ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
SOCIAL,

Healthy Aging เกิด แก่ (ไม่)เจ็บ ตาย สูงวัยอย่างมีคุณภาพ

สรุปหนังสือ Healthy Aging เกิด แก่ (ไม่)เจ็บ ตาย สูงวัยอย่างมีคุณภาพ
เขียนโดย ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร
สรุปโดยลูกเพจคุณ Panitnart Mymelody Mongkolsujaritkul
HEALTH, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 45-50 ปี, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 55-60 ปี,

3 โรค ถามหาเมื่อ “วัยทอง”

โรควัยทอง ที่ต้องระวัง เนื่องจากร่างกายคนเรามีฮอร์โมนเป็นตัวกำหนดความเป็นหนุ่มสาวในร่างกายคนเรา ในผู้หญิงฮอร์โมน ที่มีบทบาทสำคัญต่อชีวิต คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่วนผู้ชาย ฮอร์โมนที่มีผลต่อสมรรถภาพ และความแข็งแรงของร่างกาย คือ ฮอร์โมนแอนโดรเจน  วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือนในผู้หญิง จะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 45 – 55 ปี โดยเฉลี่ยอายุ 50 ปี เมื่อถึงวัยนี้ รังไข่จะหยุดทำงาน และไม่มีการตกไข่ต่อไป ทำให้ไม่มีประจำเดือน และไม่มีการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงจากรังไข่อีก ฮอร์เพศหญิงที่ขาดหายไปนี้มีชื่อว่า เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน  วัยทองนี้เกิดขึ้นได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย แต่โดยทั่วไปมักจะมีผลต่อผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัดเจนมากกว่าเพศชาย

โรควัยทอง

อาการของโรควัยทอง

  • ประจำเดือนมาน้อยวัน และไม่สม่ำเสมอ
  • นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก และหลับยาก
  • ร้อนวูบวาบตามร่างกาย โดยเฉพาะส่วนบนของร่างกาย (ศีรษะ) เหนื่อยง่าย ใจสั่น มีเหงื่อออกมากในตอนกลางคืน
  • ผิวหนังจะบางลง แห้งขึ้น และเป็นแผลได้ง่าย มีอาการคันตามผิวหนัง
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้น

และแน่นอน เมื่อเข้าสู่วัยทอง ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายล้วนต้องเผชิญกับหลากหลายปัญหาสุขภาพ นำไปสู่การเกิดโรคภัยไข้เจ็บ อย่างไรก็ตาม 3 ปัญหาใหญ่ ที่พบบ่อยในวัยทอง มีดังนี้ :-

3 โรควัยทอง ที่ต้องระวัง

โรควัยทอง

1.โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)

เป็นโรควัยทองที่เกิดจากความหนาแน่นกระดูกน้อยลง จากการสะสมกระดูกน้อยเกินไปในขณะที่กำลังเจริญเติบโต หรือมีการเสียมวลกระดูกอย่างมากหลังจากเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ทำให้กระดูกเปราะบางไม่สามารถรับน้ำหนักได้ และเป็นสาเหตุให้แตกหักตามมา  โดยปกติ พบมากในเพศหญิง แต่เพศชาย สามารถพบได้ 20% และโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ

2.โรคกระดูกพรุนสำคัญอย่างไร

โรคกระดูกพรุน ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงวัยชรา พบมากในผู้หญิงสูงอายุ และแน่นอน เมื่ออายุมากขึ้น โอกาสเป็นโรคนี้ก็มากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อกระดูกบางถึงระดับที่ไม่สามารถรับน้ำหนัก หรือ แรงกระแทกได้ ก็จะเกิดกระดูกหัก  ซึ่งเมื่อมีอุบัติเหตุลื่น หกล้ม แม้ว่าจะดูเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อย กระดูกก็สามารถหักได้  เช่นกระดูกต้นขา  กระดูกข้อมือ  แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือ โรคกระดูกพรุน เป็นภัยเงียบที่เกิดขึ้นสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน โดยที่ผู้ป่วยก็ไม่ทราบ เพราะไม่มีการแสดงอาการแต่อย่างใด จนกว่าจะได้รับอุบัติเหตุ กระดูกหัก

3.โรคหัวใจและหลอดเลือด

ถือเป็นโรคที่เกิดขึ้นเยอะมากในสังคมปัจจุบัน และกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงคือ กลุ่มวัยทอง โรคหัวใจและหลอดเลือด ถือเป็นกลุ่มอาการโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ครอบคลุมโรค 3 กลุ่ม คือ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดส่วนปลาย ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยเป็นอันดับต้น ๆ รองจากโรคมะเร็ง

