ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 55-60 ปี,

7 วิธี ดูแลผู้สูงอายุ ให้มีชีวิตยืนยาว สุขภาพยืนยาว

วิธี ดูแลผู้สูงอายุ ให้อายุอยู่ยืดยาวหมื่นปี หมื่นๆ ปี!! 

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ 新正如意 新年发财 เทศกาลตรุษจีนในปีนี้ อาจจะไม่คึกคักเท่าใดนัก เพราะตรงกับช่วงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่เรายังต้องเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ ท่านอธิบดีกรมอนามัย ยังแนะนำว่า การป้องกันที่ดีที่สุด คือลดปริมาณการใช้ธูป โดยแนะให้ใช้ธูปขนาดสั้น ลดปริมาณการเผากระดาษเงิน กระดาษทองให้น้อยลง เน้นสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นขณะเผากระดาษ หรือจุดธูป รวมทั้งกำจัดขี้เถ้าจากธูปและกระดาษเงินกระดาษทอง โดยเก็บขี้เถ้าใส่ถุง และส่งให้ท้องถิ่นรับไปกำจัดอย่างถูกวิธี

ดูแลผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุ เทศกาลตรุษจีน

ผู้สูงอายุกับเทศกาลตรุษจีน

ปกติเทศกาลส่วนใหญ่ในบ้านเรา ค่อนข้างเกี่ยวข้องกับญาติผู้ใหญ่และ ผู้สูงอายุเกือบทุกเทศกาล  ปีใหม่เอย สงกรานต์เอย โดยเฉพาะประเพณีเทศกาลตรุษจีนที่ลูกหลานจะรอรับ “อังเปา” จากผู้ใหญ่ ยิ่งถ้าครอบครัวใด มีญาติผู้ใหญ่เยอะหล่ะก็  ได้อั่งเปาเป็นปึก ๆ กันเลยทีเดียว ! แต่ถ้าเรามองให้ลึกอีกสักนิด  ญาติผู้ใหญ่เอง ก็ดีใจที่ได้เจอลูก ๆ หลาน ๆ (อย่างมากด้วยค่ะ)   ถ้าไม่มีเทศกาล  ท่านก็คงเหงา ไม่ใช่น้อย บ้านก็เงียบ  อยู่กันสองตายาย  (บางครอบครัว เหลือ ตาหรือยาย อยู่คนเดียว เพราะคู่รักจากไปแล้ว)  แล้วเราจะมีวิธีการดูแลบุพการี ญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ให้ดีที่สุด ได้อย่างไร ?

ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนไทยมีอายุยืนขึ้น กลุ่มผู้สูงอายุมีสัดส่วนมากขึ้น  ตามรายงานสถิติของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  อัตราการเกิดใหม่น้อยลง (อย่างมาก) หลายครอบครัวยุคใหม่ นิยมอยู่กันแบบสองคน โดยไม่มีทายาท อีกทั้งวัยแรงงาน มีสัดส่วนในช่วงอายุสูงมากขึ้น  สังคมมีการศึกษากันสูงขึ้น แข่งขันกันสูงขึ้น ความเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ความเป็นชนบทน้อยลง มลพิษฝุ่น สูงขึ้น (PM 2.5) ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้  สิ่งที่ตามมาแน่นอนคือ เครียดมากขึ้น !  ด้วยการมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น ทำให้ปัญหาสุขภาพในผู้สูงอายุ จึงมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคเรื้อรัง โรคเครียด โรคอ้วน ฯลฯ   ในบทความนี้ ผู้เขียน ขออนุญาตเน้นถึงวิธีการดูแลผู้สูงอายุ  (ส่วนเรื่องอุบัติเหตุ และโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เคยเขียนแล้ว สามารถหาอ่านได้จากเพจ www.i-kinn.com นะคะ)

ดูแลผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุ เทศกาลตรุษจีน

ดูแลผู้สูงอายุ ควรทำได้อย่างไร ?

พื้นฐานการดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้น ต้องมีความใส่ใจในการดูแลสุขภาพ และจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม  ปัญหาที่มักพบบ่อยในการดูแลผู้สูงอายุ คือ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักไม่ยอมให้สมาชิกในบ้านดูแลตนเอง เพราะรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระให้กับครอบครัว  ผู้สูงอายุบางคนมีความเป็นตัวของตัวเองสูง และจะรับไม่ได้กังวลว่าตนเองจะกลายเป็นคนอ่อนแอ เป็นภาระกับลูกหลาน และมักจะไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมต้องได้รับการดูแล  ดังนั้น สมาชิกในบ้านควรทำความเข้าใจ และเรียนรู้วิธีการับมือที่ถูกต้อง

  • ไม่ควรรบเร้าให้ผู้สูงอายุต้องรับฟังเหตุผลในขณะนั้น ควรหาโอกาสดี ดี เข้าไปอธิบายอีกครั้งภายหลังแทนดีกว่า
  • ควรหาเวลาอยู่ใกล้ชิด คุยเรื่องสับเพเหระ กับท่าน ให้ท่านได้ผ่อนคลาย เปิดใจคุย จะทำให้เข้าใจกันมากขึ้น เช่นถ้าท่านชอบคุยเรื่องหุ้น ก็คุยเรื่องหุ้น ถ้าท่านชอบคุยเรื่อง ต้นไม้  ก็คุยเรื่องเกี่ยวกับการดูแลต้นไม้ ประมาณว่าคุยในสิ่งที่ท่านสนใจ (ซึ่งจะเป็นเรื่องใดนั้น คนที่อยู่ใกล้ชิด ลูกหลาน) จะเข้าใจมากที่สุด
  • เน้นพิจารณาผู้สูงอายุว่าควรได้รับการดูแลอะไรบ้าง ที่เหมาะสมกับท่าน เช่นผู้สูงอายุบางท่าน เป็นคนป่วยนอนติดเตียง  อาจจะต้องพิจารณาในเรื่องของคนดูแล พยาบาลส่วนตัว เป็นต้น
  • รู้จักวิธีเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุ ได้ทำการตัดสินใจด้วยตนเองบ้าง หรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

