ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH, SOCIAL,

ส่อง “สังคมผู้สูงอายุญี่ปุ่น” สะท้อนอะไรบ้าง ?

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่าน ดิฉันได้มีโอกาสไปทริปถ่ายภาพกับก๊วนเพื่อนสนิท (ช่างภาพมือสมัครเล่น) ตะลอนเมืองต่างจังหวัดในประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น โอซาก้า, นาโกย่า, ทากายาม่า, ชิรากาว่าโกะ,คานาซาว่า  พอดีช่วงที่ไปอากาศค่อนข้างเย็นเล็กน้อยประมาณ 5 องศา  บางสถานที่ลมแรง ก็มีหนาวอยู่เหมือนกัน  การเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่สามในรอบหลายปี  สำหรับเพื่อน ๆ ที่เคยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น แน่นอน สิ่งที่พวกเราสังเกตได้ชัดเจน นอกจากเป็นประเทศที่สะอาด และมีระเบียบวินัยที่เคร่งครัดแล้ว นั่นคือ ประชากร พนักงานบริการ ไม่ว่าจะเป็นบนรถไฟชินกาเซน คนขายตั๋วในสถานี  คนขับแท็กซี่ หรือ แม้กระทั่งพนักงานบริการเสริฟอาหารในร้านอาหาร มักเป็นผู้สูงอายุ ที่มีอายุเกินราว 60 ปี !

อย่างที่เราท่านทราบดีแล้วว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ก้าวสู่วัยผู้สูงอายุก่อนประเทศไทยหลายปีเลยทีเดียว ในวันนี้ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงไปมาก วันนี้ดิฉัน จะพามาดูกันว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นในวันนี้เกี่ยวโยงกับสังคมผู้สูงอายุที่น่าสนใจมากัน เพราะในวันนี้ ญี่ปุ่นมีผู้ที่มีอายุเกิน 100 ปี แล้วเกือบ 68,000 คน (อ้างอิง : www.npr.com)

ถ้าพูดถึงสังคมสูงอายุ ประเทศอันดับต้น ๆ ที่เรานึกถึงก็คือประเทศญี่ปุ่น เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ติดอันดับสัดส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก ๆ ที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นประเทศแรก ตั้งแต่ปี 2513 (คือมีประชากรผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป เกิน 7%) และได้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2537 (คือมีประชากรผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปี เกิน 20%) และมีแนวโน้มจะมีประชากรผู้สูงอายุมากถึง 39% ในปี 2593 และด้วยสาเหตุที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว เพราะมีอัตราเด็กเกิดใหม่ที่ต่ำติดต่อกันมาตลอด  และเมื่อปี 2017 เป็นปีที่ญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดของเด็กทารกต่ำสุดคือประมาณ 941,000 คน ขณะที่อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 1.34 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2016 ประมาณ 3%  และในปี 2017 ที่ผ่านมาเช่นกัน ถือเป็นปีที่ญี่ปุ่นทำลายสถิติตัวเองกับการมีสังคมผู้สูงอายุญี่ปุ่น ที่มีอายุเกิน 100 ปี มากเป็นประวัติการณ์  ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่ประชากรอายุเกิน 100 ปีมากกว่าประเทศใด ๆ ในโลกใบนี้ !

นั่นเป็นสิ่งที่ดิฉันไม่แปลกใจเลยว่า  มองไปทางใด เราจะเห็นสังคมผู้สูงอายุญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรถไฟ  คนขายของในห้างร้านในสถานีรถไฟ  คนกวาดขยะ  ตลอดเวลาทุกสถานที่ แต่สิ่งที่ใกล้ตัวและชื่นชมก็คือ โชเฟอร์คนขับรถแท็กซี่ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ขับรถเร็วมาก (อย่างกะวัยรุ่นในบ้านเรา) ซิกแซก เข้าทางลัดนั่นโน่นนี่ จนลืมไปเลยว่า รถคันนี้ขับโดยผู้สูงอายุ J  พวกเราเลยถึงที่หมายสบายผิดกัน ส่วนวันอื่น ๆ พวกเราก็ใช้บริการของรถไฟชินกาเซน ซึ่งแน่นอนพนักงานตรวจตั๋วบนรถไฟ ก็เป็นผู้สูงอายุเช่นกัน  หรือแม้แต่ตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นวัด หรือ ศาลเจ้า ที่มักจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวสูงอายุ  หรือแม้แต่สวนสาธารณะ ที่เราจะเห็นผู้สูงอายุ สูงวัย เดินเที่ยวออกกำลังกายกันได้เสมอ ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่ผู้สูงอายุ ยังมีเรี่ยวแรง และมีใจอยากทำงานอยู่ !

เป็นความโชคดีที่ในทริปครั้งนี้ พวกเราได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาดูงานศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ณ เมืองโอซาก้า อีกด้วย  หนึ่งในสถานที่ที่มีความประทับใจ และอยากจะแชร์ให้ท่านผู้อ่านฟัง คือ การเข้าไปศึกษาดูงาน ที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง มีชื่อว่า กรีนไลฟ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่รับดูแลผู้สูงอายุ ระดับพรีเมี่ยม  ของสังคม Hyper Aging Society ในญี่ปุ่น  พรี่เมี่ยมอย่างไร ?  Hyper อย่างไร  ใจเย็น ๆ ดิฉันจะค่อย ๆ เล่าให้ฟังกัน

ส่อง “สังคมผู้สูงอายุญี่ปุ่น” สะท้อนอะไรให้เห็นบ้าง ?

สังคมผู้สูงอายุญี่ปุ่น

เมืองโอซาก้า ดูแลผู้สูงอายุระดับพรีเมี่ยม

บริษัท กรีนไลฟ์ จำกัด ถือเป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนที่ให้การบริการรับดูแลผู้สูงอายุระดับพรีเมี่ยม ตั้งอยู่ในกรุงโอซาก้า ก่อตั้งเมื่อปี 1994 มีจำนวนพนักงานทั้งสิ้น 2,634 คน โดยแบ่งเป็นพนักงานประจำ 1,581 คน โดยมีจำนวนเตียงมากถึง 4,373 เตียง และมีสถานพยาบาลทั้งสิ้น 68 แห่ง เช่น Green Life Sendai จำนวนเตียง 300 เตียง, Medis Kudatsu จำนวนเตียง 45 เตียง, C-Hearts Koshigaya จำนวนเตียง 68 เตียง และ Welhouse Senrichuo จำนวนเตียง 200 เตียง เป็นลำดับ   จะสังเกตเห็นได้ว่า สำนักงานใหญ่อย่าง Green Life Sendai ถือเป็นศูนย์บำบัดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น นับได้ว่า เป็นบ้านพักคนชราของเอกชน ที่ใหญ่ที่สุด  โดยมีค่าดูแลต่อหนึ่งคนผู้สูงอายุโดยประมาณ 3 แสนบาทต่อเดือน ซึ่งในราคานี้ รวมในเรื่องการดูแลทั้งหมด พร้อมยาสำหรับโรคส่วนตัว และแพทย์ประจำตัว (ที่จำเป็น)

