ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
WORK CLINIC,

EP 22 : เริ่มต้นปีใหม่ ด้วยการลดการทำร้ายสังคมกันเถอะ

การระบาด COVID 19 รอบ 2 นี้ มองให้ดีคือภาพย่อของการทำร้ายสังคมโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน

HEALTH,

นิวตร้าซูติคอล (Nutraceutical) ปลอดภัยกว่ายาเคมี ?

ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายปีที่ผ่านมีคนไทยเสียชีวิตด้วย “โรคร้ายแรง” เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น คือ ค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลของแต่ละโรค ก็หนักหนาสาหัสมากคืออยู่ในระดับสูง (มาก) นั่นเอง  จากสถิติการเสียชีวิตของคนไทย ซึ่งมีสาเหตุมาจาก 3 กลุ่มโรคร้ายแรง และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดจำนวนลง ในทางกลับกัน มีอัตราตัวเลขเติบโตสูงขึ้นทุกปี เรามาดูกันว่ามีโรคอะไรบ้าง :-

  • โรคมะเร็ง

เหมารวมทุกโรคมะเร็งกันเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้  มะเร็งปากมดลูก  มะเร็งเต้านม โดยโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดติดอันดับ 1 คือมะเร็งตับ ซึ่งโรคเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นโรคจากการใช้ชีวิตประจำวันแบบผิด ๆ ของคนยุคใหม่ หรือเรียกแบบทันสมัยหน่อย ยุคเอไอ การรักษาโดยวิถีสมุนไพรธรรมชาติ หรือแบบชีวจิต ก็ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีรักษามะเร็ง ที่ถูกคิดค้นมาเพื่อป้องกันและรักษามะเร็ง

  • โรคหลอดเลือดหัวใจ

หยิบมาไว้เป็นอันดับ 2  (แต่อยากจะบอกว่า อัตราตัวเลขที่สูงขึ้นทุกปี วิ่งไล่มาติด ๆ กับโรคมะเร็ง)  โรคหลอดเลือดหัวใจ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมที่มักทานอาหารที่มีไขมันสูง  ไม่ชอบออกกำลังกาย  สูบบุหรี่จัด ดื่มเหล้า-เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด ปล่อยตัวเองอ้วนฉุ แถมเคร่งอยู่กับงานตลอดทั้งวัน (เผลอ ๆ อาจจูงโรคเบาหวานมาอีกหนึ่งโรค)   สาเหตุของโรค เกิดจากการที่ไขมันไปอุดตันในเลือด หรือ เกาะผนังของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ จนตีบ และ แคบลง ทำให้หลอดเลือดมีอาการอักเสบ ร่างกายจึงต้องส่งเม็ดเลือดขาวมาทำการซ่อมแซม ก็ยิ่งทำให้เม็ดเลือดเหล่านี้ เข้าไปอุดตันทางเดินเลือด จนเลือดไม่อาจถูกส่งไปเลี้ยงหัวใจได้ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหายจากการขาดเลือด ส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นอย่างเฉียบพลัน เสียแก่ชีวิตอย่างรวดเร็ว

  • โรคเบาหวาน

รั้งอันดับ 3 ไว้อย่างชัดเจนทุกปี  ว่าด้วยโรคเบาหวาน เป็นโรคที่ร่างกายสร้างฮอร์โมนอินซูลินมากเกินไป จนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ร่างกายจึงสามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม และตับอ่อนทำงานได้อย่างไม่เต็มที่ จนไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้งานได้ เป็นผลให้น้ำตาลค้างอยู่เลือดสูง

นิวตร้าซูติคอล (Nutraceutical)

