ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

4 โทษของน้ำตาล อันตรายที่มากับรสหวาน ควรหวานแค่ไหน ถึง (พอ) ดีต่อร่างกาย

วันนี้เราจะมาพูดถึง โทษของน้ำตาล กันค่ะ ด้วยเพราะคนใกล้ตัวเป็นโรคเบาหวานเยอะ  เพื่อนสนิท ญาติผู้ใหญ่ เพื่อนผู้ร่วมงาน แม้กระทั่งคนที่รู้จักบ้าง  (นับนิ้วน่าจะเกิน 10) จึงตั้งใจรวบรวมบทความที่น่าจะเป็นประโยชน์สามารถติดตามกันได้ เช่น “โรคเบาหวาน ถ้าดูแลไม่ดี เสี่ยงตัดขา” https://i-kinn.com/94C9Z, “เบาหวานกับผู้สูงอายุ” https://i-kinn.com/uTTt3,

และอีกหลายบทความตามอ่านได้ที่เพจ www.i-kinn.com เลยรู้สึกว่าช่วงนี้เขียนเกี่ยวกับโรคเบาหวานไว้ค่อนข้างเยอะ  จากประสบการณ์คนที่เป็นโรคเบาหวาน มักจะรู้หมดว่าต้องปฏิบัติตัวดูแลอย่างไร งดทานของหวาน เน้นทานอะไร และต้องออกกำลังกายอย่างไร  ฯลฯ  แต่จะจบท้ายด้วยประโยคที่ว่า “รู้หมดแหละเธอ  แต่เราอดไม่ได้”  นั่นคือที่มาของหัวข้อวันนี้ว่า  ต้องทานหวานแค่ไหนหล่ะ  ถึงจะปลอดภัยต่อสุขภาพ  จริงมั๊ย  จะหักดิบ ไม่ทานหวานเลย  ก็กระไรอยู่  อ่ะ..ก่อนที่ผู้เขียนจะพาลงลึกในรายละเอียด  เรามาดูกันถึงสถิติโรคเบาหวานในประเทศไทยกัน

ตรวจเลือด ตรวจน้ำตาลในเลือก โทษของน้ำหวาน

โทษของน้ำตาล มีมากกว่าที่คุณคิด

โรคเบาหวานถือเป็นภัยเงียบที่เกิดขึ้นได้ทุกเพศ และทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็กอ้วน ผู้ใหญ่อ้วน จะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้สูง  โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน จะพบบ่อยมากที่สุด  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ตัวเลขปี 2562 ประชากรชาวไทยวัยผู้ใหญ่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมากถึง 4.8 ล้านคน และมักเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมาจากวิถีชีวิตแบบเนือยนิ่ง โรคอ้วน และอายุที่มากขึ้น   อัตราการเสียชีวิตชาวไทยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมีมากถึง 200 รายต่อวัน คาดการณ์จะสูงมากขึ้นถึง 5.3 ล้านคนภายในปี 2583 ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลรักษาได้ไม่ดีพอ อาจทำให้เกิด ภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคไต  โรคความดัน โรคตา – ต้อกระจก, ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท เช่น ชาตามปลายมือ ปลายเท้า ฯลฯ

ลดหวาน ลดโรค

ทุกคนทราบกันดีว่า “ลดหวาน ลดโรค” แต่ก็อดใจไม่ได้ที่จะไม่ทานเลย  น้ำตาล จัดเป็นสารอาหารที่อยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต โดยน้ำตาล 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่  และโดยทั่วไป อาหารเกือบทุกชนิดจะมีน้ำตาลตามธรรมชาติประกอบอยู่แล้ว เราจึงควรควบคุมการได้รับน้ำตาลที่เพิ่มเติมให้เหมาะสม  ตามที่องค์การอนามัยโลก WHO แนะนำว่า ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพปกติ ที่ต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี่ ปริมาณพลังงานที่ได้จากการบริโภคน้ำตาลที่เพิ่มเติมในแต่ละวัน ไม่ควรเกิน 6 ช้อน หรือ 24 กรัม  และสำหรับเด็ก ควรจำกัดไม่เกิน 4 ช้อนชา หรือ 16 กรัม แต่ถ้าเราทานน้ำตาลปริมาณมาก “เกิน” กว่าที่ร่างกายต้องการ จะส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างเห็นได้ชัด เชน ผิวเหี่ยว ดูแก่เกินวัย, ฟันผุ และมีปัญหาในช่องปาก, ร่างกายเสื่อมโทรม, อ่อนล้าง่าย เป็นต้น  และแน่นอน น้ำตาลและพลังงานส่วนเกิน จะสะสมอยู่ในรูปแบบของไขมัน อาจนำไปสู่ภาวะโรคอ้วน, ความดันเลือดสูง, โรคเบาหวาน, โรคหลอดเลือด และโรคหัวใจ เป็นต้น

ชนิดน้ำตาลแต่ละประเภท น้ำตาลแดง น้ำตาลทรายต่างกันอย่างไร เหมาะกับใคร

ตรวจเลือด ตรวจน้ำตาลในเลือก โทษของน้ำหวาน

น้ำตาล คือ อาหารพลังงานว่างเปล่า

จะเห็นได้ชัดเจนว่า เราทานอาหารออกรสชาติ ทานรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด มากกว่ารุ่นคุณปู่คุณย่าพวกเรา หันมาดูขนมหวาน ก็ทราบกันอยู่ว่า ใช้น้ำตาลไปมากเพียงไร ผัดอะไรก็ใส่น้ำตาล แกงเผ็ดก็ใส่น้ำตาล แกงส้มก็ใส่น้ำตาล  แถมบางคน สั่งก๋วยเตี๋ยวมา ก่อนชิม ต้องใส่น้ำตาล 3 ช้อนก่อนชิม  คนไทยจึงถูกวิจัยว่า ทานหวานมากขึ้น ๆ ทุกปีโดยไม่รู้ตัว  ความอันตรายก็อยู่ที่ ทานหวานแบบไม่ทันจะรู้ตัวนี่สิ  พอทานหวานมากขึ้น ก็อ้วน  และคนอ้วน 70% เป็นโรคเบาหวานกัน และยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดตีบ และโรคร้าย อื่น ๆ  ฉะนั้น แนะนำ ควรทานน้ำตาลแต่พอเหมาะ จะได้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ  อย่างที่มีคำกล่าวไว้ว่า “น้ำตาล เป็นอาหารที่ให้พลังงาน แต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเลย”