ถึงแม้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุมากที่สุด

แต่ธุรกิจที่เกี่ยวกับ Aging Society ก็มีการแข่งขันกันมากที่สุดด้วย

ถึงแม้ว่า พวกเราจะทราบว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีสังคมผู้สูงอายุญี่ปุ่นมากที่สุด หรือที่เรียกว่า Hyper Aging Society แต่ธุรกิจที่เกี่ยวกับ Aging Society ก็มีการแข่งขันกันสูงมากกว่าทุกประเทศด้วยเช่นกัน  ถือเป็นสนามธุรกิจ ที่มีความหอมหวน ฝุ่นตลบกันพรึบ พรึบ และแน่นอน หลายคนต่างมองเห็นเป็นโอกาสแทบทั้งสิ้น  แต่ใครที่จะมาดูแล บริหารให้ดีนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นเดียวกับ Mr. Kenji – ประธานบริษัท กรีนไลฟ์ จำกัด ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจ  ในเรื่องของกลยุทธที่นำมาปรับบริหาร ดังนี้ :-

  1. Human เน้นให้พนักงานมองถึงความสำคัญในเรื่องการบริการ ต้อง win-win ทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายผู้ให้บริการ (ผู้ขาย) กับสังคม เพิ่มให้พนักงานเกิดการเรียนรู้ รับรู้ ในการบริการที่แตกต่างกันไป เพราะเราต้องเจอกับหลากหลายคน หลากหลายนิสัย จึงจำต้องเรียนรู้ถึงความแตกต่างของผู้สูงอายุแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน  พนักงานที่มาทำงานด้านการแพทย์ ต้องเน้นคำนึงถึงเรื่องจิตสำนึก เน้นการให้บริการ ให้คำปรึกษาที่ถูกต้อง ถ้าไม่มีปรับปรุง และส่งให้ไปอบรมเพิ่มเติม เพราะไม่เช่นนั้น อาจจะแพ้คู่แข่งได้
  2. Service ให้ทิศทางและมุมมองการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีแก่ผู้สูงอายุที่จะเข้ามาอยู่พำนักด้วยกัน ให้พวกเขารู้สึกว่า อยู่ที่นี่ พวกเขาจะรู้สึกปลอดภัย และสนุกกับเพื่อนที่อยู่วัยเดียวกัน  อาจจะมีการสร้างอีเว้นท์ร่วมกัน เช่น วันเกิด  จัดการร้องเพลงร่วมกัน การจัดกิจกรรมจัดดอกไม้ร่วมกัน  กีฬาสี ฯลฯ  ทำให้เกิดเป็นสังคมเล็ก ๆ อย่างมีความสุข  ดังนั้น ผู้สูงอายุที่มีความสนใจ และเข้ามา visit จะเห็นภาพแห่งความสุขที่มาอยู่ที่นี่ร่วมกัน ทำให้พวกเขา ก็อยากมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่ Green Life แห่งนี้ด้วย
  • Money เงิน อาจจะไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นที่สุด แต่เป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญเสมือนกัน การดูแลเอาใจใส่ใน พนักงาน ให้ความสำคัญกับทุกอย่าง โดยเฉพาะกับ คน หนึ่งชีวิต หนึ่งคน หนึ่งบาท หนึ่งหน้า หนึ่งความรู้สึก ทุกสิ่งเราให้ความสำคัญเท่าเทียมกันหมด  และยอดขายที่ดี จะตามมาเอง
  1. Information พยายามหาตลาดใหม่ เพื่อลงทุนการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เพิ่ม Channel มากขึ้น พยายามบริหารยอดกำไร ให้เพิ่มขึ้นทุกปี ด้วยกลยุทธการดูแลเอาใจใส่พนักงาน ไปพร้อม ๆ กับการหาตลาดใหม่การหา demand ใหม่ ให้เพิ่มขึ้นทุกปี

อุบัติเหตุในผู้สูงอายุ

หนีไม่พ้น สุขภาพเสื่อมตามวัย

ไม่เพียงแต่ในประเทศญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่กำลังก้าวสู่ Aging Society ปัญหาสุขภาพ ความเสื่อมโทรมทางร่างกายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง โรคเบาหวาน โรคความดันสูง ฯลฯ และโรคที่เป็นสาเหตุทำให้สมรรถภาพร่างการเสื่อมถอย คือ ปวดหลัง ปวดคอ ข้อเสื่อม เหล่านี้เป็นต้น

ธุรกิจเกี่ยวกับ “สุขภาพ” บูมมากในญี่ปุ่น

ข้อนี้แทบไม่ต้องสงสัยเลย เพราะนอกจากเรื่องงานแล้ว ด้านการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน สังเกตได้เลย คนสูงอายุในญี่ปุ่นจะพยายามหาอะไรทำอยู่เสมอ เคยมีเพื่อนสนิทถามมาเหมือนกันว่า “แต่ละวัน นอกจากทำงานแล้ว คนสูงอายุญี่ปุ่น พวกเขาทำอะไรกัน” หากพวกเขาไม่ทำงานประจำ ก็จะพยายามหากิจกรรมทำ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ เช่น ทำกิจกรรมอาสาสมัคร  เรียนรู้งานฝีมือ เรียนรู้วิธีการชงชา ไปจนถึงการออกกำลังกายแบบจริงจัง ที่ว่าออกกำลังกายแบบจริงจังนี่ เพราะว่า ไปดูได้เลยในฟิตเนสญี่ปุ่น  ถ้าสังเกตุด้วยสายตา จะเห็นว่า อายุเฉลี่ยคนที่มาเล่นฟิตเนส ไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ปี มีทั้งการเต้นแอโรบิก สเตป เต้นซุมบ้า แม้กระทั่งการลีลาศจังหวะช้า ๆ จนถึงเร็ว คาดว่าถือเป็นกลุ่มคนที่มีเวลามากที่สุด  ทำให้ธุรกิจสุขภาพในญี่ปุ่นต่างพลอยฟ้าพลอยฝนดีไปด้วย เพราะมีตลาดของผู้สูงวัยจำนวนมาก

