ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

เชื้อดื้อยา คืออะไร ? ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น ส่งผลร่างกายอย่างไร

” เชื้อดื้อยา ยาปฏิชีวนะ หรือกินไม่ครบ ระวังเชื้อดื้อยา ยาซื้อยากินเอง ยาปฏิชีวนะ เดี๋ยว “เชื้อดื้อยา” รักษาไม่หาย เชื้อดื้อยา ยาปฏิชีวนะ กินยาไม่ถูกโรค ระวังเชื้อดื้อยา” ช่วงนี้ได้ยินสปอตเพลงนี้ออกบ่อย ถือเป็นเพลงยอดฮิตที่จดจำง่าย หลานชายวัย 4 ขวบ ร้องคลอไปกับสปอร์ตวิทยุกันทุกเช้าระหว่างเดินทางไปโรงเรียน  จริง ๆ แล้วเรื่อง “เชื้อแบคทีเรียดื้อยา ” ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม และก็อย่างที่เพลงร้องว่า ซื้อยากินเอง หรือทานยากันไม่ครบตามที่แพทย์สั่ง  ดังนั้น เราต้อง “เช็คให้ชัด ก่อนทานยาปฏิชีวนะ”  ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกเผชิญอยู่ในปัญหา “เชื้อแบคทีเรียดื้อยา ” ทำให้การติดเชื้อเพียงเล็กน้อยของแบคทีเรีย เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้  แม้ในประเทศไทย ก็พบปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะ สูงขึ้นทุกปี  ผลการศึกษาของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ทุก ๆ ชั่วโมงในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากการดื้อยาปฏิชีวนะเฉลี่ย 2 คน และมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อแบคทีเรียดื้อยาในประเทศไทย มากถึง 19,122 คน ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากการที่คนไทยสามารถหาซื้อยามารับประทานเอง ตามร้านขายยาได้ง่าย โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์  หลายท่านอาจสงสัยแล้วว่า สาเหตุจริง ๆ ของการ ดื้อยา เริ่มต้นจากอะไร  หรือยาต้านแบคทีเรียที่ทานกัน มันใช่ยาแก้อักเสบ มั๊ย ฯลฯ  วันนี้ ดิฉัน จะมาอธิบายเพื่อเข้าใจอย่างง่าย ๆ กันนะคะ

เชื้อดื้อยา คืออะไร ?

คือเชื้อโรคที่ทนต่อยาปฏิชีวนะ เมื่อเจอยา เชื้อจะไม่ตาย ทำให้การรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยา ไม่ได้ผลดีเหมือนเดิม อาจต้องใช้เวลานานขึ้น ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น (โดยไม่จำเป็น) แถมมีผลข้างเคียงของโรคมากขึ้น และเสี่ยงต่อการชีวิตอีกด้วย

สาเหตุคืออะไร ?

โดยส่วนใหญ่มาจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะหาซื้อง่ายตามร้านขายยาทั่วไป อีกทั้งเมื่อคนหรือสัตว์ขับถ่าย เชื้อแบคทีเรียดื้อยา อาจจะเข้าไปสู่ระบบบำบัดของเสีย ก่อให้เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ตัว

เชื้อดื้อยา

แล้วแบบไหนหล่ะ เรียกว่า ทานยาพร่ำเพรื่อ

“เป็นหวัด กินยาดักไว้ก่อน” หลายท่านชอบทานยาดักไว้ เพราะคิดว่า กันไว้ก่อน จะได้ไม่เป็นหนัก

วันก่อน เพื่อนต่างชาติยังชมชอบเมืองไทย  ด้วยเพราะเขาหาซื้อยาปฏิชีวนะง่ายดายมาก แถมไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ด้วย (ไม่เหมือนในต่างประเทศ เข้มงวดมากในเรื่องนี้) และด้วยเพราะเราหาซื้อยารับประทานเองได้ง่าย จึงบางครั้งอาจจะเป็นการทานยาโดยไม่ตรงกับโรค  เรามาดูกันว่า เหตุผลไหนบ้างที่เรียกว่า ทานยากันพร่ำเพรื่อ :-

  • ทานยาปฏิชีวนะที่เหลือจากวันวาน (คราวก่อน)
  • ทานยาปฏิชีวนะร่วมกับคนอื่น (แบบว่า มีอาการคล้ายกัน เลยแบ่งให้ทาน เพราะเข้าใจว่าน่าจะอาการดีขึ้น)
  • ทานยาทุกครั้งที่รู้สึก เจ็บคอ เป็นหวัด ท้องเสีย (จัดยาทานเองเลย)
  • มักซื้อยาทานเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • ทานยาที่แพทย์สั่ง แต่..ทานไม่ครบ
  • ขอร้องให้แพทย์จ่ายยาปฏิชีวนะให้ (เผื่อป่วยครั้งหน้า อาการเดียวกัน จะได้มียาทาน)

ข้อแตกต่างอย่างไรบ้างหล่ะ กับการซื้อยาเอง กับ ไปพบแพทย์ให้จ่ายยา

ถือเป็นคำถามยอดฮิต พบบ่อย ทำบ่อย ซื้อเอง สะดวกกว่าเยอะ  แต่เอาเข้าจริง ๆ แล่ว ข้อแตกต่างของยาที่ซื้อจากเภสัชกร กับยาที่ได้จากแพทย์นั้น แตกต่างกันที่ “การวินิจฉัย” อธิบายง่าย ๆ คือ เภสัชกรจะไม่สามารถวินิจฉัยอาการของผู้ป่วยได้แม่นยำเท่ากับแพทย์ ในขณะที่แพทย์เอง อาจจะไม่มีความรู้เรื่องการจ่ายยา เท่ากับเภสัชกร  และนอกจากนี้ ยังมีตัวยาบางประเภท ที่คนทั่วไปนั้น มีความเข้าใจผิดอยู่คือ ยาต้านเชื้อแบคมีเรีย หรือ ที่เรียกว่า ยาแก้อักเสบ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะยาต้านแบคทีเรีย และยาแก้อักเสบนั้น แตกต่างกัน…

ดังนั้น หากผู้ป่วยซื้อยารับประทานเอง ก็มีโอกาสที่จะได้ยาฆ่าเชื้อ หรือ ยาต้านแบคทีเรียมา โดยที่เข้าใจว่าคือยาแก้อักเสบ ซึ่งทานแล้วหายได้ทุกโรค จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้ยาต้านแบคทีเรียโดยไม่จำเป็น นั่นเอง

แล้วยาต้านแบคทีเรีย มันใช่ ยาแก้อักเสบ หรือเปล่า ?