เพราะ โทษของน้ำตาล ทำให้พุงยื่นเพราะติดหวาน

ถือเป็นภาพที่พบบ่อย (ยิ่งกว่าปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย) เมื่อชีวิตติดหวาน น้ำหนักเกินมาตรฐานก็จะเผละมาง่าย ๆ พุงยื่น ขาใหญ่  ต้นแขนบึก  โดยเฉพาะถ้าเป็นคนหลงรักเครื่องดื่มรสหวานแล้วหล่ะก็ ทีนี้งานเข้าเลย (จริง ๆ ต้องบอกว่า ไขมันเข้าเลย จริงๆ นะเนี่ย) ติดหวาน แบบชนิดที่ว่า ขาดเธอ เหมือนขาดใจ  เพื่อน ๆ บางคนเคยมีความรู้สึกไหมว่า “ถ้าไม่ได้ดื่มแก้วนี้ คิดงานไม่ออก มันไม่สดชื่นอ่ะ”

น้ำอัดลม ตรวจเลือด ตรวจน้ำตาลในเลือก โทษของน้ำหวาน

ทำไมเราต้อง “ลดหวาน” ในเครื่องดื่ม ?

เครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลที่จำหน่ายในประเทศไทย ส่วนใหญ่พบมีปริมาณน้ำตาลสูงเฉลี่ย 9 – 19 กรัม/100 มิลลิลิตร ในขณะที่เหมาะสมคือ ไม่ควรมีน้ำตาลมากกว่า 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ  พญ. พรรณพิมล วิปุสากร อธิบดีกรมอนามัย แจงว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ในแต่ละวันคนไทยดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเฉลี่ยกว่า 3 แก้ว หรือ 519.30 มิลลิลิตร ผู้ชายดื่มมากกว่าผู้หญิง และพบว่า อายุเฉลี่ย 6-14 ปี เป็นกลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่มน้ำตาลเฉลี่ยต่อสัปดาห์เยอะที่สุด

ชาไข่มุก ตรวจเลือด ตรวจน้ำตาลในเลือก โทษของน้ำหวาน

โทษของน้ำตาล หวาน ซ่อนพิษ

เราต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่า ความหวานมีผลโดยตรงต่อสุขภาพเรา โดยถ้าเรากินอาหารจำพวกน้ำตาลเข้าไป มันจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่ถ้าเรากินน้ำตาลมากเกินไป มันก็จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในหลอดเลือดในร่างกายเรานี่แหละ  ดังนั้น การที่เราทานหวานมาก ๆ จะส่งผลให้น้ำหนักตัวมากขึ้น (คืออ้วนขึ้น นั่นเอง)  อ่ะ..มาดูกันว่า ที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวันนี้ มีน้ำตาลอยู่ปริมาณเท่าไหร่ ** อย่าลืมนะคะว่า ไม่ควรบริโภคน้ำตาล (นอกมื้ออาหาร) เกินวันละ 6 ช้อนชา **

  • ชาเขียว

มีน้ำตาล 7.5 ช้อนชา/30 กรัม

  • กาแฟกระป๋อง

มีน้ำตาล 4.3 ช้อนชา/17.2 กรัม

  • น้ำตาลก้อน

มีน้ำตาล 1.0 ช้อนชา / 4.0 กรัม

  • นมเปรี้ยว ขนาด 500 มล.

มีน้ำตาลสูงถึง 19 ช้อนชาต่อขวด

  • น้ำอัดลม

มีน้ำตาล 8.7 ช้อนชา / 34.8 กรัม

  • เครื่องดื่มชูกำลัง

มีน้ำตาลสูงถึง 7.5 ช้อนชา / 30 กรัม

  • น้ำส้มกล่อง

มีน้ำตาล 11.2 ช้อนชา / 44.8 กรัม

วิธีลดน้ำตาล หวานให้น้อย เพื่อสุขภาพที่ดี

  • ฝึกทานหวานน้อย

ถือเป็นขั้นแรกที่เริ่มจากอาหารและเครื่องที่ทานประจำทุกวัน โดยเฉพาะเครื่องดื่มประเภท ชา กาแฟ (ยังไม่นับรวม ชานมไข่มุก ชาใส่นมข้น) ยิ่งถ้าเป็นเครื่องดื่มเย็น แล้วหล่ะก็  หนักน้ำตาลเลยค่ะ เพราะมักมีส่วนผสมของน้ำตาลมากขึ้นอีกไม่รู้กี่เท่า  จึงแนะนำคุณผู้อ่านสั่งแบบ “หวานน้อย” ดีกว่า (ถ้าอดไม่ได้จริง ๆ หวานน้อยก็ยังปลอดภัยกว่า)

  • เลือกผลไม้สดที่หวานน้อย

ผลไม้สดที่รสหวานน้อย อันได้แก่ มะละกอ  แอปเปิ้ลเขียว  แก้วมังกร  ฝรั่ง เป็นต้น ซึ่งผลไม้ที่กล่าวมานี้ นอกจากจะช่วยลดน้ำตาลแล้ว ยังช่วยให้อิ่มสบายท้องอีกด้วย แถมแคลอรี่น้อย ยังได้วิตามิน เกลือแร่ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง ระบบขับถ่ายดีเยี่ยมอีกด้วย