หยิบมาเฉพาะที่ติดอันดับในประเทศไทยเพียง 3 โรค และส่วนใหญ่ผู้ป่วย 3 โรคนี้ มักจะเลี่ยงยาเคมีหรือยาแผนปัจจุบัน  แต่มักแสวงหากลุ่มนิวตร้าซูติคอล มาทาน  ผู้เขียนเคยมีเพื่อนที่ป่วย 1 ใน 3 ของโรค (ที่กล่าวมาด้านบน)  เธอให้คำอธิบายว่า ทานยาแผนปัจจุบัน (ยาเคมี) จะมีอาการข้างเคียงเยอะมาก เช่น ปวดตามกล้ามเนื้อ (แบบชนิดไม่ใช่ปวดธรรมดา) เธอบอกว่า ปวดไปถึงกระดูกเลยทีเดียว  ทำให้เธอเสาะแสวงหาอาหารเสริมกลุ่มนิวตร้าซูติคอลมาทาน  และทุกวันนี้ เธอใช้ชีวิตได้ดีขึ้น จนเป็นปกติอยู่กับโรคได้อย่างปลอดภัยด้วยเหตุผลนี่หล่ะคะ

แล้วสมุนไพรหล่ะ ปลอดภัยไหม ?

นิวตร้าซูติคอล (Nutraceutical)

ก่อนอื่น ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า เวลาเราพูดถึง “ยาสมุนไพร” คนส่วนใหญ่จะนึกถึงแต่สมุนไพรที่เป็นพืชเท่านั้น ความจริงแล้ว ยาสมุนไพร หมายถึง รวมถึงยาที่ได้จากส่วนของพืชและสัตว์ และแร่ที่ยังไม่ได้ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ (พระราชบัญญัติ พ.ศ.2510) (ยกเว้นการทำให้แห้ง) เช่น พืชก็ยังเป็นส่วนของราก ต้น ใบ ผล ซึ่งยังไม่ได้ถูกบด หั่น หรือ สกัดเอาสาระสำคัญออกไป นอกจากพืชสมุนไพร ที่นำมาใช้เป็นยารักษาโรคต่าง ๆ แล้ว พืช ผัก ผลไม้นานาชนิดที่เรารับประทานกันเป็นทั้งอาหาร และยารักษาโรคไปในขณะเดียวกันด้วย    และที่สำคัญคือว่า สมุนไพร แม้จะเป็นสิ่งที่มาจากธรรมชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีอันตรายร้ายแรงเกิดขึ้น เพราะที่สุดหากใช้ไม่ถูกต้อง ใชไม่ถูกกับอาการของโรค ไม่ถูกโรค ใช้ปริมาณไม่เหมาะสม หรือใช้กับผู้แพ้สมุนไพรบางชนิด ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายที่ไม่คาดคิดได้

นิวตร้าซูติคอล (Nutraceutical)

นิวตร้าซูติคอล (Nutraceutical) คืออะไร ?

ในยุค 2021 คำว่า Nutraceutical ไม่ใช่ศัพท์ที่เพิ่งบัญญัติใหม่ ขอเล่าแบบเข้าใจง่าย ๆ ถ้าย้อนกลับไปนับพันปี ที่มนุษย์เราได้สะสมองค์ความเกี่ยวกับอาการการกิน  เรารู้จักที่จะกินอาหารบางอย่าง และหลีกเลี่ยงไม่กินอาหารบางอย่างในบางเวลา ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับสุขภาพ องค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการใช้อาหารเพื่อป้องกัน รวมไปถึงการรักษาโรค ได้ถูกรวบรวมและพัฒนามาตลอดระยะเวลาหลายพันปี  จนในปัจจุบันเราเรียกผลผลิตของวิทยาศาสตร์แบบนี้ว่า “นิวตร้าซูติคอล” ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่ถูกบัญญัติขึ้นในปี 1989 โดย Stephen L.Defelice  ผู้ก่อตั้ง The Foundation Of Innovation Medicine ซึ่งคำว่า นิวตร้าซูติคอล นั้นมาจากการผสมคำระหว่าง “Nutrition” และ “Pharmaceutical”  จุดประสงค์เพื่อเป็นการเรียนรู้ความลับของธรรมชาติที่มีอยู่ในอาหาร หรือที่เราเรียกว่า ซุปเปอร์ฟู้ด (Superfood) เพื่อจะแสวงหาอาหารที่เป็นคำตอบสำหรับการมีสุขภาพยืนยาว อย่างยั่งยืน