เหงา โดดเดี่ยว เสียชีวิต

แน่นอน เมื่อไร้ลูกหลาน  ไร้ทายาท  ความโดดเดี่ยวก็ถามหา สังคมผู้สูงอายุญี่ปุ่นในญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งต้องอาศัยตามลำพัง และเสียชีวิตตามลำพังเช่นกัน  คนที่พบศพเป็นคนแรก ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนบ้านระแวกเดียวกัน  ซึ่งน่าหดหู่ โดดเดี่ยวมากจริง ๆ

ไม่เฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกจะเริ่มมีคนวัยทำงานลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ จากตัวเลขของ HSBC พบว่า ประเทศเยอรมัน และจีน ต่างก็พบปัญหาเดียวกัน  ส่วนด้านองค์การสหประชาชาติ ได้ออกมาคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ญี่ปุ่นจะมีจำนวนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) แซงหน้าเด็กแรกเกิดเป็นครั้งแรกในปี 2047 และมีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็นสองพันล้านคนในปี 2050 อย่างแน่นอน   และญี่ปุ่นจะประสบปัญหาขาดกำลังซื้อ กระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยตรงอย่างมาก ถ้ายังไม่มีนโยบายรับชาวต่างชาติเข้ามาในญี่ปุ่นเพิ่ม

สำหรับประเทศไทยเราเองนั้น เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในอีกไม่เกิน 2 ปีข้างหน้า พ.ศ.2564 ควรน่าจะมีการส่งเสริมการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ ถึงแม้ว่า ในปัจจุบัน จะเริ่มมีบางองค์กรเริ่มแล้วเช่น บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา รับผู้สูงอายุมาทำงานในบริษัทในเครือ หรือ ร้านหนังสือเครือข่ายซีเอ็ด  แต่ถ้ามีหลายองค์กรร่วมกันมากกว่านี้ พร้อมกันรัฐบาลช่วยสนับสนุนมากขึ้น ก็จะดีไม่น้อยในการแก้ปัญหาได้ใช้สมรรถภาพการทำงานของผู้สูงอายุได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ เพราะอย่าลืมผู้สูงอายุ ประสบการณ์ในการรับมือปัญหามีพร้อม อาจจะเป็นการทำงานร่วมกับคนวัยทำงานเพื่อเสริมจุดที่ด้อย จุดที่เด่น แชร์ส่วนที่ขาดร่วมกันได้  อาจจะทำเป็นสัญญาจ้างงานปีต่อปี แม้ไม่ใช่พนักงานประจำ แต่แรงงานสูงวัยยังมีส่วนช่วยให้เกิดผลิตผลบวก ที่ไม่ใช่ศูนย์ ยังสามารถสร้างรายได้ โดยไม่ต้องพึงรายได้จากลูกหลาน  และยังทำให้เกิดความภาคภูมิใจ สุขภาพจิตดี อีกด้วย

(ปล. ภาพหน้าปกครั้งนี้  ดิฉันถ่ายภาพเอง รู้จักคุณลุงชาวญี่ปุ่นทั้งสองโดยบังเอิญ คุณลุงทั้งสองอายุไล่เลี่ยกันประมาณ 70 กว่าปี อาชีพตัดชุดกิโมโนมาเกือบ 40 ปี ทำมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณพ่อ ร้านนี้อายุเกือบ 100 ปีได้ ตั้งอยู่แถวย่านตลาดเก่า เมืองโอซาก้า คุณลุง เล่าว่า กำลังจะโล๊ะกิจการร้านนี้ เลยเศษชิ้นผ้ากิโมโน ที่สามารถมาทำผ้าพันคอได้ ทีแรกกะอุดหนุนแค่ 2 ผืน ปรากฏคุยกันถูกคอ จัดไปเลย 14 ผืนมาฝากเพื่อนๆ คนไทยด้วยค่ะ ถือเป็นคุณลุง สูงวัยชาวญี่ปุ่นที่น่ารักมากมากค่ะ)

(อ้างอิง : www.npr.com)

https://i-kinn.com/2019960

www.who.int/features/factfiles/ageing/en/

 

#KINN_Biopharma

#คินน์เพื่อชีวิตยืนยาวและยั่งยืน

HEALTH, SOCIAL,

กัญชาสายพันธุ์ไทย ดีจริงชัวร์หรือมั่วนิ่ม ?

ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว เขียนเกี่ยวกับ “กัญชา กับ มะเร็ง” มีท่านผู้อ่านให้ความสนใจมากเลยทีเดียว มีการขอแอดไลน์ส่วนตัวมาคุยกัน บ้างก็ขายของไปด้วย อย่างไรแล้ว ก็ถือว่า กระแสกัญชา มาแรงแซงโค้งกันเลยทีเดียว

เคยมีคำถามกันไหมค่ะว่า แล้ว “กัญชาสายพันธุ์ไทย ที่ว่าดี ยังคงดีที่สุดหรือเปล่า” ถ้ายังจำได้ในทริปเมกาที่เพิ่งกลับมาครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งในเขตปลูกกัญชา ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ถึงกับเอ่ยปากว่า อากาศในประเทศไทยบ้านเรา เหมาะมากในการปลูกกัญชา และแน่นอนเขตพื้นที่ในจังหวัด สกลนคร ถือว่ามีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมกว่าที่อื่น” ในเมื่อประเทศไทยมีพื้นที่ที่เหมาะที่สุดแล้ว  และสายพันธุ์หล่ะ ยังดีที่สุดหรือไม่ กัญชาสายพันธุ์ไทยเรา เคยจัดว่าเป็นสายพันธุ์ที่ดีที่สุด แต่ในปัจจุบันมีหลายประเทศ ได้นำสายพันธุ์จากไทย ไปพัฒนาจนกระทั่งดีกว่าสายพันธุ์เดิมของไทยไปเสียแล้ว  และด้วยกัญชาจัดว่ามีประโยชน์ทางการแพทย์สูง  จึงค่อนข้างมั่นใจว่า ประเทศไทยเรา พร้อมในเรื่องนักวิชาการทางการเกษตรที่มีความรู้ ความสามารถในการพัฒนาสายพันธุ์พืชมากมาย ที่สามารถพัฒนาพืชเมืองหนาว และได้ผลดีมาก มาก ดังนั้น การพัฒนาสายพันธุ์กัญชา เพื่อให้ดีกว่าเดิม และที่สำคัญต้องมีสาระสำคัญในปริมาณที่สูงเพื่อใช้ในการแพทย์นั้น ทำได้แน่นอน  เพราะด้วย บุคคลกรที่เชี่ยวชาญในไทยเรามีเยอะ และมีองค์ความรู้ในการสกัดสาระสำคัญจากกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้อย่างเต็มที่

