ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

8 ข้อดีของการปั่นจักรยาน ดีต่อสุขภาพ โดนใจนักปั่น !

ข้อดีของการปั่นจักรยาน ที่คนรักสุขภาพต้องรู้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 อาจส่งผลให้คนที่รักออกกำลังกาย รู้สึกกังวลเมื่อต้องออกกำลังกายตามที่สาธารณะต่าง ๆ  ครั้นจะต้องสวมหน้ากากอนามัย ก็รู้สึกไม่ถนัดเท่าที่ควร (เพราะเหงื่อเยอะมาก)  และวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และมีความเสี่ยงน้อยที่สุด คือ การออกกำลังกายที่บ้าน  ผู้เขียนเอง รักการออกกำลังกายมาก จึงนิยมหันมาออกกำลังกายที่บ้านเช่นกันค่ะ โดยวิธีง่ายมาก คือ เดิน – วิ่ง รอบหมู่บ้าน หรือบางช่วงก็อาศัยปั่นจักรยานบนเทรนเนอร์สักส่วนใหญ่  ยิ่งช่วงนี้ เดือนเมษายน อากาศร้อน ฝนตกบ่อยด้วย  เพื่อไม่ให้เป็นการเบื่อ แนะวิธีปั่นจักรยานบนเทรนเนอร์ พร้อมติดตั้งแอปสำหรับการปั่นจักรยาน ชื่อ “Wahoo” นักปั่นจักรยานส่วนใหญ่รู้จักกันดี ให้อารมณ์เสมือนอยู่บนสนามการณ์จริง อีกทั้งยังรองรับการปั่นร่วมกับ Zwift app ได้ทั้งสมาร์ทโฟน แท๊บเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์ เพื่อเข้าสู่สถานการณ์การปั่นจำลองร่วมกับเพื่อน ๆ  เพียงเท่านี้เราก็สามารถรักษาหุ่น เพรียว แถมสุขภาพดีได้ด้วย

ข้อดีของการปั่นจักรยาน

การปั่นจักรยาน ถือเป็นกีฬาที่น่าสนใจ และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก (ถึงแม้ช่วงนี้ คนเริ่มนิยมมาวิ่ง  แต่กระแสการปั่นจักรยานก็ไม่เคยจางหายเลย) ดังนั้นผู้ปั่น ก็ควรให้ความสำคัญในเรื่องการเตรียมความพร้อม ตรวจเช็คอุปกรณ์และตัวจักรยานก่อนลงปั่นในสนามเช่นกัน  ผู้เขียนเคยประสบอุบัติเหตุขณะปั่นจักรยาน ทำเอา ไหปาร้า หักครึ่งท่อนเลย ต้องเสริมไทเทเนียมอยู่ในร่างถึงทุกวันนี้ เหตุอุบัติเหตุ เพราะพื้นสนามลื่นมีกรวดทราย ทำให้บังคับแฮนด์ไม่อยู่ (เพราะปั่นเร็วด้วย)  อย่างไร เพื่อน ๆ ก็ระมัดระวังเพิ่มการตรวจเช็คอุปกรณ์และความพร้อมด้วยนะคะ   และแน่นอน การปั่นจักรยาน ถือเป็นกีฬาที่เล่นได้ทุกเพศทุกวัย  ไม่จำเป็นต้องเป็นทีม  ปั่นเดี่ยวก็ได้  ปั่นเป็นประจำทำให้สมรรถนะร่างการแข็งแรง  เรามาดูกันว่า ข้อดีปั่นจักรยานมีอะไรบ้าง :-

8 ข้อดีของการปั่นจักรยาน

1.ลดอาการปวดหลัง

การเคลื่อนไหวส่วนขา ช่วยกระตุ้นเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อส่วนหลังด้านล่าง

2.เพิ่มประสิทธิภาพสมอง

การปั่นจักรยานช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองส่วน Hippocampus ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้บันทึกความจำ

3.เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ

ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล รายงานว่า นักกีฬาจักรยานมีสมรรถภาพทางเพศ เหมือนกับคนที่อายุอ่อนกว่า 4 – 5 ปี

4.กล้ามเนื้อแข็งแรง

การปั่นจักรยาน ช่วยกระตุ้นการใช้งานกล้ามเนื้อเกือบทุกส่วนของร่างกาย

5.สุขภาพจิตดี

การปั่นจักรยาน ถือเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยลดความเครียด ความกังวล และปัญหาด้านจิตใจ

6.หัวใจ

การปั่นจักรยานเป็นประจำ ช่วยลดต้นเหตุของปัญหาเกี่ยวกับหัวใจได้ถึง 50%

7.ขับถ่ายง่ายขึ้นเยอะ

การปั่นจักรยาน ช่วยกระตุ้นให้อาหารผ่านลำไส้ได้รวดเร็วขึ้น พร้อมเพิ่มกำลังในการบีบรัดตัวของลำไส้อีกด้วย

8.ข้อต่อกระดูก

การเคลื่อนที่เป็นวงกลมของข้อต่อ ช่วยส่งผลดีต่อกระดูกอ่อน และช่วยลดอาการข้อเสื่อม

ข้อดีของการปั่นจักรยาน

การปั่นจักรยาน เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ยังฮิตทุกยุคทุกสมัย และตอนนี้ราคาค่างวดจักรยานเอง ก็มีราคาย่อมเยาขึ้น  ผู้ปั่นจักรยาน ควรเตรียมความพร้อมเพื่อลดผลกระทบและผลเสีย รวมถึงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นทางร่างกาย โดยสวมหมวกกันน๊อคจักรยาน ตัวสนับป้องกันข้อศอก และเข่า ด้วยนะคะ  กีฬาปั่นจักรยาน ถือเป็นการออกกำลังกายที่ดีทีเดียว  ลดแรงกระแทกได้ แถมยังสามารถช่วยเสริมสุขภาพให้แข็งแรงได้อย่างแน่นอน  พบกันใหม่ ฉบับหน้านะคะ  สวัสดีค่ะ

…..

(credit :  Cycline and Health what’s the evidence” cycling England

“13 reasons to bike “https://www.duckingtiger.com/”

บทความที่น่าสนใจ

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

ถั่วนัตโตะ ลดไขมันในเลือด ได้จริงหรือ ?

ผู้หญิงวัยทอง อาการเข้าวัยทอง ควรเน้นอาหารแบบไหน ต้องเลี่ยงอะไร ?

General Post,

รู้จักวัย Young Old 65+ กลุ่มที่จะมี “อิทธิพล” สูงสุดในโลก !

