คริส ดาวนี่ย์ (Chris Downey) เป็นสถาปนิกที่มีฝีมือและได้รับการยอมรับในอาชีพของเขาเป็นอย่างดี
ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN
คริส ดาวนี่ย์ (Chris Downey) เป็นสถาปนิกที่มีฝีมือและได้รับการยอมรับในอาชีพของเขาเป็นอย่างดี
M
ผู้หญิงวัยทอง เป็นคำที่ผู้หญิงหลายคนหวาดกลัว แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะทุกคนล้วนต้องผ่านวัยทองทั้งสิ้น และแน่นอน ตัวแปรสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงของเจ้าตัวฮอร์โมน โดยมีการหลั่งฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลง ส่งผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ จากเดิมที่เดินทางต่างประเทศ ไม่เคยเหนื่อย ก็เริ่มเหนื่อย (อย่าว่าแต่เดินทางต่างประเทศเลย แค่เดินไปหน้าบ้าน บางท่าน ก็เหนื่อยแล้วสิ) บ้างก็เริ่มจะนอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก (และนอนไม่หลับอีกเลย) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “วัยทอง” คนทำงานหลายคนทั้งเพศหญิง และชาย ที่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 45-55 ปี มักมีอาการแปลก ๆ จากสภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล โดยเฉพาะ “เพศหญิง” (อีกแล้ว อะไร ๆ ก็จะลงมาที่เพศหญิงซะส่วนใหญ่) ซึ่งเป็นอาการที่ถูกเรียกว่า “อารมณ์วัยทอง” อย่าคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะหากเรารู้เท่าทันและรับมือกับอาการ อารมณ์ ที่เกิดขึ้นอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขได้ และแน่นอน อาหารก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่พวกเราชาววัยทอง ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ด้วยสิ เออ…เกือบลืมบอกไป วัยทองนี่ เกิดขึ้นได้ทั้งเพศชายด้วยนะคะ
วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน เกิดจากสารเคมีในร่างกายไม่สมดุล ด้วยสาเหตุของเจ้าตัวรังไข่เกิดหยุดทำงาน ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนน้อยลง จึงส่งผลให้ถึงสุขภาพร่างกายภายนอก โดยเพศหญิงและเพศชาย อาจมีอาการคล้ายกันคือ อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในเวลากลางคืน หลับยาก ตื่นง่าย (มาก) จะให้หลับก็สุดจะยาก อาการเหล่านี้เพียงอาการเบื้องต้น และมาจากสาเหตุฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงนั่นเอง ! ดังนั้น การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการใช้ เน้นเอสโตรเจน ก็ช่วยเสริมฮอร์โมนส่วนที่ขาดได้เช่นกัน
และเมื่อฮอร์โมนเพศหญิงลดน้อยลง ย่อมมีผลกระทบต่ออวัยวะในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และผลกระทบที่สำคัญในสตรีวัยทอง มีด้วยกัน 4 ระบบ นั่นคือ :-
การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในระยะแรกของการหมดประจำเดือน ทำให้สูญเสียเนื้อกระดูกถึงร้อยละ 3-5 ต่อปี จนทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน และอาจมีการหักของกระดูกในส่วนต่าง ๆ ได้แก่ กระดูกสะโพก ข้อมือ ข้อเท้า
6 สัญญาน ขาดแคลเซียมในวัยทอง เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน
เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน การเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดจะเพิ่มขึ้น จนมีอัตราใกล้เคียงกับชายเมื่ออายุ 70 ปี โดยเฉพาะผู้หญิงที่ตัดรังไข่ทั้งสองข้าง ก่อนวัยหมดประจำเดือน จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันมากกว่าสตรีที่รังไข่ คงทำงานอยู่ถึง 7 เท่า
เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ทำให้มีการเสื่อม และบางตัวลงของเซลล์บริเวณทางเดินปัสสาวะ และช่องคลอด เป็นผลให้บางท่านเกิดการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือ มีอาการช่องคลอดแห้ง
จะมีอาการร้อนวูบวาบตามตัว เหงื่อออกตอนกลางคืน (ทั้ง ๆ ที่เปิดแอร์เครื่องปรับอากาศ) ใจสั่น หงุดหงิดง่าย
หัวข้อนี้ พวกเราชาววัยทอง จะทราบดี เพราะทานนิดเดียว เข็มตาชั่งขึ้นพรวดเดียว 2 โล อันนี้ยอมรับกันแทบไม่ได้ในช่วงแรก แต่นาน ๆ ไปก็อาจมีอาการชินกับตัวเลขที่ไม่ยอมลงซะที (ทำให้หลายท่าน แขวนนวม ยอมแพ้ ปล่อยตัวอ้วนกลมดิ๊กเลย) การมีอายุมากขึ้น แน่นอน ระบบเผาผลาญย่อมทำงานน้อยลง ฉะนั้นควรเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย และเน้นที่มีกากใยสูง ๆ ไว้ และควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันสูง ด้วยเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรนลดต่ำลง ส่งผลชัด ทำให้เกิดไขมันสะสม (คอเลสเตอรอลสูง นั่นเอง) เกิดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ และอาจจูงโรคเบาหวาน (แถมเพิ่มมา) หันมาดูด้าน อารมณ์ บ้าง วัยทอง อารมณ์แปรปรวน (จริงเปล่าค่ะ) จึงควรเลือกทานอาหารที่ช่วยทำให้มีฮอร์โมนแห่งความสุขมากขึ้น
วัยทองกับอาหาร คนวัยทองควรทานอาหารแบบไหน และแบบไหนที่ควรเลี่ยง
เปิด 5 สัญญาณขาดธาตุเหล็ก อาการร่างกายขาดธาตุเหล็กสังเกตยังไง
อย่างที่กล่าวไว้ วัยทองควรเน้นอาหารที่เพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุข เช่นพวกธัญพืชต่าง ๆ ข้าวกล้อง ถั่ว กล้วย ปลาแซลมอน เต้าหู้ โดยเน้นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองจะดีมาก และควรรับประทานเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ดี และกลุ่มอาหารที่มองข้ามไม่ได้ คือ กลุ่มอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน เพราะวัยทอง มีโอกาสกระดูกแตกหักง่าย แนะนำเน้นทานอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม เช่น นมไขมันต่ำ ผักใบเขียว ด้วยมีงานวิจัย แจงผักใบเขียวช่วยเพิ่มความสามารถในการกักฮอร์โมนเอสโตรเจนและช่วยลดการสูญเสียแคลเซียมได้ เน้นทาน ผลไม้กลุ่มราสเบอรรี่ สตรอเบอรี่ แอปเปิ้ล ส้ม อีกทั้งการเน้นทานผัก และผลไม้ ยังช่วยในเรื่องเพิ่มกากใย ทำให้ไม่เกิดปัญหาระบบขับถ่าย ลดอาการท้องผูกเรื้อรัง เมื่อท้องไม่ผูก ก็จะช่วยให้ผิวพรรณดี ผ่องใสตามมาด้วยค่ะ
ถูกต้องค่ะ อายุที่มาขึ้นส่งผลให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานน้อยลง การเลือกรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม ย่อมส่งผลตามโภชนาการ ย่อยง่าย และมีกากใยสูง จะช่วยลดอาการวัยทองได้อย่างเห็นชัด ที่เห็นชัดมาก ๆ คือ ผิวพรรณจะผ่องใส มีออร่า ริ้วรอยไม่ลึก ผู้เขียนเองก็อยู่ในหมวดวัยทอง เหมือนผู้อ่านด้วยเหมือนกัน แต่จะเน้นการออกกำลังกายมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายเบิร์นไขมัน สร้างกล้ามเนื้อทดแทน ทำวน ๆ ไปนะคะ อยู่แบบวัยทอง มีความสุขแถมสุขภาพดีด้วยกันคะ พบกันใหม่ ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ
……….
