ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

อะโวคาโด ผลไม้สุดปลื้มของคนรักสุขภาพ

อะโวคาโด ผลไม้เพื่อ “สุขภาพ” แล้ว หนึ่งในผลไม้ที่สายสุขภาพหามารับประทานเป็นประจำ คงหนีไม่พ้น “อะโวคาโด” ซึ่งถึงแม้แต่ก่อน ถือเป็นผลไม้นำเข้าจากต่างประเทศ ราคาแสนแพง หาซื้อยาก และส่วนใหญ่หาทานได้แต่ภัตตราคารร้านอาหารหรูเท่านั้น แต่ปัจจุบัน กลายเป็นผลไม้ที่สามารถปลูกในบ้านเรา แถมสามารถหาซื้อตามซุปเปอร์มาร์เก็ตง่ายมาก  แถมในยุคนี้กระแสการดูแลสุขภาพมาแรง จึงทำให้คนไทยนิยมบริโภค Avocado มากขึ้น

ผลไม้จากเม็กซิโกสู่ไทย “อะโวคาโด”

ด้วยลักษณะเนื้อผลไม้เป็น เนย ๆ บางท่านอาจจะเรียกว่า “ลูกเนย” ถือเรียกตามเนื้อมันเป็นเนย ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของรัฐปวย ประเทศเม็กซิโก และนิยมเพาะปลูกในภูมิภาคอากาศเขตร้อนทั่วโลก เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ต่อมาก็มีการแพร่พืชพรรณไปแถบยุโรป และเอเชีย  สำหรับประเทศไทย เริ่มมีการปลูกจริงจัง เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ก่อนที่โครงการหลวงจะนำพันธ์มาเผยแพร่ ในช่วงปี พ.ศ.2523 และเริ่มปลูกที่ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ปลูกอันดับ 1 ของประเทศ

อะโวคาโด ประโยชน์อะโวคาโด

“Avocado” สายพันธ์ไทย

เป็นผลไม้ที่สายสุขภาพนิยมรับประทาน เพราะมีสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุมากมายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แม้ว่าผลจะมีน้ำหนักเพียง 100 กรัม (ประมาณครึ่งผล) จะมีไขมันสูงถึง 14.66 กรัม (และถ้าเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น จะมีไขมันน้อยกว่าหรือไม่มีไขมันเลย) แต่คุณผู้อ่าน ทราบหรือไม่ว่า การรับประทาน Avocado” ไม่ได้ทำให้น้ำหนักตัวขึ้นแต่อย่างใด แถมหากการรับประทานยังช่วยลดน้ำหนักได้ดีอีกด้วย และช่วยลดระดับไขมันในเลือด โดยเฉพาะไขมันเลว (LDL) ได้แบบเห็นผลชัดเจน  (หากทานเป็นประจำให้ลองไปเจาะเลือดวัดค่า ไขมันเลวดู  จะสังเกตเห็นว่า ลดลงอย่างน่าอัศจรรย์)

กินอย่างไร ?

วิธีทานมักไม่นิยมรับประทานดิบ เพราะผลไม้ชนิดนี้มีรสขม แต่นิยมทานแบบสุก ดวยการปอกเปลือก แล้วหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าน้ำกะทิ หรือ จะผ่าตามยาว โดยหยิบเอาเมล็ดออก แล้วราดด้วยน้ำผึ้ง (จะเพิ่มความอร่อย แต่ต้องระวังอย่าหวานเกินไป จะไปเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้ค่ะ)

เคล็ดลับทานอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ ?

เขียนประโยชน์ข้างต้นมาเพียบ ที่นี่ เรามาดูกันว่า ถ้าเราจะทานเพื่อสุขภาพ ต้องทานอย่างไร

