ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

กิน ปาท่องโก๋เสี่ยงไขมันสูง สุขภาพแย่ ไขมันในเลือดพุ่งสูง !

ปาท่องโก๋เสี่ยงไขมันสูง ใครจะคิดว่าอาหารเช้ายอดฮิตที่หลายคนมักจะชอบทาน เพราะทานได้ทุกวัย แถมทานกับอะไรก็อร่อย ซึ่ง ปาท่องโก๋ นั้นมีต้นกำเนิดมาจากจีน ทำด้วยแป้งสาลีตัดเป็นท่อน ๆ แล้วจับเป็นคู่ติดกัน ทอดน้ำมันในพอง นิยมกินเป็นอาหารเช้าพร้อมกับโจ๊กบ้าง ชา กาแฟบ้าง น้ำเต้าหู้บ้าง บางเจ้าแป้งก็นุ่ม ทอดได้กรอบอร่อย พอดีคำ อร่อยจนต้องต่อชิ้นสอง !

ทำไม กินปาท่องโก๋เสี่ยงไขมันสูง

พวกเราทราบกันดีว่าปาท่องโก๋ ส่วนใหญ่มักทอดในน้ำมันใช้ซ้ำ ซึ่งเป็นไขมันทรานส์ และมีสารก่อมะเร็ง จึงถือว่าปาท่องโก๋เสี่ยงไขมันสูงมาก เพราะน้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำหลาย ๆ ครั้งจะเสื่อมสภาพ ก่อให้เกิดสารโพลาร์ และ PAH ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง  และจากข้อมูลทางโภชนาการจะเห็นว่า ปาท่องโก๋ เป็นแป้งทอดที่ให้พลังงานสูงเว่อร์ ! เพราะมีทั้งไขมันอิ่มตัว คาร์โบไฮเดรต  แน่นอน หากทานปาท่องโก๋บ่อย ๆ และทานปริมาณมาก ย่อมเกิดภาวะเสี่ยง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน และโรคความดันสูง มากันเป็นแพคเกจขนาดนี้  ต้องเลือกแล้วหล่ะค่ะว่าจะลดปริมาณทานดีกว่าไหม ?

ปาท่องโก๋เสี่ยงไขมันสูง

ของมันต้องมี “คอเลสเตอรอลในเลือด”

จริง ๆ แล้วในร่างกายคนเรา คอเลสเตอรอลถือเป็นสารที่ร่างกายจำเป็นต้องมี (ในปริมาณที่เหมาะสม นะคะ) เพราะอะไร ?  เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่จำเป็นไปสร้างเยื่อบุผนังเซลล์ สร้างฮอร์โมนต่าง ๆ และที่สำคัญคือ นำไปสร้างน้ำดีไว้ย่อยไขมันในลำไส้ อาจจะฟังแล้วแปลกดี นำไขมันไปย่อยไขมัน  และเจ้าตัวน้ำดีที่ออกมาในลำไส้นี้  ก็จะถูกดูดซึมกลับไปยังตับอีก วนเวียนแบบนี้

แล้วยาลดคอเลสเตอรอล มันทำงานอย่างไร ?

เมื่อเราทราบแล้วว่า คอเลสเตอรอลสร้างมาจากตับ ถ้าในกรณีที่ทานยา ลดคอเลสเตอรอล จะเข้าไปยับยั้งการสร้างคอเลสเตอรอลจากตับ (โดยตรงเลย) เราเรียกยากลุ่มนี้ว่า Statin ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง  เพื่อนผู้เขียนบางท่าน จึงจำเป็นต้องทานยาตามแพทย์สั่ง เพราะไม่ชอบออกกำลังกาย ไม่ชอบควบคุมอาหาร  แต่ทานได้ระยะหนึ่ง เริ่มมีอาการปวดตามกล้ามเนื้อตามร่างกาย จึงหยุดยาไป

ไขมันรอบพุง = คอเลสเตอรอลสูง ใช่หรือ ?

อันนี้ถือเป็นคำถามยอดฮิต หลายท่านเข้าใจผิด ว่า คนที่มีไขมันรอบพุง รอบต้นแขน ต้นขา ต้องมีไขมันในเลือดสูงแน่ ๆ เลย เพราะความจริงแล้ว ไขมันรอบพุง เป็นคนละชนิดกบไขมันในเลือด และไขมันในเลือดจะสูง จะต่ำ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ส่วนสูง รูปร่าง  ดังนั้น เราคงเคยได้ยินว่า คนผอม คอเลสเตอรอลสูง มีให้เห็นกันเยอะมาก บางทีสูงกว่าคนอ้วนเสียด้วยซ้ำไป  ทั้งนี้ แนะให้มีการตรวจร่างกาย เจาะเลือดแล้วให้แพทย์เป็นผู้ตรวจ จะดีที่สุด

