ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

5 โรคยอดฮิตผู้บริหาร คนทำงาน กลุ่มโรคสุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง

โรคยอดฮิตผู้บริหาร  ที่ควรระวัง เพราะถึงแม้ว่า “การไม่มีโรค ถือเป็นลาภอันประเสริฐ” แต่ถ้ามีโรคแล้ว รู้ได้เร็ว ย่อมแก้ไขได้ทันท่วงที  แน่นอน ไม่มีใครอยากเจ็บป่วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ทำงานบริหาร ค่อนข้างเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ เพราะอะไร ? คำตอบแสนง่ายมาก เพราะการทำงานระดับบริหาร สิ่งที่ต้องเผชิญทุกวัน นอกจากสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ มากมายแล้ว ยังมี “ความเครียด” สะสมติดตัวกลับบ้านมาทุกวันด้วย  โดยเฉพาะผู้บริหารที่มีอายุระหว่าง 35 – 50 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูงกว่าผู้บริหารวัยหนุ่ม  ด้วยตำแหน่งสูงขึ้น ความรับผิดชอบก็ต้องมากขึ้นเป็นเหงาตามตัว อีกทั้งพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ต้องนั่งประชุมนาน ๆ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ตกเย็นเอนเตอร์เทนอีก แถมไม่มีเวลาออกกำลังกาย (จริงมั๊ย) ยิ่งเสี่ยงต่อภาวะโรคมากขึ้น  เรามาดูกันว่าโรคยอดฮิต มีอะไรบ้าง :-

โรคยอดฮิตผู้บริหาร คนทำงาน มนุษย์ออฟฟิศ

โรคยอดฮิตผู้บริหาร กลุ่มคนทำงานที่ต้องระวัง

1.โรคเบาหวาน

ถือเป็นโรคที่ติดอันดับท๊อปฮิตของประเทศเช่นกัน  ด้วยโรคเบาหวาน มักเกิดขึ้นได้ง่ายกับคนที่นิยมทานอาหารประเภทแป้งมากเกินไป กรรมพันธุ์ก็มีส่วนด้วย รวมไปถึงผู้ที่มีความเครียด คิดเยอะ คิดมากอยู่ตลอดเวลา เพราะความเครียดนี่หล่ะ ทำให้ร่างกายเราหลั่งฮอร์โมนบางอย่างออกมา ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และเมื่อน้ำตาลสูงขึ้นบ่อย ๆ เป็นประจำ จึงเกิดภาวะโรคเบาหวานเกิดขึ้น  แนะนำให้ผู้บริหารตรวจสุขภาพประจำปี เพราะโรคเบาหวาน เริ่มแรกอาการแทบไม่มีอาการใด ๆ นอกจากจะอ่อนเพลีย สมองมึน (บางทีเราจะคิดไปเองว่า เป็นความเครียดสะสม)  เพราะถ้าปล่อยให้เป็นโดยไม่ได้รักษาอย่างถูกวิธี อาจจะพ่วงตามมาอีกหลายโรคก็เป็นได้ ซึ่งเรียกว่า ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน นั่นเอง

2.โรคความดันโลหิตสูง

ถือเป็นโรคที่มาแรงไม่แพ้โรคเบาหวานเช่นกัน ด้วยความที่ต้องเผชิญกับเครียดอยู่เป็นประจำ ทั้งเจ้านายและลูกน้อง ทำให้อาจเกิดความดันในเลือดสูงโดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว  โรคความดันในเลือดสูง ยังเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง อัมพาต โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือหัวใจล้มเหลว อีกด้วย ฉะนั้น หากรู้สึกว่าใจสั่นบ่อย ๆ เหนื่อยโดยไร้สาเหตุ หรือเพลียผิดปกติ แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์

โรคยอดฮิตผู้บริหาร คนทำงาน มนุษย์ออฟฟิศ

3.โรคหลอดเลือดตีบ หรือ โรคหัวใจขาดเลือด

ถือเป็นโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศเลยทีเดียว  ด้วยอาการที่เกิดจากการตีบ หรืออุดตันของเส้นเลือดจากการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล เป็นผลให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถนำเลือดไปจ่ายเลี้ยงหัวใจได้ตามปกติ  อาการเฉียบพลันที่เกิดจากโรคนี้ คือ ตาพร่ามัว ปวดศีรษะเฉียบพลันแบบไม่ทราบสาเหตุ แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก วูบแบบเฉียบพลัน หากถึงมือแพทย์ช้า อาจเป็นอัมพาตได้

4.โรคกระเพาะอาหาร

โรคนี้ถือเป็นโรคยอดฮิตในหมู่นักบริหารด้วยเช่นกัน เนื่องจากทานอาหารผิดเวลาบ้าง ทำงานเร่งกับเวลาจนเลยเวลาทานอาหารบ้าง เครียดกับงานจนลืมทานอาหารบ้าง  ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยตัวเร่งที่สำคัญทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร ได้ทั้งสิ้น