ต้องอธิบายอย่างนี้ว่า สาเหตุของการอักเสบ เกิดได้จากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือ อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อแบคทีเรียเลย เช่น การบาดเจ็บ เป็นต้น ดังนั้น ยาต้านแบคทีเรีย จึงไม่ใช่ยาแก้อักเสบ และนี่คือสาเหตุที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดอย่างมาก เพราะบางครั้ง เราทานยาต้านแบคทีเรีย เพราะเข้าใจว่า มันช่วยลดการอักเสบลงได้ ทำให้เกิดการใช้ยาต้านแบคทีเรียที่ไม่สมเหตุผล จึงเป็นสาเหตุหลักให้เกิดการ ดื้อยา ในที่สุด !

เชื้อดื้อยา

แล้วปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยา ส่งผลร่างกายอย่างไร ?

ทราบไหมว่า ประเทศไทย มีคนติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยา มากถึง 80,000 คนต่อปี และมูลค่าการใช้ต้านแบคทีเรียมากกว่า 10,000 ล้านบาท อัตราเสียชีวิตมากกว่า 38,000 คนต่อปี อยากจะบอกว่า คนไทยเสียชีวิตด้วยเชื้อแบคทีเรียดื้อยาต้านแบคทีเรียมากกว่าคนในสหรัฐอเมริกา และยุโรป ถึง 8 เท่า !

แล้วโรคไหนบ้างหล่ะ ที่ไม่ต้องใช้ยาต้านแบคทีเรีย 

ข้อนี้ โดนใจหลายท่าน เพราะเราจะได้รู้ ถูกมั๊ย J

  • โรคหวัด ไอ เจ็บคอ (หลายท่านเป็นบ่อย ช่วงอากาศเปลี่ยน)

ร้อยละ 80 เกิดจากเชื้อไวรัส แต่ยาต้านแบคทีเรียฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้น การกินยาต้านแบคทีเรีย จึงไม่รักษาโรคหวัด ไอ เจ็บคอ เลย  อาการเจ็บคอส่วนใหญ่ร้อยละ 80 เกิดจากโรคหวัด ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ต้องกินยาต้านแบคทีเรีย ส่วนอาการเจ็บคอเพียงเล็กน้อย คือ ร้อยละ 20 เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และอาจต้องได้รับยาต้านแบคทีเรีย โดยเราต้องสังเกตจากการมีอาการอย่างน้อย 3 ใน 4 ข้อดังนี้

  • ไม่ไอ
  • มีไข้
  • ต่อมทอนซินมีจุดขาวหรือเป็นหนอง

หากมีอาการครบ 3 ข้อบน แนะนำ ไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องดีกว่าค่ะ

“เป็นไข้หวัดธรรมดา มีไข้ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ไอ ไม่ต้องทานยาต้านแบคทีเรีย”

  • โรคท้องเสีย แบบเฉียบพลัน

ร้อยละ 90 เกิดจากเชื้อไวรัส หรือ อาหารเป็นพิษ เพราะท้องเสียส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากแบคทีเรีย ท้องเสียส่วนใหญ่เกิดจาก อาหารเป็นพิษ มีอาการถ่ายเหลว หรือ ถ่ายเป็นน้ำ แต่ยาต้านแบคทีเรียใช้ได้ผลดีกับอาการท้องเสียที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ดังนั้นการทานยาต้านแบคทีเรียทุกครั้งที่ท้องเสีย เสี่ยงต่อการแพ้ยา และทำให้เชื้อดื้อยา อีกด้วย  วิธีแนะนำที่ดีที่สุด คือ ดื่มน้ำเกลือแร่ ทดแทนเกลือแร่ที่เสียไป งดอาหารรสจัด และไม่ควรดื่มนม

  • โดนบาดแผล

เช่นแผลถลอก  แผลมีดบาด ไม่ต้องใช้ยาต้านแบคทีเรีย โดยทำความสะอาดบาดแผล แผลจะไม่เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียเลย เพราะเมื่อแผลไม่ติดเชื้อ รักษาความสะอาดอย่างดี แผลก็หายเองได้ แต่ถ้ามีอาการบวม แดง ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

อ่านมาถึงตรงนี้ เราจะเห็นว่า อาการดื้อยาในร่างกายของคนเรา สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ถึงแม้จะใช้ยาที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็ตาม แต่หากร่างกายได้รับยาที่ไม่ถูกต้อง ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการดื้อยา โดยไม่จำเป็น  ช่วงนี้ บ้านเราก็รณรงค์เรื่องนี้กันมากขึ้น ต้องขอชื่นชมกับทุกหน่วยงานความรับผิดชอบ สำหรับผู้ที่สนใจสื่อความรู้เชื้อแบคทีเรียดื้อยา สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ http://atb-aware.thaidrugwatch.org

อากาศเย็นลงช่วงนี้ รักษาสุขภาพนะคะ  พบกันใหม่ฉบับหน้า วันนี้ สวัสดีค่ะ

(เครดิต : สสส. , www.med.mahidol.ac.th, facebook.com/thai.antibiotic.awareness)

www.kinn.co.th

#KINN_Biopharma

#KINN_Holistic_Healthcare

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

กิน ปาท่องโก๋เสี่ยงไขมันสูง สุขภาพแย่ ไขมันในเลือดพุ่งสูง !

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

ภัยใกล้ตัว น้ำตาลในเลือดสูง พุ่งสูงปรี๊ดด เหตุเพราะชานมไข่มุก !