ยิ่งอายุมากขึ้น อวัยวะร่างกายย่อมเสื่อมลง ผู้สูงอายุ จึงเป็นวัยที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นพิเศษ  7 วิธี ดูแลผู้สูงอายุให้มีอายุยืนยาว นั้น มีอะไรบ้าง เรามาดูกันค่ะ :-

1.เน้นการออกกำลังกายวันละนิด

ในวัยนี้แล้ว แน่นอน ผู้สูงอายุ บางท่านร่างกายปฏิเสธที่จะออกกำลังกาย  แต่เราสามารถชักชวนให้ท่านร่วมทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น ชวนทำสวนด้วยกัน หรือทานข้าวเย็นเสร็จ ชวนท่านเดินเล่นรอบหมู่บ้าน ระหว่างนั้นก็ชวนคุยไปด้วย ถามทุกข์สุขดิบ หรืออาจให้ท่านเล่าเรื่องที่ท่านสนใจอยู่  เพื่อลดการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดัน  และเน้นให้ออกกำลังกายโดยการเดิน อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน  อย่างน้อยเป็นการช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจได้ทำงาน และแน่นอน ลำไส้ได้เคลื่อนไหว ไม่ท้องผูก อีกด้วย

2.เน้นการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ

เป็นเรื่องที่น่าแปลกอยู่เหมือนกัน  ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบดื่มน้ำ อาจเพราะเกรงต้องเข้าห้องน้ำบ่อย  วิธีที่ถูกต้องคือ ควรดูแลให้ดื่มน้ำอย่างพอเพียง  เพื่อช่วยให้ผิวพรรณดีด้วย

3.เน้นการเลือกทานอาหารดีต่อสุขภาพ

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ รับประทานอาหารได้น้อยลง เนื่องจากอวัยวะในร่างกายเสื่อมสภาพลง (บางท่านมีความเครียด ยิ่งทานน้อยลง)  เน้นเลือกทานอาหารประเภทที่อ่อนนุ่ม ไม่เผ็ด รสชาติไม่จัดจ้าน  หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำ  รวมทั้งอาจปรับวิธีการปรุงอาหารเป็นการนึ่ง ตุ๋น จะดีที่สุด  และเน้นการทานผัก  เพราะผักมีไฟเบอร์ จะช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ท้องไม่ผูก   และไม่ควรทานอาหารค้างคืน (เพราะเสียดายนะคะ) เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยตรง

4.เน้นดูแลความสะอาดร่างกาย

อย่างที่พวกเราทราบกันดีว่า ในวัยผู้สูงอายุ ภูมิคุ้มกันไม่ค่อยแข็งแรง อาจติดเชื้อง่าย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่นอนติดเตียง หรือ ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ ควรเน้นดูแลความสะอาดฟัน  ช่องปาก เล็บ ผิวหนัง หรือแม้กระทั่งซอก บานพับในร่างกายต่าง ๆ เช่น อวัยวะเพศ ก้น ขาหนีบ เป็นต้น ไม่ควรปล่อยให้อับชื้น เพราะอาจเกิดการระคายเคืองได้

5.ลดอุบัติเหตุการเดินระหว่างวัน

เคยได้ยินผู้สูงอายุบางท่าน ปฏิเสธที่จะใช้ ไม้เท้า เพราะมีความคิดว่า ตัวเองยังแข็งแรงเหมือนสมัยยังหนุ่ม ๆ  อยากแนะนำ ค่อย ๆ คุยกับท่าน อธิบายให้ท่านเข้าใจถึงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดิน  เช่น เด็กเดินมาชน หรือ เท้าท่านเองสะดุดขอบบันได (เพราะคิดว่าเท้าก้าวพ้นบันได แต่จริง ๆ ไม่พ้น) ทางที่ดี ควรมีไม้เท้า หรือ วอลค์เกอร์ จะช่วยให้ท่านเดินอย่างมั่นคงขึ้นเยอะ

6.เน้นทานยาตรงตามแพทย์สั่ง

ด้วยวัยผู้สูงอายุ  ส่วนใหญ่จะมีโรคส่วนตัว ไม่ว่า จะเป็น ไขมันในเลือดสูง  ความดันสูง  โรคหัวใจ ฯลฯ ฉะนั้น ผู้ดูแลควรจัดยา ให้ง่ายต่อการรับประทาน  และให้ความใส่ใจผู้สูงอายุรับประทานยาให้ตรงตามแพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาเอง  และควรพบแพทย์ตามวันที่กำหนด  ถ้าจะเป็นการดีที่สุด คือ จดระดับน้ำตาล เช้า-เย็น และความดันเช้า-เย็น ลงบันทึกในสมุดเล่มเล็ก ๆ เพื่อนำไปให้แพทย์ได้พิจารณาอ่าน ในวันที่ครบกำหนดต้องพบแพทย์