โรคยอดฮิตผู้บริหาร คนทำงาน มนุษย์ออฟฟิศ เครื่่องดื่มแอลกอฮอล์

5.โรคมะเร็งตับ

โรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ และส่วนใหญ่จะเป็นเพศชายด้วย ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีอัตราสูงมาก สาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือ กรรมพันธุ์ ฉะนั้น ควรเลี่ยงดื่มของมึนเมาให้น้อยลง เพื่อชีวิตจะได้ยืนยาว

ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้บริหารควรทำ คือ ควรจะบริหาร “ความเครียด” โดยทำให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด  แน่นอน เป็นเรื่องที่ยาก แต่ไม่เกินความตั้งใจที่เราสามารถ  ออกกำลังกายง่าย ๆ บ้าง เช่นเดินรอบหมู่บ้าน  speed walk ตอนเช้าบ้าง อย่าลืมหมั่นตรวจเช็คร่างกายประจำปี  เพียงเท่านี้ เราผู้บริหารก็จะห่างไกลโรคยอดฮิตที่กล่าวมาข้างต้นค่ะ

(credit : Top 4 tips to survive a stroke in the workplace :, Thaiquote.org)

 

#KINN_Holistic_Healthcare

บทความที่น่าสนใจ

จะใจดีกับใครในโลกก็ได้ แต่อย่าลืมใจดีกับตัวเอง

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

กินผักผลไม้ยังไง ให้ดีต่อ (หัว) ใจ

HEALTH,

ไข้หวัดใหญ่กับเบาหวาน ภัยร้ายของโรคอันตรายที่ต้องรู้ !

“หน้ากากอนามัย” ถือเป็นอวัยวะที่ 34 กันแล้ว ที่ต้องพกก่อนออกจากบ้านทุกวันช่วงนี้ (อวัยวะที่ 33 คือมือถือที่ขาดไม่ได้ เช่นกัน) เมื่อวันก่อน ผู้เขียนได้มีธุระต้องเข้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ ย่านใจกลางกรุงเทพมหานคร  คนเยอะมาก น่าจะมีเทศกาลญี่ปุ่นอะไรสักอย่าง  มีการออกบู๊ทแสดงสินค้า และการแสดงบนเวทีต่าง ๆ สังเกตุได้ว่าทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ ต่างพร้อมเพรียงใส่หน้ากากอนามัยกันแทบทุกคน !  อย่างที่เราทราบกันดีว่า ช่วงนี้ปริมาณฝุ่นมลพิษในภาพรวม ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกพื้นที่ อีกทั้งยังต้องระวังเจอเจ้าตัวไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่อีกด้วย  ทางที่ดีและง่ายที่สุด คือต้องระมัดระวังตัวเองอย่าไปอยู่ในที่ที่แออัด  บางท่านที่มีพื้นฐานเป็นภูมิแพ้อากาศอยู่แล้ว ช่วงนี้ยิ่งหนักเลย จมูกคันหยุบยิบ น้ำมูกไหล ไอ จาม กันพัลวัน ต้องรีบหาหยูกยามารับประทาน

หลายคนคิดว่าโรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ดูเหมือนจะธรรมดามาก ประเดี๋ยวก็หาย แต่จริง ๆ แล้วโรคไข้หวัดใหญ่ไม่ธรรมดาเลย ด้วยเพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อไวรัสที่มีอัตราการกลายพันธุ์สูงมาก การที่เชื้อมันกลายพันธุ์ ก็เพื่อให้อยู่รอดพ้นจากการถูกทำลายจากระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์นั่นเอง แล้วทราบหรือไม่ว่า…การป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มีโอกาสเสียชีวิตได้ และกลุ่มเสี่ยงที่สุดคือ กลุ่มเด็ก และ ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่นโรคเบาหวาน  เนื่องจากมีการทำงานของภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติและนี่คือสาเหตุที่ต้องมีการพัฒนาวัคซีนทุก ๆ ปี เพื่อให้สามารถป้องกันและครอบคลุมสายพันธุ์ไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในแต่ละปีให้ได้มากที่สุด

ไข้หวัดใหญ่กับเบาหวาน

ความแตกต่างระหว่างโรคภูมิแพ้อากาศกับไข้หวัดใหญ่

ถ้ากล่าวถึงไข้หวัดสามารถจำแนกได้เป็น ไข้หวัดธรรมดา (Common cold) กับไข้หวัดใหญ่ (Flu) แน่นอนทั้งสองโรคเกิดจากการติดเชื้อไวรัส แต่จะแตกต่างกันที่ชนิดของไวรัส อาการของไข้หวัดธรรมดา มักจะมี (หรือไม่มี) ไข้ต่ำ ๆ ร่วมกับอาการทางเดินหายใจ เช่น อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไอ ส่วนอาการไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการที่เด่นชัดคือ มีไข้ขึ้นสูง (37.8 – 39.0 องศาเซลเซียส) ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ ร่วมกับอาการอ่อนเพลียอย่างมาก รวมถึงอาการไอที่รุนแรง