General Post,

ธุรกิจ Supplements พึ่งพานวัตกรรมสู่ยุค Silver Economy

เช้านี้ ขออนุญาติหยิบบทสัมภาษณ์ที่ทางทีม TECHSAUCE นัดกันวันก่อน ซึ่ง หลี ได้รับเชิญให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภาพรวมธุรกิจอาหารเสริม ที่ใช้นวัตกรรม Bio Pharma นำพาเพื่อก้าวสู่ตลาดโลก  เพราะต้องขอบอกว่า โอกาสตลาดผู้สูงอายุ ยังเป็นเทรนด์มาแรงอันดับต้น ๆ ในยุคนี้…

============================

Supplements คืออะไร?

Supplements หรือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นธุรกิจที่เติบโตสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของไทย เพราะได้รับปัจจัยบวกจากกระแสใส่ใจสุขภาพและความงามของผู้บริโภคชาวไทยทุกเพศทุกวัยมาเป็นเกราะป้องกัน โดย Social Media กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่ทรงอิทธิพล ประหนึ่งเวทีประลองยุทธของบรรดาแบรนด์ต่าง ๆ ที่ต้องสร้างผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์มากที่สุด ไม่เพียงเท่านั้นยังต้องใช้นวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อรองรับกับ Aging Society (สังคมผู้สูงอายุ) ที่นับเป็นการก้าวสู่ยุค Silver Economy (เศรษฐกิจผู้สูงวัย) นั่นเอง

คงต้องยอมรับว่าภาพรวมธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Supplements) ในประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจ ที่ค่อนข้างผันผวนตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในฝั่งของผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศ

แต่ถ้าเรามองลึก ๆ เข้าไปในความผันผวนเหล่านั้น จะสังเกตุได้ว่า เทรนด์ธุรกิจที่เกาะไปกับกระแสเพื่อสุขภาพ แทบไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากมายนัก แถมยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องเสียด้วยซ้ำ สืบเนื่องมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจในการดูแลสุขภาพและความงามมากขึ้นนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน หรือแม้กระทั่ง วัยทอง วัยผู้สูงอายุ ที่ดูเหมือนมีอัตราแนวโน้มสูงขึ้น ทุกปี ๆ

อีกเหตุผลหนึ่ง คงจะอดกล่าวไม่ได้เลย คือ ปัจจุบันผู้บริโภคสามารถรับรู้ข่าวสารที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพได้อย่างชนิดรวดเร็วมาก โดยผ่านทางช่องทาง Social Media ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram YouTube LINE ฯลฯ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกในการตัดสินใจมากขึ้น จึงส่งผลให้ค่ายแบรนด์ต่าง ๆ ต้องปรับตัว พร้อมรับมือกับการแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ด้วย content ที่มีคุณภาพซึ่งเป็นเหมือนอาวุธที่แข็งแกร่งของแบรนด์ต่าง ๆ

ดังนั้น จึงเป็นแรงผลักดันที่ทำให้บรรดาผู้ประกอบการต่าง ๆ ไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์แบบฉาบฉวย หรือเพียงเกาะกระแสรักสุขภาพได้อีกต่อไป แต่จะต้องเน้นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ให้สามารถตอบโจทย์ตรงตามความต้องการกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ได้มากที่สุด

อีกทั้ง กระแสคนรักสุขภาพ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ มีแนวโน้มการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทำให้ความต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพของแต่ละวัย แตกต่างกันไป

เช่นเดียวกับที่เมื่อมาดูทิศทางเศรษฐกิจปี 2562 จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผู้บริโภค หันมาสนใจสุขภาพมากขึ้น อีกทั้งประเทศไทย กำลังจะก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) หรือที่เรียกว่าเรากำลังก้าวสู่ยุค Silver Economy (เศรษฐกิจผู้สูงวัย) ซึ่งเป็นยุคที่นำนวัตกรรมมาสร้างผลิตภัณฑ์ และบริการที่รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตัวเองได้

ทั้งนี้มีสถิติงานวิจัยระบุแล้วว่า โครงสร้างของประชากรไทยไปสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 11 ของประชากรไทยทั้งหมดในปัจจุบัน และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 20 ของประชากรไทยในปี 2568 ด้วยตัวเลขที่แสดงให้เห็นชัดเจนแบบนี้ สามารถสะท้อนให้เห็นได้ว่า กลุ่มผู้สูงอายุ จะกลายเป็นกลุ่มที่มีกำลังสำคัญ และมีความต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพอีกจำนวนมาก

ขณะที่อีกเหตุผลที่เราไม่สามารถมองข้ามได้เลย นั่นก็คือ การตัดสินใจซื้อสินค้าสุขภาพ และ อาหารเสริม ของกลุ่มผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ยังอิงต่อความพอใจจากผู้ดูแล ไม่ว่าจะเป็น ลูกหลาน หรือญาติใกล้ชิดที่ดูแล ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้ส่วนใหญ่ของผู้สูงอายุ (เพราะผู้สูงอายุ จะได้รับเงินเลี้ยงดูโดยลูกหลาน) ดังนั้นการที่ผู้สูงอายุจะตัดสินใจซื้อสินค้าสักตัว อาหารเสริมสักยี่ห้อ อาจต้องแล้วแต่ความพึงพอใจ และการตัดสินใจของลูกหลานของท่านเหล่านั้นด้วย

ดังตัวอย่างของ บริษัท คินน์ เวิลด์ไวด์ จำกัด ที่มีโอกาสร่วมงานวิจัย และพัฒนา สมุนไพร BIO Pharma กับหน่วยงานสำคัญถึง 3 หน่วยงาน คือ NSTDA (National Science Technology Development Agency – Biotec), Bio Taiwan และโครงการพิเศษสวนเกษตรเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

ธุรกิจ Supplements พึ่งพานวัตกรรมสู่ยุค Silver Economy

ทั้งนี้ด้วยประเทศไทย กำลังก้าวไปสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0” หรือจะพูดในเชิงนวัตกรรมว่า “มหัศจรรย์อาหารเสริม 4.0 กับ นวัตกรรมไบโอเทคโนโลยี” ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า หนึ่งในกลุ่มเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก คือ กลุ่มสาธารณสุข กลุ่มสุขภาพ อาหารเสริมไบโอเทคโนโลยี และ เทคโนโลยีทางการแพทย์ (Health, Wellness and Biopharm) ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับบริษัท ด้วยเหมือนกัน ที่เราจะเน้นในเรื่อง Biopharma โดยตรง ไม่ว่าจะเป็น สูตรถั่งเช่า สูตรผู้ชาย สูตรผู้หญิง สปอร์เห็ดหลินจือ เหล่านี้ เป็นต้น