  • เลือกดื่มน้ำเปล่าคู่มื้ออาหาร

ข้อนี้ ผู้เขียนทำเป็นกิจวัตรมาร่วมเกือบ 20 ปี  คือ เน้นดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน หรือ น้ำอัดลมระหว่างมื้ออาหาร  และควรเป็นน้ำเปล่าที่ไม่แช่เย็น จะดีที่สุด เพราะร่างกายได้หยิบนำไปใช้ได้เลย  การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย คือประมาณ 1.5 ลิตรต่อวัน จะช่วยดับกระหาย และทำให้ผิวพรรณสดใสแบบดีงาม  ผู้เขียนมีเยือกน้ำ 1 ลิตรวางอยู่บนโต๊ะทำงานทุกวัน และดื่มหมดทุกวัน (ไม่ต้องห่วงว่าต้องเข้าห้องน้ำบ่อยนะคะ)  ดื่มได้มากตามที่เราต้องการ

  • เน้นหยิบผลิตภัณฑ์ เลือกสังเกตุอ่านฉลากก่อน

ข้อนี้เหมาะกับนักช๊อปในซุปเปอร์มาร์เก็ต หยิบผลิตภัณฑ์ใด แนะให้พลิกอ่านฉลากโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์ก่อนเพื่อให้เข้าใจข้อมูลอาหารที่เราจะทานว่า มีสารอาหารและให้พลังงานมากน้อยเพียงใด โดยเล็งที่ “น้ำตาล หรือ Sugar กี่เปอร์เซ็นต์”  ไขมัน  โซเดียม เยอะไหม  เป็นต้น  อันนี้สำคัญที่สุด

ทั้งหมดเป็นวิธีที่ไม่ยาก ลองปรับมาใช้ในชีวิตประจำวันกันค่ะ ควบคุมการทานน้ำตาลให้เหมาะสม และอย่าลืม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเผาผลาญพลังงานและเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง  พบกันใหม่ ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

………

(เครดิต :  พญ.พรรณพิมล วิปุสากร (อธิบดีกรมอนามัย), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), หนังสือ 3 นาทีมีสาระ เล่มที่ 2 ของ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย)

บทความที่น่าสนใจ

ไข้หวัดใหญ่กับเบาหวาน ภัยร้ายของโรคอันตรายที่ต้องรู้ !

ภัยใกล้ตัว น้ำตาลในเลือดสูง พุ่งสูงปรี๊ดด เหตุเพราะชานมไข่มุก !

โรคเบาหวาน หากดูแลไม่ดี อาจเสี่ยงตัดขา !

LIVING,

สูตรหมี่กึงผัดเกี้ยมฉ่าย” อาหารเจ ทำง่าย อร่อยไม่จำเจ

สวัสดีจ้า อาทิตย์นี้เรายังอยู่กับเทศกาลกินเจกันนะคะ เลยนำเมนูอาหารเจ แต่ไม่จำเจอีกหนึ่งเมนูมานำเสนอ นั้นคือ “หมี่กึงผัดเกียมฉ่าย” หลายๆคนอยากจะรู้จักหมี่กึงแต่ไม่ทราบว่าทำมาจากอะไร หมี่กึง เป็นวัตถุดิบประกอบอาหารเจแทนเนื้อสัตว์ แต่ไม่ถือเป็นโปรตีนเกษตรนะคะ เนื่องจากส่วนผสมหลักของหมี่กึง คือ แป้งซึ่งให้คาร์โบไฮเดรตแก่ร่างกายจึงไม่ควรทานเยอะเกินไป วันนี้เราเลยเน้นไปทางเห็ดหอมและผักกาดดองมากกว่า งั้นเราไปดูส่วนผสมพร้อมๆกันเลยค่ะ

สูตรหมี่กึงผัดเกี้ยมฉ่าย” อาหารเจ ทำง่าย อร่อยไม่จำเจ

ส่วนผสม

  1. หมี่กึงหรือไส้หมูเทียม
  2. เกี่ยมฉ่ายหรือผักกาดดอง
  3. เห็ดหอมสดหรือแห้ง
  4. พริกชี้ฟ้าแดง
  5. น้ำมันหอยเจ (ซอสเห็ดหอม)
  6. ซีอิ้วขาว
  7. น้ำตาลทราย
  8. น้ำเปล่า(ใช้แทนน้ำมันพืช)

วิธีทำ

  1. นำผักกาดดองมาล้างด้วยน้ำเปล่า ควรล้างหลายๆครั้ง เพื่อลดความเค็มลงค่ะ

  1. หั่นผักกาดดอง เห็ดหอม และหมี่กึงเป็นชิ้นพอดีคำ (หมี่กึ่งทำจากแป้งดังนั้นไม่ควรทานเยอะนะคะ)

2.  ตั้งกระทะให้ร้อนใช้น้ำเปล่าแทนน้ำมันพืช เพื่อลดความมันของอาหารลงเพราะส่วนใหญ่อาหารเจจะมีความมันมากเกินไป

3.  ใส่เห็ดหอมผัดกับน้ำเปล่าเล็กน้อยจนเห็ดเริ่มสุก ใส่ผักกาดดองและหมีกึ่งที่เตรียมไว้ผัดจนเข้ากัน ปรุงรสด้วยซอสเห็ดหอม ซีอิ้วขาว น้ำตาลทราย หั่นพริกชี้ฟ้าแดงใส่ลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติเผ็ดลดความเลี่ยนลงค่ะ