ส่วนในโรคภูมิแพ้อากาศ จะมีอาการลักษณะใกล้เคียงกับไข้หวัดธรรมดามาก ไม่ว่าจะเป็นอาการคัดจมูก น้ำมูลไหล จาม โดยโรคภูมิแพ้อากาศจะมีระยะเวลาในการเกิดนานกว่า และจะไม่หายถ้าผู้ป่วยยังคงได้รับสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการอยู่ เช่นเลี่ยงฝุ่นละออง  อากาศเย็น ฯลฯ

ไข้หวัดใหญ่กับเบาหวาน

ทำไม ไข้หวัดใหญ่ถึงอันตรายต่อผู้ป่วยเบาหวาน เหตุผลที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเมื่อเป็นไข้หวัด มีโอกาสเสียชีวิตสูง เป็นเพราะ ภาวะน้ำตาลในเลือด สูงเกินไป และเมื่อน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น มันจะเริ่มเข้าไปรบกวนการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ความสามารถในการกำจัดเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวลดลง ส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวาน ยิ่งมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป และเมื่อไหร่ที่เชื้อเริ่มลุกลาม ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนอย่าง ปอดบวม หูอักเสบ มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงชีวิตได้

ในช่วงฤดูกาลระบาดของไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยเบาหวาน มีอัตราเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นถึง 5 – 15% ผู้ป่วยเบาหวาน มีโอกาสนอนโรงพยาบาลจากภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่สูงกว่าคนทั่วไปถึง 6 เท่า

ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก และราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ได้แนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นประจำทุกปี เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงของไข้หวัดใหญ่

ดูแลตัวเราเอง ให้ห่างไกลไข้หวัดใหญ่

วิธีง่ายสุด คือเน้นการล้างมือบ่อย ๆ  แนะนำให้ใส่หน้ากากอนามัย เมื่อจำเป็นต้องเดินทางไปที่แออัด  พักผ่อนหลับให้สนิท และทำร่างกายให้อบอุ่นเสมอ

ประโยชน์ของวัคซีนไข้หวัดใหญ่กับเบาหวาน

สามารถลดอัตราการป่วยและต้องเข้าโรงพยาบาลจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีอายุมากกว่า 18 ปี ได้ถึง 50% ลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยเบาหวานที่มีอายุมากกว่า 18 ปี ประมาณ 50 – 60%

จะเห็นได้ว่าไข้หวัดใหญ่อันตรายกว่าที่คิดไว้ ฉะนั้น เพื่อเป็นการป้องกันอย่างรอบคอบ แนะนำให้ผู้สูงอายุ ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น พบกันใหม่ ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

credit :

  • Eccles R. Understanding the symptoms of the commoncold and influenza, lancet infect dis.2015),
  • รพ.รามคำแหง

#KINN_Holistic_Healthcare

#www.kinn.co.th

บทความที่น่าสนใจ

Healthy Aging เกิด แก่ (ไม่)เจ็บ ตาย สูงวัยอย่างมีคุณภาพ

ภัยใกล้ตัว น้ำตาลในเลือดสูง พุ่งสูงปรี๊ดด เหตุเพราะชานมไข่มุก !

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

HEALTH,

ภัยเงียบ…ไขมันพอกตับ

ถือเป็นโรคยอดฮิตที่เป็นกันเยอะมากในบ้านเรา วันก่อนเจอเพื่อนสมัยเรียนมัธยมด้วยกันโดยบังเอิญ คุยกันสัปเพเหระ ลงท้ายมาคุยเรื่องสุขภาพ เธอบอกว่า เพิ่งไปตรวจสุขภาพมา หมอบอกว่าเธอเป็น “ไขมันพอกตับ”  ดิฉันเลยถามต่อว่า เกิดได้อย่างไร เธอตอบด้วยเสียงฮาผสมกับเรื่องที่เธอเล่า คือ “ทานโต๊ะแชร์เยอะมาก  แล้วไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเลย เพราะเดินทางประชุมต่างประเทศบ่อย”  จึงเป็นที่มาที่ไปที่อยากเก็บมาเขียน เพื่อเตือนเพื่อน ๆ กันค่ะ

ไขมันพอกตับ

ถือเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยตระหนัก ทั้งนี้เพราะไขมันพอกตับไม่ได้เป็นสาเหตุการตายโดยตรงแต่เป็นตัวเร่งการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง

อะไรคือสาเหตุ?

อธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ สั้นๆก็คือมีปริมาณน้ำตาลส่วนเกินในร่างกาย จนตับนำไปสร้างเป็นไขมัน( lipogenesis) ในยุคนี้ไม่มีน้ำตาลไหนจะอันตรายไปกว่า high fructose corn syrup ที่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนำมาใช้ปรุงแต่งผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูปทั้งหลายโดยเฉพาะน้ำอัดลม อันเป็นสาเหตุใหญ่ที่สุดที่นำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับ

จะรู้ได้อย่างไรว่า เรากำลังเป็นไขมันพอกตับ ?