ดังนั้น บริษัทจึงยังคงพัฒนานวัตกรรม Biopharma กันต่อไป เพื่อตอบโจทย์ Aging Society ที่กำลังจะมาไม่เกิน 2 ปี ข้างหน้านี้ ในเรื่อง Health care และ Bio pharma โดยยังคงร่วมมือกับพันธมิตรสานต่องานวิจัยต่าง ๆ ได้แก่ หน่วยงาน NSTDA Biotech Bio Taiwan และโครงการสวนเกษตรเมืองงาย เช่นเดิม แต่จะเพิ่มในเรื่องของผลิตภัณฑ์ และการค้นคว้าสูตรใหม่ ๆ ป้อนสู่ตลาดผู้บริโภคมากขึ้น

อย่างไรก็ตามในวันนี้ คงไม่มีผู้ประกอบการรายใดสามารถปฏิเสธการเข้าสู่โลกดิจิทัลได้แล้ว เพราะทั้งคู่ค้าและลูกค้าต่างอยู่บน Platform เดียวกันหมดคือ Digital Economy ไม่ว่าจะเป็น Smart phone และ Tablet ต่างเข้ามามีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันพวกเรา รวมไปถึงอุปกรณ์ Internet Of Things ที่มีปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกอย่างสามารถเชื่อมโยงต่อกันได้หมด แลกเปลี่ยนข้อมูลได้ทั้งหมด และในมุมธุรกิจต่าง ๆ

โดยเฉพาะธุรกิจอาหารเสริม Health Care หรือ Skin Care ก็ดี ย่อมต้องปรับตัวให้ทันเพื่อให้สามารถแข่งขัน และอยู่รอดได้ เรียกได้ว่า ใครสามารถนำข้อมูล Big Data บนโลก Social และพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์เหล่านั้น มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจได้มากสุด จะกลายเป็นผู้นำของตลาดในยุค Digital Economy

ดังนั้น หากอุตสาหกรรมการแพทย์ของเรา นำไบโอเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี มุ่งเน้นพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ Pain-point มากกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว จะทำให้ประเทศไทยเป็น Medical Hub ได้ไม่ยากเลย เนื่องจากเรามีพื้นฐานงาน service และ Medical Skill ของแพทย์ที่มีชื่อเสียงในระดับภูมิภาคอยู่แล้ว

“นวัตกรรมคือปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนธุรกิจยุค Silver Economy เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าสูงวัย และกลุ่มวัยทำงาน”

(เครดิต :  https://techsauce.co/exec-insight/supplements-silver-economy-kin)

HEALTH,

ทานยาแล้ว คอเลสเตอรอลไม่ลด ควร ทำอย่างไรดี ?

ทำไม คอเลสเตอรอลไม่ลด  ถือเป็นคำถามที่พบบ่อย ขออธิบายเข้าใจง่าย ๆ ว่า ระดับของไขมันในเลือดที่ต้องพิจารณารักษาโดยการใช้ยานั้น จะดูค่าไขมันชนิดเลว LDL เป็นหลัก โดยในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับว่า มีโรคประจำตัวอะไรอยู่บ้าง และมีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจระดับใด ซึ่งระดับไขมันที่ควรต้องเริ่มทานยาจะเริ่มที่ 130, 160 และ 190 mg/dl

ทำไม ทานยาแล้ว คอเลสเตอรอลไม่ลด

เมื่อเริ่มทานยาแล้ว จะมีการตรวจระดับค่าของไขมันอยู่เป็นระยะ ๆ เพื่อประเมินว่าถึงระดับเป้าหมายหรือยัง ซึ่งจะไม่เท่ากันในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละคนเช่นกัน หากระดับไขมันในเลือดยังไม่ลดลง ต้องเพิ่มปริมาณยา ตามด้วยการเพิ่มชนิดของยาในกลุ่มอื่น ๆ จนกว่าจะลดลงจนถึงระดับที่เหมาะสม

และแน่นอน นอกจากการยาลดไขมันแล้ว สิ่งสำคัญคือ การปรับพฤติกรรมในการทานอาหาร , การใช้ชีวิต เช่น งดการสูบบุหรี่, ลดการดื่มเหล้า เบียร์ พร้อมควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมระดับน้ำหนักตัว หากอ้วน ต้องลดความอ้วนให้ได้

ควรทำอย่างไรดี?

คินน์ นัตโตะ คอเลสเตอรอลสูง คอเลสเตอรอลไม่ลด ไขมันในเลือดสูง ลดไขมันในเลือด

ทั้งนี้ อย่าปล่อยให้คอเลสเตอรอลสูง ปัจจุบันมีสมุนไพรสกัดจากธรรมชาติที่ช่วยลดไขมันในร่างกาย ชื่อว่า คินน์ นัตโตะ เป็นสูตรเดียวในท้องตลาด ที่เป็นสมุนไพรสกัดจากถั่วนัตโตะ ญี่ปุ่นตามธรรมชาติ ช่วยในเรื่องลดคอเลสเตอรอล ลดไตรกลีเซอไรด์ อย่างวัดผลจากโรงพยาบาลได้ ภายใน 30 วัน  เพราะร่างกายเรามาจากธรรมชาติ  “Empower You’re proof”

 

 

ด้วยความปรารถนาดี

บริษัท คินน์ เวิลด์ไวด์ จำกัด

ถ้าเพื่อน ๆ สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ค่ะ
HOTLINE : 094 490 8888, 089-939-2799
ID Line : @kinnworldwide
Website : www.kinn.co.th
Facebook : www.facebook.com/www.kinn.co.th
ID Line :http://nav.cx/sUt9Ndh

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

กินผักผลไม้ยังไง ให้ดีต่อ (หัว) ใจ

3 โรค ถามหาเมื่อ “วัยทอง”

ผู้สูงวัย ล้มคนเดียว เจ็บทั้งบ้าน

HEALTH,

5 สาเหตุ คอเลสเตอรอลสูง !