เรื่องที่น่ายินดีก็คือ ทางกรมการแพทย์แผนไทย จับมือกับมหาวิทยาลัยเกษตร ปลูกกัญชาในพื้นที่จังหวัด “สกลนคร” คาดจะเริ่มปลูกได้ในเดือนเมษายน เพื่อให้ทันป้อนให้กับหมอ แพทย์แผนไทย นำไปใช้ในตำรับยา 16 ตำรับ ที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ” แล้วต้นกัญชา มีกี่ชนิด ปลูกยากไหม  เรามาทำความรู้จักกันค่ะ

กัญชาสายพันธุ์ไทย

กัญชา มีกี่ชนิด

เราสามารถจำแนกความแตกต่างกัญชาออกมาหลัก ๆ ได้ 2 ชนิด โดยการแยกตามสายพันธุ์ Strains ของตัวมันเอง

  • Cannabis Sativa

ตัวลำต้นจะสูง ใหญ่ ใบมีลักษณะเรียว ยาว สีเขียว   ถือเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกได้ดีในประเทศแถบอเมกา เช่น โคลัมโบ แมกซิโก ประเทศไทย และในทวีปที่มีอุณหภูมิร้อนชื้น  นิยมนำมาปลูกเพื่อเอาเมล็ดมาสกัดเป็นน้ำมัน

  • Canabis Indica

ตัวลำต้นจะเตี้ย ไม่สูง ใบสีเขียวเข้ม กว้าง ไม่เรียวเหมือน Sativa ปลูกได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น นิยมปลูกเพื่อนำดอกมาใช้สกัด เป็นน้ำมันทางด้านการแพทย์ และนำมาเพื่อการผ่อนคลาย

ว่ากันว่า กัญชาสายพันธุ์ไทย สายพันธ์ หางกระรอกดีที่สุด ?

กัญชาไทย สายพันธุ์ “หางกระรอก” หรือที่ชาวต่างประเทศรู้จักกันดี ในนาม “Thai Stick” ซึ่งถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่ถูกยกย่องว่าเป็นสายพันธุ์ที่ติดอันดับ หนึ่ง ใน ห้า ของสายพันธุ์ที่ดีที่สุดสายพันธุ์หนึ่งในโลกใบนี้  เพราะด้วยอุณหภูมิ ภูมิอากาศ ความชื้นสัมพันธ์  ความอิ่มของแสงแดดในบ้านเรา  ทุกองค์ประกอบแทบจะเหมาะสมทั้งสิ้น  จึงทำให้สายพันธุ์  “หางกระรอก” ถูกจัดเป็นสายพันธุ์ที่มีค่า Tetrahydrocannabinol – THC) สูงที่สุดกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ และเมื่อมีค่า THC สูง นั่นหมายถึง มีคุณสมบัติและประโยชน์ในการรักษาสูงด้วยเช่นกัน

กัญชา “สายพันธุ์หางกระรอก” ถือเป็นสายพันธุ์ที่มีมาแต่โบราณกาลช้านาน  พบได้ตามแนวเทือกเขา ภูพาน จังหวัดสกลนคร  ถือเป็นพืชสมุนไพรที่ทรงคุณค่า และอย่างที่เรียนให้ทราบช่วงต้นว่า  ถ้าได้รับพัฒนาสายพันธุ์น่าจะอิ่มคุณสมบัติมากขึ้นไปอีก

แล้วกัญชา มีสรรพคุณทางยา อย่างไรบ้าง

จากการศึกษาทางการแพทย์ พบว่าในกัญชามีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญอยู่ 2 ชนิด  อันได้แก่:-

  • สาร CBD (Cannabidiol)

ช่วยลดการอักเสบของแผล ลดอาการเจ็บปวด ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ลดอาการชักเกร็ง

  • สาร THC (Tetrahydrocannabinol)

ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย และมีผลต่อจิตประสาท หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม จะลดความเครียดได้

ล่าสุดในประเทศไทย ได้มีการเผยแพร่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ.2562 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ว่า กัญชาสามารถนำมาใช้ในการแพทย์เพื่อรักษาโรคได้ แต่ต้องพัฒนาสายพันธ์ให้เหมาะสมกับการนำมาใช้ในการรักษาโรค  แต่อย่างไรก็ตาม กัญชายังคงเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฏหมายเหมือนเดิม

และในเร็ว ๆ นี้ จะมีการจัดงาน “พันธุ์รัมย์” จัดขึ้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ในระหว่างวันที่ 19 – 21 เมษายน 2562 ถือเป็นงานใหญ่ที่จัดขึ้นที่ประเทศไทย  เผื่อผู้อ่านสนใจ อาจจะไปร่วมงานได้เช่นกัน

#KINN_Biopharma

อ้างอิง :

(http://medicaljane.com/2013/06/28/cannabis-indica-vs-cannabis-sativa-differences), date 29 June 2013

  • เพจกัญชารักษาโรค CBD THC

บทความที่น่าสนใจ

กัญชา กับ มะเร็ง

3 โรค ถามหาเมื่อ “วัยทอง”

ผู้สูงวัย ล้มคนเดียว เจ็บทั้งบ้าน

General Post, HEALTH,

กัญชากับมะเร็ง

เมื่อสัปดาห์ก่อน ดิฉันได้มีโอกาสไปทริปดูงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แวะเมืองลาสเวกัส อริโซน่า ซานฟรานซิสโก และแน่นอนต้องแว๊บผ่านรัฐแคลิฟอร์เนีย  ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรัฐที่ 6 ที่ทางสหรัฐฯ อนุญาตให้ขายปลีกกัญชาเพื่อสันทนาการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา หลังจากที่อนุญาตให้สามารถใช้กัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ได้ เมื่อมากกว่า 20 ปีที่แล้ว  ตามที่ดิฉันติดตามข่าวมาโดยตลอด จากสื่อต่างประเทศ อย่างในสหรัฐฯ นายเจฟฟ์ เซสซันส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ออกมาระบุเมื่อต้นเดือนมกราคม 2562 นี่เองว่า เขาจะพยายามหยุดยั้งประกาศที่ออกมาในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ให้รัฐต่าง ๆ อย่างไรก็ดี ทำให้การใช้กัญชาเป็นเรื่องถูกกฎหมาย และขยายตัวสูงขึ้นมากในสหรัฐ ฯ