  • มีวิธีการการตรวจเลือดเพื่อช่วยค้นหาภาวะนี้ได้
  • ตรวจเช็คด้วยอุลตร้าซาวด์ซึ่งจะให้ผลการตรวจได้ดีกว่าการตรวจเลือด

ทำไมถึงต้องกลัวภาวะไขมันพอกตับ ?

  1. ก็เพราะเป็นตัวเร่งให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งนำไปสู่การดื้ออินซูลิน ภาวะก่อนเบาหวาน มีการสะสมไขมันตามพุง อวัยวะต่างๆ และ
  2. ตัวไขมันที่สะสมตามพุง ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น ระดับไขมันดี (HDL)ลดลง แต่กลับเพิ่มไขมันเลวที่อันตรายเพิ่มมากขึ้น (Lpa) เพิ่มอัตราเสี่ยงโรคหัวใจ

ทำอย่างไรจึงจะปลอดภัยจากไขมันพอกตับ

  • เลี่ยงการทานอาหารเครื่องดื่มที่มักผสม high fructose corn syrup ก่อนจะซื้อมาบริโภคไม่ว่าซอสมะเขือเทศ น้ำสลัด อ่านฉลากให้ดีว่ามีส่วนผสมด้วย น้ำตาลชนิดนี้หรือไม่ ผู้บริโภคจำนวนมากไม่เคยทราบมาก่อนว่าซอสมะเขือเทศบรรจุขวดมักมีปริมาณน้ำตาลมากกว่าคุ้กกี้ เมื่อเทียบตามปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคเท่าๆกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงน้ำอัดลม เครื่องดื่มบรรจขวดหรือบรรจุกระป๋องทั้งหลาย
  • ลดแป้งขัดขาว ในมื้ออาหาร เพิ่มผักผลไม้สด ถั่ว ธัญพืชที่มีเมล็ดเช่นเมล็ดฟักทอง งา ทานเนื้อปลา ไก่
  • ลงทุนกับน้ำมันปรุงอาหารเช่น น้ำมันมะกอก (olive oil), macadamia nut oil น้ำมันมะพร้าวทานไขมันที่มีคุณค่าเช่นอะโวคาโด เนยจากมะพร้าว น้ำมันปลา(fish oil) เพื่อช่วยซ่อมแซมเซลล์ตับ.
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญ อันเป็นการลดความเสี่ยงภาวะดื้ออินซูลิน และไขมันพอกตับ ไปในตัว
  • สมุนไพรและสารเสริมอาหารบางชนิดก็ช่วยได้เช่น Milk Thistle. , Lipoic Acid, N-Acetyl-l-Cysteine. อันเนื่องจากผลเข้าไปเสริมให้ตับสร้างสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญมากในตับคือ
  • ส่วนวิตามิน B vitamins และแมกนีเซี่ยม magnesiumจะช่วยสนับสนุนให้ตับเยียวยาซ่อมสร้างเซลล์ตับที่เสียหายได้ดีขึ้น
  • ทานผักที่ช่วยล้างพิษ เร่งกำจัดพิษจากตับเช่น ผักตระกูลบร็อคเคอรี่ คะน้า กะหล่ำ กระเทียม หัวหอม , collards, Brussels sprouts, arugula, daikon radish

——

(อ้างอิง : นายแพทย์ Mark Hyman, MD, wellness2012)

#KINN_Biopharma

HEALTH,

อินทผาลัม ประโยนช์ของอินทผาลัม สารอาหารเพียบนะ รู้ยัง ?