โรคหลอดเลือดหัวใจ เกิดจากการเสื่อมของผนังหลอดเลือดแดง ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ รวมทั้งมีไขมันอุดตันในหลอดเลือด  ในระยะแรก หลอดเลือดหัวใจจะมีการปรับตัวขยายใหญ่ขึ้น เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดี แต่หากมีไขมันสะสมและอุดตันในผนังหลอดเลือดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่สะดวก และไม่สามารถนำออกซิเจนไปสู่หัวใจได้ ทำให้ปวดเค้นที่หัวใจ และหากการอุดตันของหลอดเลือดแดงเกิดขึ้นฉับพลัน จนทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเนื่องจากขาดออกซิเจน  ก็ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตทันที

จากงานวิจัยและศึกษาในประเทศไทย พบว่า กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีปัญหาไขมันในเลือดสูง  ความดันในเลือดสูง  และกลุ่มคนที่อ้วน ลงพุง และกลุ่มคนที่เป็นโรคเบาหวาน ที่เพิ่มโอกาสในการเป็นมากกว่าคนปกติถึง 3.5 เท่า

  • โรคมะเร็ง

เมื่อพูดถึงวัยทอง สิ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่จะนึกถึง คือการใช้ฮอร์โมนทดแทน และผู้หญิงเราก็จะค่อนข้างกลัวการใช้ฮอร์โมนทดแทน เพราะการรับประทานฮอร์โมนทดแทนนั้น อาจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม โดยลืมนึกถึงความเสี่ยงจากมะเร็งอื่นๆ ก็มี พบบ่อยเช่นกัน เช่น มะเร็งปากมดลูก  มะเร็งลำไส้ใหญ่  เป็นต้น  แต่มะเร็งเต้านม จัดเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยมากที่สุดอันดับหนึ่งในประเทศไทย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากเป็นอันดับต้น ๆ โดยพบมากที่สุดในผู้หญิงวัย 50 – 60 ปี แต่ในปัจจุบัน พบผู้หญิงเป็นมะเร็งอายุน้อยลง คือ 35 – 40 ปี และเมื่อปี 2560 พบว่า การตรวจเมมโมแกรมในผู้หญิงอายุ 50 – 59 ปี และ อายุ 60 – 69 ปี ลดอัตราการตายจากมะเร็งเต้านมได้ 33%

จะเตรียมตัวอย่างไร เข้าสู่ “วัยทอง”

ถือเป็นขั้นตอนของการดำเนินชีวิตที่ทุกคนไม่สามารถเลี่ยงวัยทองได้ แต่เรามีวิธีเตรียมความพร้อม และรับมืออย่างไร เพื่อเข้าสู่วัยทอง แนะนำวิธีง่าย ๆ ดังนี้ :-

…………

(credit : webmd.com/menopause/guide/menopause-symptoms-types, 11 things every woman should know, www.i-kinn.com)

บทความที่น่าสนใจ

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

ถั่วนัตโตะ ลดไขมันในเลือด ได้จริงหรือ ?

ผู้หญิงวัยทอง อาการเข้าวัยทอง ควรเน้นอาหารแบบไหน ต้องเลี่ยงอะไร ?

SOCIAL,

จะใจดีกับใครในโลกก็ได้ แต่อย่าลืมใจดีกับตัวเอง

การเป็นหัวหน้าคน การเป็นผู้นำทีม ผู้นำครอบครัว หรือแม้กระทั่งการเป็นพี่คนโตที่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้อง

LIVING,

สูตรผัดหมี่กระเฉดกุ้งสด สูตรทำที่บ้าน แต่หอมอร่อยเหมือนกินร้านดัง

ใครที่เบื่อกับข้าวเมนูเดิมๆ ลองมาทำ เมนูเส้นแบบแซ่บๆ เผ็ดซี๊ดถึงเครื่องกันดีกว่า นั้นคือ ‘ผัดหมี่กระเฉดกุ้งสด’

WORK CLINIC,

EP 10 ปั้นตนเป็น “อภิสิทธิชน” สายออร์แกนิก

เมื่อพูดถึงคำว่า “อภิสิทธิชน” เรามักจะนึกถึงคนดัง นักการเมือง เศรษฐี และผู้ติดตามบุคคลเหล่านั้น ซึ่งทำให้หลายคนคิดว่าตนคงไม่มีโอกาสจะได้เป็น  วันนี้ดิฉันจึงอยากถอดบทเรียนจากผู้ใหญ่หลายท่านทั้งภาคธุรกิจ และข้าราชการที่ในวันนี้ถือเป็น อภิสิทธิชน ที่ได้รับการยอมรับ ให้เกียรติ และเกรงใจในวงการทำงานของท่านเหล่านั้นว่า ที่จริงแล้ว คนธรรมดาอย่างดิฉันและท่านผู้อ่านก็สามารถกลายเป็นอภิสิทธิชนได้ แบบยั่งยืนและภาคภูมิใจ