คอเลสเตอรอลสูง หรือ ภาวะไขมันในเลือดสูงเกิดจากอะไร? ด้วยพฤติกรรมคนไทย ที่ชอบอาหารติดรสหวานสูง เค็มสูง มันสูง  อธิบายง่าย ๆ แบบเห็นภาพคือ แนะนำบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา แต่คนไทยบริโภคถึง 28.4 ช้อนชาต่อวัน (ข้อมูลจาก GAIN (Global Agricultural Information Network ปี 2557)  การทานอาหารที่มีไขมันเยอะ น้ำตาลเยอะ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดไขมันในเลือดสูง หากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา จะส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรังตามมา

 

 

สาเหตุที่ทำให้ คอเลสเตอรอลสูง

1.อ้วน

ผู้มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือ อ้วนนั้นมักจะมีความเสี่ยงต่อโรคภาวะไขมันในเลือดสูงมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากมีภาวะไขมันในเลือดไม่สมดุล ร่างกายมีการสะสมของไขมันมากกว่าปกติ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคอีกมากมาย เช่น  โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคหัวใจ ดังนั้นผู้ที่มีภาวะเสี่ยงหรือเป็นโรคอ้วนควรจะดูแลและใส่ใจการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องของอาหารการกินให้สมดุล ไม่ควรทานอาหารทอดหรือมันมากจนเกินไป ควรเน้นทานเนื้อปลา ไก่ หมู (ที่ไม่ติดมัน) ทำไปนึ่ง หรือ ต้มทานจะลดความเลี่ยงมากกว่าอาหารปิ้งย่างและทอด ควรจะปรับสัดส่วนและปริมาณมื้ออาหารให้ปกติ เพื่อป้องกันการทานอาหารมากเกินไป

2.ไม่ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นกิจกรรมที่หลายๆ คนมักจะวิ่งหนีเพราะว่าไม่ชอบความเหนอะหนะของเหงื่อชุ่มๆ ที่อยู่บนร่างกาย ไม่ชอบความเหนื่อยและเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องมากๆ เพราะการออกกำลังกายนั้นนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และยังสามารถช่วยลดปริมาณไขมันส่วนเกินในร่างกายเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้ดีอีกด้วย

3.ดื่มเหล้าเบียร์มาก

สาเหตุที่คนที่มีพฤติกรรมชอบดื่มเหล้า-เบียร์บ่อยๆ มักจะเลือกต่อภาวะไขมันในเลือดสูงมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจาก แอลกอฮอล์นั้นส่งผลให้ระดับของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอลีนที่อยู่ในเลือดมีปริมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งภาวะนี้สามารถส่งผลต่อปัญหาสุขภาพโดยตรงโดยเฉพาะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือด ดังนั้นลดงดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์จะปลอดภัยที่สุด

4.เครียด

ความเครียดนั้นไม่ได้มีผลต่อภาวะอารมณ์และเพิ่มความเหนื่อยล้าให้สมองเท่านั้น แต่ยังเพิ่มคอเลสเตอรอลในเลือดให้สูงขึ้นอีกด้วย เนื่องจากเมื่อเวลาที่เราเครียดร่างกายจะกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนออกมาเป็นจำนวนมาก และฮอร์โมนเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นการหลั่งไตรกลีเซอร์ไรด์และกรดไขมันอิสระ และรบกวนระบบการจขัดไขมัน ทำให้ไขมันในเลือดสูงขึ้น

5.กรรมพันธุ์

Familial hypercholesterolemia: FH เป็นภาวะที่ได้รับจากกรรมพันธุ์ที่สืบทอดกันมาในครอบครัว โดยปกติแล้วผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงนั้นมักจะมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจตั้งแต่เด็กๆ หรือมักจะมีอาการเจ็บที่หน้าอกบ่อยๆ เนื่องจากหัวใจขาดเลือดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ สำหรับผู้ที่ไม่มั่นใจว่าตนเป็นหรือไม่ สามารถไปตรวจได้ที่โรงพยาบาลโดยแพทย์จะทำการตรวจหลายขั้นต่น เช่น การตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ตรวจพันธุกรรม และการตรวจหัวใจ เช่น การทดสอบภาวะวิกฤติ (stress test)

 

ด้วยสาเหตุที่เลือดไหลเวียนในหัวใจไม่เพียงพอ เลือดจึงไม่สามารถที่จะสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ ซึ่งลักษณะอาการโดยทั่วไป จะมีอาการอ่อนเพลีย  เหนื่อยง่าย นั่นเอง !

อย่าปล่อยให้ไขมันในเลือดสูง ป้องกันด้วย คินน์ นัตโตะ สูตรสกัดพิเศษที่ช่วยลดไขมันในร่างกาย อย่างได้ผล ภายใน 30 วัน ด้วยงานวิจัยที่เป็นที่ยอมรับระดับโลกจาก American Journal และกรรมวิธีในการสกัดที่เข้มข้นของถั่วนัตโตะ จนได้สารสกัดที่ชื่อว่า Nattokinase ช่วยในการลด Cholesterol  วัดผลได้จากโรงพยาบาล

สอบถามเพิ่มเติมและสั่งซื้อผลิตภัณฑ์
HOTLINE : 094 490 8888, 089-939-2799
ID Line : @kinnworldwide
Website : www.kinn.co.th
Facebook : www.facebook.com/www.kinn.co.th
ID Line :http://nav.cx/sUt9Ndh

บทความที่น่าสนใจ

กินผักผลไม้ยังไง ให้ดีต่อ (หัว) ใจ

ถั่วนัตโตะ ลดไขมันในเลือด ได้จริงหรือ ?

3 โรค ถามหาเมื่อ “วัยทอง”

HEALTH,

มะเร็ง กับการฉายรังสี

วันก่อน ได้มีโอกาสร่วมฟังบรรยายของท่านรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง วุฒิศิริ วีรสาร และผู้ช่วยศาสตราจารย์ จุมพฏ คัคนาพร จากภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล  ท่านได้กล่าวถึงการรักษาโรคมะเร็งด้วยรังสีรักษา อย่างน่าสนใจทีเดียว เพราะแน่นอน ไม่มีใครอยากเป็นโรคร้ายชนิดนี้ แต่ถ้าแจ๊คพ๊อตเจอกับตัวเองแล้วหล่ะ  เราควรดูแลรักษาอย่างไร ?