ปี 2563 เป็นปีแห่งการเริ่มต้นทศวรรษของกลุ่ม “Young Old”

กลุ่มผู้สูงอายุที่ยัง “เด็ก” หรือถูกเรียกอีกชื่อว่าเป็นกลุ่ม “Yold”

Young Old  หรือ Yold เป็นศัพท์ที่ถูกเรียกในญี่ปุ่น สำหรับเรียกผู้สูงอายุวัย 65 – 75 โดยหากเทียบกับเจเนอเรชัน “เบบี้บูม” ซึ่งมีระยะเวลายาวนานถึง 20 ปีแล้ว ปีที่มีอัตราการเกิดสูงที่สุด จะอยู่ที่ปี 2498 – 2503 ซึ่งปัจจุบันคนกลุ่มนี้ จะมีอายุตั้งแต่ 60 – 65 ปี ปัจจุบัน ในประเทศที่พัฒนาแล้ว การ “เกษียณอายุ” ของคนกลุ่มนี้ จะอยู่ที่ 65 ปี อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่า ตั้งแต่ปี 2563 – 2568 การเกษียณอายุของคนกลุ่มนี้จะ “ขยับขึ้น” ไปอยู่ที่ 65 ปี หรือมากกว่านั้น

Young Old มีดีอย่างไร?

Young Old

กลุ่ม Yold การเงินดีมาก เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น ?

มีการสำรวจหลายชิ้น ระบุว่า ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพทางการเงินของคนกลุ่มนี้ “ดูดี” กว่าผู้สูงอายุในเจเนอเรชันก่อนหน้า ในประเทศร่ำรวยพบว่ามีผู้สูงอายุวัย 65 – 74 ปี รวมกันสูงถึง 134 ล้านคน หรือคิดเป็น 11% ของประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจาก 99 ล้านคน ใน 20 ปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นเจเนอเรชันที่เติบโตเร็วที่สุด หากเทียบกับประชากรกลุ่มอื่น  นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกว่าผู้สูงอายุวัย 65 – 74 ในปัจจุบันมีสุขภาพที่ “แข็งแรง” ขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ โดยอายุขัยเฉลี่ยใน “ประเทศที่พัฒนาแล้ว” สูงขึ้นกว่าเมื่อ 2 ทศวรรษก่อนถึง 3.7 ปี และในปีที่อายุขัยเพิ่มขึ้นนั้น พวกเขายังมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ได้ป่วยติดเตียง หรือป่วยด้วยโรคเรื้อรัง

สุขภาพทางการเงินของคนกลุ่มนี้ก็ดีไม่แพ้กัน มีการสำรวจพบว่า ระหว่างปี 2532 – 2556 ครอบครัวของผู้ที่อายุ 62 ปีขึ้นไปมีทรัพย์สินเฉลี่ยมากขึ้นกว่า 40% อยู่ที่ 2.1 แสนเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 8 ล้านบาท) ขณะที่กลุ่มประชากรอื่น ๆ กลับมีทรัพย์สินเฉลี่ยลดลง นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาพบว่า คนกลุ่ม Yold ยัง “ยุ่ง” มากขึ้น ในปี 2559 มากกว่า 1 ใน 5 ของคนวัย 65 – 69 ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ยังคงทำงานอยู่ มีงานวิจัยพบว่า ยิ่งคนกลุ่มนี้ทำงานมากเท่าไหร่ จะยิ่งทำให้พวกเขามีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น และมีอายุยืนยาวขึ้น การศึกษาในเรื่องที่ใกล้เคียงกันจากเยอรมนี ยังพบด้วยว่า ยิ่งวัยเกษียณยังคงทำงานต่อเนื่องต่อไป ภาวะถดถอยของการ “รับรู้” ในวัยชราจะลดน้อยลง รวมถึงการรับรู้จะดีขึ้นกว่าอายุจริงถึง 1 ปีครึ่ง

Young Old

กลุ่ม Yold จึงไม่ใช่กลุ่มคนวัยเกษียณธรรมดาอีกแล้ว

Yold ในประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงไม่ใช่กลุ่มคนวัยเกษียณธรรมดา ที่สวมรองเท้าแตะ นั่งเลี้ยงหลานอยู่บ้าน แต่จะกลายเป็นกลุ่มคนที่ “ดิสรัปท์” วงการการตลาด การบริการ และการเงิน ตราบใดที่คนกลุ่มนี้แก่ช้าลงเรื่อย ๆ

Generation วัยเกษียณถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังการซื้อสูง

สิ่งที่เริ่มสะท้อนให้เห็นแล้วก็คือ ในบรรดาธุรกิจสายการบินทั่วโลก “ลูกค้า” กลุ่มใหญ่ที่สุดคือผู้โดยสารวัย 60 ปี ในธุรกิจท่องเที่ยวก็เช่นกัน เจเนอเรชั่นเกษียณอายุ ถือเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายต่อหัวสูงที่สุด เมื่อเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ  และในด้านการศึกษาก็เช่นกัน ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีนักศึกษาแผนกการศึกษาต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยผู้ใหญ่ และวัยเกษียณอายุ สัดส่วนเพิ่มมากขึ้นกว่านักศึกษาปกติ ขณะเดียวกัน บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันสุขภาพ ก็เปลี่ยนตัวเองจากการจ่ายบำนาญด้วย “อัตราคงที่” ไปสู่การบริหารเงินบำนาญให้แอคทีฟมากขึ้น และให้ผลตอบแทนมากกว่าเดิม

อายุการทำงานมากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น

นอกจากนี้ กลุ่ม Young Old (Yold) ยังเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริหาร และแผนกทรัพยากรบุคคลในองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่ง จากเดิมที่คิดว่ายิ่งอายุมากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานยิ่งเสื่อมถอยมากขึ้น ผลสำรวจจากบริษัทผลิตรถบรรทุก และบริษัทประกันชีวิตเยอรมัน พบว่า ยิ่งอายุการทำงานมากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานเฉลี่ยกลับสูงขึ้น ขณะเดียวกัน การที่ทีมหนึ่งทีม มีกลุ่มอายุที่หลากหลาย โดยมีชาว Yold เข้าไปร่วมเป็น “มันสมอง” ด้วย จะทำให้ทีมมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น และที่สุดแล้ว เมื่อคนวัย 65 – 75 ปี ยังคงทำงานได้ ก็จะลดภาระของรัฐบาลในการอุดหนุนระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า และระบบบำนาญลดลง เพราะในเมื่อคนกลุ่มนี้ยังทำงานได้ และมีสวัสดิการจากที่ทำงาน ก็ไม่มีความจำเป็นที่รัฐจะจ่ายเงินช่วยเหลือเหมารวมแบบที่ผ่านมา