อย่างไรก็ตาม ทางรัฐแคลิฟอร์เนีย อนุญาตให้จำหน่ายกัญชาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แก่ผู้มีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมคมที่ผ่านมานี่เอง โดยอนุญาตให้สามารถครอบครองกัญชาในปริมาณสูงสุด 1 ออนซ์ (28 กรัม) และสามารถปลูกกัญชาไว้ที่บ้านได้มากที่สุดถึง 6 ต้น  ซึ่งถือว่าไม่น้อยสำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไป  และแน่นอน ในทริปนี้ ดิฉัน ได้มีโอกาสแวะเข้าไปดูลาดเลาร้านจำหน่ายกัญชาแบบเสรี (ยังแอบเสียดายว่า น่าจะซื้อติดมือมาบ้าง) ซึ่งถือเป็นร้านที่ตกแต่งง่าย ๆ เรียบ หรู ดูสะอาดตา  มีกัญชาหลากหลายชนิด หลากหลายกลิ่น (ที่ชอบ) และมีจำหน่ายในรูปแบบช๊อคโคแลต ลูกอม แบบดรอปหยดบนลิ้น แต่เราต้องสังเกตค่า THC และ CBD ในกัญชาแต่ละแบบมีความเข้มข้นเท่าไร  ผู้อ่านอาจจะ งง เหมือนดิฉันตอนแรก ว่า มันคืออะไร ? เรามาทำความเข้าใจกันค่ะ

ความแตกต่างระหว่าง THC และ CBD

วันก่อน ได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังสัมมนาในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง หลักสูตรหนึ่ง ซึ่งในสัปดาห์นั้น ท่าน ผศ.นพ. เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ได้รับเชิญมาพูดในหัวข้อ “Health Trend for Executive” และมีหลายท่านผู้ร่วมสัมมนา สงสัยเกี่ยวกับเรื่อง CBD ในกัญชา ท่านอธิบายได้เห็นภาพและเข้าใจง่าย ๆ ว่า  หลายคนเข้าใจว่า กัญชา ทำให้ผ่อนคลาย ได้ยินมาแบบนั้น มาอย่างช้านาน แต่ทราบหรือไหมว่า สารที่ทำให้ผ่อนคลายนั้น มีชื่อเรียกว่า THC ซึ่งมีผลในระบบประสาท และสารอีกตัวที่ชื่อว่า CBD นั้น ช่วยทำให้ผ่อนคลายเหมือนกัน และพอศึกษาลึกเข้าไปอีก จะทราบว่า CBD ถ้าเพิ่มโดสมากขึ้น สารตัวนี้ไม่มีผลข้างเคียงต่อระบบร่างกายมนุษย์ แต่เจ้าตัว THC จะมีผลข้างเคียง คือ จะมีอาการปากแห้ง มึน หัวใจเต้นเร็ว กระหายน้ำ  อาการเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ได้รับ THC ที่มากเกินไป  จริง ๆ แล้วในกัญชา จะมีสาร THC อยู่มากถึง 12% และมีสาร CBD อยู่ค่อนข้างน้อยมากเพียง 0.30% เท่าเอง ดังนั้นเพื่อการรักษาโรคที่ CBD ทำได้นั้น ล้วนแล้วยังทำให้ร่างกายได้รับสาร THC มากเกินไป และถูกต้อง การใช้ CBD อย่างให้มีประสิทธิภาพ จึงจำต้องผ่านกระบวนการสกัดออกมาก่อน

 

กัญชา กับ มะเร็ง

ทีนี้ กัญชา จะมาช่วยรักษามะเร็งได้อย่างไร ดิฉัน ขออนุญาตไม่ลงลึกไปในรายละเอียด เพราะถึงแม้ในต่างประเทศอย่างสหรัฐ ฯ ก็ยังอยู่ในช่วงพัฒนาสารสกัดดังกล่าวออกมา เพื่อใช้ในทางการแพทย์โดยเฉพาะ แต่หากในอนาคตมีการผ่านกฏหมายในบ้านเรา เพื่อให้ใช้ “กัญชา” ในการ “การแพทย์” เชื่อว่าแน่นอนต้องมีการศึกษาวิจัย อย่างละเอียดมากขึ้น และถือเป็นความโชคดีของผู้ป่วยที่ประสบปัญหาในหลาย ๆ โรคด้วยเช่นกัน

เรามาดูกันว่า สัญญาณเตือน หรือ อาการเตือนของโรคมะเร็ง ในรูปแบบต่าง ๆ มีอะไรบ้าง เผื่อเราเองจะได้รีบปรึกษาแพทย์ทันท่วงที :-

1.มะเร็งเต้านม

อาการคัน แดง เจ็บบริเวณเต้านม คลำพบก้อนบริเวณเต้านม อย่างเพิ่งตกใจ เพราะก้อนเนื้อนั้น อาจไม่ใช่เนื้อร้าย แนะนำรีบปรึกษาแพทย์ก่อน

2.มะเร็งปากมดลูก

จะมีเลือดออกระหว่างรอบของประจำเดือน มีตกขาวผิดปกติ ปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ หรือมีมากกว่าปกติ ต้องสังเกตอย่างละเอียด

3.มะเร็งตับอ่อน

ถือเป็นมะเร็งที่อันตรายที่สุด เพราะไม่แสดงอาการจนกระทั่งเข้าสู่ระยะสุดท้ายของโรค และเมื่อมีอาการจะพบผิวหนังเป็นสีเหลืองอ่อน และมีอาการปวดท้องร่วมด้วย

วันนี้ขออนุญาตยกตัวอย่างมาเพียง 3 อาการที่พบบ่อย และคนไทยเป็นกันมากที่สุด หากมีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง อาจจะต้องเพิ่มการระมัดระวังปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพิ่มการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น และอย่าลืมเช็คสุขภาพร่างกายประจำปีทุกปี อย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ

#KINN_Biopharma

#คินน์เพื่อชีวิตยืนยาวและยั่งยืน

(credit : billionaire mindset, www.healthline.com, www.leafscience.com/2017/11/22/thc-cbd-difference/

www.leafscience.com/2017/11/22/thc-cbd-difference/

 

#KINN_Biopharma

บทความที่น่าสนใจ

จริงหรือไม่ กัญชารักษาได้ทุกโรค

กินผักผลไม้ยังไง ให้ดีต่อ (หัว) ใจ

ผู้หญิงวัยทอง อาการเข้าวัยทอง ควรเน้นอาหารแบบไหน ต้องเลี่ยงอะไร ?