4.  เติมน้ำเปล่าเล็กน้อยพอมีน้ำขลุกขลิก ผัดจนทุกอย่างสุก ปิดไฟพร้อมเสิร์ฟจ้า

เคล็ด(ไม่)ลับ

  1. ผักกาดดองควรล้างน้ำเปล่าหลายๆครั้งก่อนนำมาปรุงอาหารไม่ว่าจะเป็นเมนูอะไรก็ตามค่ะ เพราะจะทำให้อาหารเราเค็มเกินไป
  2. หมี่กึงไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 3 วัน เพราะรสชาตจะเปลี่ยนและเสียได้ง่ายจ้า
  3. อาหารเจส่วนใหญ่จะมีความมันมาก เราจึงควรทำอาหารเจด้วยน้ำเปล่าจะดีต่อสุขภาพมากกว่าน้ำมันพืชค่ะ

เป็นยังไงกันบ้างคะ เมนูเจจานนี้ทำตามได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเลย หมี่กึงยังสามารถทำอาหารเจได้อีกหลากหลายเมนู เช่น ต้มจืด พะโล้ ผัด หรือทอด อีกด้วยค่ะ แต่อย่าทานหมี่กึงเยอะนะคะ เพราะแทนที่จะได้สุขภาพที่ดีอาจจะอ้วนแทนได้น๊า

………

SOCIAL,

ดูละครแล้วย้อนดูตัว

ช่วงนี้เวลาทำงานหนักๆก็จะมีวิธีการพักผ่อนด้วยการดูซีรี่ย์ หนังสารคดีต่างๆ นอกจากจะเป็นการผ่อนคลายจากงานแล้ว ยังได้ไอเดียดีดีอีกมาก วันนี้จะมาแนะนำบางเรื่องที่ควรดู

1. It’s okay to not be okay.. เรื่องนี้เป็นชีวิตของพระเอกที่เป็นน้องที่ต้องดูแลพี่ที่เป็นออทิสติก และทำงานอยู่โรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยทางประสาท กับนางเอกที่เป็นนักเขียน ที่บังเอิญเคยรู้จักกันในวัยเด็ก และมีพ่ออยู่โรงพยาบาลเดียวกันนี้ ชีวิตของทุกคนในเรื่องล้วนเจอเรื่องราวอันเลวร้ายมาทั้งนั้น หนังเรื่องนี้หักมุม มีเนื้อเรื่องที่น่าติดตาม และทำให้เราเข้าใจชีวิตคนมากขึ้น เข้าใจตัวเอง และเข้าใจคนอื่นมากขึ้น เห็นวิธีจัดการกับปัญหาในมุมมองที่แตกต่างออกไป เชื่อเถอะว่า ไม่มากก็น้อยคุณก็อาจเคยมีประสบการณ์กับเรื่องเหล่านี้ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม อ้อ ชุดนางเอกในเรื่องนี้สวยทุกชุด 🙂

2. The Crown เรื่องราวของ พระราชินีควีนอลิซาเบท แห่งสหราชอาณาจักร และสมาชิกในราชวงศ์ตั้งแต่ก่อนจะขึ้นมาเป็นพระราชินี ในเรื่องนี้ทำให้ได้เรียนรู้ว่าชีวิตคนเรานั้นมีทุกข์มากกับทุกข์น้อย ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ปัจจัยภายนอก ชื่อเสียงหรือเงินทองแต่เป็นความสุขที่เกิดจากการทำในสิ่งที่ถูกต้อง การทำตามหน้าที่ และรับผิดชอบในบทบาทของตนเองไม่ว่าจะเป็นแม่ ภรรยา พี่ ลูก หรือ พระราชินี นอกจากจะได้เรียนรผู้ประวัติศาสตร์แล้ว ยังได้เห็นเรื่องราวชีวิต ที่สอนเราให้เรารู้ว่า เรามีชีวิตไปเพื่ออะไร

3. Kiss the ground รู้หรือไม่ว่าร่างกายคนเราประกอบด้วย microbes หรือจุลินทรีย์ สารคดีที่ทุกคนต้องดู นี่คือเรื่องจริงของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์เกษตรกรและนักการเมืองที่ปฏิวัติวงการได้รวมตัวกันในการขับเคลื่อน “เกษตรเชิงปฏิรูป” ที่สามารถปรับสมดุลสภาพภูมิอากาศเติมน้ำให้กับโลก และเพื่อรักษาดิน และเพื่อให้เราหันมาช่วยกันให้อีก 60 ปี เรายังมีอาหารธรรมชาติให้บริโภค ยังมีน้ำสะอาดให้ดื่ม และมีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจ

4. The Social Dilemma เมื่อ AI ควบคุมชีวิตเรา เราคิดว่าเราใช้ social media แต่จริงๆแล้วเราคือสินค้าของสื่อต่างๆเช่น Facebook, google, Instagram ข้อมูลที่เราใส่ ทุก search ทุก post ทุก comment ทุกการกด Like จะเป็นฐานข้อมูลขนาดให้เจ้าของสื่อเหล่านี้ ขายเราให้กับผู้ซื้อ และร้านค้าต่างๆ มองโลกอีกด้านผ่านเรื่องนี้

5. The Great Hack เรื่องราวการเมือง และ สื่อ social media เกี่ยวกันอย่างไร มีประเทศไหนบ้าง เราเป็นหนึ่งในเหยื่อโซเชียลแล้วหรือยัง ต้องไม่พลาด

เปิดตา เปิดใจ เรียนรู้โลก เพราะสิ่งที่เห็นอาจไม่เป็นอย่างที่คิด

……….