(credit : www.nutrition.anamai.moph.go.th, www.menopause.org/for-woman/menopauseflashes, www.i-kinn.com,
บทความที่น่าสนใจ
6 สัญญาน ขาดแคลเซียมในวัยทอง เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน
เมนูที่จะแนะนำในวันนี้ เป็นเมนูที่หลายคนอาจจะเคยทานตอนเด็กๆ แต่ปัจจุบันคงหาทานได้ยากแล้ว นั่นก็คือเมนู “ทอดมันหัวปลี หรือหัวปลีทอด” ซึ่งเป็นเมนูเพื่อสุขภาพประโยชน์มากมาย เพราะหัวปลีนอกจากจะมีแคลอรี่ต่ำแล้ว ยังมีสรรพคุณ บำรุงสมอง ต้านอาการซึมเศร้า บำรุงกระดูกและฟัน ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งอีกด้วย หัวปลีนั้นยังสามารถนำมาทำได้อีกหลายเมนู เช่น ยำหัวปลี สามชั้นผัดหัวปลี ต้มข่าไก่ เป็นต้น วันนี้ดิฉันเลือกทำทอดมันหัวปลีเพราะเป็นเมนูที่คุณยายชอบทานและทำง่ายแถมยังอร่อยด้วย งั้นเราไปดูส่วนผสมและวิธีทำพร้อมๆ กันเลยค่ะ
2. นำหัวปลีที่แช่น้ำไว้ตัดแกนกลาง เคาะเอาดอกปลีด้านในออกให้หมด นำมาซอยไม่ให้บางหรือหนามากไป เพื่อเวลาทอดจะสุกทั่วกัน นำกลับไปพักแช่น้ำ
3. นำหมูสับ ไข่ไก่ พริกแกง ซีอิ้วขาว น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ ผสมให้เข้ากัน
4. บีบน้ำออกจากหัวปลีให้หมดแล้วนำลงไปคลุกเคล้ากับส่วนผสมที่เตรียมไว้ เติมแป้งทอดกรอบคลุกเคล้าให้เข้ากัน
5. ตั้งกระทะใส่น้ำมันสำหรับทอด ไฟกลางรอจนน้ำมันร้อน ตักหัวปลีลงทอดใช้ทัพพีทำเป็นแผ่นกลม ลงทอดจนสุก ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน ทานกับน้ำจิ้มไก่ เข้ากันสุดๆไปเลยจ้า
………………….
คอเลสเตอรอลในอาหารทะเล ชนิดไหนกินได้ ชนิดไหนต้องเลี่ยง
สูตรแฮชบราวน์ (hash brows) อาหารเช้าสไตล์อเมริกัน ทำง่ายอร่อยด้วย
ทุก ๆ องค์กรที่สามารถยืนหยัดเป็นเวลามากกว่า 5 ปีได้นั้น ถือว่าสอบผ่านในแง่ของการดำเนินงานให้เกิดความต่อเนื่อง และถือได้ว่าสินค้าและบริการเป็นสิ่งที่มีความต้องการจริง ซึ่งเบื้องหลังการสอบผ่านนั้นมักมาจากการทุ่มเทของผู้ก่อตั้งที่ต้องการปั้นธุรกิจหรือหน่วยงานของตนเองให้รอดและเป็นไปตาม passion และความถนัดของตน บ้างเป็นนวัตกรตัวยง บ้างเป็นนักบริหารที่สามารถสร้างระบบการผลิตหรือการให้บริการที่มาตรฐานสูง บ้างเป็นนักเสาะหาสินค้าที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย บ้างเป็นนักการตลาดหรือนักสร้างคอนเน็กชั่น และก็มีผู้ก่อตั้งอีกหลายคนที่ถนัดใช้พระเดชพระคุณในการซื้อใจพนักงาน โดยตนเองไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคนิคโดยตรง
ความสำเร็จที่ผ่านมาย่อมยืนยันความสามารถของผู้ก่อตั้ง แต่หากต้องการให้ธุรกิจเติบโต หรือขยายขีดความสามารถให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนกับการขับเครื่องบินข้ามทวีป การพึ่งสไตล์การดำเนินธุรกิจแบบเดิมต่อไปก็ไม่ต่างกับการใช้นักบินเพียงคนเดียวในการขับเคลื่อนเครื่องบินตลอดการเดินทาง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก
เป็นที่ทราบกันดีว่า แม้นักบินจะต้องผ่านการฝึกมาอย่างมากมายจึงจะทำการบินได้ แต่ในการปฏิบัติจริงนักบินมีความสำคัญแค่ตอน Take Off กับ Landing และเมื่อมีเหตุการณ์ไม่ปกติระหว่างการเดินทาง ที่จำเป็นต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์ที่ยังคงทำได้ดีกว่าระบบคอมพิวเตอร์ นอกนั้นหน้าที่ของนักบินเป็นเพียงผู้ควบคุมระบบการทำงานอัตโนมัติต่าง ๆ เท่านั้น ซึ่งคล้ายกับองค์กรขนาดใหญ่ ที่ผู้บริหารมีหน้าที่ตัดสินใจเฉพาะเรื่องที่ต่างไปจากการดำเนินงานปกติที่มีผู้รับผิดชอบมืออาชีพรับผิดชอบอยู่แล้ว
ฟังดูเข้าใจได้ไม่ยาก แต่หลายองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจ SME ยังคงติดกับดักการใช้รูปแบบเดิมในการบริหารงานจนกลายเป็นสาเหตุหลักของการไม่สามารถปรับตัวไปสู่การบริหารงานแบบองค์กรมืออาชีพได้
อาการทั้ง 3 นี้สะท้อนว่าสไตล์การทำงานของผู้ก่อตั้งเป็นแบบผู้นำที่เด็ดขาดและอาจเชื่อมั่นในความคิดของตนมากจนพนักงานไม่กล้าแสดงความคิดเห็น และเลือกที่จะปฏิบัติตามเท่าที่ทำได้ดีกว่าจะเสี่ยงแสดงความเห็นต่างกับเจ้านาย และหากมีเหตุการณ์ที่ผู้บริหารแสดงพฤติกรรมตัดสินใจตามอารมณ์มากกว่าเหตุผล หรือไม่ให้เกียรติพนักงานหรือบุคคลภายนอกร่วมด้วยแล้วหละก็ ตัวอย่างเหล่านั้นจะยิ่งทำให้แม้แต่ผู้ที่เป็นพนักงานที่มีความสามารถก็จะเลือกใส่เกียร์ว่าง หายใจเบาๆ รอทำตามคำสั่ง ไม่แตกแถว ตราบเท่าที่ยังหางานใหม่ไม่ได้
อ่านถึงตรงนี้ บางท่านที่เป็นพนักงานอาจรู้สึกคล้ายกับองค์กรของตน ซึ่งท่านเองอาจไม่อยู่ในบทบาทที่จะแก้ไขได้เอง บางท่านที่เป็นผู้ก่อตั้งและยังบริหารธุรกิจด้วยสไตล์เดิมอาจเริ่มสงสัยว่าพนักงานกำลังคิดอย่างไรกับท่าน ซึ่งท่านไม่มีทางที่จะได้รับข้อมูลที่แท้จริงจากพนักงานโดยตรง
คำแนะนำทั่วๆ ไปคือ การเชิญคนนอกมาเป็นผู้สังเกตบรรยากาศการประชุม หรือทำแบบสำรวจความคิดเห็นพนักงาน เพื่อรับสัญญาณความผิดปกติ ส่วนคำแนะนำสไตล์ Change Tutor คือ การเชิญคนนอกที่มีความเป็นกลางที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ กล้าวิจารณ์ และให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมาพร้อมเสนอวิธีเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรแบบยั่งยืน โดยเริ่มจากเปลี่ยนพฤติกรรมของเจ้าของกิจการ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒธรรมองค์กร
หากไม่สามารถทำให้ผู้นำเปลี่ยนทัศนคติด้านพฤติกรรมการทำงานของตนได้ การลงทุนต่างๆ เช่น การรณรงค์ด้วยการใช้ถ้อยคำเก๋ๆ การตกแต่งสำนักงานให้ดูโมเดิร์น หรือ แม้แต่การจ้างบริษัทที่ปรึกษาชื่อดังมาช่วยคิดกลยุทธ ก็จะเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าในการปรับพฤติกรรมของพนักงาน เพราะพนักงานจะเพียงเข้าใจว่า เป็นกิจกรรมสร้างภาพลักษณ์สำหรับบุคคลภายนอกเท่านั้น ตราบใดที่พฤติกรรมของผู้นำยังคงเหมือนเดิม
…………..
โดย ดร.วรัญญา อัจฉริยะชาญวณิช
Change Tutor – นักพัฒนาดาวเด่นในองค์กรแบบพุ่งเป้า
Founder & Managing Director, Wintegrate 99 Co., Ltd.