ก่อนอื่น ต้องขอกำหนดนิยามก่อนว่า อภิสิทธิชน ในความหมายของดิฉัน หมายถึง การได้รับการอนุเคราะห์ ความร่วมมือ หรือ สิทธิพิเศษ ในรูปแบบใดก็ได้ ที่ดีกว่า คนอื่นๆ ในระดับอายุ หรือ ระดับตำแหน่งงานเดียวกัน  ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ด้วยตนเอง เช่น การที่เราเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ธรรมดา แต่ได้รับรอยยิ้ม การทักทาย การช่วยหาที่จอดรถดีๆ จากพนักงานรักษาความปลอดภัย ซึ่งเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ไม่ได้รับ อย่างนี้ก็น่าจะถือว่า เราได้เป็นอภิสิทธิชนแล้วเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมงานระดับเดียวกัน

สิ่งที่อภิสิทธิชนสายออร์แกนิก ที่ดิฉันรู้จัก มี 3 เรื่องที่ทำมาอย่างต่อเนื่องเหมือนกัน คือ

  1. เป็นผู้มีอัธยาศัยดี

    ต่อคนทุกระดับทั้งภายในองค์กรของตน และองค์กรภายนอกที่เกี่ยวเนื่องอย่างจริงใจและต่อเนื่อง จนเมื่อเวลาผ่านไป คนเหล่านั้นเติบโตกลายเป็นคนสำคัญขององค์กรต่าง มิตรภาพที่เคยสะสมมาอย่างยาวนาน ทำให้ตนได้รับการต้อนรับและสามารถขอคำปรึกษา และขอความอนุเคราะห์ได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป

  2. เป็นพนักงานที่ดีขององค์กร

    ตั้งใจรับผิดชอบหน้าที่ของตนตามระดับตำแหน่ง ไม่เสียเวลากับการวิจารณ์ผู้อื่น หรือเล่นการเมืองในองค์กร เมื่อผลงานเป็นที่ประจักษ์และมีแต่คนพูดถึงแต่แง่ดี ก็จะมีแต่ผู้อยากร่วมงานด้วย อันจะส่งผลให้มีโอกาสได้แสดงความสามารถและได้รับความไว้วางใจมากขึ้น และเติบโตในองค์กรเร็วขึ้น จะได้มีโอกาสติดตามผู้บริหารไปในโอกาสพิเศษต่างๆ

  3. เป็นผู้มีจิตอาสา

    ยินดีทำงานเพื่อสาธารณะ ยิ่งเป็นงานที่ต้องแก้ปัญหาสังคม ภัยพิบัติ หรือ การเป็นวิทยากรให้ความรู้ ก็ยิ่งจะได้รับการต้อนรับ และความช่วยเหลือตอบแทน อย่างไม่ต้องพึ่งตำแหน่งที่เป็นทางการใดๆ

ดิฉันมั่นใจว่า การทำเพียง 3 เรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และอย่างจริงใจ ในเบื้องต้น ท่านจะรู้สึกภูมิ และในระยะยาวท่านจะกลายเป็นอภิสิทธิชน อย่างแน่นอน โดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากใคร

แต่มีคำเตือนอยู่ว่า หากส่วนผสมของทั้ง 3 เรื่องนั้น ไม่สมดุลกันแล้วหล่ะก็ ความเป็นอภิสิทธิชนของท่านก็อาจจะเป็นเฉพาะในส่วนที่ท่านให้ความสำคัญเช่นกัน หรือในกรณีที่ไม่ทำในบางด้านเลย ท่านอาจพบว่าความเป็นอภิสิทธิชนของท่าน ขาดความยั่งยืน หรือ ขาดความภาคภูมิใจ จริงหรือไม่ลองสังเกตบุคคลรอบตัวท่านดู เมื่อเห็นด้วยกับดิฉันแล้ว ก็ลงมือปลูกและดูแลความเป็นอภิสิทธิชนของท่านดูนะคะ

……………

 

โดย ดร.วรัญญา อัจฉริยะชาญวณิช

Change Tutor – นักพัฒนาดาวเด่นในองค์กรแบบพุ่งเป้า

Founder & Managing Director, Wintegrate 99 Co., Ltd.