ทัศนคติ ระหว่างคนรุ่นใหม่ และรุ่นเก่า

แต่เรื่องที่ใหญ่กว่าก็คือ “ทัศนคติ” ที่ต้องยอมรับก็คือเด็กรุ่นใหม่จำนวนมาก มองคนวัย 60+ ไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยส่วนใหญ่มองคนวัยนี้ว่าเป็นพวก “กะโหลกกะลา” ที่ไม่ยอมทำงาน และรอวันเกษียณเพียงอย่างเดียว องค์กรขนาดใหญ่หลายแห่ง “เลือกปฏิบัติ” ด้วยการจัดอบรม พัฒนาความรู้ใหม่ ๆ ให้กับเด็กรุ่นใหม่เท่านั้น ส่วนคนวัยใกล้เกษียณ ให้นั่งอยู่กับออฟฟิศเฉย ๆ และองค์กรบางแห่ง ถึงขนาดเปลี่ยนสัญญาจ้าง ให้คนกลุ่มนี้เป็นพนักงาน “พาร์ทไทม์” หรือ “Job – Sharing” คือให้งานทำเป็นชิ้น ๆ ไปเท่านั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอน ก็คือ กลุ่ม Yold จะเรียกร้องให้องค์กร “เป็นมิตร” ต่อวัยของพวกเขามากขึ้น และในเวลาเดียวกัน ก็ขอให้คนที่อายุน้อยกว่า มองเขาในแง่บวกมากขึ้นเช่นกัน

นโยบายรัฐบาลแต่ละประเทศอาจต้องเปลี่ยน

นโยบายรัฐบาล ก็เป็นอีกอย่างที่ต้องเปลี่ยน ประเทศร่ำรวยอีกหลายประเทศทั่วโลก ยังคงมีอายุเกษียณที่ไม่สูงนัก แม้หลายคนที่เกษียณไปแล้ว จะอยากทำงานต่อก็ตาม การที่ตัวเลขของกลุ่ม Yold สูงขึ้นเรื่อย ๆ จะเปลี่ยนการใช้จ่าย และภาระงบประมาณในเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกัน โรคภัยไข้เจ็บจำนวนมาก สามารถป้องกันได้ และจะดีขึ้นหากเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ แต่ในหลายประเทศทั่วโลก ลงทุนเพียง 2-3% เท่านั้น ในการส่งเสริมป้องกันโรค

หากกลุ่ม Yold มีจำนวนมากขึ้น ก็หมายความว่า รัฐบาลจะต้องลงทุนมากกว่านี้ในการส่งเสริมสุขภาพ-ป้องกันโรค เพื่อลดงบประมาณการรักษา “โรคเรื้อรัง” ซึ่งจะสูงขึ้นมหาศาลตามไปด้วยในอนาคต โดยเฉพาะในวันที่กลุ่ม Yold อายุเกิน 75 ในอีก 10 ปีข้างหน้า

จริงหรือไม่ที่กลุ่ม Yold มีประสิทธิภาพสูงเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ?

คำถามสำคัญก็คือ กลุ่ม Yold นั้น มีประสิทธิภาพสูง เฉพาะในประเทศที่ร่ำรวย หรือประเทศที่พัฒนาแล้วหรือไม่ และในประเทศที่ “กำลังพัฒนา” อย่างไทยนั้น กลุ่ม Yold ยังกระฉับกระเฉง พร้อมที่จะทำงานต่อไหม เพราะเมื่อใดก็ตามที่รัฐบาล จะขยายการเกษียณอายุจาก 60 เป็น 65 ปี สิ่งที่ได้รับดูจะเป็น “ก้อนอิฐ” มากกว่า “ดอกไม้” แต่ถ้ามีการศึกษาที่ชัดเจนมากกว่านี้ว่าคนวัยเกษียณในไทย ยังพร้อมที่จะทำงาน การขยายอายุเกษียณ ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย…

……………

Credit : The decade of the yold, People turning 65 will not retire quietly into the backgroundโดย John Parkers นิตยสาร The Economist, The World in 2020,

Credit photo : shutterstock.com

HEALTH, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 55-60 ปี,

ข้อเข่าเสื่อม อาการ วิธีป้องกัน และควรเลือกกินอะไรดี ?

ข้อเข่าเสื่อม โรคยอดฮิตของผู้สูงอายุ ด้วยสังคมไทยกำลังก้าวสู่ “สังคมผู้สูงอายุ –  Aging Society” อย่างเต็มรูปแบบ มีตัวเลขจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม พ.ศ.2548 – 2568 , มหาวิทยาลัยมหิดล รายงานว่าเป็นไปได้ที่อัตราเพิ่มประชากรลดลงไปจนต่ำกว่าศูนย์หรือติดลบ จำนวนประชากรไทยใกล้จะถึงจุดคงตัวแล้ว เมื่ออัตราเพิ่มประชากรใกล้เคียงกับศูนย์ ประชากรก็จะมีจำนวนคงตัวที่ประมาณ 65 ล้านคน ในแต่ละปี  ในขณะที่ อายุของคนไทยยืนยาวขึ้น ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต คือ ประเทศไทยจะมีประชากรสูงอายุ มากขึ้นถึงร้อยละ 25 อีก 30 ปีข้างหน้านี่เอง !  ดังนั้น ผู้สูงอายุ ถือเป็นวัยที่ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ด้วยวัยที่มากขึ้น อวัยวะร่างกายเสื่อมตามวัย โรคต่าง ๆ ถามหากันมากขึ้น และหนึ่งในโรคที่สร้างปัญหาให้กับผู้สูงอายุในการใช้ชีวิตประจำวัน นั่นคือ “โรคข้อเข่าเสื่อม” (Knee Osteoarthritis) โดยตำแหน่งที่พบบ่อยคือในส่วนของข้อที่รับน้ำหนักมาก เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อต่อกระดูกสันหลัง เป็นต้น  แต่ก็มีจำนวนสัดส่วนค่อนข้างน้อยที่ผู้สูงอายุ ไม่ได้มีปัญหาโรคข้อเข่า (มีปัญหาโรคอื่นแทน)  ทีนี้ ถ้าจะอธิบายอย่างเข้าใจง่าย ๆ โรคข้อเข่า เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผิวของกระดูกอ่อนหุ้มข้อ ทำให้มีการหลุดลอกของผิวกระดูกอ่อนหุ้มข้อ มีผลให้เซลล์กระดูกอ่อนเกิดอาการบวมน้ำ ความหนาแน่นกระดูกน้อยลง ส่งผลให้เกิดการเสียดสี จนทำให้เนื้อเยื่อหุ้มข้ออักเสบ   อาการในระยะแรก อาจมีการขัดหรือฝืดในข้อเป็นครั้งคราว บางรายอาจมีอาการเจ็บปวดร่วมอยู่ด้วย ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ มีผลสัมพันธ์กับกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน เช่นเดินขึ้น-ลงบันได การนั่งยองผิดลักษณะ หรือการออกกำลังกายหักโหม ซึ่งล้วนแต่เป็นกิจกรรมเสริมทำให้ข้อเข่าเจ็บปวดเพิ่มขึ้น

อาการของโรค ข้อเข่าเสื่อม

มักเริ่มจากมีอาการปวดข้อเข่าเป็น ๆ หาย ๆ และจะปวดมากขึ้น เมื่อมีการใช้งานข้อมาก ๆ และถ้าหากมีอาการเรื้อรังมาก จะมีอาการปวดตลอดเวลา มีจุดที่กดแล้วเจ็บมาก ซึ่งมักพบบ่อยตรงส่วนด้านในของข้อเข่า  หากเป็นรุนแรง อาจทำให้เกิดข้อเข่าผิดรูป และมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อบริเวณรอบข้อเข่า