อินทผาลัม ประโยชน์มากมายที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ …  เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ดิฉัน ได้มีโอกาสบินไปประชุมดูงานที่ประเทศอิตาลี โดยสารการบิน เอมิเรตส์แอรไลน์ เครื่องต้องแวะสนามบินนานาชาติดูไบ เพื่อเปลี่ยนเครื่องเป็นระยะเวลา 3 ชั่วโมง ต้องขอบอกว่า สนามบินแห่งชาติดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ครึกครื้นด้วยผู้โดยสาร นักท่องเที่ยว และนักธุรกิจมากมาย ถือเป็นสนามบินที่มีผู้คนใช้หนาแน่นที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มผู้โดยสารระหว่างประเทศ โดยเป็นสนามบิน ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2503 และขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเป็นหนึ่งในสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของโลกในแง่พื้นที่ใช้สอยของอาคารผู้โดยสาร   สิ่งหนึ่งที่ดิฉันสังเกตระหว่างทางในสนามบิน จะเต็มไปด้วยร้านค้า ดิวฟี เสื้อผ้า แบรนด์เนม เครื่องใช้ไฟฟ้า เยอะเต็มไปหมด ซึ่งแทบไม่ต่างกับสนามบินอื่น ๆ ที่เคยแวะผ่าน  แต่อีกอย่างหนึ่งที่เป็นภาพติดตา คือ ร้านขาย อินทผาลัม มีเยอะมาก บ้างเป็นมุมเล็ก ๆ ขายเป็นกล่อง เพื่อเป็นของฝาก อินทผาลัม ที่นี่เค้าสอดใส้ถั่วอัลมอนด์  และถั่วชนิดต่าง ๆ ให้เลือกอีกด้วย ทำให้เพิ่มรสชาติให้น่าสนใจขึ้นไปอีก  กล่องแพคเกจจิ้ง ก็น่าหยิบซื้อเป็นของฝาก  และแน่นอน ดิฉัน ก็เป็นหนึ่งในผู้โดยสาร ที่อดใจไม่ได้จะหยิบซื้อฝากญาติผู้ใหญ่ที่เคารพ    เพื่อน ๆ เคยสงสัยไหมค่ะว่า “อินทผาลัม” จริง ๆ ประโยชน์มีอะไรบ้าง ?  ทานเยอะ อ้วนไหม ? ทานเยอะ ค่าน้ำตาลเพิ่มไหม ?  เหล่านี้เป็นต้น  วันนี้ ดิฉัน ขออนุญาตรวบรวมสาระความรู้เกี่ยวกับผลไม้ทรงคุณค่า สารอาหารเพียบ  มาให้อ่านกันค่ะ :-

อินทผาลัม คืออะไร ?

อินทผาลัม คืออะไร ?

อินทผาลัม เป็นผลไม้ที่มีรสหวาน และอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็น และสำคัญหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น วิตามิน แร่ธาตุ และไฟเบอร์ ใยอาหาร  แร่ธาตุที่มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ อีกด้วย เล็กดี รสโต เลยใช่ไหมคะ ?  ถึงแม้ ผลไม้ชนิดนี้ จะมีขนาดเล็ก โดยหนึ่งผล จะหนักประมาณ 7.5 กรัม และเนื้ออินทผาลัม 100 กรัม จะให้พลังงานมากถึง 314 แคลอรี่ เลยทีเดียว และยังให้แร่ธาตุมากถึง 10 ชนิด เช่น ทองแดง โพแทสเซียม แมกนีเซียม ซีลีเนียม  ฯลฯ ในปริมาณมากกว่า 15 % ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน รวมทั้งสารโพลีฟีนอล (Polyphenol) ที่มีส่วนช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพ ที่เกิดจากการเสื่อมของร่างกาย เช่น ป้องกันเซลล์ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ไม่ให้ถูกทำลายจากสารอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังอุดมด้วย วิตามิน ซี  วิตามิน บี  วิตามิน เค ธาตุเหล็ก  และเส้นใยอาหารเพียบ !  นอกจากนี้ ยังพบสารอาหารจำพวกน้ำมันโวลาไทล์  ไฟเบอร์  และเบต้าแคโรทีน  ที่ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย และช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ป้องกันการเกิดมะเร็งได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน อินทผาลัม ได้รับความนิยมปลูกในประเทศไทยมากขึ้น แต่ก็ยังถือว่ามีจำนวนไม่มาก เนื่องจากสภาพภาวะอากาศที่ไม่เหมาะสม  ราคาของผลไม้ชนิดนี้ในประเทศไทย จึงยังมีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องนำเข้า

อินทผาลัม กับชาวมุสลิม

อินทผาลัม กับชาวมุสลิม

อินทผาลัม เป็นผลไม้ที่เป็นที่นิยมในกลุ่มชาวมุสลิม เนื่องจากในเดือนรอมฎอน หรือ เดือนถือศีลอด จะมีการละศีลอด แต่สามารถรับประทานอินทผาลัมได้ เป็นความเชื่อจากศาสดามูฮัมหมัด ที่ส่งเสริมให้ชาวมุสลิม ทานแต่เพียงอินทผาลัมกับน้ำเปล่า

อินทผาลัม กับสรรพคุณน่าทึ่ง !

อินทผาลัม กับ สรรพคุณ น่าทึ่ง !

อีกอย่างที่ชื่นชอบของผลไม้ อินทผาลัม คือ เป็นผลไม้ที่ไม่มีคอเลสเตอรอล และไขมันต่ำ  อินทผาลัม อุดมไปด้วย เบต้าแคโรทีน ลูติน และ ซีแซนทิน ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันมะเร็งในช่องท้อง แก้โรควิงเวียนศีรษะ แก้กระหาย ลดเสมหะภายในลำคอ  หากรับประทานอินทผาลัมตอนช่วงเช้า ขณะท้องว่าง จะช่วยฆ่าเชื้อโรค พยาธิ  และสารพิษที่ตกค้างในลำไส้  และระบบทางเดินอาหาร  ช่วยลดความรุนแรงของแผลในกระเพาะอาหาร  และอินทผาลัมสดนั้น มาคั้นเป็นน้ำเพื่อดื่มโดยมีประโยชน์ไม่แพ้ อินทผาลัมแห้ง