7.เน้นดูแลสุขภาพจิต

ผู้เขียนตั้งใจหยิบมาเป็นข้อสุดท้าย  เพราะจริง ๆ แล้ว ข้อนี้สำคัญมากเช่นกันความรักและกำลังใจ” ในครอบครัวถือเป็นจิ๊กซอที่สำคัญยิ่งในการดำรงชีวิตให้ผ่านไปในแต่ละวัน  ยิ่งผู้สูงอายุท่านใด ภรรยาจากไปแล้ว  หรือ สามีจากไปแล้ว ยิ่งต้องเอาใจใส่ในเรื่องพลังใจให้แด่ท่าน  เพราะท่านจะรู้สึกโดดเดี่ยวมาก หาโอกาสพาลูกหลานไปเยี่ยมท่านบ้าง ทานอาหารร่วมโต๊ะกันกับลูกหลาน  หรือ พาท่านทานอาหารนอกบ้าน เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ก็เป็นสิ่งที่ดีมาก  อย่าลืม เป็น “ผู้รับฟัง” ที่ดี ให้ท่านเล่าเรื่องที่ท่านสนใจ เช่น ตลาดหุ้น การเมือง ธุรกิจ (ของท่านที่เคยทำ สมัยหนุ่ม ๆ )  ท่านจะมีความสุขมาก และเล่ากี่ครั้งก็ไม่รู้เบื่อ  แถมยังช่วยท่าน ห่างไกลโรคอัลไซเมอร์ ด้วยค่ะ

เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ที่ผู้สูงอายุมักจะมั่นใจในสิ่งที่ท่านเคย “แข็งแรง” ในอดีต และยังคิดเข้าข้างตัวเองว่าท่านยังแข็งแรงเหมือนเดิม ไม่เป็นไร  ยังเดินไหว  ยังวิ่งได้  ยังพยุงตัวเองได้  ยังไม่ล้มหรอก ฯลฯ  ที่เขียนมาทั้งหมด เพราะคุณพ่อผู้เขียนเอง ท่านก็เป็นเหมือนกันค่ะ  ต้องใช้เวลาพอสมควร ค่อย ๆ โน้มน้าวและอธิบายให้ท่านเข้าใจ  ปัจจุบันท่านก็ถือไม้เท้า (ประจำตัว) ไปเรียบร้อย  และก็มีหลายเหตุการณ์ที่ไม้เท้าท่าน ช่วยให้ท่านไม่ล้ม  ดังนั้น แม้ผู้สูงอายุจะเคยเป็นคนแข็งแรง แต่เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะต่าง ๆ ย่อมเสื่อมสภาพลง  จึงเป็นวัยที่ต้องการคนดูแล เอาใจใส่ อย่างถูกวิธี ถูกสุขลักษณะ  และจริง ๆแล้วพวกเราต่างก็ต้องการให้ท่านแข็งแรง  มีอายุยืนยาว (ให้นานที่สุด) เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเราในการทำงานด้วยเช่นกัน  จริงไหมค่ะ ?  พบกันใหม่ ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

====

#KINN_Holistic_Healthcare

บทความที่น่าสนใจ

3 โรค ถามหาเมื่อ “วัยทอง”

ภัยใกล้ตัว น้ำตาลในเลือดสูง พุ่งสูงปรี๊ดด เหตุเพราะชานมไข่มุก !

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

HEALTH,

7 กฏเหล็ก เคล็ดลับหุ่นดี ที่หลายๆ คนควรทราบ!

เคล็ดลับหุ่นดี ที่สาวๆ ต้องรู้ เพราะแน่นอนว่าผู้หญิงทุกคนย่อมต้องการมีหุ่นที่ดี ไม่อ้วน สวยผอมด้วยกันทั้งสิ้น บ้างก็พยายามลดอาหารเย็น  บ้างก็พยายามทานอาหารออกคลีน ๆ  หลายตำราก็ย้ำบอกให้ออกกำลังกายหนัก ๆ เข้าไว้  แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถปรับระบบการเผาผลาญในร่างกายได้ด้วยตัวเอง  เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้าง :-

เคล็ดลับหุ่นดี อยากผอมสวยต้องเลี่ยงอะไร?

1.เลี่ยงอาหารที่เขียนว่า “ปราศจากไขมัน”

ปราศจากไขมัน เคล็ดลับหุ่นดี อยากผอมสวยต้องเลี่ยงอะไร

ถ้าคุณผู้หญิงเป็นสายลดน้ำหนัก แน่นอนต้องเคยเห็นป้ายที่เขียนว่า “ 0 % แคลอรี่ หรือ ปราศจากไขมัน “ อยากจะบอกว่า ให้วางมันลงเลยนะคะ เพราะช่วงที่เรากำลังลดน้ำหนักอยู่ ควรงดอาหารแช่แข็ง หรือที่ระบุว่าให้พลังงานน้อย และควรเน้นหาอาหารที่สดใหม่รับประทานจะดีที่สุด เพราะเราจะได้โปรตีนแบบเน้น ๆ จากอาหารซึ่งดีต่อสุขภาพยามลดน้ำหนัก

2.เลี่ยงทานข้าวสาลี

เลี่ยงข้าวสาลี ปราศจากไขมัน เคล็ดลับหุ่นดี อยากผอมสวยต้องเลี่ยงอะไร

แนะนำควรงดทานข้าวสาลี ถ้าเราต้องการควบคุมน้ำหนักจริง ๆ และหันไปเลือกทานข้าวกล้อง หรือ ข้าวบาร์เลย์แทน เพราะข้าวสาลี อาจทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ ความเหนื่อยล้า ได้

 

3.เลี่ยงทานข้าวโพด

ข้าวโพด ถือเป็นพืชทางเกษตรที่ถูกนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ ให้กับ วัว หมู ไก่ เมื่อชาวเกษตรต้องการเพิ่มส่วนไขมันในเนื้อวัว โดยเน้นให้วัวทานข้าวโพดในจำนวนมากหน่อย และข้าวโพดยังนิยมมาใช้เป็นอาหารป้อนม้า เพื่อให้ม้ามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในเวลารวดเร็ว เนื่องจากข้าวโพดทำให้เกิดไขมันอย่างรวดเร็ว