นิวตร้าซูติคอล (Nutraceutical) = โภชนบำบัด ชะลอความเสื่อมของเซลล์

ไม่มีแพทย์คนใด สามารถดูแลร่างกายเราเท่ากับตัวเราเอง  และยาที่ดีที่สุด นั้นก็คือ อาหารที่มีคุณค่า  อย่างที่มีคำกล่าวไว้ว่า “ทานอาหารให้เป็นยา  อย่าทานยาเป็นอาหาร” องค์กรด้านสุขภาพประเทศแคนาดา ได้ให้คำจำกัดความของ Nutracutical ไว้อย่างชัดเจนขึ้น คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากอาหารที่ผ่านการสกัด หรือ แยกเป็นสารบริสุทธิ์ และขายในรูปแบบเหมือนยา และมีการพบประโยชน์ต่อร่างกาย หรือ ช่วยป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังได้”

นิวตร้าซูติคอล (Nutraceutical)

ที่เราเห็นยาตามร้านขายยา เราจะสังเกตเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่ยา จะมีสารออกฤทธิ์ชนิดเดียวหรือสองชนิด มีขนาดใช้แน่นอนต่อครั้ง  ส่วนใหญ่เป็นมิลลิกรัม และจะใช้ก็ต่อเมื่อมีอาการของโรคที่ต้องการผลการออกฤทธิ์ที่รวดเร็ว  ซึ่งจะแตกต่างโดยชัดเจนกับ นิวตร้าซูติคอล กล่าวคือ  นิวตร้าซูติคอล จะเป็นสารองค์ประกอลในอาหารที่ผ่านการสกัดในรูปแบบที่เข้มข้น และนำมาพัฒนารูปแบบให้เป็นเม็ด (Tablet) หรือ แคปซูล (Capsule) ซึ่งมีรูปแบบคล้ายยา มีจุดประสงค์หลัก เพื่อใช้ป้องกันการเกิดโรคและส่งเสริมสุขภาพให้ดีขึ้น  ปัจจุบัน มีหลายแบรนด์ที่นำเอาสมุนไพรธรรมชาติมาสกัดเข้มข้น อยู่ในกลุ่ม นิวตร้าซูติคอลNutraceutical  ยกตัวอย่าง วันก่อนเพื่อนผู้เขียนเล่าให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า  เธอได้รับประทาน ถั่วนัตโตะสกัดอยู่ในแคปซูลอยู่เป็นประจำ (สารสกัดในถั่วนัตโตะ ชื่อว่า นัตโตะไคเนส – Nattokinase) เพื่อมาช่วยลดไขมันในเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์ ได้เห็นผลชัดเจน ภายในระยะเวลาแค่เพียงหนึ่งเดือน  หรืออีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ  สารสกัดในเมล็ดองุ่น คือสารกลุ่มโอลิโกเมอริค โปรแอนโทไซ  เป็นสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) บรรจุในแคปซูลใส  อย่างนี้เป็นต้น

 

จะเห็นได้ว่า ภัยเงียบที่ซ่อนตัว มันอยู่ในพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ผิดปกติของเรานั่นเอง  เร่งทำงาน ไม่ใส่ใจในการเลือกทานอาหาร ละเลยการออกกำลังกาย หรือดูแลร่างกายอย่างดีแล้ว แต่ด้วยอายุที่มากขึ้นทุกปี ภูมิคุ้มกันน้อยลง ทำให้ยุคนี้ คนส่วนใหญ่จึงหันมาสนใจ นิวตร้าซูติคอล (Nutraceutical) ซึ่งก็น่าจะเป็นทางออกที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ  พบกันใหม่ ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

…………….