เพราะเมื่อนึกถึงรังสี  คงต้องย้อนกลับไปตอนที่พวกเรายังเด็ก ๆ ถ้ายังจำกันได้ดี เราได้เรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์และเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 มากันบ้าง โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงเรื่องราวสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งที่นึกถึงอันดับแรกในความคิดเรา ก็น่าจะเป็นเรื่องระเบิดปรมาณูที่ถล่มเมืองฮิโรชิมา และ เมือง นางาซากิ ซึ่งทำให้ประเทศญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามในครั้งนั้น  ผลของระเบิดในครั้งนั้น ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นหลายแสนคนเสียชีวิตทันที ! และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนอีกเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น ยังมีผู้เสียชีวิตภายหลังการระเบิด ด้วยเพราะได้รับกัมมันตภาพรังสี และล้มป่วยเป็นมะเร็งอีกเป็นจำนวนมากของประชากรที่อาศัยในบริเวณ 2 เมืองดังกล่าว ซึ่งเกิดมาจากบรรพบุรุษที่ได้รับรังสี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันอีกด้วย !  ทำให้ประเทศญี่ปุ่นจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการศึกษาเกี่ยวกับรังสีมากที่สุดในโลก…

มะเร็ง อยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด

ในยุคนี้ ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีจะล้ำหน้ามากขนาดไหน  โรคร้ายต่าง ๆ ดูเหมือนก้าวล้ำเข้าสู่มนุษย์เรามากขึ้นเช่นกัน       ไม่ยกเว้นแม้แต่ “โรคมะเร็ง – Cancer” ที่คนวัยทำงานต่างก็ให้ความสนใจกันมากขึ้น อาจจะมีบางท่านยังไม่ทุกข์ร้อน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่น่าเป็นกันง่าย ๆ แต่ทว่า โรคมะเร็งนั้นอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด

มะเร็ง เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง ของคนไทย (มานานหลายปีแล้ว) โดยโรคมะเร็งที่พบบ่อย จัดเป็น 5 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งเต้านม  มะเร็งต่อมลูกหมาก  มะเร็งปอด   มะเร็งรังไข่  และมะเร็งกระเพาะอาหาร  สิ่งที่น่าแปลกเกี่ยวกับคนที่เป็นมะเร็ง ก็คือ ผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง มักจะถามหมอที่รักษาว่า “เป็นแล้วจะหายไหม” ในขณะที่ผู้ป่วยโรคหัวใจไม่เคยมีคำถามนี้  เพราะอะไร ?  เพราะโรคหัวใจเป็นแล้วรักษา “ไม่หาย” แต่ถ้าป่วยเป็นโรคมะเร็ง ถ้าเป็นแล้ว ไม่รักษา ก็ไม่หายแน่นอน..

มะเร็งกับการรักษา

มะเร็ง กับ การรักษา

  • การผ่าตัด

สมัยก่อน เมื่อป่วยเป็นมะเร็ง หมอมักรักษาด้วยการผ่าตัด และแน่นอนคนไข้ มักจะต้องถามหมอว่า “ผ่าตัดแล้วมะเร็งจะถูกตัดไปหมดไหม ?  มีอันตรายจากการผ่าตัดไหม ?  อวัยวะที่เหลือหลังการผ่าตัดจะยังคงทำหน้าที่ได้เหมือนเดิมหรือเปล่า ? และจริง ๆ แล้ว การที่แพทย์ใช้วิธีการผ่าตัด นั่นก็คือ การกำจัดมะเร็งออกไปให้หมด และอวัยวะนั้น ๆ ก็ยังคงสามารถทำหน้าที่ได้อย่างปกติ

  • การใช้รังสีรักษา

การใช้รังสีรักษา เพื่อทำให้มะเร็งมีขนาดเล็กลง และอาจไม่ต้องผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นการใช้รังสีรักษา หรือ การผ่าตัด จะทำก่อน-หลัง แพทย์จะทำการวินิจฉัยอย่างใดอย่างหนึ่ง  หรืออาจจะใช้รังสีรักษาควบคู่กับการผ่าตัดก็เป็นได้

  • การใช้ยามะเร็ง

แพทย์จะวินิจฉัย ใช้กรณีที่มะเร็งแพร่กระจาย  แพทย์อาจต้องใช้การให้ยา โดยการใส่สารเข้าไปในร่างกาย วิธีการรักษาแบบนี้ จึงไม่เหมือนกับ 2 ข้อแรก ที่เป็นการรักษาเฉพาะจุด  โดยการใช้ยานี้ อาจทำได้โดยวิธีการฉีด หรือรับประทาน

  • การใช้ Stem Cell

ถือเป็นวิธีที่ต้องมีการทำลายเซลล์เดิมที่เป็นมะเร็ง และใส่เซลล์ใหม่เข้าไป จึงต้องระมัดระวังในเรื่องการติดเชื้อระหว่างการดำเนินการ

  • พรีซิชั่น เมดดิซีน (Precision Medicine)

ถือเป็นวิธีใช้รักษาเฉพาะกับโรค และการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล และในปัจจุบัน ยาที่ใช้รักษายังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยเป็นส่วนใหญ่

การรักษาโดยฉายรังสี

รังสีเอ๊กซเรย์นั้น ได้ถูกค้นพบมากว่า 100 ปี โดยท่าน Wilhelm Conrad Rontgen นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ส่วนนักฟิสิกส์/เคมี ที่เราคุ้นเคยชื่อกัน ก็คือ มาดามคูรี (Marie Curie) ซึ่งเป็นผู้ที่ค้นพบรังสีเรเดียม ซึ่งใช้ในการยับยั้งการขยายตัวของมะเร็ง