 

SOCIAL,

“ต่างคน ต่างสี ต่างนิสัย – บนเส้นทางแห่งมิตรภาพ”

ว่าจะไม่เขียนแนะนำภาพยนตร์ซะแล้วช่วงนี้

เพราะเป็นช่วงวันทำงานตรุษจีน (วันที่เพื่อน ๆ หยุดกัน แต่เราทำงาน)

อาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปชมหนังภาพยนตร์เรื่องนี้

GREEN BOOK

“ต่างคน – ต่างสี – ต่างนิสัย – บนเส้นทางแห่งมิตรภาพ”

ทีแรก ไม่คิดว่าจะได้อะไรจากหนังเรื่องนี้เท่าไหร่

แต่ปรากฏว่า พอหนังเริ่มเรื่องไปสัก ครึ่งชั่วโมง คือแบบว่า

อินมาก นั่งดูตาแป๋ว ไม่หลับเลย

“แนะนำเลย เรื่องนี้ สนุก สะท้อนชีวิต ให้ข้อคิด ให้กำลังใจได้อย่างเยี่ยมยอด ! “

หนังเรื่องนี้เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับใครที่ลึกๆ เป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดใจหรือมักเก็บ

ความรู้สึกไว้ในใจ (คนเดียว) ยิ่งต้องดู

หนังเรื่องนี้ ไม่ใช่เป็นแค่เหยียดคนสีผิว

แต่…หนังเรื่องนี้เค้าสอนในเรามองคน “ให้ลึก”

ไปกว่านั้น สามารถทลายกำแพง

ความรู้สึกในใจที่ไม่เคยเปิดเผยไปได้ทีเดียว !

เรื่องย่อ

Green Book เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างคนผิวสีและผิวขาวที่ในระหว่างช่วงเวลานั้นคนผิวสีไม่เป็นที่ยอมรับและต้องถูกคนรอบข้างเหยียด หนังดำเนินเรื่องไปในเส้นตรงและการเล่าเรื่องที่เรียบง่าย แต่ความเรียบง่ายนั้นทำให้เราได้มองเห็นถึงการพัฒนาของตัวละครได้อย่างชัดเจน ขอบอกเลยว่าเรื่องนี้ นักแสดงทั้งคู่เคมีตรงกันมากๆ ทั้งการรับส่งบทไม่ว่าจะช่วงดราม่าหรือมุกเล็กๆก็ทำออกมาได้ดี หากใครชอบเสพหนังชีวิตรับรองไม่ผิดหวัง บวกกับใครที่ชื่อชอบเพลงคลาสสิคเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ต้องชอบแน่ๆ  (ต้องชอบจริง ๆ นะ พนันเลย !)

คำเตือน

ใครที่ชมภาพยนตร์ดราม่า และชอบสะอื้นง่าย

หนังเรื่องนี้ มีแนวซึ้ง หลายฉาก เหมือนกัน

ก็แนะนำเตรียมทิชชู ไปสักหน่อย เผื่อคนข้าง ๆ ลืมหยิบผ้าเช็ดหน้าให้ 🙂

 

HEALTH, SOCIAL,

ส่อง “สังคมสูงอายุญี่ปุ่น” สะท้อนอะไรบ้าง ?

ส่อง สังคมสูงอายุญี่ปุ่น ว่าทำให้เกิดอะไรบ้าง? …ในเมื่อช่วงก่อนปีใหม่ที่ผ่าน ดิฉันได้มีโอกาสไปทริปถ่ายภาพกับก๊วนเพื่อนสนิท (ช่างภาพมือสมัครเล่น) ตะลอนเมืองต่างจังหวัดในประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น นาโกย่า, ทากายาม่า, ชิรากาว่าโกะ,คานาซาว่า  พอดีช่วงที่ไปอากาศค่อนข้างเย็นเล็กน้อยประมาณ 5 องศา  บางสถานที่ลมแรง ก็มีหนาวอยู่เหมือนกัน  การเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่สองในรอบหลายปี  สำหรับเพื่อน ๆ ที่เคยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น แน่นอน สิ่งที่พวกเราสังเกตได้ชัดเจน นอกจากเป็นประเทศที่สะอาด และมีระเบียบวินัยที่เคร่งครัดแล้ว นั่นคือ ประชากร พนักงานบริการ ไม่ว่าจะเป็นบนรถไฟชินกาเซน คนขายตั๋วในสถานี  คนขับแท็กซี่ หรือ แม้กระทั่งพนักงานบริการเสริฟอาหารในร้านอาหาร มักเป็นผู้สูงอายุ ที่มีอายุเกินราว 60 ปี !

สังคมสูงอายุญี่ปุ่น

สังคมสูงอายุญี่ปุ่น

อย่างที่เราท่านทราบดีแล้วว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ก้าวสู่วัยผู้สูงอายุก่อนประเทศไทยหลายปีเลยทีเดียว ในวันนี้ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงไปมาก วันนี้ดิฉัน จะพามาดูกันว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นในวันนี้เกี่ยวโยงกับสังคมผู้สูงอายุที่น่าสนใจมากัน เพราะในวันนี้ ญี่ปุ่นมีผู้ที่มีอายุเกิน 100 ปี แล้วเกือบ 68,000 คน (อ้างอิง : www.npr.com)

ถ้าพูดถึงสังคมสูงอายุญี่ปุ่น ประเทศอันดับต้น ๆ ที่เรานึกถึงก็คือประเทศญี่ปุ่น เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ติดอันดับสัดส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก ๆ ที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นประเทศแรก ตั้งแต่ปี 2513 (คือมีประชากรผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป เกิน 7%) และได้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอายุโดยสมบูรณ์เมื่อปี 2537 (คือมีประชากรผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปี เกิน 20%) และมีแนวโน้มจะมีประชากรผู้สูงอายุมากถึง 39% ในปี 2593 และด้วยสาเหตุที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นสังคมสูงอายุญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว เพราะมีอัตราเด็กเกิดใหม่ที่ต่ำติดต่อกันมาตลอด  และเมื่อปี 2017 เป็นปีที่ญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดของเด็กทารกต่ำสุดคือประมาณ 941,000 คน ขณะที่อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 1.34 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2016 ประมาณ 3%  และในปี 2017 ที่ผ่านมาเช่นกัน ถือเป็นปีที่ญี่ปุ่นทำลายสถิติตัวเองกับการมีผู้สูงอายุ ที่มีอายุเกิน 100 ปี มากเป็นประวัติการณ์  ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่ประชากรอายุเกิน 100 ปีมากกว่าประเทศใด ๆ ในโลกใบนี้ !

สังคมสูงอายุญี่ปุ่น

นั่นเป็นสิ่งที่ดิฉันไม่แปลกใจเลยว่า  มองไปทางใด เราจะเห็นผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรถไฟ  คนขายของในห้างร้านในสถานีรถไฟ  คนกวาดขยะ  ตลอดเวลาทุกสถานที่ แต่สิ่งที่ใกล้ตัวและชื่นชมก็คือ โชเฟอร์คนขับรถแท็กซี่ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ขับรถเร็วมาก (อย่างกะวัยรุ่นในบ้านเรา) ซิกแซก เข้าทางลัดนั่นโน่นนี่ จนลืมไปเลยว่า รถคันนี้ขับโดยผู้สูงอายุ J  พวกเราเลยถึงที่หมายสบายผิดกัน ส่วนวันอื่น ๆ พวกเราก็ใช้บริการของรถไฟชินกาเซน ซึ่งแน่นอนพนักงานตรวจตั๋วบนรถไฟ ก็เป็นผู้สูงอายุเช่นกัน  หรือแม้แต่ตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นวัด หรือ ศาลเจ้า ที่มักจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวสูงอายุ  หรือแม้แต่สวนสาธารณะ ที่เราจะเห็นผู้สูงอายุ สูงวัย เดินเที่ยวออกกำลังกายกันได้เสมอ ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่ผู้สูงอายุ ยังมีเรี่ยวแรง และมีใจอยากทำงานอยู่ !