ปาท่องโก๋เสี่ยงไขมันสูง

6 วิธีลดไขมันในเลือด แบบเห็นผลมากที่สุด

คอเลสเตอรอลสูง มาจาก You are what you eat นั่นเอง การควบคุมอาหาร จึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด (เพราะเราควบคุมได้เอง) ที่จะช่วยให้รักษาภาวะระดับไขมันเลือดไม่ให้สูง (เกินปกติ)  ถ้าไขมันในเลือดสูง จะเป็นปัจจัยนำพามาหลายโรค โดยเฉพาะโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดตีบ  โดยปกติคนเราควรทานคอเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน  ส่วนผู้ป่วยเบาหวาน สามารถทานคอเลสเตอรอลได้ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น

  • หลีกเลี่ยงอาหารทอด

หยิบมาไว้ข้อแรกเลย การรับประทานอาหารทอดเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณไขมันที่สูงเกินไปจากความต้องการในแต่ละวัน เช่นพวกกล้วยแขก เฟรนฟรายด์ ไก่ทอด หมูทอด  หนังไก่  ไส้กรอก  ชีส งด ฯลฯ

  • เน้นรับประทานปลา

ด้วยเนื้อปลามีไขมันต่ำ และเป็นไขมันชนิดที่ไม่อิ่มตัว ซึ่งสามารถลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย เน้นปลาทะเลที่มีโอเมก้า 3 สูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู ฯลฯ

  • เลี่ยงขนมแปรรูป

ที่มาในรูปแบบของขนมบรรจุถุงสำเร็จรูป พวกคุกกี้  แครกเกอร์  ขนมขบเคี้ยว และแนะนำให้ทานพวกผักผลไม้แทน จะทานแบบสด หรือจะทานแบบแห้ง เพื่อให้กรุบกรอบ ย่อมได้ค่ะ

  • ลดปริมาณทานอาหารทะเล

โดยเฉพาะคนที่มีไขมันในเลือดสูงมาก ๆ แนะให้ควรงดทานอาหารทะเล ลดการทานกุ้ง  ปลาหมึก หอย ไข่ปลาหมึก และลดการทานไข่แดงได้วันละไม่เกินครึ่งฟอง

  • ทานผัก ผลไม้ ที่มีกากใยสูง

เช่นพวกแอปเปิ้ล แก้วมังกร ฝรั่ง ชมพู่  เพราะในอาหารเหล่านี้ มีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง

  • เน้นการออกกำลังกาย

คนผอม คอเลสเตอรอลสูง คอเลสเตอรอลกับคนผอม

การลดไขมันในเลือดอย่างได้ผล  ไม่เพียงแค่ควบคุมอาหารเท่านั้น แต่ควรเน้นในเรื่องการออกกำลังกายอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ ที่จะช่วยลดไขมันเลว และเพิ่มไขมันดี ให้กับร่างกายได้  เพราะการออกกำลังกาย จะช่วยเปลี่ยนคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ให้กลายเป็นไขมันดีได้ และการออกกำลังที่สามารถลดไขมันไม่ดี ให้กลายเป็นไขมันดีได้ คือ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardio) ที่เน้นการออกกำลังหัวใจให้แข็งแรง กระตุ้นการไหลเวียนเลือดในร่างกาย ควรเน้นการออกกำลังกายยกเวทลิฟติ้งด้วย (Weight Lifting) เช่น การยกน้ำหนัก ดัมเบล ลูกตุ้ม  นอกจากคอเลสเตอรอลจะลด, HDL ไขมันดีเพิ่ม, แถมรูปร่างดีเป็นด้วยค่ะ

ทั้ง 6 ข้อ คุณผู้อ่านทำได้แน่นอน เพราะง่ายแสนง่าย ไม่จำเป็นต้องมีคอเลสเตอรอลสูงก่อนถึงจะปฏิบัติ  เพราะทั้ง 6 ข้อ ถือเป็นเส้นทางสู่การมีสุขภาพที่ดีเช่นกัน  นอกจากนี้ แนะนำให้มีการตรวจวัดค่าระดับไขมันในเลือดเป็นประจำ และการทานอาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของสารสกัด “ถั่วนัตโตะ” ก็มีส่วนช่วยสร้างความสมดุลไขมันในเลือดได้เช่นกันคะ  พบกันใหม่ ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

……….

(เครดิต :  www.healthline.com, www.health.harvard.edu ,  www.vibhavadi.com )

บทความที่น่าสนใจ

ถั่วนัตโตะ ลดไขมันในเลือด ได้จริงหรือ ?

ภาวะ ไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพที่หลายคนไม่รู้

อาหารผู้สูงอายุ เลือกอย่างไร ไม่ให้น่าเบื่อ ?