รังสีรักษา เป็นวิธิการรักษามะเร็งที่ได้ผลดี ได้ผลดีในการรักษาโรคมะเร็ง ถือเป็นวิธีการที่ถูกใช้ในการวงการแพทย์มานานมาก หลักการของรังสีรักษา คือ การให้รังสีในปริมาณที่มากพอ ที่จะทำลายเซลล์มะเร็งได้หมด และทำลายอวัยวะอื่น ๆ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงให้น้อยที่สุด และรังสีที่ใช้คือ รังสีเอ๊กซ์ และ รังสีแกมมา

ในการทำลายเซลล์มะเร็ง สามารถทำลายได้ใน 2 วิธี กล่าวคือ ทำให้เซลล์มะเร็งตายในทันที และ ทำให้เซลล์มะเร็งสูญเสียความสามารถในการแบ่งตัว และด้วยความที่การฉายรังสี เพื่อรักษานั้น เป็นรังสีที่มีความถี่สูง ระดับเมกกะโวลล์ เราจึงไม่รู้สึกอะไร ขณะที่ได้รับรังสีนั้น เทียบกับสมัยยุคก่อน ผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสี จะออกอาการดำเกรียม มีแผลผุพองในระยะแรก แต่ในปัจจุบัน วิวัฒนาการล้ำสมัย ความก้าวหน้าเทคโนโลยีช่วยให้การทะลุทะลวงดีขึ้น รังสีสามารถลงลึกใต้ชั้นผิวหนัง จึงทำให้เกิดผลข้างเคียงลดน้อยลงไปมาก…

การปฏิบัติตัวหลังการฉายรังสี รักษามะเร็ง

การปฏิบัติตัวหลังการฉายรังสี

โดยปกติแล้ว จะมีทีมรังสีแพทย์จากโรงพยาบาล มาให้คำแนะนำกับผู้ป่วยทั้งก่อนและหลังฉายรังสี เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจและคลายความวิตกกังวล  เพราะร่างกายคนเรานั้น สามารถจะซ่อมแซมตัวเอง และฟื้นคืนได้ภายใน 1-3 เดือน หรือในผู้ป่วยบางราย อาจใช้เวลาถึง 6 เดือน ถึงกลับมาแข็งแรงตามปกติ   ดังนั้น ผู้ป่วยควรได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เพื่อที่จะได้ไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ  โดยการรับประทานให้ได้ครบ 5 หมู่ อาหารต้องสุกสะอาด ผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสี ควรเลี่ยงอาหารจำพวกหมักดอง เนื่องจากอาจทำให้ท้องเสียได้ และควรดื่มน้ำ 10 – 12 แก้วต่อวัน เพื่อลดอาการเจ็บคอ และช่วยในการขับถ่าย พักผ่อนให้เต็มที่ และไปพบแพทย์ตามที่นัด

อย่างที่มีคำกล่าวว่า “สุขภาพกาย รักษาได้ แต่สุขภาพใจ สำคัญสุด”  ถึงแม้การฉายรังสีนั้นสามารถรักษามะเร็งได้ทั้งร่างกาย แต่..ไม่สามารถรักษาสุขภาพใจของเราได้นะคะ  ดังนั้น หากป่วยเป็นมะเร็ง และได้รับการฉายแสงรักษาแล้ว  อย่าลืม ดูแลสุขภาพจิตใจด้วยนะคะ ต้องไม่เครียด ไม่วิตกกังวล ทำจิตใจให้สบาย นั่งสมาธิ สวดมนต์ จิตใจเราจะได้มีพลัง มีกำลังใจ  พร้อมกับร่างกายที่แข็งแรงค่ะ

เย็นวันนั้น ดิฉัน พร้อมผองเพื่อน ๆ ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับการฉายแสงรักษาโรคมะเร็งมาแบบเต็มอิ่มครบทุกมิติ  รูปภาพ แสงสี  (อาจารย์จัดเต็มเหมือนเดิม) ขอขอบพระคุณท่าน รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง วุฒิศิริ วีรสาร และผู้ช่วยศาสตราจารย์ จุมพฎ คัคนาพร สำหรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในเรื่องของการรักษาโรคมะเร็ง ด้วยรังสีรักษา วันนี้ กลางวันนี้ จะทานอะไร คงต้องพิจารณาให้มากขึ้น เพราะ “You Are what you eat” นั่นเอง  ดูแลสุขภาพกันนะคะ  พบกันใหม่ ฉบับหน้า  สวัสดีค่ะ

(เครดิต : ท่าน รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง วุฒิศิริ วีรสาร

และผู้ช่วยศาสตราจารย์ จุมพฎ คัคนาพร ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล,ดร.ปิยวดี โขวิฑูรกิจ)

www.kinn.co.th

#KINN_Biopharma

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

มะเร็งคือธรรมชาติ หมายถึงอะไร? และควรดูแลตัวเองอย่างไร

กินผักผลไม้ยังไง ให้ดีต่อ (หัว) ใจ

5 ปัจจัยเสี่ยง โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งร้ายที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย

HEALTH, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 45-50 ปี, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 55-60 ปี,

วัยทอง ดูแลผิวอย่างไรให้มี…ออร่า

ฉบับที่แล้ว เราได้คุยเกี่ยวกับเรื่องเคล็ดลับดูแลผิวในหน้าหนาว  ได้มีคุณผู้อ่านฝากคำถามผ่านเฟสบุคถามว่า แล้ว ช่วงวัยทองหล่ะ ต้องดูแลอย่างไร ซึ่งถือว่าเป็นคำถามยอดฮิตสำหรับคนวัยนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงวัยทอง (อย่างผู้เขียนเอง ก็เข้าข่าย) ต้องเน้นในเรื่องผิวพรรณเป็นพิเศษ แบบว่า อันดับหนึ่ง เลยทีเดียว !  ผู้อ่านหลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไม ผู้หญิงวัยทอง วัยหมดประจำเดือน ผิวพรรณจึงแห้งลง แย่ลง ไม่ชุ่มชื้น ดูแลยากกว่า (ช่วงวัยสาว)  ก็เพราะ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเพศ เรียกว่า เอสโตรเจนนั่นแหละ จะค่อย ๆ น้อยลง ด้วยความที่รังไข่ หยุดทำงาน ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนเอสโทรเจนได้  ถ้าให้สังเกตดี ดี ผู้หญิงที่มีรูปร่างผอม จะมีระดับการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ได้มากกว่าผู้หญิงทีมีรูปร่างท้วมอ้วน  ด้วยเพราะฮอร์โมทนที่สังเคราะห์มาจากไขมันนั่นเอง