LIVING,

เมนูอาหารเจ “สูตรฟองเต้าหู้พันเห็ดนึ่งซีอิ๊ว” อร่อยฟินจนลืมเนื้อสัตว์

ปัจจุบันคนนิยมหันมาทานเจเพิ่มมากขึ้น เพราะได้ทั้งบุญ สุขภาพ  แถมได้ความอิ่มอร่อยอีกด้วย แต่เราจะทานอาหารเจยังไงให้สุขภาพดี ควรเลือกทานอาหารเจที่มีความมันน้อยหรือผ่านการนึ่ง อบ มากกว่าการผัดการทอด ไม่เน้นแป้งเน้นทานโปรตีน เพราะจะทำให้เราอ้วนมากกว่าได้สุขภาพที่ดีนั้นเอง วันนี้เราเลยเอาเมนูอาหารเจแบบสุขภาพดี ทำง่าย มาฝากกันค่ะ นั่นก็คือเมนู “ฟองเต้าหู้พันเห็ดนึ่งซีอิ๊ว” อร่อยฟินจนลืมเนื้อสัตว์ไปเลย พร้อมแล้วตามมาเข้าครัวกันเลยจ้า

เมนูอาหารเจ “สูตรฟองเต้าหู้พันเห็ดนึ่งซีอิ๊ว” อร่อยฟินจนลืมเนื้อสัตว์

ส่วนผสม

  1. ฟองเต้าหู้แผ่นบาง 10 แผ่น
  2. เห็ดเข็มทอง 200 กรัม (หรือใส่เห็ดตามชอบ)
  3. ผงปรุงรสเห็ดหอม
  4. แครอทหั่นท่อน
  5. หน่อไม้ฝรั่ง
  6. ซีอิ๊วถั่วเหลือง 2 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำมันงา 1/2 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำร้อน 4 ช้อนโต๊ะ
  10. งาขาวคั่ว สำหรับโรยหน้า

วิธีทำ

  1. นำซีอิ๊วเจใส่ลงในชามผสม ตามด้วยน้ำมันงา น้ำตาลทราย น้ำร้อน และผงปรุงรสเห็ดหอม คนให้เข้ากัน แล้วพักไว้เตรียมนำไปราดตอนนึ่ง

2. นำฟองเต้าหู้แผ่นบางแช่น้ำร้อนเป็นเวลา 10-15 นาที เพื่อให้ฟองเต้าหู้นิ่ม ก่อนนำไปห่อกับผักจะทำให้ห่อได้ง่ายขึ้น

3.  เตรียมผักที่จะห่อกับฟองเต้าหู้ โดยหั่นผักให้เป็นท่อนพอดีคำสำหรับห่อ

4.  นำฟองเต้าหู้ที่แช่น้ำแล้วมาวางลงบนเขียง ตามด้วยเห็ดเข็มทอง หน่อไม้ฝรั่ง และแครอทห่อให้แน่น แล้วนำไปเรียงลงบนจาน (อย่าลืมล้างมือก่อนทำอาหารทุกครั้งนะคะ)

5.  นำน้ำราดที่ผสมเตรียมไว้ ราดลงบนฟองเต้าหู้พันเห็ด ก่อนนำไปนึ่งเป็นเวลา 15-20 นาที

6.  เมื่อครบเวลาแล้วนำออกจากที่นึ่ง แล้วโรยด้วยงาขาวก่อนจัดเสิร์ฟ เท่านี้ก็พร้อมฟินแล้วล่ะค่ะ

กินเจนอกจากเนื้อสัตว์แล้ว ห้ามกินอะไรอีกบ้าง?

1.           ผักที่มีกลิ่นฉุน 5 อย่าง ได้แก่ กระเทียม (ไม่ดีต่อหัวใจ), หอมใหญ่ แดง ขาว ต้นหอม (ไม่ดีต่อไต), หลักเกียว ผักของจีน มีลักษณะคล้ายกระเทียมโทน (ไม่ดีต่อม้าม), กุยช่าย (ไม่ดีต่อตับ) และ ใบยาสูบ (ไม่ดีต่อปอดเมื่อใช้สูบ) นอกจากนี้ผักชนิดไหนที่มีกลิ่นฉุนก็ไม่ควรทานระหว่างช่วงกินเจค่ะ

2.           นม เนย น้ำมัน และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิด

3.           อาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นเค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัด หรือเผ็ดจัด

4.           เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

5.           ถ้าใครที่กินเจอย่างจริงจัง จะไม่ทานอาหารบนภาชนะที่ใช้ร่วมกับผู้ที่ไม่ได้กินเจและต้องทานอาหารที่ปรุงจากคนที่กินเจด้วยกันเท่านั้นด้วยค่ะ

……….

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สูตรแกงเทโพหมูสามชั้น สูตรโบราณ

แก้วมังกร ลดไขมันในเลือดได้

สูตรขนมเทียน ไส้หวาน ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน

HEALTH,

โรคเบาหวาน กับ ผู้สูงอายุ วิธีสังเกตอาการและการป้องกันภาวะเบาหวาน

สำหรับผู้สูงอายุหลายหลายอาจจะกังวลเกี่ยวกับ โรคเบาหวาน และอาจจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า “อย่าคิดว่าแน่ เลยไม่แคร์เบาหวานถือเป็นวลียอดฮิตที่ได้ยินบ่อยกันทั้งประเทศ โดย ท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง วรรณี นิธิยานันท์ (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์ โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึ่ม และนายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย) วันก่อนผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่ง ซึ่งท่านได้เขียนอย่างน่าสนใจว่า “เบาหวาน ทำให้ทั่วร่างกายเปลี่ยนแปลงไปหมดอย่างไม่รู้ตัว เพราะว่ามันเดินทางไปตามเส้นเลือด ทุกอณูในตัวเรามีน้ำตาลไปถึง ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องมีน้ำในทุกส่วน ถ้าน้ำตาลเหล่านี้มากเกินไป น้ำตาลที่ย่อยไม่หมด ก็แปรสภาพไป สารที่แปรสภาพนี้ ก็ทำให้เซลล์ทำงานผิดปกติ ทำงานเกิดโรคแทรกซ้อนตามมา”

โรคเบาหวาน กับ ผู้สูงอายุ

อีกหนึ่งบทความของท่านศาสตราจารย์นายแพทย์ เทพ หิมะทองคำ – ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลเทพธารินทร์ ท่านเคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า

“เพราะภาวะเบาหวาน เป็นโรคที่ต้องการการดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลภาวะเบาหวานคือ การช่วยให้คนไข้เบาหวาน เข้าใจเรื่องโรค