การดูแลรักษาข้อเข่า

  • ลดอาการปวดและเกร็งของกล้ามเนื้อรอบเข่า โดยใช้ความร้อนประคบ
  • ใช้สนับเข่า เพื่อช่วยให้ข้อเข่ากะชับ ลดอาการปวด
  • หลีกเลี่ยงอิริยาบถที่ไม่เหมาะสม เพราะจะเป็นตัวเร่งให้เกิดความเสื่อมในข้อเข่าเร็วขึ้น เช่น การนั่งพับเพียบ คุกเข่า ขัดสมาธิ หรือ นั่งยอง ๆ
  • เพิ่มความมั่นคงในการเดิน และ ยืน แนะนำใช้ไม้เท้า เพราะจะช่วยผ่อนแรงที่ส่งไปยังเข่าได้
  • การลดน้ำหนัก ถือเป็นวิธีที่ดีเพื่อช่วยไม่ให้เข่าต้องรับน้ำหนักตัวที่มากกว่าปกติ และถือเป็นการช่วยข้อเข่า ไม่ให้รับแรงกระทำมากเกินไป

ข้อเข่าเสื่อม อาการเจ็บเข่า

ทราบสาเหตุแล้ว และวิธีดูแลรักษาข้อเข่าไปแล้ว  ทีนี้เรามีให้ดูกันว่าอาหารอะไรบ้าง ที่ช่วยบำรุงข้อเข่า

1.เบต้าแคโรทีน

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวหนึ่ง ซึ่งจะช่วยขจัดสารอนุมูลอิสระ ที่อาจมีส่วนทำลายข้อต่อกระดูกต่าง ๆ โดยอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ได้แก่ แครอท แคนตาลูป ใบสาระแหน่ ผักปวยเล้ง

2.วิตามินดี

ช่วยดูดซึมแคลเซียมและเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกในร่างกาย ร่างกายเราสามารถสังเคราะห์วิตามินได้ทางผิวหนังจากการรับแสงแดด โดยแนะนำให้รับแสงแดดอ่อน ๆ แต่ต้องเลี่ยงแสงแดดจ้า หรือ อยู่กลางแดดเป็นเวลานานเกินไป ควรเน้นการทานอาหารประเภท ปลาซาดีน อาหารทะเล ต่าง  ๆ

3.สารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid)

เช่น เควอซีทีน (Quercetin) และแอนโทไซยานิดิน (Anthocyanidins) มีฤทธิ์ ต้านการอักเสบคล้ายแอสไพริน และอาหารที่มี ไบโอพลาโวนอยด์สูง จัดอยู่ในอาหารประเภท บลูเบอรี่ แอปเปิ้ล ชาเขียว หัวหอม มะเขือเทศ ชาเขียว

4.ควรทานอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม

เพราะแร่ธาตุชนิดนี้ ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูก และลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน  เช่น โยเกิร์ต  ปลาตัวเล็กตัวน้อย  และควรเลือกทานผักใบเขียว เช่น คะน้า บล๊อกเคอรี่  หรือพวกงาดำ งาขาว

5.ทานปลาทะเลน้ำลึก

เน้นควรทานปลาทะเลน้ำลึก อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เช่น ปลาแซลมอน เพราะมีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงมาก จากงานวิจัยพบว่า สารอาหารชนิดนี้ สามารถช่วยให้ข้อแข็งแรง และลดอาการปวด และอักเสบของผู้ป่วยโรคข้อได้ แนะนำวิธีปรุงอาหารโดยการนึ่งแทน เพื่อลดปริมาณแคลอรี่จากน้ำมัน

6.เน้นทานผลไม้หลากสี

ทานผักผลไม้ ที่มีสีสันหลากหลาย เช่น มะเขือเทศ แครอตสีส้ม กำหล่ำปลีสีม่วง ข้าวโพด ฟักทองสีเหลือง ผักใบเขียวชนิดต่าง ๆ

อยากแนะนำว่า ผู้ป่วยโรคข้อเข่า สามารถที่จะออกกำลังกายเพื่อสุขภาพได้เช่นกัน และการออกกำลังกายที่ดีที่สุด คือ การออกกำลังกายในน้ำ (เพราะเป็นการลดแรงกระแทก 100%) ถ้าไม่สะดวก  ก็อาจจะแนะนำเป็นการเดิน ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดีเช่นกัน  แต่ที่ควรเลี่ยงคือ วิ่ง  เพราะเป็นการทำร้ายข้อเข่าโดยตรง เพราะเพิ่มแรงกระแทกกับข้อเข่า  และในกรณี ที่ผู้ป่วยโรคข้อเข่า มากแล้ว จะทราบได้อย่างไรว่า ถึงเวลาต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวเข่า  ผู้เขียนเอง เคยถามแพทย์ท่านหนึ่งด้วยคำถามนี้เลย  แพทย์ท่านตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ส่วนใหญ่หมอเอง ไม่เคยต้องนัดผู้ป่วยว่ามาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเมื่อไหร่  แต่เป็นที่ผู้ป่วยเอง ที่ทนความทุกข์ทรมาน – เจ็บข้อเข่าของตัวเองไม่ไหว จะมาขอนัดหมอให้ทำการผ่าตัดให้เอง”  และปัจจุบัน การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Replacement) ถือว่าแพทย์ไทยเก่งมากค่ะ ใช้เวลาสั้น เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว และอย่างที่กล่าวข้างต้น เราจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุกันอย่างเต็มรูปแบบ  จุดไหนในร่างกายเสื่อม ก็ซ่อมกันไป จุดไหนยังไม่เสื่อม เราก็กายบริหารกันไป เพื่อป้องกันให้เสื่อมช้าที่สุด ดูแลสุขภาพข้อเข่ากันนะคะ พบกันใหม่ ฉบับหน้าค่ะ

……………..

(เครดิต :  www.orthogate.org – 6 food to eat after having an orthopedic surgery, www.ravallirepublic.com – healing after a knew replacement, โปรแกรมลดปัญหาข้อเข่าเสื่อมของผู้สูงอายุ โรคข้อเข่าเสื่อม รพ.สต.ช้างซ้าย อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฏร์ธานี,)

บทความที่น่าสนใจ

กิน ปาท่องโก๋เสี่ยงไขมันสูง สุขภาพแย่ ไขมันในเลือดพุ่งสูง !

3 โรค ถามหาเมื่อ “วัยทอง”

ผู้หญิงวัยทอง อาการเข้าวัยทอง ควรเน้นอาหารแบบไหน ต้องเลี่ยงอะไร ?