ภายหลังฮอร์โมนลดลง ส่งผลโดยตรงให้ผิวพรรณแห้ง (แห้งมาก)  ขาดความชุ่มชื้น ชนิดที่ว่าทาครีม moisturizer ชนิดไหนก็ไม่ดีขึ้น ผิวหน้าเกิดฝ้า จุด ด่างดำ  บางคนมีอาการคัน ยิบ ยิบ ที่ผิวหนังร่วมด้วย คอลลาเจนใต้ผิวหนังก็เสื่อมลง ความยืดหยุ่นของผิวของลดลง จึงทำให้ผิว หย่อนคล้อย ย่น เป็นลำดับ  หลายคนอาจทำใจไม่ได้ รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในวัยนี้  ความสดชื่นหดหายหมด ไม่อยากพบเพื่อนฝูงกันเลยทีเดียว  จนต้องพึ่งการทานยาฮอร์โมน  อีกใจก็เกรงยาสะสม และความเสี่ยงที่ตามมา…

แล้ววัยทอง ต้องดูแลผิวอย่างไรล่ะ ให้มี ออร่า  เรามาดูกันค่ะ :-

  • ทาครีมกันแดด

ควรเลือกสูตรที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป เพราะโดยธรรมชาติ เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการปกป้องผิวช่วงวัยทอง มีน้อยกว่าช่วงวัยหนุ่มสาว  ยิ่งสาววัยทองท่านใด ชอบเล่นกอลฟ หรือ ชอบกีฬากลางแจ้ง  ต้องหมั่นทาครีมกันแดด เพื่อป้องกันไว้เลยค่ะ

  • เน้นเลือกคลีนเซอร์

ขอจับมาไว้อันดับสอง  สาววัยทองหลายท่าน อาจจะมองข้ามในการเลือกคลีนเซอร์ไป  เพราะอยากจะบอกว่า เราจะเลือกใช้ครีมบำรุงผิวยี่ห้อแพงเท่าใด แต่ถ้าเรายังล้างหน้า ไม่สะอาดเพียงพอ  ครีมบำรุงผิวยี่ห้อใด ก็ไม่สามารถซึมเข้าสู่ใต้ผิวได้  การทำความสะอาดใบหน้า ถือเป็นขั้นตอนการดูแลผิวที่สำคัญที่สุด  โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น คลีนเซอร์ (Cleaser) จึงเข้ามามีบทบาทมากที่สุด  (อยากบอกว่า มากกว่าครีมบำรุงผิวเสียอีก)  และแนะนำ ควรเลือก คลีนเซอร์ที่เป็นเนื้อครีม (แทนเนื้อโฟม) และควรเหมาะกับผิวแพ้ง่าย และควรเช็ดคลีนเซอร์บนผิวหน้าเรา (ที่เต็มไปด้วยเครื่องสำอางในแต่ละวัน) ซ้ำสองครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่า สะอาดเพียงพอ ก่อนล้างด้วยน้ำเปล่า และตามด้วยครีมบำรุงที่เราตระเตรียมไว้

  • เพิ่มความชุ่มชื้น

เลี่ยงการอาบน้ำนาน ๆ หรือ อาบน้ำอุ่นมาก (เกินไป) ภายหลังอาบน้ำ ควรชโลมครีมบำรุงผิวมอยส์เจอไรเซอร์เมื่อผิวยังมีความชื้นอยู่ (จะดีมากมาก)

  • เน้นทานอาหาร ที่มีกรดไขมัน โอเมก้า 3

ข้อนี้ เน้นด้วยอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 6 และ 9  เพราะจะช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น ฟื้นฟูสภาพผิว และลดการอักเสบ  อาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง เช่น วอลนัท (อุดมด้วยไขมันชนิดไม่อิ่มตัว มีโอเมก้า 3 มากถึง 2600 มิลลิกรัมต่อออนซ์) และเราสามารถนำน้ำมันวอลนัท มาใช้ในการปรุงอาหารแทน น้ำมันมะกอก ได้ด้วย จะได้กรดไขมันโอเมก้า 3 สูงกว่า 10 เท่า  นอกนั้น ก็จะเป็นอาหารประเภท ผลิตภัณฑ์จากนม

  • นอนให้เพียงพอ

การพักผ่อนให้เพียงพอ ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญของวัยนี้ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น นอนไม่พอ ผิวพรรณก็ไม่สดใส แถมยังมีรอยคล้ำใต้ดวงตา อีกด้วย แนะนำควรนอนให้ได้วันละ 7-9 ชั่วโมง  และแน่นอน บางท่านในวัยนี้ อาจมีคำถามในใจ  อยากนอนให้พอ เหมือนกัน  แต่ “นอนไม่หลับ” ทำอย่างไรหล่ะ  สำหรับปัญหานอนไม่หลับ น่าจะเกิดมาจากหลายปัจจัย แต่ที่จะแนะนำได้ คือ  พยายามอ่านหนังสือธรรมะ  ทำจิตใจให้สงบก่อนนอน  ไม่เครียด และปล่อยวาง

เพียง 5 ข้อง่าย ๆ สำหรับการดูแลผิว ให้มีออร่า สำหรับวัยทอง ซึ่งเป็นวัยที่ทุกท่านต้องเดินผ่าน และอย่างที่กล่าวในตอนต้น เรื่องผิวที่เสื่อมสภาพ แห้งกร้าน และเริ่มเหี่ยวย่น  อย่างน้อย วิธีที่แนะนำไปก็พอจะช่วยบรรเทาปัญหาผิว ตามสภาพวัยทองได้ค่ะ  ช่วงนี้ อากาศค่อย ๆ เย็นลง รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ พบกันใหม่ ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

อ้างอิง :  www.kinn.co.th

#KINN_Biopharma

#KINN_Beyond_Health

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com