(เครดิต :  https://www.honestdocs.co/top-10-deadly-diseases-thai-people, http://ncbi.nlm.nih.gov/pmv/articles/PMC2750935, www.i-kinn.com)

SOCIAL,

ถ้าคิดได้อย่างนี้ เธอก็จะมีความสุข

วันก่อนผู้เขียน ได้อ่านบทความของคุณพศิน ซึ่งอ่านแล้วได้กำลังใจดี ค่ะ  ขออนุญาติแชร์บทความด้วยนะคะ

1. ความสุขไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป

ความทุกข์ก็เหมือนกัน คนเราเวลาสุขก็ลืมไปว่า ความสุขไม่จีรัง เวลาทุกข์ก็ลืมไปว่า ความทุกข์ก็ไม่จีรัง มองทุกสิ่งให้เป็นของชั่วคราว ทั้งสุขทุกข์ ให้มองมันเป็นของกลางๆ ให้รักษาความสมดุลของใจไว้ อย่าให้ขึ้นลงตามสุขและทุกข์

2. สุขทุกข์ แท้จริงเกิดจากความคิด มิได้มีอยู่ด้วยตัวของมันเอง

สังเกตให้ดีเราจะเห็นได้ว่า ความคิดของเรามักไหลไปตามสถานการณ์ ถ้าสถานการณ์ชีวิตไปในทิศทางที่ดี เราก็สุข ถ้าสถานการณ์ชีวิต ไปในทิศทางที่ไม่ดีเราก็ทุกข์ แม้เราฝึกใจให้เป็นผู้ดู ไม่ลงไปเป็นผู้เล่นกับสถานการณ์ ใจของเรายอมอยู่ตรงกลาง ไม่ขึ้น ไม่ลง ไม่เรียกว่าดีใจ หรือเสียใจ แต่จะเรียกใหม่ว่า เป็นความเบิกบานแท้จริง

3. ความโลภ คือความอยากได้

ถ้ามีนิด ๆ ช่วยให้ขยัน ถ้ามีมากไป จะสร้างความทุกข์ได้ ความโกรธ คือใจที่ร้อน สิ่งนี้ไม่มีอะไรดี มีแต่ข้อเสีย ความหลง คือเรื่องลึกซึ้งเพราะความหลงมีหลายระดับ หลงในลาภ ยศ สรรเสริญว่าร้ายแล้ว หลงในตัวตนยิ่งร้ายกว่า ที่สุดของที่สุด คือหลงในสมมุติ อันที่จริงแล้ว เราสมมุติกันไปเองทั้งนั้นว่ามีเรา มีเขา แท้จริงไม่มีอะไร ทุกสรรพสิ่งคือภาวะชั่วคราว จบเรื่องนี้ ประกอบเป็นเรื่องใหม่ ซ้ำ ๆ วนเวียนเช่นนี้ เรื่อยไปจนกว่าจะรู้ความจริง

4. ถ้าเป็นไปได้ ชีวิตนี้ควรเห็นแก่ตัวให้น้อย คิดถึงผู้อื่นให้มาก

เรื่องนี้พูดง่าย แต่ทำยาก จำเป็นต้องใช้ความเข้าใจชีวิตในหลายแง่มุม อาจต้องผ่านอะไรมามาก จนคิดได้ว่า เห็นแก่ตัวไปก็เท่านั้น ตายแล้ว ก็เอาอะไรไปไม่ได้ น่าแปลกที่สิ่งนี้กว่าจะเข้าใจได้ คนส่วนใหญ่ก็ใช้เวลานานพอดู หากทุกคนเข้าใจได้เร็ว ก็จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตนเอง และผู้อื่น หากยอมรับความจริง ตั้งสติ และคิดให้นานพอ เราจะเห็นเลยว่า ความเห็นแก่ตัวของเรานั่นเองที่เป็นตัวตนของความทุกข์ ทุกข์ไม่ได้เกิดจากใครทำ เราทำตัวเองทั้งนั้น กิเลสของเรานั่นเอง ที่ลงมือทำร้ายตัวของเราเอง

5. หากเราไม่สังเกต เราจะไม่เห็นความจริงของชีวิตเลย ความจริงของชีวิตเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้เรามาก