DCP 266/19, Certified Project Management Professional of PMI

ผู้แต่งหนังสือ The Change Tutor – จะเรียกดิฉันว่าหมอดูก็ได้ถ้าคุณยอมเปลี่ยน

WORK CLINIC,

EP 15 อยู่กับการเมือง “ในองค์กร” ให้เป็น

สถาณการณ์ปัจจุบัน คงทำให้หลายคนเบื่อหน่าย คำว่า “การเมือง” แต่ในความเป็นจริง องค์กรทุกระดับ แม้แต่ในครอบครัว ก็มี “การเมือง” เราจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจ และอยู่ร่วมกับ “การเมือง” ให้เป็น

ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า “การเมือง” หมายถึงอะไร แล้วเปลี่ยนจากคำว่า “รัฐ” “ประเทศ” “แผ่นดิน” เป็นคำว่า “องค์กร”

ตามความหมายของ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 “การเมือง” หมายถึง

(๑) น. งานที่เกี่ยวกับรัฐหรือแผ่นดิน เช่น วิชาการเมือง ได้แก่วิชาว่าด้วยรัฐ การจัดส่วนแห่งรัฐ และการดำเนินการแห่งรัฐ.
(๒) น. การบริหารประเทศเฉพาะที่เกี่ยวกับนโยบายในการบริหารประเทศ เช่น การเมืองระหว่างประเทศ ได้แก่การดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ.
(๓) น. กิจการอำนวยหรือควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น ตำแหน่งการเมือง ได้แก่ตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่อำนวย (คณะรัฐมนตรี) หรือควบคุม (สภาผู้แทนราษฎร) การบริหารแผ่นดิน.
(ปาก) ว. มีเงื่อนงำ, มีการกระทำอันมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่, เช่น ป่วยการเมือง.

จากความหมายข้างต้น คนส่วนใหญ่ติดใจกับ ความหมายสุดท้าย ว่าเป็นเรื่องที่มีเงื่อนงำ เป็นการกระทำอันมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่ เรียกง่ายๆ ว่ามีการกระทำที่หวังผลในสิ่งที่ไม่ได้ประกาศออกมาตรงๆ

ดิฉันเองในอดีตเคยรู้สึกว่าเป็นสิ่งไม่ดี และบอกตนเองว่าจะพยายามไม่ยุ่งเกี่ยวและไม่เป็นผู้เล่นการเมืองเสียเอง จนได้มีโอกาสเข้าอบรมคอร์สผู้บริหารหลักสูตรหนึ่ง ที่ให้มุมมองใหม่ว่า “การเมือง” จะเป็นสิ่งดี หรือไม่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่อยู่ในเกมส์การเมืองนั้น ใช้ทักษะต่างๆ ที่ตนมีในการบริหารองค์กร (ประเทศ บริษัท หน่วยงาน หรือแม้แต่ครอบครัว) เพื่อใคร ถ้าเพื่อตนเองเท่านั้น นั่นคือ การเมืองที่แย่ และเป็นสิ่งที่จะทำให้ตนได้รับแต่ความเกลียดชังจากผู้ที่เสียผลประโยชน์ แต่ถ้าทำไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของคนในองค์กร การเข้าใจและเล่นการเมืองให้เป็น ก็ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี

หากท่านต้องการก้าวไปสู่การเป็นผู้บริหาร ซึ่งเท่ากับจะต้องเป็นผู้เล่นในเกมส์การเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการเมืองก็คือการบริหาร จรรยาบรรณในการเล่นการเมืองในองค์กร ที่ท่านควรมี คือ

  1. การรักษาสมดุลของทุกฝ่ายไม่ให้มีฝ่ายใดได้ทุกความต้องการและไม่มีฝ่ายใดถูกลดประโยชน์ลงเรื่อยๆ เพราะการจะทำให้ทั้งองค์กรขับเคลื่อนได้ จำเป็นต้องใช้ทักษะ ความสามารถของทุกฝ่าย ไม่ว่า โดยส่วนตัว ใครเป็นคนดี หรือคนไม่ดี
  2. ประเมินผลที่จะเกิดขึ้นหากต้องการประกาศนโยบายใหม่ และเตรียมรูปแบบการสื่อสารที่เหมาะกับแต่ละฝ่าย หากสื่อสารผิดวิธีหรือไม่ครบทุกฝ่ายอาจนำไปสู่การเข้าใจผิด และถูกมองว่ากำลังเล่นการเมืองน้ำเน่าได้
  3. ชื่นชมการให้ความร่วมมือของแต่ละฝ่ายต่อหน้าและลับหลังอย่างจริงใจ การพูดไม่ตรงกัน คือจุดวิกฤติที่นำไปสู่การไม่ได้รับความร่วมมือในครั้งต่อไป
  4. แสดงความรับผิดชอบเมื่อผลของการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามที่ท่านคิด และปรับปรุงให้ดีขึ้นถ้ายังได้รับโอกาสต่อไป การโยนความผิดเป็นเรื่องง่าย แต่การยอมรับผิดคือการแสดงให้เห็นว่าท่านเป็นเจ้าของงาน ไม่ใช่แค่เพียงผู้แจกการบ้าน