อินทผาลัม

  • โพแทสเซียม

ถือว่า อินทผาลัม เป็นแหล่งของโพแทสเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ รักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย  ควบคุมการเต้นของหัวใจ และความดันเลือด  รวมทั้งป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ

  • วิตามินต่าง ๆ

วิตามิน บี 3 ช่วยควบคุมการทำงานของระบบประสาท ระบบย่อยอาหาร ให้ทำงานเป็นปกติ  รวมทั้งยังช่วยบำรุงผิวพรรณ ให้มีสุขภาพดีอีกด้วย   วิตามิน บี 6 ช่วยในการพัฒนาสมอง เสริมสร้างระบบประสาท และระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง   วิตามิน เอ  ช่วยในเรื่องบำรุงสายตา ช่วยเสริมสร้างเยื่อเมือกบุผิว รวมถึงช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ในร่างกาย

  • เพิ่มเส้นใยอาหาร

อินทผาลัม ช่วยเพิ่มปริมาณของเนื้ออุจจาระ ป้องกันอาการท้องผูก ช่วยทำให้อุจจาระนิ่มจนเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น  อีกทั้งเส้นใยอาหารยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และยังช่วยลดน้ำหนักได้ (สาว ๆ ฟังแล้วน่าจะชอบ) เนื่องจากด้วยความที่เส้นใยอาหารสูง จึงทำให้อิ่มท้องได้นานขึ้น โดยปริมาณของเส้นใยอาหารที่แนะนำให้ทาน อยู่ที่ 25กรัมต่อวัน

  • สารต้านอนุมูลอิสระ

อินทผาลัม เต็มเปี่ยมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย จากการศึกษาในการต้านอนุมูลอิสระของอินทผาลัม พบว่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีชื่อว่า สารโพลีฟีนอล ในปริมาณสูง ! เมื่อเปรียบเทียบกับบรรดาผลไม้แห้งชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัย ระบุว่า อินทผาลัม เป็นแหล่งอาหารสำคัญต้านอนุมูลอิสระ อีกด้วย

  • ชะลอความชรา

แน่นอน เมื่อพวกเราอายุเยอะขึ้น สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน เรื่องผิวพรรณ มักมีรอยเหี่ยว ย่น  หย่อนยานลง สูญเสียความชุ่มชื้น และผลิตน้ำมันได้น้อยลง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดริ้วรอย แก่ก่อนวัย อินทผาลัม มีสารไฟโตฮอร์โน (Phytohormones) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการต้านริ้วรอย และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นชัดว่า สารสกัดจากอินทผาลัม ช่วยลดความเหี่ยวริ้วรอยบนใบหน้าได้

  • ต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ค้นคว้าสรรพคุณของอินทผาลัม แจงว่า ใยอาหารและสารโพลีฟีนอล ในอินทผาลัมช่วยบำรุงสุขภาพของลำไส้ใหญ่ โดยช่วยเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ และยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง อินทผาลัม ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ไม่มีผลต่อการลดเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้

อินทผาลัม กับ เบาหวาน

มีงานวิจัย นายแพทย์ Juma M Alkaabi ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ได้ทำการวิจัยกับผู้ป่วยเบาหวาน โดยให้ผู้ป่วยเบาหวาน รับประทานอินทผาลัม พบว่า ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงข้นแต่อย่างใด สาเหตุเพราะน้ำตาลที่อยู่ในอินทผาลัม เป็นน้ำตาลที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย  อย่างไรก็ตาม การทานอินทผาลัม ควรทานในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป

อินทผาลัม ทานเยอะ อ้วนไหม

อินทผาลัม ทานเยอะ อ้วนไหม

ต้องขอบอกว่า อินทผาลัม เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ระบบการย่อยอาหาร และยังช่วยทำให้อิ่มท้องนาน  ซึ่งการที่เรามีระบบขับถ่ายที่ดี ก็สามารถทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น และไม่ทำให้อ้วน ถ้าเราเลือกทานอินทผาลัม ที่ไม่ได้ผสมน้ำตาลมากเกินไป

ข้อควรระวังในการทานอินทผาลัม

ข้อควรระวังในการทาน อินทผาลัม

ด้วยความที่อินทผาลัม มีโพแทสเซียมสูงมาก จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว

 

(เครดิต : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

#www.i-kinn.com

บทความที่น่าสนใจ

กิน ปาท่องโก๋เสี่ยงไขมันสูง สุขภาพแย่ ไขมันในเลือดพุ่งสูง !

พิซซ่าเวียดนาม สูตรคลีน อร่อยง่ายได้ที่บ้าน

เกี๊ยวกุ้งนึ่ง น้ำหมูสับต้มยำ สูตรแซ่บๆ รับอากาศหนาว

HEALTH,

เช็คพฤติกรรม เสี่ยงเบาหวาน อาการขอโรค เช็คก่อนรู้ก่อน!!