หย่าร้าง เมื่อสูงวัย

อ้างอิงตามหนังสือ อิคิไก ที่กล่าวว่า “การทำงานคือ คุณค่าของชีวิต”  เคยทำงานมาตลอด แต่เมื่ออายุมากขึ้น สูงวัยขึ้น ไม่มีงานทำแล้วกลายเป็นไม่รู้จะทำอะไร อยู่บ้านก็เหงา ห่อเหี่ยว แถมบางทีอาจเกิดการหย่าร้างเมื่อสูงวัย เพราะว่าพอไม่มีงานทำ ก็อยู่บ้านเฉย ๆ ภรรยาที่คอยทำหน้าที่สนับสนุนสามีเวลาไปทำงาน พอมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทั้งวัน  เลยแปลก ไม่คุ้นวิถีชีวิตแบบนี้ บางทีก็รู้สึกว่าหน้าที่ภรรยาในการซัพพอร์ตสามีหมดแล้ว  สามีไม่ได้ทำงานหาเงินเข้าครอบครัวอีกต่อไป ไม่รู้จะอยู่ทำไม การหย่าร้างจึงเกิดขึ้น  ฉะนั้น การที่มีโอกาสได้ทำงานหลังวัยเกษียณจึงถือเป็นสิ่งสำคัญ เป็นโอกาสในการสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง

สังคมสูงอายุญี่ปุ่น

ยอดขาย ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ แรง ไม่หยุด !

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนสังคมผู้สูงอายุ ได้อย่างชัดเจนอีกอย่างหนึ่งคือ สินค้าประเภทผ้าอ้อมผู้สูงอายุ ขายดีมากกว่าผ้าอ้อมเด็กแรกเกิด !  สะท้อนให้เห็นชัดเจน ถึงความใหญ่ของกลุ่มสังคมผู้สูงอายุในญี่ปุ่น ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปสูงกว่าวัยอื่น ๆ อย่างชัดเจน

หนีไม่พ้น สุขภาพเสื่อมตามวัย

ไม่เพียงแต่ในประเทศญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่กำลังก้าวสู่ Aging Society ปัญหาสุขภาพ ความเสื่อมโทรมทางร่างกายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง โรคเบาหวาน โรคความดันสูง ฯลฯ และโรคที่เป็นสาเหตุทำให้สมรรถภาพร่างการเสื่อมถอย คือ ปวดหลัง ปวดคอ ข้อเสื่อม เหล่านี้เป็นต้น

(ปัจจุบัน ห้างสรรพสินค้าไดมารู (ย่านโอซาก้า) ยังคงหนาแน่นด้วยนักช๊อปกันทุกชั้น ถือเป็นห้างเก่าแก่ที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักกันดี  และเป็นเคยเป็นห้างสรรพสินค้าที่ฮิตมากในบ้านเรา เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ในนาม “ห้างสรรพสินค้าไทยไดมารู” ตั้งอยู่แถวราชดำริ  (ปัจจุบันเป็นห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ราชดำริ)

ธุรกิจเกี่ยวกับ “สุขภาพ” บูมมากในญี่ปุ่น

ข้อนี้แทบไม่ต้องสงสัยเลย เพราะนอกจากเรื่องงานแล้ว ด้านการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน สังเกตได้เลย คนสูงอายุในญี่ปุ่นจะพยายามหาอะไรทำอยู่เสมอ เคยมีเพื่อนสนิทถามมาเหมือนกันว่า “แต่ละวัน นอกจากทำงานแล้ว คนสูงอายุญี่ปุ่น พวกเขาทำอะไรกัน” หากพวกเขาไม่ทำงานประจำ ก็จะพยายามหากิจกรรมทำ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ เช่น ทำกิจกรรมอาสาสมัคร  เรียนรู้งานฝีมือ เรียนรู้วิธีการชงชา ไปจนถึงการออกกำลังกายแบบจริงจัง ที่ว่าออกกำลังกายแบบจริงจังนี่ เพราะว่า ไปดูได้เลยในฟิตเนสญี่ปุ่น  ถ้าสังเกตุด้วยสายตา จะเห็นว่า อายุเฉลี่ยคนที่มาเล่นฟิตเนส ไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ปี มีทั้งการเต้นแอโรบิก สเตป เต้นซุมบ้า แม้กระทั่งการลีลาศจังหวะช้า ๆ จนถึงเร็ว คาดว่าถือเป็นกลุ่มคนที่มีเวลามากที่สุด  ทำให้ธุรกิจสุขภาพในญี่ปุ่นต่างพลอยฟ้าพลอยฝนดีไปด้วย เพราะมีตลาดของผู้สูงวัยจำนวนมาก

เหงา โดดเดี่ยว เสียชีวิต

แน่นอน เมื่อไร้ลูกหลาน  ไร้ทายาท  ความโดดเดี่ยวก็ถามหา ผู้สูงอายุในญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งต้องอาศัยตามลำพัง และเสียชีวิตตามลำพังเช่นกัน  คนที่พบศพเป็นคนแรก ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนบ้านระแวกเดียวกัน  ซึ่งน่าหดหู่ โดดเดี่ยวมากจริง ๆ

ไม่เฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกจะเริ่มมีคนวัยทำงานลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ จากตัวเลขของ HSBC พบว่า ประเทศเยอรมัน และจีน ต่างก็พบปัญหาเดียวกัน  ส่วนด้านองค์การสหประชาชาติ ได้ออกมาคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ญี่ปุ่นจะมีจำนวนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) แซงหน้าเด็กแรกเกิดเป็นครั้งแรกในปี 2047 และมีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็นสองพันล้านคนในปี 2050 อย่างแน่นอน   และญี่ปุ่นจะประสบปัญหาขาดกำลังซื้อ กระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยตรงอย่างมาก ถ้ายังไม่มีนโยบายรับชาวต่างชาติเข้ามาในญี่ปุ่นเพิ่ม