General Post,

วิกฤติโควิด19 (Covid 19) กับโลกทั้งใบที่เปลี่ยนไป

วิกฤติโควิด19 (Covid 19)  เป็นโรคระบาดที่เชื่อว่าเมื่อเอ่ยชื่อขึ้นมาแล้วไม่มีคนที่ไม่รู้จัก และวันก่อนขณะที่ผู้เขียนกำลังปั่นงานเพื่อส่ง บก. หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง  ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบทความที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ โลกหลังวิกฤต COVID 19 ซึ่งน่าสนใจมาก จะมีอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลง  และแน่นอน หนึ่งในนั้นคือ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจความปลอดเชื้อ (Hygiene) กันมากขึ้น  เลยขอโอกาสแชร์บทความของ ดร.กฤษฎา เสกตระกูล, CFP ติดตามอ่านกันเลยค่ะ

วิกฤติโควิด19 ที่ส่งผลต่อโลกทั้งใบ

วิกฤติโควิด19 (Covid 19) โควิด19

ในระหว่างการเกิด วิกฤติโควิด19 ขึ้นนี้ ทุกคนก็คงพอจะเห็นแล้วว่าโรคระบาดนี้ทำให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงไปทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่เรื่องการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่การป้องกันโดยใช้มาตรการสร้างระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing ทำให้ส่งผลกระทบต่อการหยุดชะงักด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่ สิ่งที่ตามมาที่เราเห็นก็คือการว่างงานจำนวนมหาศาลเพราะหลายธุรกิจต้องหยุดหรือชะลอการดำเนินงาน มีการคาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะติดลบอย่างมาก และคงเป็นไปอย่างนี้จนกว่าจะได้มีการผลิตวัคซีนหรือยาออกมาปราบไวรัสตัวนี้ ซึ่งทางวงการแพทย์เองต่างก็คาดว่าจะอยู่ในช่วงประมาณ2ปีต่อจากนี้ ซึ่งใในระหว่างนี้ทุกประเทศก็คงบอบช้ำกันไปตามๆกัน
ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่า โลกหลังวิกฤติ Covid19 จะเปลี่ยนไปจากเเดิมอย่างแน่นอน เพราะถ้าสังเกตดู ระหว่างวิกฤติCovid19นี้ มีหลายอย่างที่ทำให้ชีวิตผู้คนเปลี่ยนไป และอาจไม่กลับมาเหมือนเดิม ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะพื้นฐาน ( Fundamental Changes) ในชีวิตและสังคมของมนุษย์ จนหลายๆคนเชื่อว่า เรากำลังก้าวไปสู่โลกใหม่ ( A New World) ในตอนที่1นี้ ผมขอนำข้อคิดวิเคราะห์และข้อสรุปจากบทความในนิตยสาร Forbes  , 7 April 2020 ชื่อ “The New World : How The World Will Be Different After COVID19” ซึ่งเขียนโดย Suzy Taherian ซึ่งสรุปประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงไว้ 8 ประการดังนี้ :-
วิกฤติโควิด19 (Covid 19) โควิด19

โลกเปลี่ยนไปเพราะ วิกฤติโควิด19 อย่างไร?

1) ธุรกิจจะหันมาใช้คู่ค้าในประเทศมากขึ้น (Supply chains will be local rather than global

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาโลกพยายามเปิดเสรีทางการค้าและสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันในระดับGlobal  ตัวอย่างเช่นการสร้างการค้าขายแบบ Online Shopping ซึ่งทำให้เกิดคู่ค้าที่เกี่ยวข้องไปทั่วโลก ทั้งผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภค แบบไร้พรมแดน แต่การมาของไวรัส Covid19 ถือว่าได้เข้ามาทำลายห่วงโช่อุทานระหว่างประเทศ บริษัทในประเทศที่เคยพึ่งพิง Foreign Suppliers เกิดความเสี่ยงที่ไม่สามารถค้าขายกันได้ระหว่างเกิดโรคระบาด ต้องหันมาทบทวนการลดความเสื่ยงลงโดยหันมาใช้ Local Suppliers มากขึ้น แม้จะมีต้นทุนสูงขึ้นก็ตาม

2) ร้านค้าปลีกจะหันมาค้าขายแบบออนไลน์มากขึ้น(Shop,work and play online)

ระหว่างที่เกิดโรคระบาดจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ร้านค้าปลีกในลักษณะ Physical Stores เริ่มสูญเสียอำนาจการแข่งขันไปให้กับ Online Shopping เพราะผู้คนเกิดความไม่สะดวกในการออกไปจับจ่ายใช้สอย รวมทั้งโดนมาตรการปิดเมืองทำให้ต้องปิดหน้าร้านระหว่างเหตุการณ์ระบาดของโรค กลุ่มร้านค้าปลีกเหล่านี้จำนวนมากในตอนแรกถือว่าปรับตัวกับการค้าขาย Online ได้ช้าที่สุด แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้กลุ่มร้านค้าเหล่านี้ปรับตัวมาทำ Online Commerce ได้เร็วขึ้น บรรดาร้านค้าเหล่านี้ในอนาคตจะทำธุรกิจทั้งในแบบหน้าร้านและ Online จะไม่มีทางหวนกลับไปทำการค้าในลักษณะ In-store อย่างเดียว ผลกระทบที่ว่านี้นอกเหนือจากมีต่อ Physical Stores แล้ว ยังส่งผลทางลบต่อบรรดาศูนย์การค้าทั้งหลายที่เรียกว่า Commercial Real Estate ที่มีบรรดาร้านค้าต่างๆไปตั้งอยู่ในนั้นก็จะต้องปรับตัวตามไปด้วย

3) การฟื้นฟูความเชื่อมั่นต้องใช้เวลา (Loss of trust will take time to recover)

เหตุการณ์โรคระบาดครั้งนี้ได้ลดทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไปทุกหย่อมหญ้า ลองคิดดูว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดที่คนจะกล้ากลับไปขึ้นเรือสำราญเพื่อท่องเที่ยวอีกครั้ง หรือการที่จะเปิดบ้านให้ลูกค้าที่เป็นคนแปลกหน้าเข้ามาเช่าห้องหรือเช่าบ้าน หรือบางประเทศที่ได้ผลกระทบมีคนติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากจะกล้าเปิดประเทศอย่างเต็มที่เพื่อรับนักท่องเที่ยวอีก การฟื้นฟูความเชื่อมั่นนี้ต้องใช้เวลา มีการคาดการณ์กันว่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า2ปีหลังวิกฤตินี้

4) ความรู้ความชำนาญด้านเทคโนโลยีจะเพิ่มโอกาสให้แรงงานที่ปรับตัวได้ (Digital divide will become a chasm)

ความรู้และทักษะด้าน IT จะสำคัญมากในยุคต่อไป จะทำให้เกิดช่องว่างแบ่งคนออกเป็นคนที่ใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วและคนที่ไม่ชำนาญ ซึ่งคนที่ปรับตัวและใช้ได้จะมีโอกาสได้งานมากกว่า ต่อจากนี้ไปคนจะเริ่มทำงานและเรียนรู้ทาง Online กันมากขึ้น เพราะในช่วงโรคระบาดมันได้พิสูจน์แล้วว่าคนทำงานอยู่ที่ใดก็ได้