DCP 266/19, Certified Project Management Professional of PMI
ผู้แต่งหนังสือ The Change Tutor – จะเรียกดิฉันว่าหมอดูก็ได้ถ้าคุณยอมเปลี่ยน
ลดไขมันในเลือด ด้วยวัตถุดิบสำคัญของอาหารญี่ปุ่น สำหรับผู้ที่นิยมชมชอบหลงใหลอาหารญี่ปุ่น ไม่ทราบเคยลิ้มลอง “ถั่วนัตโตะ” กันบ้างมั๊ย ? ถ้าเคย ชอบมั๊ย ? เพราะถือเป็นเมนูถั่วที่มีกลิ่นเฉพาะตัวอย่างร้ายกาจ ที่ผู้เขียนบอกว่า “กลิ่นเฉพาะตัว อย่างร้ายกาจ” เพราะถั่วชนิดนี้ มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ ชาวญี่ปุ่นเจนเอ๊กซ์ เจนวาย แม้เจนอัลฟ่า เบต้า ยังไม่อาจรับได้ (จริง ๆ นะ) แต่ก่อนที่ผู้เขียน จะลงลึกไปในรายละเอียด ว่ามันไปลดไขมันในเลือดอย่างที่จั่วหัวข้อได้อย่างไร ? เรามาดูกันว่าปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นติดอันดับท็อปสุดของโลกใบนี้กันค่ะ
องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า ในปีพ.ศ.2561 กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของคนทั่วโลก โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ประมาณ 18.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 31 ของอัตราการตายทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย จากรายงานสถิติสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข พบอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ สูงขึ้นทุกปี โดยปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่ การมีภาวะความดันโลหิตสูง การมีภาวะไขมันในเลือดสูง (ผิดปกติ) ภาวะอ้วนลงพุง และแน่นอนปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยในคนไทยที่เข้ารับการรักษาด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจคือ ภาวะไขมันในเลือดสูง ร้อยละ 83.2 ภาวะความดันโลหิตสูง ร้อยละ 59.7 และภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (เบาหวาน) ร้อยละ 50.7 เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
คอเลสเตอรอล คือไขมันประเภทหนึ่งที่พบได้ในส่วนของผนังเซลล์ในร่างกายเรา รวมทั้งเป็นองค์ประกอบของน้ำดีอีกด้วย และแน่นอน ร่างกายของเราจะได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป และจากตับของเราที่สามารถสังเคราะห์คอเลสเตอรอลขึ้นเองได้เช่นกัน ดังนั้น คอเลสเตอรอลที่เรารับประทานเข้าไปมากเกินไป จึงกลายเป็นส่วนเกินในร่างกาย (เห็นมั๊ย ภัยมาอย่างเงียบ ๆ)
ถ้าอ่านตามข้อด้านบน จะเห็นว่าปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ ที่สำคัญได้แก่ อายุที่มากขึ้น ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และแน่นอน ไม่ค่อยออกกำลังกาย ทำให้มีการตีบตันในเส้นเลือด ซึ่งถ้าเรามองลึกเข้าไปอีกสักนิด เราจะเห็นว่า สาเหตุหลัก ๆ ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่ส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูง การทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ฯลฯ
ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกันก่อน ว่า นัตโตะ คืออะไร นัตโตะ เป็นอาหารพื้นเมืองของประเทศญี่ปุ่น ทำจากถั่วเหลือง หมักด้วยเชื้อแบคทีเรีย Bacillus Subtilis มีลักษณะยืด ๆ เหนียว ๆ และมีกลิ่นเฉพาะตัว (ที่แรงฉุนมาก) กลิ่นที่แรงนี้ เกิดจากการย่อยสลายตัวของโปรตีนโดยผ่านกระบวนการหมักนั่นเอง ! การหมักแบบนี้ แตกต่างจากการหมักซีอิ้ว เพราะใช้จุลินทรีย์คนละชนิด ถั่วนัตโตะ มีประวัติความเป็นมาระดับมหากาพย์กันเลยทีเดียว ในสมัยก่อน จะผลิตทำกันในครัวเรือน พูดง่าย ๆ คือ ทำทานกันเอง อร่อยกันเองในบ้าน แต่ปัจจุบัน ด้วยเพราะมีงานวิจัยหนุนประโยชน์ของถั่วนัตโตะเป็นปึก ๆ จำนวนมาก (เสิร์ชอ่านได้ในกูเกิลแสนง่าย) ทำให้มีการค้นคว้า วิจัย และพัฒนากันมากขึ้น จนทำให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมกันเลยทีเดียว
แน่นอน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เคยมีคำถามไหมว่า…อัตราประชากรในญี่ปุ่น สะท้อนอะไร ? ผู้อ่าน เคยมีคำถามนี้แว๊บเกิดขึ้น อธิบายง่าย ๆ คือเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา โครงสร้างประชากรญี่ปุ่นที่มีผู้สูงอายุ วัยตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไปหรือมากกว่าอยู่ในอัตรา 30.6% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในโลก ในขณะที่ประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ค่อย ๆ ลดต่ำลงสวนกันอย่างชัดเจน ปัจจัยที่ทำให้ประชากรชาวญี่ปุ่นอายุยืนยาว นอกจากสภาพแวดล้อมที่ล้วนแล้วแต่อนุรักษ์นิยม รักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว อาหารการกินของชาวญี่ปุ่น ย่อมส่งสะท้อนและส่งผลต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน และไม่ต้องสงสัยเลยค่ะ ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานถั่วนัตโตะเป็นอาหารเช้ากับข้าวสวย / ข้าวต้ม ถั่วนัตโตะ ถือเป็นแหล่งโภชนาการชั้นเลิศของญี่ปุ่นมาแต่ช้านาน และมีคุณค่าทางโปรตีนสูงมาก ทำให้สามารถใช้แทนเนื้อสัตว์ได้ แต่ด้วยกลิ่นธรรมชาติของตัวนัตโตะ นั้นมีกลิ่นแรงมาก แม้กระทั่งชาวญี่ปุ่นเอง โดยประมาณ ร้อยละ 50-50 ที่จะหาคนชอบทานถั่วนัตโตะได้
ขั้นตอนการทำถือว่าเป็นวิธีที่ไม่ยุ่งยากอะไรมากนัก เพียงนำถั่วเหลืองไปแช่น้ำค้างคืน แล้วนำเปลือกออก จากนั้นนำมานึ่ง แล้วใส่เชื้อ Bacillus Sp. หมักที่อุณหภูมิ ประมาณ 40 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 20 ชั่วโมง จากนั้น ก็ไปทำให้เย็นจนถึงอุณหภูมิปกติ การที่เราใส่เชื้อที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ก็เพื่อช่วยลดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ และขั้นตอนสุดท้ายคือ นำไปใส่ภาชนะ เช่น ฟางข้าวห่อ แล้วนำไปบ่ม
ถึงแม้เจ้าตัวถั่วนัตโตะ จะมีกลิ่นแรงมาก แต่ประโยชน์ของมัน ก็มีมากมายจนน่าทึ่ง !
นัตโตะ เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ผลพลอยได้จากกระบวนการหมักคือ Nattokinase เป็นเอนไซม์ที่ช่วยลดไขมันในเลือด ช่วยสลายลิ่มเลือด ลดภาวะหลอดเลือดอุดตัน ลดความเสี่ยงเกิดโรคเส้นเลือดในสมองแตก ได้ดี อีกทั้งยังมี โปรไบโอติกส์ (Probiotics) วิตามิน เค 2, วิตามินบี 12 (Vitamin B12) และสารต้านอนุมูลอิสระ
ในสารสกัดถั่วนัตโตะ Nattokinase ยังมีวิตามิน K2 (Vitamin K2) ช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง ลดความเสี่ยงของการแตกหักอันเนื่องมาจากภาวะกระดูกพรุน และยังช่วยเพิ่มความหนาแน่นให้กับกระดูกสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ถือเป็นคำถามที่พบบ่อย อธิบายเข้าใจง่าย ๆ ก็คือว่า ถั่วนัตโตะ สด สด ทำจากถั่วเหลืองหมัก ให้โปรตีนสูง วิตามิน แร่ธาตุและนัตโตะไคเนส ก็จริงอยู่ แต่ก็มีข้อจำกัด ด้วยต้องเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่เย็น (ในตู้เย็น) และที่สำคัญ ไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน และไม่สามารถควบคุมในเรื่องคุณภาพวัตถุดิบ ส่วนผลิตภัณฑ์นัตโตะทางชีวภาพ หรือ เรียกง่าย ๆ คือ พวกอาหารเสริม นัตโตะสกัดเข้มข้น (โดยผ่านกระบวนการทางชีวภาพ Biotechnology) อันนี้สิ ผู้เขียนก็สนใจ เนื่องจากกระบวนการผลิตได้รับการออกแบบให้มีองค์ประกอบที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า และรักษาคุณภาพให้คงที่ได้สูงสุดและอายุยาวกว่า แถมไร้กลิ่นด้วย ฉะนั้น ในกรณี ที่ผู้อ่านท่านใด ติดปัญหาในการทานถั่วนัตโตะสด สด เพราะมีกลิ่นนัตโตะเฉพาะตัว (กลิ่นแรงมาก มาก) แล้วหล่ะก็ นัตโตะสกัดด้วยเทคโนโลยีทางชีวภาพ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด !
เราทราบประโยชน์ของถั่วนัตโตะว่ามีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วยลดไขมันในเลือดได้ด้วยสิ อยากลองเลย ! คำถามก็คือว่า ต้องทานถั่วนัตโตะ กี่ชาม ถึงจะลดคอเลสเตอรอล หรือ ไขมันในเลือด ได้เห็นผลชัดเจน จะ 1 ชาม 2 ชาม หรือ 3 ชาม ดีล่ะ ?