สำหรับประเทศไทยเราเองนั้น เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในอีกไม่เกิน 2 ปีข้างหน้า พ.ศ.2564 ควรน่าจะมีการส่งเสริมการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ ถึงแม้ว่า ในปัจจุบัน จะเริ่มมีบางองค์กรเริ่มแล้วเช่น ร้านหนังสือเครือข่ายซีเอ็ด  แต่ถ้ามีหลายองค์กรร่วมกันมากกว่านี้ พร้อมกันรัฐบาลช่วยสนับสนุนมากขึ้น ก็จะดีไม่น้อยในการแก้ปัญหาได้ใช้สมรรถภาพการทำงานของผู้สูงอายุได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ เพราะอย่าลืมผู้สูงอายุ ประสบการณ์ในการรับมือปัญหามีพร้อม อาจจะเป็นการทำงานร่วมกับคนวัยทำงานเพื่อเสริมจุดที่ด้อย จุดที่เด่น แชร์ส่วนที่ขาดร่วมกันได้  อาจจะทำเป็นสัญญาจ้างงานปีต่อปี แม้ไม่ใช่พนักงานประจำ แต่แรงงานสูงวัยยังมีส่วนช่วยให้เกิดผลิตผลบวก ที่ไม่ใช่ศูนย์ ยังสามารถสร้างรายได้ ไม่เป็นภาระแก่ลูกหลาน  และยังทำให้เกิดความภาคภูมิใจ สุขภาพจิตดี อีกด้วย

(อ้างอิง : www.npr.com)

www.who.int/features/factfiles/ageing/en/

ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์

#KINN_Biopharma

#คินน์เพื่อชีวิตยืนยาวและยั่งยืน

บทความที่น่าสนใจ

ภัยใกล้ตัว น้ำตาลในเลือดสูง พุ่งสูงปรี๊ดด เหตุเพราะชานมไข่มุก !

4 โทษของน้ำตาล อันตรายที่มากับรสหวาน ควรหวานแค่ไหน ถึง (พอ) ดีต่อร่างกาย

7 วิธีง่าย ๆ ลดไขมันในเลือด แบบเห็นผลชัด !

General Post, HEALTH,

เลือกได้ไหม เงินกับสุขภาพ

“It’s good to have money and the things that money can buy, but it’s good, too, to check up once in a while and make sure that you haven’t lost the things that money can’t buy”

ในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้มีโอกาสนั่งคุยแชร์ความคิดเห็นกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง โดยหยิบประเด็นคลาสสิค ที่คนนิยมถามกัน “Money & Longevity” ถ้าเลือกได้ จะเลือกอย่างไหนระหว่าง “เงิน และ การมีสุขภาพดีอายุวัฒนะ” นั่นเอง  เป็นเรื่องที่เราเห็นบ่อย ๆ ที่นักธุรกิจที่มีชื่อเสียง ร่ำรวยมากมาย แต่ตัวเองนั่งอยู่บนรถวีลแชร์บ้าง  นอนติดเตียงบ้าง หรือแม้กระทั่ง ทุพพลภาพไม่สามารถช่วยตัวเองได้  แล้วการมี “เงิน” มันจะสามารถตอบโจทย์ชีวิตได้หรือ ?  หรือการมี “สุขภาพดี” และมีเงินด้วย แต่แทบไม่มีเวลา ชีวิตจะมีความหมายได้อย่างไร ?

หนึ่งในบทความน่าสนใจตอนหนึ่งของ จอร์จ ลอรีเมอร์ (George Lorimer) บรรณาธิการผู้ปลุกปั้นนิตยสาร The Saturday Evening Post ให้กลายเป็นนิตยสารยอดนิยมของชาวอเมริกันทีมียอดพิมพ์สูงถึง 3 ล้านฉบับ ก่อนที่จะกลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่ง

เงิน กับ สุขภาพ ถ้าต้องเลือก?

เงินกับสุขภาพ

แน่นอน สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ คือ เวลา ความสัมพันธ์ และสุขภาพ เพราะต่อให้มีเงินมากเพียงใด เราก็ไม่สามารถซื้อเวลาให้ย้อนคืนมาได้ ไม่สามารถเรียกความสัมพันธ์ดีดีกลับมาได้ หรือแม้กระทั่งสุขภาพที่ดีคืนกลับมาได้

หลายท่านอาจคิดว่า กุญแจสำคัญที่จะทำให้ชีวิตหลังเกษียณมีความสุขคือ

สุขภาพที่แข็งแรง แต่แท้จริงแล้ว ถ้าเรามาวิเคราะห์กันลงลึกในความเป็นจริง เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ใช่แค่ออกกำลังกายหรือการทานอาหารครบ 5 หมู่ แล้วเราจะได้อยู่แบบสุขสบาย แต่ต้องมีเสถียรภาพทางการ “เงิน” เป็นองค์ประกอบที่สำคัญด้วย !

ดังนั้น การรู้จักปรับความสมดุลในชีวิตเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อย การใช้ชีวิตแบบสมดุล คือ การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง โดยไม่ตั้งเป้าหมายในชีวิตที่สูงจนเกินไป  การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์เสมอ การดูแลห่วงใย คนที่เรารัก เพื่อนแท้ รวมถึงครอบครัว นั่นคือสิ่งที่มีค่าที่หาสิ่งใดมาทดแทนไม่ได้ หากเรามีความสัมพันธ์ที่พิเศษกับคนที่เรารัก  กับสมาชิกในครอบครัว เพื่อนสนิท  นั่นคือพลังบวกมหาศาล ที่สามารถเป็นกลไกให้เรามีพลังสร้างรายได้กลับมาสู่ครอบครัว นั่นเอง  อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ นั่นคือ การที่เราหมั่นพัฒนาตัวเอง การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด  คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ล้วนแล้วแต่ เป็นคนรักที่รักการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เสมอ ไม่เคยหยุดนิ่ง และเป็นคนที่ใส่ใจ ติดตาม คอยศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา

ดังนั้น อยากสรุปง่าย ๆ ว่า ทั้งสุขภาพและการเงิน ต้องเดินเคียงคู่กันไป ต้องรู้จักบริหารเงิน เก็บออม ต่อยอดทรัพย์สินเพื่อใช้ในวัยเกษียณ  ในเวลาเดียวกัน ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ และนั่นคือวิธีการทำให้บั้นปลายชีวิตมีความสุขแบบยั่งยืนและมีอายุที่ยืนยาว  ดังคำกล่าวที่ว่า “Money & Longevity” นั่นเอง

#KINN_Biopharma

#คินน์เพื่อชีวิตยืนยาวและยั่งยืน

บทความที่น่าสนใจ

กิน ปาท่องโก๋เสี่ยงไขมันสูง สุขภาพแย่ ไขมันในเลือดพุ่งสูง !

ในความปกติใหม่ คุณจะเป็น “ผู้รอด” หรือไม่

“อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น”

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com