1.ลดน้ำหนักได้

ขอหยิบมาไว้ข้อแรกเลย  เรื่องลดน้ำหนัก ทุกคนต้องสดับฟังอ่านแน่นอนเพราะผลไม้ที่มีจุดเด่นเป็นตัวช่วยผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก มีการศึกษาพบว่า ทาน 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์ ช่วยลดน้ำหนักได้ คนที่ทาน 1 มื้อต่อวัน ช่วยทำให้อิ่มท้องมากถึง 25% และมีความอยากอาหารลดลง 28% ใน 5 ชั่วโมงถัดไป  (น่าสนใจไหมหล่ะ) แถมยังมีเส้นใยอาหารสูง และคาร์โบไฮเดรทต่ำ ซึ่งช่วยให้ลดน้ำหนักได้อย่างเห็นผล

avocado อะโวคาโด ประโยชน์อะโวคาโด

2.ช่วยลดไขมันในเลือดได้

การรับประทานเป็นประจำ มีส่วนช่วยเพิ่มไขมันดี HDL และลดไขมันเลว LDL ทำให้ไม่มีไขมันมาอุดตันในหลอดเลือด ส่งผลให้ความดันเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ อุดมไปด้วยกรดโอเลอิค ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ดีต่อหัวใจอีกด้วย จึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง

3.ลดน้ำตาลในเลือด

แนะนำทานเป็นประจำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากเป็นไขมันอิ่มตัว จึงสามารถช่วยชะลอการไหลเวียนของน้ำตาลในเลือด พร้อมทั้งสามารถลดภาวะต้านอินซูลินในเลือดได้ด้วย

4.มีไฟเบอร์สูง

เพียง ½ ลูกมีไฟเบอร์มากถึง 6-7 กรัม  โดยแต่ละคนมีความต้องการไฟเบอร์ในปริมาณที่แตกต่างกันออกไป เช่นในหนึ่งวัน ผู้หญิงเรา ควรได้รับไฟเบอร์ 25 กรัม และผู้ชายควรได้รับไฟเบอร์ 38 กรัม รับประทานเพียงครึ่งลูก ก็เกือบได้ไฟเบอร์ในปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันแล้ว

หยิบมาเพียง 4 ข้อหลัก ๆ เพื่อตอบโจทย์คนรักสุขภาพแบบโดน ๆ   เพิ่มเติมอีกสักนิด  อะโวคาโด 1 ผล ให้พลังงานมากถึง 160 แคลอรี่ ดังนั้น แนะนำว่า ไม่ควรกินเกินครั้งละ 1 ผล เพราะถือเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานค่อนข้างสูง ถ้าร่างกายเผาผลาญพลังงานส่วนนี้ไม่หมด ก็จะถูกเปลี่ยนรูปนำไปสะสมในรูปไขมัน และทำให้เราอ้วนได้

จริง ๆ แล้วเจ้าผลไม้ชนิดนี้ถือเป็นผลไม้ที่ตอบโจทย์ทุกวัย ทั้งวัยรุ่น จนถึงวัยผู้สูงอายุ แถมสามารถนำมาปรุงอาหารได้อย่างหลากหลายด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์อีกด้วย   เย็นนี้ กลับบ้าน อย่าลืมแวะตลาดใกล้บ้านซื้อทานกันนะคะ  พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

………..

(เครดิต :  www.gourmetandcuisine.com, www.health.clevelandclinic.org, www.healthline.com, www.i-kinn.com)

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

กิน ปาท่องโก๋เสี่ยงไขมันสูง สุขภาพแย่ ไขมันในเลือดพุ่งสูง !

ภัยใกล้ตัว น้ำตาลในเลือดสูง พุ่งสูงปรี๊ดด เหตุเพราะชานมไข่มุก !

WORK CLINIC,

EP 21 : ทักษะไม้ตายของการอยู่รอดในอนาคต

เมื่อวานได้มีโอกาสไปฟังสัมมนาประจำปีของสถาบันเกี่ยวกับการบริหารโครงการระดับสากลซึ่งก่อตั้งมากว่า 50 ปีและมีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก

HEALTH,

5 โรคประจำวัย 40+ ที่ควรระวัง

“อายุมากขึ้น โรคภัยจะเริ่มถามหา” ถือเป็นคำกล่าวที่ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้เลย  และผู้เขียนเชื่อว่าผู้หญิงหลายคน คงกลัวความเปลี่ยนแปลงจากอายุที่มากขึ้น เลข 3 มาสู่เลข 4 อย่ากลัวเลยค่ะ เพราะไม่มีใครหยุดเวลาได้  ก้าวสู่เลข 4 ให้มองว่า เรากำลังก้าวสู่ความมั่นคงด้านการเงิน การงาน และความรัก และแน่นอนริ้วรอยแห่งประสบการณ์ (ย่อมมาแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้)  เมื่อย่างเข้าสู่วัย 40 ปี ร่างกายก็จะเสื่อมถอยลง ประกอบทั้งปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ มากมาย แล้วยังมี “ความเครียด” สะสมที่เพิ่มขึ้นทุกวันโดยที่เราไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวเสียด้วยสิ !  วันนี้ ผู้เขียน ขอหยิบโรคประจำวัย 40+ มาแชร์กัน ดังนี้ค่ะ

โรคประจำวัย 40+ มีอะไรบ้าง?

  • โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease)

เกิดจากการเกาะของคราบไขมัน (Plaque) ภายในผนังหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของไขมัน,คอเลสเตอรอลในหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดตีบ และอุดตันจนปิดกั้นการไหลเวียนของกระแสเลือด และแน่นอน เมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบแล้ว ย่อมทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจให้ทำงานอย่างปกติ  การที่เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้อย่างปกตินั้น  เป็นหนึ่งในสาเหตุให้หัวใจขาดเลือด อาการที่ตามมาคือ อาการเจ็บหน้าอก หายใจติดขัด หรือถ้ารุนแรงถึงขั้นหัวใจวายได้

สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ

  • ไขมันในเลือด (คอเลสเตอรอล) โดยที่ไขมันในเลือดมีมากเกินไปอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ โดยไขมันในเลือดแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ LDL (ไขมันเลว) คือตัวการปิดกั้นหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจ และ HDL (ไขมันดี) ทำหน้าที่นำไขมันเลวออกจากเซลล์ต่าง ๆ และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ความดันเลือดสูง การที่มีความดันเลือดสูง ส่งผลให้หัวใจทำงานหนัก จนเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว นำสู่โรคหลอดเลือดหัวใจ
  • น้ำตาลในเลือดสูง การที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดการเสื่อมของหลอดเลือดทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ให้เซลล์เยื่อบุภายในหลอดเลือดทำงานผิดปกติ เป็นสาเหตุให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว ซึ่งทำให้อวัยวะร่างกายเสื่อมสภาพ จนก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตามมาได้

ความเครียด ถือเป็นปัจจัยของทุก ๆ โรคเลยทีเดียว สภาพจิตใจที่มีความเครียดเรื้อรังเป็นเวลานาน ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคประจำวัย 40+

  • โรคเบาหวาน

แต่ละคนมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานไม่เท่ากัน ผู้ที่มีคุณพ่อคุณแม่ พี่น้อง เป็นเบาหวาน จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนอื่น โรคเบาหวาน เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เมื่อระดับน้ำตาลไม่ได้ถูกใช้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงกว่าระดับปกติ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันเลือดสูง (สังเกตได้เลยว่า โรคต่าง ๆ มากันเป็นแพจเกจเลยทีเดียว)

สาเหตุของโรคเบาหวาน

กลไกการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในซับซ้อน (มากกว่ากลไกการควบคุมระดับไขมันในเลือด) อธิบายง่าย ๆ คือ

เมื่อร่างกายมีความผิดปกติเกิดขึ้น ทำให้ตับอ่อนสร้างสารที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพียงพอ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และเกิดโรคแทรกซ้อนจากการที่น้ำตาลในเลือดสูงตามมาด้วย