5) การลงทุนจะหันมามุ่งเน้นกับตลาดในประเทศมากขึ้น ( Home-bias will increase dramatically) 

เหตุการณ์โรคระบาดนี้จะกระทบต่อการลงทุนทั่วโลกเพราะทำให้บรรดานักลงทุนหันมาทบทวนเกี่ยวกับเรื่องความเสี่ยงว่า การลงทุนแบบใกล้บ้าน (Closer to home) น่าจะเข้าใจง่ายกว่าการออกไปลงทุนไกลๆในประเทศอื่น นักลงทุนจึงถูกคาดการณ์ว่าจะหันมาลงทุนในตลาดใานประเทศมากขึ้น

6) ระบบสวัสดิการทางสาธารณสุขจะถูกยกระดับมาตรฐานให้ประชาชน ( Healthcare for all becomes a more standard view)

ก่อนการเกิดโรคระบาด การออกสวัสดิการรักษาพยาบาลให้แก่ประชาชนทุกคนที่เรียกว่า  Universal Healthcare ถูกมองว่าเป็นความสิ้นเปลือง แต่เมื่อเกิดเรือง Covid19  และมีการพูดเรื่อง Free Testing ให้แก่ประชาชนทุกคน ก็อาจมีปัญหาว่าไม่ได้เตรียมการไว้และไม่มีงบประมาณเพียงพอ ในอนาคตรัฐบาลประเทศต่างๆจะหันมาทำนโยบายสาธารณสุขให้มีลักษณะ A Good Healthcare Systemซึ่งต้องใช้งบประมาณที่สูงขึ้น
.

7) การพัฒนาระบบสวัสดิการแรงงานจะเข้มแข็งขึ้นเพราะจะมีคนตกงานมหาศาลเป็นเวลานาน (Unemployment benefit is not just for the lazy)

ในภาวะปกติของระบบเศรษฐกิจเราอาจมีคนว่างงานอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งต้องยอมรับว่ามีคนที่อาจจะไม่ค่อยขยันปนอยู่และต้องการรับสวัสดิการช่วยเหลือจากรัฐ แต่เหตุการณ์ Covid19 ส่งผลกระทบต่อการหยุดชะงักของระบบเศรษฐกิจ แรงงานมีการตกงานจำนวนมากแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนและเข้ามาขอรับความช่วยเหลือหรือเยียวยาจากรัฐบาลซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมากซึ่งจะกลายเป็นภาระหนี้สาธารณะของประเทศต่อไป ในระยะต่อไปประเทศต่างๆต้องเร่งพัฒนาฐานข้อมูลและระบบการจ่ายสวัสดิการแรงงานให้มีมาตรฐานดีกว่าเดิม เพื่อให้การจ่ายเงินหรือทรัพยากรต่างๆเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

8)  ธุรกิจประกันภัยจะได้รับความสำคัญมากขึ้น (Insurance takes center stage)

ในอดีตที่ผ่านมาบุคคลและธุรกิจมักจะมองเรื่องความเสี่ยงและการทำประกันภัยเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ และเห็นว่าการใช้บริการด้านการประกันภัยเป็นเรื่องการมองโลกในแง่ลบเกินไป แต่การเกิดโรคระบาดในครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างเกินกว่าจะประเมินมูลค่าได้ไปทุกที่ทั่วโลก ใครที่บริหารความเสี่ยงได้ดี มีการทำประกันภัยไว้เหมาะสมก็อาจสามารถบรรเทาผลกระทบตอนนี้ได้ดีกว่า การบริหารความเสี่ยงถูกคาดหมายว่าจะเป็น A Core Activity ในโลกใหม่ต่อไป แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นโอกาสของธุรกิจประกันภัย แต่บริษัทประกันภัยเองก็จะเข้มงวดมากขึ้นในการรับประกันภัยและการบริหาร Exposure ที่จะเกิดขึ้น
โดยธรรมชาติในระหว่างสงครามซึ่งมีความยากลำบาก บรรดาผู้คนก็มักจะปรารถนาจะให้มีสิ่งใหม่ๆที่ดีกว่า ที่เรียกว่า Rebirth หรือ Renewal ให้เกิดขึ้น และเมื่อสงครามยุติก็มักจะมีเหตุการณ์ที่เรียกว่า A Post-war Boom เกิดตามมาเพราะได้ผ่านพ้นความเจ็บปวดที่ผู้คนล้มตาย แบะเมื่อความสงบสันติได้เข้ามา ผู้คนจะรู้สึกอยากระเบิดพลังฝ่ายดี ( Creative Energy) ออกมา และกระตือรือล้นที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ มีสินค้าและบริการใหม่ๆ คนจะอยากกลับไปทำงาน บริโภค พักผ่อน ท่องเที่ยว แบะการลงทุนก็จะกลับมา
……………….
HEALTH,

เคล็ดลับ กินอย่างไรไม่ให้อ้วน ช่วง Lock Down อยู่บ้าน

กินอย่างไรไม่ให้อ้วน !!! เพราะคงไม่มีใครอยาก….อ้วน  จริงมั๊ย ? ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการออกกำลังกายมาก เพราะด้วยวัยที่มากขึ้น เราต้องดูแลร่างกายมากขึ้นเป็นเงาตามตัว  และแน่นอน ช่วง Lock down “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ทำเอาพฤติกรรมการใช้ชีวิตเรา เปลี่ยนเลย ! ฟิตเนสก็ปิด ยิมก็ปิด สวนสาธารณะก็ปิด  ชีวิตประจำวันอยู่ในโหมด Work from home ทำงานจากบ้าน ทำให้มีเวลากับสมาชิกครอบครัวมากขึ้น  พร้อมกับความถี่ที่เดินจากห้องทำงาน ไปห้องครัว (เพิ่มขึ้น)   บ่อยครั้ง ที่การลดน้ำหนัก สาว ๆ ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า คือ การอดอาหาร ถือเป็นคำตอบที่ไม่ถูกต้องนัก  เพราะการอดอาหาร ทำให้น้ำหนักเรา ขึ้น ๆ ลง ๆ และไม่ช่วยให้เราผอมเลย  แนะนำให้ทาน 3 มื้อแต่ต้องเลือกทาน แค่นั้นเอง ต้องอิ่มด้วย ลดหุ่นด้วย ผอมด้วย จะดีไม่ใช้น้อย  เรามาดูกันค่ะ ว่า กินอย่างไรไม่ให้อ้วน ในช่วงนี้ควรทำอย่างไร  :-