ที่จริงมันเป็นเลือดเนื้อตัวตนของเรา ใกล้มากเกินไปอย่างนี้เราจึงเห็นแต่สิ่งไกลตัว เรื่องใกล้ตัวที่สุดกลับกลายเป็นเรื่องไกลตัวที่สุด คนส่วนใหญ่ มักศึกษาใจตัวเองตอนแก่ เวลามีน้อย ก็ศึกษาไม่ทัน คงจะดีมากหากเราตั้งคำถามกับตนเองซ้ำ ๆ ว่า ทำไมเราจึงมีความทุกข์ แล้วความทุกข์มาจากไหน ลองไล่หาคำตอบดู ทวนกระแสนอกตัวเข้ามาในตัวให้ได้ ถ้าเรามองเข้ามาภายในได้ เราจะเห็นกระแสความทุกข์ที่เกิดจากตัวตนของเรา สิ่งนี้ต้องอาศัยการสังเกตอย่างเป็นกลาง มันไม่ใช่ความคิดนึก แต่คือการเห็นไปตามความเป็นจริง ซึ่งต้องมีการเร้าสติให้ตื่นตัว คำว่าตื่นตัว หมายความว่า ตื่นจากตัวตน
ผู้หญิงวัยทอง อาการเข้าวัยทอง

6. ปัญญา กับเมตตาคือปีกสองข้าง สำคัญเท่าเทียมกัน

สนับสนุนซึ่งกันและกัน ปัญญาคือสติเห็นความจริงของกายใจ เห็นว่า กายใจคือสิ่งไม่เที่ยงโดยวงรอบทั้งสี่ คือเกิด ตั้งอยู่ เสื่อม และดับ เช่นนี้วนเวียนไม่รู้จบ เป็นการทำลายตัวตนจากในสู่นอก ส่วนเมตตานั้นต่างออกไป เมตตาคือเห็นว่า ไม่มีเรา ไม่มีเขา ทว่ามีแต่เพื่อนพ้องน้องพี่ ความสุขของเขาคือความสุขของเรา และความทุกข์ของเขาก็คือความทุกข์ของเราเช่นกัน คิดเช่นนี้ ตัวเราจึงมิได้อยู่เพื่อตนเองเท่านั้น แต่ตัวเรายังมีหน้าที่เพื่อทำให้ผู้อื่นมีความสุขอีกด้วย นี่คือการทำลายตัวตนจากภายนอกสู่ภายใน ปัญญาและเมตตาจึงต้องมีคู่กันเสมอ ดังวิปัสสนาเคียงคู่พรหมวิหารธรรม โบยบินสู่ดินแดนแห่งสันติ เมื่อพบความสันติแล้ว เราก็ถึงบ้าน การเดินทางทั้งหมดสิ้นสุดลงที่ตรงนั้น

7. ความสุขอยู่กับเราเสมอ ไม่เคยจากไปไหน แต่เราถูกกิเลสบังตา

กิเลสผลักเราสู่อนาคต และอดีต มันโหยหาบางสิ่งที่ผ่านพ้น สร้างความเจ็บปวดให้ตนเองจากร่องรอยความทรงจำ นอกจากอดีตแล้ว หลายครั้งมันยังผลักเราสู่อนาคตด้วย มันทำให้เรารุมเร้าตนเองด้วยความกลัวซึ่งถูกจินตนาการสร้างขึ้น หากเป็นไปได้จงอยู่กับปัจจุบัน ทำสิ่งใดก็อยู่กับสิ่งนั้น อยู่กับลมหายใจ อยู่กับต้นไม้ใบหญ้า ลองฝึกฝนดู ฝึกให้ตนเองอยู่กับปัจจุบันขณะ กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง เห็นสิ่งที่มอง จดจ่ออยู่กับวัตถุ บุคคล การงานที่อยู่ตรงหน้า สร้างสภาวะรู้ตัวทั่วพร้อมให้เกิดขึ้นเสมอ ๆ ในแต่ละวัน