ปัจจุบันนี้ สะดวกมากมากค่ะ มีอาหารเสริมที่สกัดมาจากถั่วนัตโตะเข้มข้นมาก (ควรเลือกอาหารเสริมที่มีจำนวนเปอร์เซ็นต์ของสารสกัด Nattokinese สูงสุด)
แน่นอน คุณผู้อ่านย่อมเคยมีประสบการณ์ที่เลือกอาหารเสริมที่ทานแล้วไขมันในเลือด “ไม่ลด” ลองผิดมาหลายครั้ง ยังไม่เคยลองถูกสักครั้ง (จริงมั๊ย) ถั่วนัตโตะ ถือเป็นถั่วสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น และเป็นสมุนไพรธรรมชาติ มีคุณสมบัติทางชีวภาพคล้ายพลาสมิน (Plasmin-like) เพิ่มการทำงานของโปรยูโรไคเนส ซึ่งเป็นโปรตีนมีคุณสมบัติช่วยลดไขมันในเลือด (คอเลสเตอรอล), ลดไตรกลีเซอไรด์ และมีสารต้านอนุมูลอิสระ และเหตุผลนี้ เพียงพอที่ตอบโจทย์ทำไมชาวญี่ปุ่นถึงอายุยืนยาวและแข็งแรง
อ่านมาถึงตรงนี้ ทราบประโยชน์จากถั่วนัตโตะ ยืดเหนียวบนชามข้าว ผู้เขียนอาจจะต้องลองสักครั้ง เพราะประโยชน์มากมาย ดีต่อสุขภาพ แถมเป็นจุลินทรีย์โปรไบโอติกด้วย ชอบเลย โดยเฉพาะช่วยลดคอเลสเตอรอล นี่สิ สำคัญสุด เพราะมื้อไหน เราเผลอเพลิดเพลิน ทานเมนูไขมันเยอะหน่อย เราจะได้มี ถั่วนัตโตะ สมุนไพรธรรมชาติ เป็นตัวช่วยดูแลสุขภาพในยุค Aging Society กันเลยทีเดียว ! พบกันใหม่ ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ
……….
(เครดิต :
https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/the-top-10-causes-of-death
(www.examine.com/supplements/nattokinase/research/#cardiovasclar-health_triglycerides-and-cholesterol)
บทความที่น่าสนใจ
ภาวะ ไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพที่หลายคนไม่รู้
6 เมนูอร่อยช่วย ล้างลำไส้ ช่วยให้ลำไส้สะอาด ดีต่อระบบขับถ่าย
จุดเริ่มต้นของการรับมือกับความเครียดคือ แยกให้ออกว่าเรากำลัง “เครียด” เฉยๆ หรือ “เครียดเรื้อรัง”
ถ้าเครียดเฉยๆ เช่น อยู่ด้วยกันมานานทะเลาะกันมั่ง เห็นต่างแต่ไม่เห็นแตก มีเป้าหมายที่ท้าทายไม่เคยทำมาก่อน อันนี้ไม่เป็นไร ดีเสียอีกสมองจะได้กระตือรือร้น
แต่ถ้าเครียดเรื้อรัง ทะเลาะกันอยู่ได้ทุกวัน บางทีกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือรู้สึกว่าสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่นั้น ไม่มีทางออกเอาเสียเลย เช่น งานที่ไม่บอกให้ชัดว่าจะเอาไงแน่ เป้าหมายที่ยังไม่รู้ว่าจะถึงได้อย่างไร หัวหน้าที่ต้องการอะไรเยอะแยะมากมายไร้สาระ หรือระบบที่ขั้นตอนซับซ้อนไร้เหตุผล สำคัญคือรู้สึกว่าเป็นอย่างนี้มานานแล้วไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นซะที
การเครียดเรื้อรังนี่แหละ ที่มีผลอย่างมากต่อร่างกายและภาวะผู้นำของมนุษย์
มีการทดลองหนึ่ง ทำไว้เมื่อนานมาแล้ว ค่อนข้างโหดร้ายทารุณสักหน่อย คนรักสัตว์อาจอยากอ่านข้ามตอนนี้ไปนะครับ
