกว่งแขน 20 นาที ก่อนนอน ไม่ต้องกลัวว่าจะนอนไม่หลับ เพราะร่างกายจะหลั่ง “เอนดอร์ฟีน” ออกมา ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายๆ มอร์ฟีนที่ใช้ฉีดให้คนไข้หลังผ่าตัด จะทำให้ง่วงนอน คลายความเจ็บปวด คลายเครียดได้ดี

ฉะนั้น ออกกำลังกายเสร็จ อาบน้ำ แล้วเข้านอนเลย ท่านจะนอนหลับสนิทชนิดไม่ฝัน ซึ่งจะต้องการการนอนเพียง 5 ช.ม. ก็เพียงพอ สังเกตว่าตอนทำงานช่วงกลางวัน จะไม่เพลีย ไม่ง่วง

นอกจากนี้มีงานวิจัยใหม่ๆ ออกมา พบว่า คนนอน 5 ช.ม. มีโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน น้อยกว่าพวกนอน 7-8 ช.ม.ด้วย

ข้อมูล : จากบทความ “ออกกำลังกายตอนเช้าหรือตอนเย็นดี..??

(หมอเสกโดย MGR Online )

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

ภัยใกล้ตัว น้ำตาลในเลือดสูง พุ่งสูงปรี๊ดด เหตุเพราะชานมไข่มุก !

ผู้หญิงวัยทอง อาการเข้าวัยทอง ควรเน้นอาหารแบบไหน ต้องเลี่ยงอะไร ?

HEALTH,

อันตรายจากไขมันในเลือด

พบความเสี่ยงไขมันในเลือด ผิดปกติเร็ว ป้องกันได้เร็ว

ระดับไขมันในเลือดไม่ขึ้นกับอาหารที่เพิ่งรับประทาน ยกเว้นไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์

ระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ หลังอาหารควรน้อยกว่า 250 มก./ดล.

แล้วของคุณหล่ะ เกินหรือไม่ ?

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com