  • โรคอ้วน

ด้วยเวลาที่เร่งรีบ ทำให้อาหารที่นิยมในหมู่หนุ่มสาวออฟฟิศ หนีไม่พ้นอาหารจำพวก ฟาสต์ฟู้ดที่มีแป้งและไขมันเป็นส่วนประกอบหลัก ไม่ว่าจะเป็น หมูทอด ไก่ทอด เฟรนฟายด์  น้ำอัดลม ปาท่องโก๋  กล้วยแขก ยิ่งถ้าใครไม่มีเวลาไปออกกำลังกายหรือ เล่นกีฬาแล้วล่ะก็ มีสิทธิ์เป็นโรคอ้วนได้อย่างไม่ต้องสงสัย และแน่นอน โรคอ้วน ไม่ได้หมายถึงการที่มีน้ำหนักตัวหรือไขมันที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างเดียว แต่คือการที่ดัชนีมวลกายและปริมาณไขมันสะสมในร่างกายมากจนเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะจูงโรคอื่น ๆ มาอีกเพียบ (เมื่อปีที่แล้ว ไทยเรา ก็มีการรณรงค์เรื่องโรคอ้วน มีคลิปวีดีโอรณรงค์กันมากมาย)

วิธีการดูแลสุขภาพเพื่อให้เกิดโรคอ้วน  คือ เน้นเลือกอาหารที่มีประโยชน์ ลดทานแป้ง ลดน้ำตาล และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล รวมถึงเบียร์ และเครื่องดื่มแอลกฮอล์ด้วย

โรคประจำวัย 40+

  • โรคกระเพาะอาหารอักเสบ

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบ หรือ การระคายเคืองในเยื่อบุภายในกระเพาะอาหาร ซึ่งแน่นอน สาเหตุมาจากการทานอาหารไม่ตรงเวลา หรือลืมทานอาหารบางมื้อ จนทำให้คนวัยทำงานเป็นโรคกระเพาะกันเยอะ โดยจะมีอาการปวดท้องกลางท้องช่วงบน ลักษณะการปวดคือ รู้สึกปวดแน่น หรือแสบร้อน ซึ่งถ้าหากไม่เปลี่ยนพฤติกรรมในการทานอาหาร อาจทำให้เกิดเรื้อรังจนเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงได้  วิธีการแก้ไขง่าย ก็คือ ควรเน้นทานอาหารให้เป็นเวลา เพื่อให้ระบบย่อยอาหารสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เวลาที่หิว และไม่มีเวลาออกไปหาอาหารทาน เน้นให้พกขนมปัง แซนวิช ง่าย ๆ มารองท้องก่อนเพื่อป้องกันโรคกระเพาะอาหารถามหา

  • โรคออฟฟิศซินโดรม

ถือเป็นโรคที่มนุษย์ออฟฟิศเป็นกันเยอะทีเดียวค่ะ (รวมถึงผู้เขียนด้วย)  ออฟฟิศซินโดรม คืออาการที่มักเกิดขึ้นมนุษย์ทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าคอมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ จนส่งผลกระทบต่อระบบกระดูก ระบบกล้ามเนื้อ ไปจนถึงระบบย่อยอาหารและการมองเห็น  อาการที่เห็นเด่นชัด คือ ปวดตึงที่บ่า หลัง หนักขึ้นอาจเกิดอาการระบบประสาทถูกกดทับซึ่งนำไปสู่โรคร้ายอื่น ๆ ตามมาได้ วิธีการดูแลไม่ให้เป็นออฟฟิศซินโดรม คือต้องเน้นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ  แล้วขณะทำงาน ถ้านั่งท่าไหนเป็นเวลานาน แนะนำช่วยขยับเปลี่ยนท่า หรือเปลี่ยนไปเดินเข้าห้องน้ำ เดินไปแผนกอื่นบ้าง เพื่อคลายเส้นไปในตัวค่ะ

และนี่คือ 5 โรคประจำวัย 40+ ที่เพื่อน ๆ วัยนี้จะได้ปรับพฤติกรรมเพื่อจะได้มีสุขภาพดี ทำงานอย่างมีความสุข เน้นการเลือกรับประทานอาหาร และอย่าลืมออกกำลังกาย ง่าย ๆ เพียงเท่านี้ ชีวิตก็มีสุข พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

……….

(เครดิต : Heart health at any age 40,50,60 and beyong, www.heart.org.com , 40+ be cautions of heart valve degeneration, vejthani.com/2020/03/heart-valve-degeneration, www.frank.co.th , www.i-kinn.com)

บทความที่น่าสนใจ

คอเลสเตอรอลสูงเกิน 200 ต้องทานยามั๊ย ?