4.เลี่ยงดื่มนมถั่วเหลือง

เลี่ยงนมถั่วเหลือง ปราศจากไขมัน เคล็ดลับหุ่นดี อยากผมสวยต้องเลี่ยงอะไร

ถั่วเหลือง มักผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมมาแล้วทั้งสิ้น หากเราทานเข้าไป จะทำให้ระบบในร่างกายเสียเวลาในการย่อยอาหารมากขึ้น  ในถั่วเหลือง มีฮอร์โมนเอสโทรเจน ซึ่งมีคุณสมบัติค่อนข้างใกล้เคียงกับฮอร์โมนเอสโทรเจนที่ร่างกายผลิตขึ้น ซึ่งสามารถไปเพิ่มไขมันหน้าท้องได้เป็นอย่างดี

 

5.เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์

เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปราศจากไขมัน เคล็ดลับหุ่นดี อยากผมสวยต้องเลี่ยงอะไร

พวกเราทราบดีกันอยู่แล้วว่า แอลกอฮอล์มีน้ำตาลสูง เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วมันจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็วมาก  และที่สำคัญในช่วงที่เราลดน้ำหนัก ควบคุมอาหารแล้วหละก็ ควรอย่างยิ่งที่จะออกห่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

6.เลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้ที่หวานจัด

เลี่ยงน้ำผลไม้ น้ำตาล อาหารหวาน ปราศจากไขมัน เคล็ดลับหุ่นดี อยากผมสวยต้องเลี่ยงอะไร

ในช่วงลดน้ำหนัก หลายท่านงดทานอาหารมื้อหลัก และพยายามไปทานเป็นผลไม้แทน  แต่ถ้าเป็นน้ำผลไม้  ควรเลือกดื่มชนิดผลไม้ที่ไม่หวานจัดเกินไป  เพราะมันจะกลายเท่ากับว่าทานน้ำตาลขัดขาว ซึ่งทำให้ร่างกายต้องเก็บน้ำตาลส่วนเกินไว้ในเซลล์ไขมัน ทำให้การลดน้ำหนักได้ผลช้าลง

7.เลี่ยงการทานน้ำตาลทรายขาว

เลี่ยงน้ำตาล น้ำตาลทรายขาว ปราศจากไขมัน เคล็ดลับหุ่นดี อยากผมสวยต้องเลี่ยงอะไร

น้ำตาลทรายขาว ถือเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีสำหรับร่างกาย เมื่อเราทานน้ำตาลมากเกินไป และมีปริมาณน้ำตาลในร่างกายมากเกินความพอดี ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานหนัก เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ  หากเราทานน้ำตาลทรายขาวมากเกินไป  เสมือนการฉีดเซลล์ไขมันเข้าสู่ร่างกายโดยตรง

 

(credit : Fast Metabolism)

#KINN_Holistic_Healthcare

บทความที่น่าสนใจ

3 โรค ถามหาเมื่อ “วัยทอง”

ภัยใกล้ตัว น้ำตาลในเลือดสูง พุ่งสูงปรี๊ดด เหตุเพราะชานมไข่มุก !

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

HEALTH,

5 โรคยอดฮิตผู้บริหาร

“การไม่มีโรค ถือเป็นลาภอันประเสริฐ”

และถ้ามีโรคแล้ว รู้ได้เร็ว ย่อมแก้ไขได้ทันท่วงที  แน่นอน ไม่มีใครอยากเจ็บป่วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ทำงานบริหาร ค่อนข้างเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ เพราะอะไร ? คำตอบแสนง่ายมาก เพราะการทำงานระดับบริหาร สิ่งที่ต้องเผชิญทุกวัน นอกจากสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ มากมายแล้ว ยังมี “ความเครียด” สะสมติดตัวกลับบ้านมาทุกวันด้วย  โดยเฉพาะผู้บริหารที่มีอายุระหว่าง 35 – 50 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูงกว่าผู้บริหารวัยหนุ่ม  ด้วยเหตุผลความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะตำแหน่งสูงขึ้น ความเครียดก็จะตามมาเป็นเงาตามตัวเป็นลำดับ ยังไม่รวมถึงโรคยอดฮิตผู้บริหารที่ตามมาติด ๆ   ทีนี้ เรามาดูกันว่าโรคยอดฮิต มีอะไรบ้าง :-

  • โรคเบาหวาน

ถือเป็นโรคที่ติดอันดับท๊อปฮิตของประเทศเช่นกัน  ด้วยโรคเบาหวาน มักเกิดขึ้นได้ง่ายกับคนที่นิยมทานอาหารประเภทแป้งมากเกินไป กรรมพันธุ์ก็มีส่วนด้วย รวมไปถึงผู้ที่มีความเครียด คิดเยอะ คิดมากอยู่ตลอดเวลา เพราะความเครียดนี่หล่ะ ทำให้ร่างกายเราหลั่งฮอร์โมนบางอย่างออกมา ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และเมื่อน้ำตาลสูงขึ้นบ่อย ๆ เป็นประจำ จึงเกิดภาวะโรคเบาหวานเกิดขึ้น  แนะนำให้ผู้บริหารตรวจสุขภาพประจำปี เพราะโรคเบาหวาน เริ่มแรกอาการแทบไม่มีอาการใด ๆ นอกจากจะอ่อนเพลีย สมองมึน (บางทีเราจะคิดไปเองว่า เป็นความเครียดสะสม)  เพราะถ้าปล่อยให้เป็นโดยไม่ได้รักษาอย่างถูกวิธี อาจจะพ่วงตามมาอีกหลายโรคก็เป็นได้ ซึ่งเรียกว่า ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน นั่นเอง