สำหรับท่านที่เป็นเพียงผู้รับผลของการเมือง เช่นพนักงานระดับปฏิบัติการ ที่ยังไม่มีหน้าที่รับผิดชอบในการนำเสนอ หรือกำหนดนโยบายขององค์การ การอยู่อย่างเข้าใจการเมืองในองค์กร หมายถึงอะไร

  1. รู้ว่าในทุกๆ นโยบาย และการปฏิบัติจริง ผู้กำหนดนโยบายไม่อาจและไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลทั้งหมดให้ทุกคนในองค์เข้าใจ เมื่อถามแล้วไม่ได้คำตอบ ก็ควรหยุดที่จะถามต่อ เพราะคำตอบที่ได้ก็อาจจะไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงอยู่ดี
  2. การแสดงความไม่เห็นด้วยโดยใช้อารมณ์ ไม่ว่าถูกหรือผิด มักนำไปสู่การทำให้องค์กรลดความไว้วางใจในตัวผู้แสดงความเห็นนั้น
  3. แม้จะไม่เห็นด้วยแต่ไม่พร้อมจะเป็นผู้แก้ปัญหาด้วยตนเอง ก็ควรปฏิบัติตามจนองค์กรได้รับรู้ผลของนโยบายว่าไม่ถูกต้อง แล้วพิจารณาว่าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนต่อไปหรือไม่ เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่มี ในหลายกรณี ทั้งๆ ที่คาดเดาได้ว่า พนักงาน หรือคนในองค์กรจะไม่ชอบนโยบายที่จะใช้ แต่อาจไม่มีทางเลือกอื่นด้วยข้อจำกัดทางกฏหมาย การแข่งขัน หรืองบประมาณ และไม่อาจอธิบายรายละเอียดได้
  4. หากยังคงรู้สึกว่าองค์กรมีแต่ผู้บริหารที่ใช้การเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น และเริ่มมีผลกระทบเชิงลบต่อตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ อาจเริ่มมองหาองค์กรใหม่ แล้วเปรีบเทียบข้อดี ข้อเสียต่อตนเองด้วยเหตุผล ก่อนตัดสินใจลาออก หรือ ย้ายงาน เพราะไม่ว่าการตัดสินใจของเราจะเป็นอย่างไร ผู้รับผลจะเป็นเพียงตัวเราเท่านั้น องค์กรจะยังคงดำเนินต่อไปได้ ไม่ว่าตำแหน่งของเราจะสำคัญระดับไหน

โดยสรุป การอยู่กับการเมืองในทุกองค์กรด้วยดี คือ การไม่ด่วนคิดไปก่อนว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นไปเพื่อผลประโยชน์เฉพาะใครบางคน  และการเป็นนักการเมืองในองค์กรที่ดี ก็คือ การทำให้คนในองค์กรไว้ใจว่าทุกๆ นโยบายและการบริหารงานได้ผ่านการพิจารณามาอย่างดีว่าทำเพื่อส่วนรวม

สำหรับดิฉันเอง หลังจากที่เคยเป็นพนักงานที่วิจารณ์ผู้บริหารในบริษัทอย่างไม่กลัวโดนไล่ออก จนได้รับโอกาสให้ลองบริหารดูเองบ้าง ตั้งแต่นั้นมาดิฉันไม่เคยสนใจวิจารณ์การเมืองระดับประเทศอีกเลย เพราะแม้แต่องค์กรไม่กี่ร้อยคน ดิฉันเองยังไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้เลย

……………

โดย ดร.วรัญญา อัจฉริยะชาญวณิช

Change Tutor – นักพัฒนาดาวเด่นในองค์กรแบบพุ่งเป้า

Founder & Managing Director, Wintegrate 99 Co., Ltd.

DCP 266/19, Certified Project Management Professional of PMI

ผู้แต่งหนังสือ The Change Tutor – จะเรียกดิฉันว่าหมอดูก็ได้ถ้าคุณยอมเปลี่ยน

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com