เช็คอาการ เสี่ยงเบาหวาน ก่อนจะเป็นโดยไม่รู้ตัว ! เพราะโรคเบาหวานถือเป็นโรคยอดฮิตติดอันดับหนึ่งมาโดยตลอดหลายปีซ้อนในประเทศไทย  โรคเบาหวาน เป็นอีกหนึ่งโรคเรื้อรังอันตรายที่มักพบร่วมกันกับโรคความดันโลหิตสูง  องค์การอนามัยโลก แจงไว้ว่า ในปีนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก จะเพิ่มขึ้นเป็น 285 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 6.5 ของประชากรโลก

เบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากไม่อาจนำแป้ง และน้ำตาลที่บริโภคเข้าไป มาใช้ได้อย่างปกติ เนื่องจาก ตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ หรือถ้าได้ ก็ไม่เพียงพอ โดยอินซูลินนี้ มีหน้าที่ช่วยส่งผ่านน้ำตาลที่อยู่ในรูปกลูโคสในเลือดไปสู่ระบบเนื้อเยื่อต่าง ๆ เพื่อนำไปเผาผลาญ และแปลงออกมาเป็นพลังงาน

เสี่ยงเบาหวาน

จะรู้ได้อย่างไร เสี่ยงเบาหวาน หรือไม่

แน่นอน ต้องใช้วิธีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย และได้ผลดี   หากผลของการตรวจน้ำตาล หลังงดอาหารและเครื่องดื่มแล้ว พบว่า มีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือด 100-125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่ามีแนวโน้มจะเป็นเบาหวาน  หากไม่รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ๆ จะเป็นสาเหตุที่มาของภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่มากับโรคเบาหวานได้

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นเบาหวาน !

  • คนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป
  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน
  • มีความดันโลหิต หรือมีน้ำตาลในเลือดสูง มีระดับไขมันสูง
  • มีน้ำหนักตัวเกิน หรือดัชนีมวลกายมากกว่า 25
  • ไม่ชอบออกกำลังกาย

อาการที่สังเกตได้ของโรคเบาหวาน

  • ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน
  • หิวน้ำบ่อย
  • น้ำหนักลด อ่อนเพลียทั้งวัน
  • คันตามตัว ติดเชื้อง่าย ตกขาวบ่อย
  • ตาพร่า เห็นภาพไม่ค่อยชัด

ปรับนิสัยรับมือกับโรคเบาหวาน

แน่นอน ข้อสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวาน สามารถควบคุมระดับน้ำตาลไม่ให้สูงเกินไป ย่อมเกิดจาก ความสามารถในการควบคุมการรับประทานอาหาร  ดังนี้ :-

  • เลี่ยงรับประทานอาหารที่หวานจัด
  • เลือกทานอาหารจำพวกแป้งที่ไม่ขัดสี ในปริมาณที่พอเหมาะ เช่น ข้าวกล้อง
  • เน้นการทานผัก ผลไม้ ที่ไม่หวานจัดเกินไป
  • เน้นทานสปอร์เห็ดหลินจือ MG2 เพื่อลดน้ำตาลในเลือด
  • ต้องควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากเกิน
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • พยายามอย่าเครียด รู้จักปล่อยวาง ทำใจให้สงบ เบิกบาน แจ่มใส

#KINN_Holistic_Healthcare

บทความที่น่าสนใจ

ถั่วนัตโตะ ลดไขมันในเลือด ได้จริงหรือ ?

ภัยใกล้ตัว น้ำตาลในเลือดสูง พุ่งสูงปรี๊ดด เหตุเพราะชานมไข่มุก !

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

HEALTH,

ประโยชน์ของบุก ช่วยลดความอ้วน ทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ

ประโยชน์ของบุก ที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบบ .. เนื่องจากตรุษจีนที่ผ่านมา เพื่อน ๆ หลายท่านคงเอนจอยปารตี้กันหลายงาน  ทานกันเยอะ แล้วนึกในใจขอไปลดหลังตรุษจีน อาหารก็อร่อย ดื่มก็เยอะ น้ำหนักตัวก็ขึ้น เวลาออกกำลังกายก็แทบไม่มี ทำงัยดี ? จำเป็นต้องหาตัวช่วยแล้ว  ตัวไหนดี ที่ทานแล้วอิ่มท้อง แต่ไม่อ้วน ต้องไม่ใช่ยา แน่นอน สิ่งที่ดิฉันกำลังแนะนำเพื่อน ๆ คือเมนูที่เรียกว่า “บุก”  บุก ช่วยลดน้ำหนักได้หรือ?  เคยได้ยิน บุก เหมือนกัน  แต่สงสัยว่าเป็นแป้งหรือเปล่า  เดี๋ยวกลับกลายทานประจำแล้วอ้วนเผละไปอีก แย่แน่ !