  • โรคความดันโลหิตสูง

ถือเป็นโรคที่มาแรงไม่แพ้โรคเบาหวานเช่นกัน ด้วยความที่ต้องเผชิญกับเครียดอยู่เป็นประจำ ทั้งเจ้านายและลูกน้อง ทำให้อาจเกิดความดันในเลือดสูงโดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว  โรคความดันในเลือดสูง ยังเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง อัมพาต โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือหัวใจล้มเหลว อีกด้วย ฉะนั้น หากรู้สึกว่าใจสั่นบ่อย ๆ เหนื่อยโดยไร้สาเหตุ หรือเพลียผิดปกติ แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์

  • โรคหลอดเลือดตีบ หรือ โรคหัวใจขาดเลือด

ถือเป็นโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศเลยทีเดียว  ด้วยอาการที่เกิดจากการตีบ หรืออุดตันของเส้นเลือดจากการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล เป็นผลให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถนำเลือดไปจ่ายเลี้ยงหัวใจได้ตามปกติ  อาการเฉียบพลันที่เกิดจากโรคนี้ คือ ตาพร่ามัว ปวดศีรษะเฉียบพลันแบบไม่ทราบสาเหตุ แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก วูบแบบเฉียบพลัน หากถึงมือแพทย์ช้า อาจเป็นอัมพาตได้

  • โรคกระเพาะอาหาร

โรคนี้ถือเป็นโรคยอดฮิตในหมู่นักบริหารด้วยเช่นกัน เนื่องจากทานอาหารผิดเวลาบ้าง ทำงานเร่งกับเวลาจนเลยเวลาทานอาหารบ้าง เครียดกับงานจนลืมทานอาหารบ้าง  ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยตัวเร่งที่สำคัญทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร ได้ทั้งสิ้น

  • โรคมะเร็งตับ

โรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ และส่วนใหญ่จะเป็นเพศชายด้วย ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีอัตราสูงมาก สาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือ กรรมพันธุ์ ฉะนั้น ควรเลี่ยงดื่มของมึนเมาให้น้อยลง เพื่อชีวิตจะได้ยืนยาว

ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้บริหารควรทำ คือ ควรจะบริหาร “ความเครียด” โดยทำให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด  แน่นอน เป็นเรื่องที่ยาก แต่ไม่เกินความตั้งใจที่เราสามารถ  และหมั่นตรวจเช็คร่างกายประจำปี ง่าย ๆ เพียงเท่านี้ เราผู้บริหารก็จะห่างไกลโรคยอดฮิตที่กล่าวมาข้างต้นค่ะ

#KINN_Biopharma

HEALTH,

5 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ยิ่งกินยิ่งสุขภาพดี โบกมือลาเบาหวาน

อาหารลดน้ำตาลในเลือด ไม่น่าแปลกใจ หนึ่งในโรคยอดฮิตติดอันดับในประเทศไทย จะต้องได้เห็นรายชื่อ “โรคเบาหวาน” ติดโผไปด้วย  โรคเบาหวาน ถือเป็นโรคยอดฮิต ซึ่งเกิดได้ง่ายกับคนอ้วน หรือคนที่นิยมรับประทานอาหารประเภทแป้งมากเกินไป หรืออาจเกิดจากกรรมพันธุ์ รวมทั้งผู้ที่มีความเครียดตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน หรือในกลุ่มผู้บริหาร เพราะอะไร ? เนื่องจากเมื่อเกิดจากความเครียดขึ้นมา ร่างกายเราจะตอบสนองโดยการหลั่งฮอร์โมนบางอย่างออกมา ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และถ้าเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น จะนำไปสู่ให้เกิดเป็น โรคเบาหวาน ได้นั่นเอง  อย่างที่เราทราบกันดีว่า You Are What You Eat นั่นเอง วันนี้ ดิฉัน จะมาแนะนำอาหารที่สามารถลดน้ำตาลในเลือดในร่างกายเราได้เป็นอย่างดี  ว่ามีอะไรบ้าง :-

อาหารลดน้ำตาลในเลือด โบกมือลาเบาหวาน

1.ปลาแซลมอน

แซลมอน อาหารลดน้ำตาลในเลือด

ถือเป็นปลายอดนิยมของเทรนด์วันนี้ หาง่าย ราคาไม่ค่อยสูงแล้ว (ถ้าเทียบกับเมื่อหลายปีก่อน) ปลาแซลมอน ถือเป็นสุดยอดปลา ที่ให้โปรตีน กรดไขมันโอเมก้า 3 วิตามินดี และไนอาซิน สูงมาก โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 และวิตามิน ดี นั้น จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี และยังช่วยลดการอักเสบอีกด้วย

2. อัลมอนด์

อัลมอนต์ อาหารลดน้ำตาลในเลือด

เม็ดอัลมอนด์ ถือเป็นถั่วยอดฮิตของเพื่อน ๆ หลายท่านหาซื้อง่ายมาก สะดวกมาก อัลมอนด์ นอกจากจะให้ความหวานมันอร่อยแล้ว ยังมีโปรตีน แมกนีเซียม ไฟเบอร์ ที่ช่วยในการลดน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ แนะนำให้ทานอัลมอนด์หนึ่งกำมือเล็ก ๆ ง่าย ๆ แค่นี้ก็สามารถรักษาระดับน้ำตาลไม่ให้เพิ่มได้แล้วง่ายไหมค่ะ