การกระตุ้น และให้กำลังใจ เพื่อให้คนไข้สามารถดูแลตัวเองได้ แพทย์เบาหวาน ไม่สามารถ

ทำงานชิ้นนี้ได้เองคนเดียว ต้องมีทีมงานช่วยเหลือ และทีมงานคนสำคัญที่สุด

คือ ตัวคนไข้เอง”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาวะเบาหวานถือเป็นภัยเงียบที่เกิดขึ้นได้ทุกเพศ และทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็กอ้วน ผู้ใหญ่อ้วน จะมีโอกาสเป็นเบาหวานได้สูง  โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นเบาหวาน จะพบบ่อยมากที่สุด  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ตัวเลขปี 2562 ประชากรชาวไทยวัยผู้ใหญ่ป่วยเป็นเบาหวานมากถึง 4.8 ล้านคน และมักเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมาจากวิถีชีวิตแบบเนือยนิ่ง โรคอ้วน และอายุที่มากขึ้น   อัตราการเสียชีวิตชาวไทยที่ป่วยเป็นเบาหวานมีมากถึง 200 รายต่อวัน คาดการณ์จะสูงมากขึ้นถึง 5.3 ล้านคนภายในปี 2583 ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลรักษาได้ไม่ดีพอ อาจทำให้เกิด ภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคไต  โรคความดัน โรคตา – ต้อกระจก, ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท เช่น ชาตามปลายมือ ปลายเท้า ฯลฯ

มีเกณฑ์อย่างไร ในการวินิจฉัยเบาหวาน

  • ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด หลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 126 มก./ดล.
  • ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด จากการตรวจเวลาใดก็ได้ มีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 200 มก./ดล. โดยร่วมกับมีอาการของเบาหวาน เช่น มีการปัสสาวะบ่อย ดื่มน้ำมาก  และผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน ควรได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป

  โรคเบาหวาน เบาหวาน เบาหวานในผู้สูงอายุ

สาเหตุของเบาหวาน

จริง ๆ แล้ว สาเหตุของเบาหวานที่แท้จริง ไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยดังต่อไปนี้ :-

  • กรรมพันธุ์

ผู้ที่มีประวัติครอบครัวที่เป็นเบาหวาน จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้มากกว่าปกติ

  • อายุมากขึ้น

ตับอ่อนมีการสร้างอินซูลินน้อยลง

  • ความอ้วน

ขาดการออกกำลังกาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเครียด ทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายตอบสนองอินซูลินได้ไม่ดีพอ

  • โรคของตับอ่อน

เช่นถ้าเป็นคนชอบดื่ม ตับอ่อนมักอักเสบจาการดื่มเหล้า แอลกอฮอล์ , มะเร็งตับอ่อน, การผ่าตัดตับอ่อน

  • ยาบางชนิด

ในกรณีผู้ป่วยบางท่าน ใช้ยาไปนาน ๆ จะมีโอกาสเป็นเบาหวาน เช่น จำเป็นต้องใช้ยา/ฉีดยาที่มีสเตียรอยด์

ภาวะเบาหวาน มีกี่ชนิด ?

แบ่งออกง่าย ๆ อยู่ 4 ชนิด ดังนี้ :-

  • ชนิดที่ 1 มักเกิดในเด็กจนถึงวัยรุ่น มีรูปร่างผอม สาเหตุเกิดจากภาวะคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการอักเสบ และมีการทำลายเซลล์ของตับอ่อนจนหมด
  • ชนิดที่ 2 โดยส่วนใหญ่พบในเพศหญิง ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหว าน มีสาเหตุมาจากร่างกายสร้างอินซูลินไม่พอ
  • ชนิดอื่น ๆ ที่พบได้ เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม
  • ขณะตั้งครรภ์ เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในขณะตั้งครรภ์ไปต้านฤทธิ์ของอินซูลิน ภายหลังคลอดแล้ว ส่วนใหญ่เบาหวานจะหายไป

โรคเบาหวาน เบาหวาน เบาหวานในผู้สูงอายุ

แล้วระดับน้ำตาลควรจะเป็นเท่าไหร่ ในผู้สูงอายุ ?

อย่างที่แจงไว้ข้างต้นว่า เบาหวาน เป็นโรคที่พบบ่อยและพบมากขึ้นในผู้สูงอายุ การดูแลและการตั้งเป้าหมายในการรักษาเบาหวานในผู้สูงอายุ จึงเน้นการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงปกติ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุบางกลุ่ม ก็อาจไม่เคร่งครัดในการควบคุมน้ำตาล  หรือบางกรณี เคร่งครัดเกินไปก็อาจส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำในเลือด ซึ่งก็อันตรายเช่นกัน ซึ่งอาจผลเสียมากกว่าผลดี โดยทั่วไป เป้าหมายการรักษาเบาหวานในผู้ใหญ่ที่มีมากกว่า 65 ปีขึ้นไป และร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่ หมายถึง ช่วยตัวเองได้ แนะนำให้ควบคุมน้ำตาลสะสมน้อยกว่าหรือใกล้เคียง HbA1c (ระดับน้ำตาลสะสมหรือค่าฮีโมโกลบินเอวันซี) อยู่ที่ระดับ 7.0%