7 วิธีลดน้ำตาลในเลือด ไม่ง้อ “ยา”

อาหารผู้สูงอายุ เลือกอย่างไร ไม่ให้น่าเบื่อ ?

LIVING,

สูตรปลาดอร์รี่ผัดฉ่า สูตรคลีนรสชาติจัดจ้าน ทานไม่เบื่อ

อยากกินอะไรที่คลีนๆ แล้วก็ผอมๆ กันสักหน่อยมั้ย วันนี้เรามีอาหารไทยรสชาติจัดจ้านมาฝาก “ปลาดอร์ลี่ผัดฉ่า” นั้นเอง หอมเครื่องเทศและสมุนไพรต่าง ๆ รสชาติเผ็ดร้อน ที่เรียงรายมาสร้างความอร่อย จานนี้ทั้งอร่อยและมีประโยชน์แบบนี้ยิ่งไม่ควรพลาดเลย

สูตรปลาดอร์รี่ผัดฉ่า สูตรคลีนรสชาติจัดจ้าน

สูตรปลาดอร์รี่ผัดฉ่า สูตรคลีนรสชาติจัดจ้าน

ส่วนผสม

  1. ปลาดอร์ลี่หั่นชิ้น
  2. พริกขี้หนูสด
  3. กระเทียม
  4. กระชายซอย
  5. ใบมะกรูด
  6. พริกไทยอ่อนหั่นท่อน
  7. ซอสหอยนางรม
  8. น้ำตาลทราย
  9. ซีอิ๊วขาว
  10. ซอสปรุงรส
  11. น้ำปลา
  12. น้ำเปล่า (ใช่ผัดแทนน้ำมัน)

วิธีทำ

  1. นำปลาดอร์ลี่ที่หั่นเป็นชิ้นต้มกับน้ำเปล่า ใส่เกลือเล็กน้อยเพื่อลดความคาวก่อนนำไปผัดเมื่อปลาสุกนำมาแล้วพักไว้

2.  โขลกพริกขี้หนูสด กระเทียม พอละเอียด

3.  นำกระทะขึ้นตั้งไฟให้ร้อนใส่น้ำเปล่าแทนน้ำมัน หรือใครสะดวกน้ำมันก็ได้จ้า ตามด้วย พริกกระเทียม ที่เราโขลกไว้ผัดกับน้ำเปล่าจนหอม

4.  จากนั้นใส่กระชาย พริกไทยอ่อน ใบมะกรูดลงไปผัด ปรุงรสด้วย ซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว น้ำปลา ปรุงรสตามชอบ (ขั้นตอนนี้ปรุงน้ำผัดฉ่าก่อนเพื่อเวลานำปลาลงไปผัด ปลาจะได้ไม่เละ)

5.  ขั้นตอนความอร่อยสุดท้ายนำเนื้อปลาดอร์ลี่ที่ต้มสุกลงไปผัดให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นปิดไฟยกลงจัดจานพร้อมเสิร์ฟกับข้าวสวยร้อนๆจ้า

ประโยชน์ปลาดอร์ลี่

มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะเป็นแหล่งกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย และโอเมก้า 3 วิตามินบี 2 ซึ่งร่างกายต้องใช้เผาผลาญโปรตีน ไขมัน และคาร์โบเดรต แถมด้วยวิตามินดีที่กระดูกจำเป็นต้องใช้สะสมแคลเซียมนอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก สังกะสี ไอโอดีนและแมกนีเซียมพร้อม

เคล็ด(ไม่)ลับ

-ต้มปลาดอร์ลี่ก่อนเพื่อไม่ให้เวลาผัดมีกลิ่นคาว อย่าลืมใส่เกลือเล็กน้อยน๊า

-ปรุงน้ำผัดฉ่าก่อนใส่ปลาเพื่อเวลาคลุกจะไม่เละ เท่าใส่ปลาแล้วค่อยปรุง

………..

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

7 เมนูอาหารญี่ปุ่นสุดอ้วน เพิ่มความเสี่ยงไขมันในเลือดสูง

สูตรกล้วยบวชชี ไขมันต่ำ หวานน้อย อร่อยง่าย

สูตรแกงเทโพหมูสามชั้น สูตรโบราณ

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com