3. ข้าวโอ๊ต

ข้าวโอ๊ต อาหารลดน้ำตาลในเลือด

ข้าวโอ๊ต มีไฟเบอร์สูงมาก ช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งข้าวโอ๊ตยังถูกจัดเป็นคาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อน ที่ร่างการสามารถดูดซึมสารอาหารและเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลอย่างเป็นระเบียบจึงทำให้รักษาระดับน้ำตาลไม่ให้สูงเกินไป

4.  ผักใบเขียว

ผักใบเขียว สลัด ผัก อาหารลดน้ำตาลในเลือด

อย่างที่เราทราบดีกันว่า ผักใบเขียวทุกชนิด จะอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ซึ่งจะสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีสารแมกนีเซียมมีประโยชน์กับระบบเลือดในร่างกาย และยังจัดว่าเป็นแหล่งสารอาหารชั้นดีของเลือดด้วย ฉะนั้น เมื่อเราทานผักใบเขียวเข้าไป เลือดก็จะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ไปด้วย แถมควบคุมระดับน้ำตาลได้ด้วย

 5.  ส้ม

ส้ม อาหารลดน้ำตาลในเลือด

ส้ม ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ด้วยเพราะส้ม เป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลค่อนข้างต่ำ ดังนั้น จึงไม่กระทบกับระดับน้ำตาลในเลือด นั่นหมายถึงว่า ทานส้มแล้ว ไม่ต้องกังวลว่า น้ำตาลในเลือดจะขึ้นปู้ดปาดนะคะ

5 อาหารดูแลระดับน้ำตาลในเลือด ที่เลือกหามาได้อย่างง่าย ๆ  ฉบับหน้า ดิฉัน จะพามาดูโรคยอดฮิต ของผู้บริหารระดับสูงกัน ว่ามีอะไรบ้าง น่าสนใจมากทีเดียว  อีกหนึ่งช่องทางที่สามารถติดตามกันคือ ที่ Blog : www.i-kinn.com  ได้เช่นกันค่ะ

#KINN_Biopharma
#คินน์เพื่อชีวิตยืนยาวและยั่งยืน

บทความที่น่าสนใจ

ผู้สูงอายุกับ โรคความดันโลหิตสูง ควรรับมืออย่างไร ?

คอเลสเตอรอลกับคนผอม รู้มั๊ย..คนผอม ก็คอเลสเตอรอลสูงได้ (นะ) !

ถั่วนัตโตะ ลดไขมันในเลือด ได้จริงหรือ ?

HEALTH,

7 ปลาไทยโอเมก้าสูง ดีต่อใจ ราคาไม่แพงแถมดีต่อสุขภาพ

“ป.ปลา นั้นหายาก ต้องลำบากออกเรือไป

ขนส่งจากแดนไกล ใช้น้ำแข็งเปลืองน้ำมัน

แช่เย็นต้องเสียไฟ หุงต้มไซร์ แก๊ส ทั้งนั้น

พลังงานต้องหมดกัน โอ้ลูกหลาน จำจงดี”

จริงหรือไม่ทานปลาแล้วไม่อ้วน ?

ถือเป็นคำถามยอดฮิต แต่หลายท่านก็พอจะทราบคำตอบกันแล้ว ด้วยความที่ปลา จัดเป็นอาหารชั้นเลิศ สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก หรือ รักษาสุขภาพ  ปลา เป็นเนื้อสัตว์ที่มีความปลอดภัยสูงเมื่อร่างกายรับประทาน เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาการยืนยันมากมาย (ผู้เขียนเอง ก็เน้นทุกมื้อต้องมีเนื้อปลา)  ดังนั้น เราจึงจัดปลาอยู่ในประเภทโปรตีน รวมทั้งเนื้อสัตว์ และไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง  ปลาจึงถือเป็นโปรตีนชั้นดี และมีไขมันต่ำ   บางท่านชื่นชอบทานเนื้อปลา โดยเน้นที่พุงปลา (อร่อยเลยค่ะ) ไขมันที่มีอยู่ในเนื้อปลา จัดเป็นส่วนประกอบของเซลล์ต่าง ๆ โดยเฉพาะสมอง และจะช่วยป้องกันการแข็งตัวของไขมันในเส้นเลือด โดยเฉพาะวิตามิน และแร่ธาตุ ที่มีอยู่ในเนื้อปลา จะช่วยควบคุมการทำงานของร่างกายให้ทำงานได้อย่างปกติ และที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ ไขมันในเนื้อปลา เป็นไขมันไม่อิ่มตัว จะมีโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 พร้อมทั้งสารอาหารอีกมากมาย

 

และที่บอกว่า “ทานปลา แล้วไม่อ้วน” เป็นเพราะในเนื้อปลา โดยเมื่อเทียบเป็นน้ำหนักที่เท่า ๆ กันกับเนื้อสัตว์อื่น ๆ จะมีส่วนของโปรตีนค่อนข้างสูง และมีไขมันที่น้อย และถ้าจะอธิบายเข้าใจง่าย ๆ คือ ทานปลา เทียบกับทานเนื้ออื่น ๆ ในปริมาณที่เท่ากัน เนื้อปลาจะให้พลังงานร่างกายน้อยกว่า ได้ประโยชน์และคุณค่าทางอาหารที่มากกว่า

 