อาการของเบาหวาน ในผู้สูงอายุ

  • คนปกติมักจะไม่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะในเวลากลางดึก หรือปัสสาวะอย่างมากไม่เกิน 1 ครั้ง เมื่อน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า180มก.% โดยเฉพาะในเวลากลางคืนน้ำตาลจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้น้ำถูกขับออกมากขึ้น จึงมีอาการปัสสาวะบ่อยและเกิดการสูญเสียน้ำ และอาจจะพบว่าปัสสาวะมีมดตอม
  • จะหิวน้ำบ่อยเนื่องจากต้องทดแทนน้ำที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ
  • อ่อนเพลีย น้ำหนักลดเกิดเนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาล จึงย่อยสลายส่วนที่เป็นโปรตีนและไขมันออกมา
  • จะกินเก่งหิวเก่ง แต่น้ำหนักจะลดลงเนื่องจากร่างกายนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีการสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อ
  • อาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดได้แก่ การติดเชื้อ แผลหายช้า คัน
  • คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง สาเหตุของอาการคันเนื่องจากผิวแห้งไป หรือมีการอักเสบของผิวหนัง
  • เห็นภาพไม่ชัด ตาพร่ามัวต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เช่นสายตาสั้น ต้อกระจก (เพราะน้ำตาลในเลือดสูง)
  • ชาไม่มีความรู้สึก เจ็บตามแขนขา หย่อนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากน้ำตาลสูงนาน ๆ ทำให้เส้นประสาทเสื่อม เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย เพราะไม่รู้สึก
  • บาดแผลหายช้า หากมีแผลที่บริเวณผิวหนัง เช่น มีดบาด หรือ รอยฟกช้ำ บาดแผลจะหายช้ามาก เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง จนไปขัดขวางการทำงานของหลอดเลือด บาดแผลหายช้า ไม่แห้งสนิท หรือไม่ตกสะเก็ดสักที
  • อ่อนเพลีย มีอารมณ์แปรปรวน โมโห หงุดหงิดง่าย เป็นสิ่งที่พบได้ง่ายในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลต่อการทำงานทุกระบบ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับทางอารมณ์ด้วย

โรคเบาหวาน เบาหวาน เบาหวานในผู้สูงอายุ

วิธีการป้องกันเบาหวาน

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

หากไม่อยากให้เบาหวานถามหาหล่ะก็  ควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้ได้อย่างน้อย ครั้งละ 30 นาที อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง เหตุผลเพื่อให้แป้งและน้ำตาลที่สะสมในกล้ามเนื้อ จะได้ถูกดึงไปใช้เป็นพลังงาน ซึ่งก็จะทำให้ระดับแป้งและน้ำตาลลดลงได้

  • รับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า

แสงแดดในยามเช้า อุดมไปด้วยวิตามิน ดี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งวิตามิน ดี ไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องบำรุงผิวพรรณ ให้ดูเปล่งปลั่งแล้ว ยังช่วยป้องกันเบาหวานได้อีกด้วย  เพราะถ้าเราขาดวิตามิน ดี  จะทำให้มีโอกาสเป็นเบาหวานได้  ฉะนั้น ถ้าเราสามารถเสริมวิตามิน ดี ได้อย่างเพียงพอ ก็เป็นตัวช่วยให้เราห่าง เบาหวาน ได้เช่นกัน

  • เน้นทานสปอร์เห็ดหลินจือ MG 2

สปอร์เห็ดหลินจือ ถือเป็นสมุนไพรระดับจักรพรรดิ ที่ทรงคุณค่า หายาก และมีสรรพคุณทางยามากมาย อีกทั้งมีสารออกฤทธิ์เข้มข้นมากมายเช่นกัน  (เพราะไม่ใช่นำดอกเห็ดหลินจือมา  แต่นำ “สปอร์” บนดอกเห็ดหลินจือ ซึ่งมีความเข้มข้นมากกว่าดอกเห็ดหลินจือ) และหนึ่งในสารออกฤทธิ์ที่ชื่อว่า สารโพลีแซกคาไรด์  ที่มีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม ลดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างได้ผล ช่วยลดการอักเสบ และยังช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อโรคมะเร็งอีกด้วย

  • เน้นทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว

ข้าวกล้อง อุดมไปด้วยวิตามิน และสารอาหารต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งยังช่วยให้หุ่นดี ไม่ทำใหอ้วนอีกด้วน  ข้าวกล้อง ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานได้อีกด้วย

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะทำลายตับ ทำให้ตับเสื่อมสภาพลง และยังเสี่ยงต่อภาวะตับแข็งอีกด้วย ซึ่งแน่นอน เมื่อตับอ่อนเกิดความผิดปกติ ก็จะทำให้ผลิตอินซูลินได้น้อยลง  ส่งผลให้เกิดการสะสมน้ำตาลในร่างกาย และในเส้นเลือดเป็นจำนวนมาก จนเป็นเบาหวานในที่สุด

จะเห็นว่า การดูแลผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยกำลังใจของผู้สูงอายุ และความร่วมมือจากญาติ พี่น้อง หรือ ผู้ดูแล แนะให้ผู้สูงอายุควบคุมอาหาร ออกกำลังกายตามกำลังอย่าหักโหม  ปัจจุบัน มีสมุนไพรธรรมชาติที่ช่วยลดน้ำตาลได้เลือดได้อย่างเห็นผล (ตามที่กล่าวข้างต้น)  ปลอดภัยถ้าต้องทานเป็นประจำ เพื่อให้ผู้สูงอายุอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีความสุข  พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีคะ

………….

(เครดิต : ท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง วรรณี นิธิยานันท์ (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์ โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึ่ม และนายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย), ศ.นพ.เทพ หิมะทองคำ – Prof.Thep Himathongkam. MD, FACP, FACE Founder of Theptarin Hospital,  www.site.google.com/site/diabetesinolder/, www.dmthai.org         สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย, www.nhs.uk/conditions/diabetes/, www.i-kinn.com)

บทความที่น่าสนใจ

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

ถั่วนัตโตะ ลดไขมันในเลือด ได้จริงหรือ ?

เปิด 7 เคล็ดลับ ทานของหวานแบบไม่อ้วน แบบไม่ต้องงด ไม่ต้องอด!