นักวิจัยคนหนึ่ง เอาสุนัขตัวหนึ่งไปขังกรงไว้แล้วทรมานด้วยไฟฟ้า ซึ่งไม่ว่ามันจะทำอย่างไร ร้องโหยหวน วิ่งพล่านไปมา กัดทุกสิ่งอย่างรอบตัว หรือลงนอนนิ่งๆ ความเจ็บปวดนี้ก็ยังอยู่ ไม่นานสุนัขตัวนี้ก็รับรู้ความจริงอันโหดร้ายว่า ไม่ว่ามันจะทำอย่างไร ความทรมานนี้จะไม่มีวันหยุด ไม่มีวันหายไป นี่คืออนาคตของมัน
ข้อสังเกตที่น่าสนใจจากการทดลองที่ไม่น่าจดจำครั้งนี้คือ หลังจากนั้นพฤติกรรมของสุนัขตัวนี้เปลี่ยนไปอย่างถาวร แม้เราจะเปิดประตูกรงให้มันสามารถหนีออกมาจากไฟฟ้าได้ มันก็จะนอนร้องครางหงิงๆอยู่ที่มุมกรงนั่น ไม่มีวันที่จะลุกขึ้นแล้วเดินออกมาได้ด้วยตัวเอง
นี่คือผลลัพธ์สุดท้ายของความเครียดเรื้อรัง เป็นสภาพที่สมองยอมจำนนต่อสถานการณ์และยอมที่จะ “หยุดคิด” สิ่งที่เกิดขึ้นกับสุนัขตัวนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Learned Helplessness แปลตรงตัวคือ การยอมรับสภาพที่ไร้ทางออก ไม่อยากเชื่อว่าผมเคยเห็นอาการนี้เกิดขึ้นกับคนในหลายองค์กรที่ “หยุดคิด” และ “หยุดหวัง”
Learned Helplessness เกิดจากความเครียดเรื้อรัง และแน่นอน เมื่อเกิดขึ้นกับสมองสุนัขได้ ก็เกิดขึ้นกับสมองมนุษย์ได้เช่นกัน
หากพบว่าตัวคุณหรือทีมของคุณ อาจมีสภาพความเครียดเรื้อรัง สามารถทดลองสิ่งต่อไปนี้ได้ครับ อย่าลืมว่าเราไม่ได้จะกำจัดความเครียด แค่กำจัดความ “เรื้อรัง” ของความเครียด
ความเครียดเรื้อรังหลายครั้งเกิดจากการคิดไปเองของมนุษย์ ลูกน้องมักคิดเองว่าหัวหน้าต้องรู้สึกหรือมีคำตอบแบบนี้โดยไม่เคยถาม วิธีหนึ่งในการทำให้ความเครียดระยะยาวกลายเป็นเรื่องระยะสั้น คือเอามันออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมา ลูกน้องสงสัยให้ถาม หัวหน้าถูกถามก็ตอบ ผลจะลบหรือบวกอย่างน้อยก็จบ
แนวทางที่ 2: สร้างวิสัยทัศน์ที่จูงใจ
ความเครียดเรื้อรังสำหรับคนในทีมบางทีเกิดจากการไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะไปไหน ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะสมองเป็นเพื่อนสนิทกับอดีตแต่ไม่ค่อยอยากคบกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เจ้าของกิจการแห่งหนึ่งเพิ่งบอกผมวันก่อนว่า “ไม่เคยมีวิสัยทัศน์” สำหรับผู้นำอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะคุณรู้ว่าเรือลำนี้กำลังแล่นไปทางใด แต่สำหรับผู้ตามเขาอาจต้องการอะไรที่จับต้องได้ไว้เตือนสมอง
หากความเครียดเป็นมุมแดง ความสำเร็จคงเปรียบเหมือนมุมน้ำเงิน ดังนั้นการถ่วงดุลความเครียดไม่ให้เรื้อรังคือให้สมองได้ประสบกับความสำเร็จบ้าง อย่าลืมว่าสิ่งที่ “เสร็จ” กับสิ่งที่ “สำเร็จ” ไม่เหมือนกัน งานเสร็จคือคนทำรู้สึกว่าหมดไปอีกหนึ่งเรื่อง งานสำเร็จคือคนทำรู้สึกภูมิใจและกระตือรือร้นที่จะทำงานต่อไป ผู้นำมีหน้าที่ทำให้เขารู้สึกอย่างหลัง
วันนี้รู้จักความเครียดกันดีขึ้นแล้ว ลองจัดการมันดูนะครับ แล้วสมอง(และสุขภาพ)ของคุณจะดียิ่งขึ้น
……….
ดร.ธัญ