เคล็ดลับ กินอย่างไรไม่ให้อ้วน ในช่วง Lock Down

1.มื้อเช้าเน้นทานโปรตีน 

โปรตีน ไข่ต้ม กินอย่างไรไม่ให้อ้วน Lock Down อยู่บ้าน

ด้วยเพราะอาหารที่มีโปรตีนสูงนั้น ช่วยให้เราอิ่มนาน แถมอยู่ท้องด้วย อาหารโปรตีนสูง เช่น เนื้อไก่  ไข่ไก่ต้ม  เนื้อไก่ (จะเป็นเนื้อฉีกหรือเนื้อไก่ชิ้น ได้หมด) การทานอาหารที่มีโปรตีนสูง ทำให้เราไม่อยากทานของจุบจิบ (อันนี้ ต้องมีวินัยนิดนึง) และเพิ่มนมสด 1 แก้ว ทำให้อิ่มสบายท้องอีกด้วย

2.เน้นทานข้าวกล้อง

ข้าวกล้อง กินอย่างไรไม่ให้อ้วน Lock Down อยู่บ้าน

“ทานคาร์โบไฮเดรตเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของอาหารในจาน” เน้นรับประทานประเภทข้าวกล้อง เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แทนข้าวขาว  และทานคาร์โบไฮเดรตที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ช้ากว่า เช่น พวกข้าวโพดฝัก (ไทยสีขาว หรือ สีเหลือง ก็ได้) ขนมปังโฮลวีท  และหลีกเลี่ยงพวกเมนูทอด เช่น หอยทอด ปลาทอดมัน ผัดไท  เพราะเมนูเหล่านี้ ใช้น้ำมันเยอะมาก  ถ้าเราทานเป็นประจำ ทำให้อ้วนแบบไม่ทันตั้งตัวได้เลย  เพราะอาหารทอดหรือผัด 1 จาน มีน้ำมันมากกว่า 4 ช้อนโต๊ะ ทำให้ได้รับไขมันมากกว่า 65 กรัมต่อวัน  และงดใช้น้ำมันปาล์มในการทอด เพราะจะทำให้ได้รับไขมันอิ่มตัวมากเกิน  อย่างที่คนชอบพูดว่า “เข้าง่าย ออกยาก”  จริง ๆ เลยค่ะ

3.ดื่มชาเขียวแทนน้ำอัดลม

ชาเขียว กินอย่างไรไม่ให้อ้วน Lock Down อยู่บ้าน

ด้วยเพราะชาเขียว มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการเผาผลาญระบบในร่างกาย เน้นการดื่มชาเขียวแบบชงสด (ไม่ใส่นม หรือน้ำตาล) ชาเขียว จะช่วยสลายไขมันได้เป็นอย่างดี  เพื่อน ๆ ท่านใดเน้นผอม แนะดื่มชาเขียว 4-5แก้วต่อวัน และออกกำลังกายอย่างน้อยสักครึ่งชั่วโมงต่อวัน มั่นใจ พุงแฟ๊บ หุ่นสมาร์ท แน่นอน

4.เน้นอาหารแคลอรี่ต่ำ

ผลไม้แคลอรี่ต่ำ แอปเปิ้ล กินอย่างไรไม่ให้อ้วน Lock Down อยู่บ้าน

เพราะการทานอาหารแคลอรี่ต่ำ จะเป็นวิธีช่วยจำกัดพลังงานที่เราต้องกินในแต่ละวันไปอีกหนึ่งทาง อาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ ไม่เกิน 100 แคลอรี่ ทานสบาย ไม่อ้วน เช่น แอปเปิล ถือเป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่ต่ำ (มากๆ ) แถมช่วยให้อิ่มท้องได้นานอีกด้วย ถ้าได้ทานแอปเปิล ช่วงบ่ายหรือตอนเย็น น้ำหนักไม่ขึ้นแน่นอน สบายใจได้    ผลไม้อีกชนิดอยากแนะนำ คือ แตงโม เพราะนอกจากทานแล้วสดชื่น ยังมีแคลอรี่ต่ำ (มาก ๆ ) อีกด้วย  ถ้าเป็นจำพวกผัก เน้น ผักคะน้า หรือ กะหล่ำดอก เจ้าสองผักนี้ เหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะผัดง่าย  ทานง่าย ไม่เหม็นเขียว กรอบ อร่อย แถมยังแคลอรี่ต่ำ มาก ๆ  แถมช่วยให้ขับถ่ายคล่องลำไส้ดีจัง

5.เน้นทานดาร์คช็อคโกแลต

ดาร์คช็อคโกแลต กินอย่างไรไม่ให้อ้วน Lock Down อยู่บ้าน

ข้อนี้ เขียนเอาใจท่านที่ชื่นชอบของหวาน ทานประจำ ขาดไม่ได้ (ว่างั้น) แนะให้เปลี่ยนมาทานเป็นดาร์คช็อคโกแลตแทน รับรองไม่ทำให้อ้วนแน่นอน เพราะเจ้าตัวดาร์คช็อคโกแลต จะช่วยลดความอยากอาหารได้ดี แถมยังมีสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิว  หุ่นดีด้วย  ผิวสวยด้วยสิ  โห้.. เย็นนี้ต้องหาซื้อมาทานแทนขนมหวานกะทิ ที่ทานประจำซะแล้วว

และวิธีที่ง่ายแสนง่ายสุดคือ ดื่มน้ำ ก่อนทานอาหาร จะช่วยลดความอยากอาหารของเราได้อย่างมาก และเป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ ทำกันเยอะ เพราะทำง่าย เพียงแค่ดื่มน้ำเปล่า 1-2 แก้วก่อนทานอาหาร 30 นาที และการดื่มน้ำ จะทำให้ผิวพรรณเราดูสดชื่น เปล่งปลั่ง ด้วยค่ะ (ผู้เขียนเอง ก็ทำวิธีสุดท้ายนี้เหมือนกัน ทำทุกวัน)  ช่วงนี้ จึงถือเป็นการช่วยชาติ ด้วยวิธีที่ง่ายสุด คือ อยู่บ้าน ไม่ออกไปไหน มาไหนข้างนอก และเป็นการป้องกันตัวเราและสมาชิกในครอบครัวเรา แถมยังช่วยบุคลลากรทางการแพทย์ ไม่ให้ท่านเหล่านั้น ทำงานหนักเกินไป  อดทนอีกสักนิด  พวกเราคนไทย  เราจะผ่านวิกฤตนี้ ไปด้วยกันค่ะ พบกันใหม่ ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

บทความที่น่าสนใจ

3 โรค ถามหาเมื่อ “วัยทอง”

กิน ปาท่องโก๋เสี่ยงไขมันสูง สุขภาพแย่ ไขมันในเลือดพุ่งสูง !