บุก คืออะไร ?

อธิบายง่าย ๆ คือ ต้นบุก คือพืชในตระกูลเดียวกันกับบอน (Araceae) เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นอ้วน ๆ หน่อย ไม่มีแก่น ความสูงของต้นประมาณ 50-120 ซม.  หัวที่อยู่ใต้ดินนั้นมีขนาดใหญ่ รูปร่างกลมแป้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 25 ซม. ผิวสีน้ำตาลเข้ม

บุก เป็นแป้ง ใช่ไหม ?

ถูกต้องค่ะ บุก เป็นแป้ง และแป้งจากหัวบุกนั้น ประกอบด้วยกลูโคนแมนประมาณ 90% และมีสารอื่น ๆ เจือปนอยู่ เช่น Alkaloid, Starch, สารประกอบไนโตรเจนต่าง เช่น Sulfates, Chloride  ส่วนโมเลกุลของกลูโคแมนนั้น หลัก ๆ ประกอบด้วยน้ำตาลสองชนิด คือ กลูโคส 2 ส่วน และแมนโนส 3 ส่วน โดยประมาณ  หัวบุก มีสารที่สำคัญ คือ กลูโคแมนแนน (Glucomannan) เป็นสารกลุ่มประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งประกอบด้วยกลูโคส แมนโนส และฟรุสโตส  สารกลูโคแมน สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เนื่องจากมีความเหนียว และสามารถช่วยยับยั้งการดูดซึมของกลูโคสจากทางเดินอาหารได้อีกด้วย จึงสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี และยังช่วยในการระบาย การขับถ่ายอีกด้วย

ทำไม ทาน “เส้นบุก” แล้วอิ่มเร็ว ?

ถือเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของคนต้องการควบคุมน้ำหนัก ด้วยกลูโคแมนแนน (Glucomannan) ใน “บุก” สามารถดูดน้ำและพองตัวได้มากถึง 200 เท่า ของปริมาณเดิม ดังนั้น เมื่อเรารับประทานกลูโคแมนแนนก่อนอาหารเพียงครึ่งชั่วโมง กลูโคแมนแนน จะสามารถดูดน้ำที่มีมากในกระเพาะอาหารของเรา แล้วเกิดการพองตัว จนทำให้เรารู้สึกอิ่มอาหารได้เร็วในระดับหนึ่ง นี่คือสาเหตุทำไมเราจึงรู้สึกอิ่มเร็ว เมื่อทานบุก อีกทั้งกลูโคแมนแนนจาก บุก มีพลังงานต่ำมาก จึงสามารถช่วยควบคุมน้ำหนักและเป็นอาหารของผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ได้ดีอีกด้วย

ลดความอ้วน ด้วย “บุก”

ถือเป็นเมนูยอดฮิตของเพื่อน ๆ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก  หลายท่านชื่นชอบการทาน “เส้นบุก” จะเป็นยี่ห้อใดก็แล้วแต่ความชื่นชอบของแต่ละท่าน การทาน “บุก” เป็นประจำจะช่วยในเรื่องของการลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยลดระดับน้ำตาล ช่วยควบคุมน้ำหนัก เพราะอะไร ? เนื่องจากสารกลูโคแมนแนน ที่พองตัวจะไปห่อหุ้มอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ไม่ให้ไปสัมผัสกับน้ำย่อย ช่วยถ่วงท้องให้เรารู้สึกอิ่มเร็ว  ทำให้การทานอาหารของเราจะน้อยลง  ช่วยทำให้น้ำหนักลดลง แถมยังช่วยซับไขมัน และกรดน้ำดีก่อนที่จะขับถ่ายออกจากร่างกาย

ประโยชน์ของบุก

สรรพคุณของ บุก มีอะไรบ้าง ?

  1. ใช้เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง ด้วยการแยกแป้งจากส่วนที่เป็นเนื้อทราย และมาชงกับน้ำดื่ม โดยใช้น้ำแป้ง 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว
  2. รากบุก ช่วยแก้โรคริดสีดวงทวารได้
  3. หัวบุก ใช้เป็นยาแก้ปวดบวม แก้ฟกช้ำดำเขียว
  4. หัวบุก ช่วยแก้ปัญหาประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
  5. หัวบุก ช่วยแก้อาการไอ

เอกสารอ้างอิง

  • หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณะธรรม)
  • หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ ดร.นิจศิริ เรืองรังสี  กัญจนา ดีวิเศษ  (บุก หน้าที่ 106)
  • ดร.พงศ์เทพ อันตะริกานนท์

……

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

5 สมุนไพรจีน ยอดฮิต แนะวิธีเลือกยาจีนอย่างไร ให้ได้ผลดีที่สุด ?

โรคเบาหวาน กับ ผู้สูงอายุ วิธีสังเกตอาการและการป้องกันโรคเบาหวาน

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com