และในส่วน กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นส่วนประกอบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของปลาและน้ำมันจากปลา อีพีเอ (Eicosapentaenoic Acid: EPA) และ ดีเอชเอ (DHA) ช่วยในเรื่องลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในร่างกาย ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจวายเฉียบพลันและเส้นเลือดในสมองแตก  จริง ๆ แล้วประโยชน์ของโอเมก้า 3 ที่มีต่อร่างกายยังมีอีกมาก และส่วนใหญ่คนเราเข้าใจผิดคิดว่า ต้องทานปลาต่างประเทศ เช่น ปลาแซลมอน แต่แท้จริงแล้ว ปลาไทยในบ้านเรา ที่มีโอเมก้า 3 กันก็มากหลายชนิดอยู่  เรามาดู 7 ปลาไทยที่มีโอเมก้าสูง มีอะไรกันบ้าง :-

ปลาไทยโอเมก้าสูง ดีต่อสุขภาพ

1.ปลาทู

เลือกมาประเดิมสายพันธ์ปลาอันแรกเลยค่ะ  ปลาทู มีลำตัวแป้นยาวเพรียว ปากกว้าง ผิวเงา ตาโต เกล็ดเล็กละเอียด ขนาดโดยประมาณ 14-21 ซม. ทำอาหารได้ทั้งทอด นึ่ง ต้มยำ หรือบางท่านอาจชอบทานน้ำพริกปลาทู โดยหยิบเนื้อปลาทูมาโขลกละเอียดผสมรวมกับกะปิ ก็อร่อยไม่น้อย

2.ปลากะพงขาว

ถือเป็นปลายอดนิยมที่คนชอบทานเหมือนกัน ปลากะพงขาว อาศัยได้ทั้งน้ำจืด และ น้ำกร่อย มีรูปร่างลำตัวหนา และด้านข้างแบน หัวจะโต จะงอยปากค่อนข้างยาวและแหลม มีขนาดประมาณ 20-40 ซม. เคยมีคนพบได้ขนาดใหญ่สุดที่ 2 เมตร นิยมทำอาหารได้หลากหลาย ต้ม นึ่ง ผัด แกง

3.ปลาเก๋า ปลาไทยโอเมก้าสูง

ปลาเก๋าและเก๋าน่าทานตลอด ถือเป็นปลาขนาดใหญ่ มีรูปร่างโดยรวม ถือ ร่างยาวอ้วนป้อม แบนข้างเล็กน้อย เกล็ดมีขนาดเล็ก สีตามตัวและครีบเป็นดอกดวงแต้ม ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาด สามารถนำมาทำหลายเมนูได้หลากหลาย ทั้งสามรส นึ่งซีอิ๊ว ผัดฉ่า ราดพริก

4.ปลาดุก

ปลาดุกเป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ลำตัวยาว มีหัวที่แบนแข็ง มีหนวดยาวแปดเส้น นิยมนำไปทอดกรอบ ผัดฉ่า  หรือ ยำปลาดุกฟู ก็น่ารับประทานมาก

5.ปลาช่อน

ปลาช่อน ถือเป็นปลาที่ชื่นชอบและนิยมมากสุดในไทย มีส่วนหัวค่อนข้างขนาดใหญ่ รูปร่างทรงกระบอกยาว ๆ ภายในปากมีฟันเขี้ยวบนเพดาน ลำตัวสีคล้ำอมมะกอกหรือน้ำตาลอ่อน นิยมนำไปใส่แกงส้มปลาช่อน ทำต้มยำ ก็อร่อยมาก

6.ปลานิล ปลาไทยโอเมก้าสูง

ถือเป็นปลาที่หาง่ายมาก ๆ เข้าตลาดไหนเจอกันทุกตลาดสด ก็เลยทีเดียว ปลานิล สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย มีขนาดลำตัวใหญ่ ความยาวประมาณ 10-30 ซม. เจริญแพร่พันธ์ง่ายมาก มีรสชาติดี เนื้อนุ่ม อร่อย ทำอาหารได้สารพัด เช่น สามรส ผัดพริก นึ่ง ย่าง ก็อร่อยไม่แพ้กัน

7.ปลากราย

มีปากกว้าง ในตัวเต็มวัยส่วนหน้าผากจะโค้ง ส่วนหลังโก่งสูง ในวัยอ่อนจะมีลายลำตัวเหมือนเสือ และจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเทาเงินเมื่อโตขึ้น ที่เราได้ยินบ่อย น่าจะเป็นทอดมันปลากราย น้ำยาปลากราย

แล้วควรทานปลาปริมาณเท่าไหร่ถึงจะพอดีหล่ะ ?

อธิบายง่าย ๆ เลยว่า ในแต่ละวันคนทำงานอย่างเรา ๆ ต้องการโปรตีนประมาณวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ดังนั้น คนที่มีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม ต้องการโปรตีนจากปลาเพียงอย่างเดียว ก็คงต้องรับประทานปลาจำนวนเพิ่มขึ้น เกือบ 2 เท่าตัว และโดยปกติแล้ว เนื้อปลามีส่วนที่รับประทานได้ประมาณ 55-80% และปลาต้ม ปลานึ่ง ทุกชนิด มีไขมันและพลังงานต่ำ ส่วนปลาย่าง และปลาทอด จะมีไขมันสูงและพลังงานสูง (ดังนั้นผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แนะนำทานปลานึ่ง ปลาลวก ปลาต้มจะดีสุด)

อย่างไรแล้ว แนะนะควรสลับทานปลาทะเล และปลาน้ำจืด อย่าลืมทานเนื้อสัตว์เพื่อให้ครบสารอาหาร ครบหมู่ ด้วยนะคะ

…………….

(อ้างอิง : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข)

#KINN_Biopharma

บทความที่น่าสนใจ

Healthy Aging เกิด แก่ (ไม่)เจ็บ ตาย สูงวัยอย่างมีคุณภาพ

ภัยใกล้ตัว น้ำตาลในเลือดสูง พุ่งสูงปรี๊ดด เหตุเพราะชานมไข่มุก !