7 วิธีลดน้ำตาลในเลือด ไม่ง้อ “ยา”


 

HEALTH, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 45-50 ปี, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 55-60 ปี,

6 สัญญาณ ขาดแคลเซียมในวัยทอง เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน

สัญญาณ ขาดแคลเซียมในวัยทอง มีอาการอย่างไร? ในช่วงวัยทอง ถือเป็นช่วงเวลาที่ระบบฮอร์โมนเพศในร่างกายจะลดลง และแน่นอน วัยทอง เกิดขึ้นได้ทั้งเพศชายและหญิง โดยการเปลี่ยนแปลงในวัยนี้ ถือว่าสำคัญมาก เพราะทำให้ฮอร์โมนทุกระบบในร่างกายทั้งผู้ชายและผู้หญิงลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง เมื่อรังไข่หยุดทำงาน ระดับฮอร์โมนเพศหญิงจะลดลงอย่างรวดเร็ว จนถึงระดับต่ำกว่ามาตรฐานที่จำเป็นในระดับการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ที่เป็นปกติ  ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน การ ขาดแคลเซียมในวัยทอง จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนจะมีภาวะเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนมาก เพราะเมื่อหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจน จะขาดหายไปตามธรรมชาติ ส่งผลทำให้แคลเซียมในกระดูกละลายหายจากเนื้อกระดูก การทำลายเซลล์กระดูกจะเพิ่มขึ้นในขณะที่การสร้างเซลล์กระดูกจะลดลง มีงานศึกษาวิจัย พบว่า กระดูกจะเริ่มบางลงตั้งแต่อายุเพียง 35 ปี โดยเมื่ออายุ 45 – 50 ปี ตัวกระดูกจะบางลงอีกประมาณ 3 – 8% และจะบางลงอีกภายหลังหมดประจำเดือนในระยะเวลา 5 ปีแรกถึงปีละ 5%  จากนั้นปีต่อ ๆ ไป กระดูกจะบางลงอีก 1 – 2% ต่อปี และถูกต้องค่ะ ถ้าผู้หญิงอายุถึง 65 – 70 ปี กระดูกอาจจะบางลงถึง 30 – 50% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอยู่ในระยะอันตรายที่อาจเกิดภาวะกระดูกพรุน หรือ กระดูกหักได้ง่าย ๆ

ขาดแคลเซียมในวัยทอง แคลเซียม ขาดแคลเซียม ภาวะเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน

เช่นเดียวกับเพศชายวัยทอง โดยผู้ชายวัยทอง ระดับฮอร์โมนเพศชายจะมีระดับค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า ๆ  ถึงแม้ว่า การเกิดโรคกระดูกพรุนจะมาช้ากว่าผู้หญิง แต่ความเสี่ยงก็ไม่ได้น้อยกว่ากัน  มีงานวิจัยและศึกษาจากมูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติ ระบุว่า ผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป  ก็มีโอกาสเสี่ยงการเกิดภาวะกระดูกพรุน เปราะแตกง่าย ถึงร้อยละ 30 ซึ่งมีความเสี่ยงพอ ๆ กับการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก กันเลยทีเดียว !

ขาดแคลเซียมในวัยทอง แคลเซียม ขาดแคลเซียม ภาวะเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน

มารู้จัก “แคลเซียม” กัน

แคลเซียม คือ แร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบโดยส่วนใหญ่ในร่างกายมากกว่าแร่ธาตุอื่น ๆ ปกติร่างกายจะไม่สามารถสร้างแคลเซียมได้เอง จำเป็นต้องได้รับผ่านการย่อยอาหารและการดูดซึมร่วมกับวิตามิน ดี (Vitamin D) ที่ลำไส้เล็ก ดังนั้นเราจึงต้องรับประทานแคลเซียมอย่างเพียงพอ เพื่อทดแทนและเสริมสร้างการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย  อีกทั้ง แคลเซียม ยังมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการทางชีวเคมีภายในเซลล์ต่าง ๆ ช่วยพัฒนาและสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน ควบคุมการทำงานของหลอดเลือด กล้ามเนื้อ และช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนบางชนิด อีกด้วย

ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการ

ปัจจุบัน ในท้องตลาดบ้านเรา อาหารเสริมแคลเซียมรูปแบบเม็ดมีมากมายหลายยี่ห้อ  แต่การทานแคลเซียมชนิดที่ดูดซึมไม่ดี ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด หรือ ท้องผูก ทั้งนี้ ร่างกายควรได้รับแคลเซียม ตามแต่ช่วงอายุ ดังต่อไปนี้ :-

  • อายุ 9 – 18 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ เท่ากับนม 4 – 5 แก้ว
  • อายุ 19 – 40 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 มิลลิกรัม หรือ เท่ากับนม 3 – 4 แก้ว
  • อายุ 41 – 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม หรือเท่ากับนม 4 – 5 แก้ว
  • ผู้หญิงตั้งครรภ์ และอายุมากกว่า 60 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม หรือเท่ากับนม 6 – 7 แก้ว

เช็คสัญญาณ ขาดแคลเซียมในวัยทอง

  • เกิดอาการชา หรืออาการเจ็บกล้ามเนื้อ หรือชาตามปลายมือ ปลายเท้า
  • ทำให้เกิดความผิดปกติของกระดูกและฟัน เช่น กระดูกอ่อนหักง่าย กระดูกพรุุน ปวดหลัง หลังโก่งงอ กระดูกบิดเบี้ยวผิดรูป
  • อาการกระตุกของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ จังหวะการเต้นหัวใจผิดปกติ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระดับความดันเลือด
  • มีอาการเกร็งในช่องท้องอย่างผิดปกติ
  • ระบบประสาท และอวัยวะรับสัมผัสผิดปกติ ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย รวมถึงอาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้
  • เกิดความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด มีอาการเลือดไหลไม่หยุดในระหว่างผ่าตัด หรือเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ ทำให้เส้นเลือดเปราะ แตกง่าย โดยเฉพาะเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ที่ไปเลี้ยงดวงตา หัวใจ ตับ หรือ อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

จะเห็นว่าแคลเซียมมีประโยชน์ต่อร่างกายทุกวัยโดยเฉพาะวัยทองที่เน้นการบำรุงดูแลเป็นพิเศษ  และถ้าทุกคนที่อยู่ในวัยทองเข้าใจพื้นฐานการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และสามารถดูแลสุขภาพของตัวเองวัยทองอย่างเหมาะสม เน้นทางอาหารที่มีประโยชน์ แคลเซียมสูง เช่น บล็อกเคอรี่ คะน้า  งาดำงาขาว  น้ำส้ม ฯลฯ และขอเน้นเรื่องการออกกำลังกายเพิ่มอีกสักนิด

วัยทองก็จะเป็นวัยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขตามอัตรา และในภาวะ COVID แบบนี้ เน้นมี “สติ” มองปัญหาเท่าที่มันควรจะเป็น ไม่มากเกินจริง ไม่น้อยเกินไป และใช้ “สติ” แก้ไขให้ถูกจุด พบกันใหม่ ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

———–

(เครดิต :  www.headlinecom/health/8-fast-facts-about-calcium, praram9.com/article, www.ods.od.nih.gov, siangpureoil, www.i-kinn.com)

#KINN_Holilstic_Healthcare

บทความที่น่าสนใจ

3 โรค ถามหาเมื่อ “วัยทอง”

ถั่วนัตโตะ ลดคอเลสเตอรอล ได้จริงหรือ ?

7 วิธีลดน้ำตาลในเลือด ไม่ง้อ “ยา”

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com