WORK CLINIC,

EP 14 : จากนี้ไป…คุณจะเลือกอะไร

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ 13 ตุลาคม 2563 นี้ ดิฉันขอร่วมรำลึกถึงพระราโชวาท ที่พระองค์ทรงให้ไว้ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สวนอัมพร 14 สิงหาคม 2525 ความว่า

            “การทำดี นั้นทำยากและเห็นผลช้า เพราะหาไม่ ความชั่วซึ่งทำได้ง่ายจะเข้ามาแทนที่และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว”

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า กระแสหลักของโลกปัจจุบันมุ่งเน้นการใช้ทักษะ Content Marketing, Digital Marketing, และ การทำการตลาดในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจกดยืนยันการโอนเงินให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะมีโอกาสใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจว่าตนต้องการสิ่งของหรือบริการเหล่านั้นจริงหรือไม่?

ผู้ผลิตก็ปรับตัวมาเป็นผู้ขายตรงถึงผู้บริโภคเอง เพื่อลดค่าใช้จ่าย ลดการพึ่งพาตัวกลาง แล้วอาชีพตัวกลางหล่ะจะต้องปรับตัวอย่างไร?

ธุรกิจผลิตสื่อหลายรายต้องปิดตัว เพราะผู้คนมีทางเลือกหลากหลายในการเข้าถึงผู้บริโภคที่ต้นทุนต่ำกว่า รายที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ ก็กลับกลายเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้า เครื่องสำอาง อาหารเสริม เสียเอง จนกลายเป็นธุรกิจหลัก แล้วผู้ที่ซื้อสื่อเพื่อโฆษณาสินค้าจะสู้ได้อย่างไร?

มีธุรกิจออนไลน์รูปแบบใหม่เกิดขึ้นมากมาย ที่ทำเนื้อหาให้ดูเหมือนน่าเชื่อถือ อาศัยความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีในการเจาะกลุ่มลูกค้าที่กำลังหาสินค้าหรือบริการนั้นๆ จนทำให้ลูกค้าตัดสินใจสั่งซื้อ หรือเผลอเล่นเกมส์ชิงรางวัลได้ในเวลาอันสั้น แต่สิ่งที่ได้รับคือของด้อยคุณภาพ ที่ต้องเสียค่าส่งคืนแสนแพง หรือ โทรแจ้งเปลี่ยนของแล้วไม่มีใครรับสาย ธุรกิจเช่นนี้ลงทุนน้อยมาก ได้เงินง่าย เด็กรุ่นใหม่ควรทำตามหรือไม่?

ดิฉันคงไม่สามารถระบุนิยามของ “การทำดี” ได้ชัดเจนนัก แต่ดิฉันเป็นผู้หนึ่งที่อยากเชิญชวนให้ผู้ที่ได้มีโอกาสอ่านบทความสั้นๆ นี้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยในการใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจทางธุรกิจของท่านในทางแห่ง “การทำดี” เพื่อการอยู่รอดอย่างสมดุล ดีงาม ของสังคมไทย โดยไม่เป็นทาส ทุนนิยม วัตถุนิยม และสุขนิยมอย่างสุดโต่ง จนลืมความสำคัญของความ “ยั่งยืน” โดยรวมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบ

ตัวอย่างของ “การทำความดี” ที่ยาก กว่า การหาวิธีลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด การสร้างยอดขายให้สูงที่สุด คือการเป็นธุรกิจที่ดี (ไม่ว่าขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ หรือแม้แต่รายบุคคล) ที่มุ่งเน้นจรรยาบรรณวิชาชีพ นำเสนอเฉพาะสิ่งที่จำเป็นบนโลกใบนี้เพื่อไม่ใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น ไม่ลงทุนเกินตัวจนจำเป็นต้องใช้กลยุทธสีเทาในการสร้างยอดขาย และดำเนินธุรกิจเป็นร่มเงาให้เหล่านกกา หรือ พนักงาน และคู่ค้า ได้พึ่งพาเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัวได้ในระยะยาว โดยไม่มองเพียงกำไรระยะสั้น หรือการพยายามผูกขาดตลาดเพื่อเป็นผู้อยู่รอดแต่เพียงลำพัง

ท้ายสุดนี้ ผู้ที่กำลัง “ทำความดี” จะมีปีติกับสิ่งที่ทำได้โดยไม่ต้องรอเช็คผลประกอบการ หรือการจัดอันดับจากหน่วยงานใด

หากท่านนึกไม่ออกว่า สังคมแห่งความดีหน้าตาเป็นอย่างไร ดิฉันคิดว่าน่าจะใกล้เคียงกับบรรยากาศงานถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่แต่ละวันมีผู้คนจำนวนมากเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีใครกล้าแทรกแถว ไม่มีมิจฉาชีพ ทุกคนอยู่ในความสงบ มีผู้จิตอาสามากมายที่ทำงานโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย มีผู้บริจาคทรัพย์และสิ่งของมากมายแบบไม่เปิดเผยชื่อ เพราะทุกคนได้รับความสุขใจในการได้ทำความดีอย่างบริสุทธิใจ ยินดีอดทนความยากลำบาก

บรรยากาศเช่นนั้น จะเกิดขึ้นในวงกว้างในสังคมไทยได้ ก็ต่อเมื่อแต่ละคน แต่ละองค์กร ตระหนักรู้และตัดสินใจเลือกทำใน “สิ่งที่ยาก แต่ดี” เพื่อผลประโยชน์ที่ดีร่วมกัน

…………

โดย ดร.วรัญญา อัจฉริยะชาญวณิช

Change Tutor – นักพัฒนาดาวเด่นในองค์กรแบบพุ่งเป้า

Founder & Managing Director, Wintegrate 99 Co., Ltd.

DCP 266/19, Certified Project Management Professional of PMI

ผู้แต่งหนังสือ The Change Tutor – จะเรียกดิฉันว่าหมอดูก็ได้ถ้าคุณยอมเปลี่ยน

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com