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

HEALTH,

5 สัญญาณโรคความดันโลหิตสูง สัญญาณเตือนสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม

สัญญาณโรคความดันโลหิตสูง มีอาการอย่างไร? และควรป้องกันอย่างไร ? ในทางการแพทย์ โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบบ่อยในกลุ่มคนทำงานและผู้สูงอายุ และจากข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า โรคความดันโลหิตสูง เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตทั่วโลก สูงถึง 7.5 ล้านคน หรือ ร้อยละ 12.8 ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมด  และมีการคาดการณ์ว่า จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นของโรคความดันโลหิตสูงทั่วโลก เพิ่มขึ้นถึงเป็น 1.56 พันล้านคน ในปี พ.ศ. 2568  ด้วยเพราะโรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่ไม่มีการแสดงอาการให้เห็นโดยชัดเจน จึงมักถูกเรียกว่า ฆาตกรเงียบ (Silen Killer) หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงของกล้ามเนื้อหัวใจตายเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และความเสี่ยงของหลอดเลือดสมอง เพิ่มขึ้นอีกเป็นสี่เท่า

เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า อัตราปกติหัวใจของคนเรา จะเต้นอยู่ประมาณ 60-80 ครั้ง ความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัว และลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว  ทั้งนี้ โดยปกติคนเราจะมีอัตราความดันโลหิต อยู่ที่ 120/80 – 139/89 มิลลิเมตรปรอท  ดังนั้น เราควรหมั่นสังเกตทั้งตัวเราเอง และผู้สูงอายุในความดูแล ว่าเข้าข่ายอาการโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่  โดยสังเกตจาก 5 สัญญาณที่ควรระวัง :-

อาการของ สัญญาณโรคความดันโลหิตสูง มีอะไรบ้าง?

  • เหนื่อยง่าย หายใจหอบ

ถือเป็นหนึ่งสัญญาณที่สังเกตง่ายสุด  อาการเหนื่อยหอบ คืออาการที่หัวใจเต้นแรงผิดปกติ  มีการหายใจเข้าออกเร็ว ๆ ถี่ ๆ  บางครั้งอาจจะมีอาการเพลียร่วมอยู่ด้วย  อาจเกิดขณะทำงาน หรือ ออกกำลังกายหนัก ๆ จนร่างกายเกิดการเหนื่อยล้า และนำไปสู่อาการหัวใจล้มเหลว  เพราะเหนื่อยเกินมากนั่นเอง หรือแม้กระทั่ง เราเคยได้ยินว่า แม้แต่ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ บางทีเกิดอาการเฉียบพลัน แล้วเกิดเส้นเลือดในสมองแตก เนื่องจากโดยพื้นฐานเป็นโรคความดันโลหิตสูง

  • ปวดหัว

ปวดหัว สัญญาณโรคความดันโลหิตสูง

ลักษณะอาการปวดหัว เป็นอาการปวดหัวแบบมึน ๆ และปวดหัวตลอดเวลา บางครั้งปวดมาก ถึงขั้นขนาดอาเจียนก็เป็นได้ นั่นคือ ภาวะ Hypertensive Crisis  เป็นภาวะความดันขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว คือมากกว่า 120 มิลลิเมตรปรอท  ฉะนั้น ถ้ามีอาการแบบนี้ อย่าเพิ่งชะล่าใจ ต้องรีบตรวจความดันโลหิตตัวเอง จะดีที่สุด

  • ตามัว

ถือเป็นอาการเปลี่ยนแปลงจอรับภาพของผู้ป่วย  ซึ่งโดยส่วนใหญ่ คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง มักมีปัญหาทางสายตา อาการตามัว ปัญหาในการมองเห็น  ถ้ามีอาการเช่นนี้ ให้นึกถึงโรคความดันโลหิตสูงเป็นลำดับแรก

  • เลือดกำเดาไหล

เลือดกำเดาไหล สัญญาณโรคความดันโลหิตสูง

เลือดกำเดาไหล เกิดจากเส้นเลือดฝอยในจมูกแตก อาจเกิดจากภาวะร่างกายต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ร้อนไป หนาวไป  แต่ถ้าเลือดกำเดาไหล โดยไร้สาเหตุ โดยมีการอาการปวดศีรษะควบคู่ไปด้วย ก็อาจจะเป็นไปได้ในภาวะความดันโลหิตสูง

  • มึนงง

ถือเป็นหนึ่งอาการที่อาจสืบเนื่องมาจาการป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง  ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนไม่พอ  สมองตื้อ น้ำตาลในเลือดสูง ถือเป็นอาการบ่งชี้อย่างหนึ่งของโรคความดันโลหิตสูง

จะเห็นว่า ถ้าเราสังเกตจากตัวเราเอง พร้อมใส่ใจในเรื่องอาหารการกิน รวมทั้งเรียนรู้การป้องกันเพื่อป้องกันการเสี่ยงเกิดโรคความดันโลหิตสูง  ที่มีส่วนต่อการทำให้เกิดโรคภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายและมีผลต่อชีวิตได้

(อ้างอิง : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 2561, กลุ่มรายงานมาตรฐาน การป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อที่สำคัญ)

#KINN_Biopharma

#คินน์เพื่อชีวิตยืนยาวและยั่งยืน

บทความที่น่าสนใจ

กินผักผลไม้ยังไง ให้ดีต่อ (หัว) ใจ

ผู้สูงวัย ล้มคนเดียว เจ็บทั้งบ้าน

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com