8. ชีวิตนี้เราไม่ควรใช้ความรุนแรง ไม่ว่าแง่มุมใด เพราะความรุนแรง ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

แต่พูดเช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ความอ่อนนุ่มจะดีเสมอไป จำเป็นต้องรู้รักษาสมดุล พอเหมาะคือพอดี พอดีแปลว่า พอแล้วดี จะพอดีได้ ก็ต้องมีดีให้พอเสียก่อน ดีมิใช่ทำดี เพื่อเป็นคนดี แต่เพราะ รู้ว่า ทำดี แล้วจะดี จึงเต็มใจทำ แม้ทำดียังต้องค่อย ๆ ทำ ไม่ใช้ความรุนแรง อย่าตั้งใจทำดีมากเกินไป ไม่เช่นนั้น ยิ่งทำดี จะยิ่งติดดี กลายเป็นความลำบากของชีวิตในรูปแบบใหม่

9. ใกล้ชิดธรรมชาติ อยู่กับความเรียบง่าย คิดถึงตนเองให้น้อยหน่อย คิดถึงผู้อื่นให้มากหน่อย

ทำตัวให้เล็ก ๆ เพื่อกลมกลืนกับธรรมชาติ เชื่อเถะว่า ความสุขเป็นของหาง่าย มิใช่ของหายาก แม้จริงใจซื่อสัตย์ต่อกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ความทุกข์ย่อมมาเยี่ยมเรือนใจน้อยลงไปมาก

10. ขอบคุณตนเอง

ขอบคุณผู้ที่เคยปกป้องดูแล ขอบคุณต้นไม้ ทะเล ภูเขา สายลม และแสงแดด ที่จริงเราเป็นหนี้บุญคุณธรรมชาติมากมาย อ่อนน้อมถ่อมตนกับธรรมชาติ ใส่ใจสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว เห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เคยถามตนเองบ้างไหม ว่าจะมีความทุกข์ไปทำไม เมื่อตัวเราเล็กแค่นี้ เมื่อชีวิตคือสิ่งชั่วคราวเช่นนี้ เคยถามตนเองบ้างไหมว่า เราจะโกรธ เกลียด เห็นแก่ตัวเพื่อะไร ทั้งที่สิ่งเหล่านี้คือกองไฟเผาใจ คือของอันตรายทั้งนั้น อะไร ๆ เราก็ยึดไปหมด อะไร ๆ เราก็ท้อไปหมด เคยถามตนเองบ้างไหม ทำไมเราจึงทำร้ายตนเองเช่นนั้น ความสุขไม่เคยไปไหนเลย ยังอยู่กับเราเสมอ เหมือนเสียงความเงียบ
ความเงียบมีอยู่ทุกที
หากไม่พบพาน ลองหยุดนิ่ง แล้วฟัง
ความเงียบแท้จริง ไม่ได้มาจากภายนอก
ความเงียบจากภายนอก ยังมิใช่ความเงียบแท้
ความเงียบที่แท้ ดังก้องจากใจส่วนลึก
เธอเห็นไหม ความสุขแท้จริงอยู่ตรงนั้น…
.…………
(credit :  คุณพศิน)
HEALTH,

5 อาหารกินแล้วดี อาหารลดความดัน กินทุกวันความดันลดชัวร์

ความดันเลือดสูง ถือเป็นสัญญาณที่เป็นจุดเริ่มต้นของอีกหลายโรค และมักมีสาเหตุสำคัญ ๆ มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยเฉพาะพฤติกรรมการรับประทานอาหาร 

LIVING,

สูตรกล้วยบวชชี ไขมันต่ำ หวานน้อย อร่อยง่าย

สวัสดีค่ะทุกคนอาทิตย์นี้จะพาทุกคนมาทำขนมไทยทานกัน เป็นขนมไทยนี้เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีแน่นอนถือเป็นขนมพื้นฐานของบรรดาขนมไทยเลยทีเดียว

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com