HEALTH,

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

อาหารลดน้ำตาลในเลือด เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันในโรคยอดฮิตติดอันดับในประเทศไทย อย่าง  “โรคเบาหวาน”  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานนท์ – นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “สถานการณ์ประเทไทย ตอนนี้ มีผู้ป่วยเบาหวานอยู่ราว 5 ล้านคน หรือเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ได้ว่า 1 ใน 11 คนไทยที่อายุ 15 ปีขึ้นไป กำลังป่วยด้วยโรคเบาหวาน และมีอัตราเพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 คนต่อปี ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 40% ที่ไม่รู้ว่าตัวเองป่วย ในจำนวนนี้ มีเพียง 1 ใน 3คน ที่สามารถบรรลุเป้าหมายในการรักษา ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานในประเทศไทย สูงมากถึง 200 รายต่อวัน !

อาหารลดน้ำตาลในเลือด ลดหวาน ลดโรค

ทุกคนทราบกันดีว่า “ลดหวาน ลดโรค” แต่ก็อดใจไม่ได้ที่จะไม่ทานเลย  น้ำตาล จัดเป็นสารอาหารที่อยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต โดยน้ำตาล 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่  และโดยทั่วไป อาหารเกือบทุกชนิดจะมีน้ำตาลตามธรรมชาติประกอบอยู่แล้ว เราจึงควรควบคุมการได้รับน้ำตาลที่เพิ่มเติมให้เหมาะสม  ตามที่องค์การอนามัยโลก WHO แนะนำว่า ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพปกติ ที่ต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี่ ปริมาณพลังงานที่ได้จากการบริโภคน้ำตาลที่เพิ่มเติมในแต่ละวัน ไม่ควรเกิน 6 ช้อน หรือ 24 กรัม  และสำหรับเด็ก ควรจำกัดไม่เกิน 4 ช้อนชา หรือ 16 กรัม แต่ถ้าเราทานน้ำตาลปริมาณมาก “เกิน” กว่าที่ร่างกายต้องการ จะส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างเห็นได้ชัด เชน ผิวเหี่ยว ดูแก่เกินวัย, ฟันผุ และมีปัญหาในช่องปาก, ร่างกายเสื่อมโทรม, อ่อนล้าง่าย เป็นต้น  และแน่นอน น้ำตาลและพลังงานส่วนเกิน จะสะสมอยู่ในรูปแบบของไขมัน อาจนำไปสู่ภาวะโรคอ้วน, ความดันเลือดสูง, โรคเบาหวาน, โรคหลอดเลือด และโรคหัวใจ เป็นต้น

แล้วระดับน้ำตาลในเลือด ควรเป็นเท่าไหร่ ?

ในกรณีคนปกติ (ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน) แพทย์จะวินิจฉัยตรวจจากระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดเป็นหลัก โดยพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านอื่นประกอบด้วย เช่น ประวัติทางการแพทย์  พฤติกรรมการใช้ชีวิต  พฤติกรรมการรับประทานในชีวิตประจำวัน  โดยปกติการตรวจน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (Fasting Blood Glucose) เป็นการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารและน้ำเป็นเวลาอย่างต่ำ 8 ชั่วโมง มักตรวจในตอนเช้า โดยค่าระดับน้ำตาลในเลือดปกติควรต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หากอยู่ระหว่าง 100 – 125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อาจจะอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และเมื่อสูงกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะถือว่าเป็นโรคเบาหวาน

ในกรณีคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน  จะมีเกณฑ์แสดงภาวะนี้แตกต่างกัน ดังนี้ :-

  • ผู้ที่มีอายุไม่เกิน 59 ปี ค่าระดับน้ำตาลในเลือดควรอยู่ระหว่าง 80 – 120 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และมีโรคประจำตัวหรือความผิดปกติของร่างกาย เช่นโรคหัวใจ โรคไต หรือ โรคตับ ค่าระดับน้ำตาลในเลือด ควรอยู่ระหว่าง 100 – 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

คุมเบาหวาน ด้วยการเลือกทาน

ผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่มักขาดวินัยในการดูแลร่างกายตัวเอง เพราะคิดว่า เดี๋ยวกินยา น้ำตาลก็ลดแล้ว  ซึ่งเป็นความคิดที่เข้าข้างตัวเองในการเผลอทานของหวาน  เอาเข้าจริง ๆ รู้แล้วหรือยังว่า “โรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้”  ถ้าหวังแต่จะพึ่งยา ปราศจากการควบคุมอาหารแล้วหล่ะก็ โรคนี้ส่งผลเสียกับร่างกายแบบชนิดที่ต้องมาเสียใจภายหลัง ฉะนั้น คนป่วยด้วยโรคเบหวาน ต้องควบคุมระดับน้ำตาลของตัวเองให้คงที่ และวิธีที่ฉลาดล้ำและแน่นอนสุด คือ การเลือกรับประทานอาหาร

อาหารที่ควรเลี่ยง

  • น้ำตาลทุกชนิด

นั่นรวมถึงน้ำตาลทราบ น้ำตาลอ้อย น้ำตาลปี๊ป น้ำตาลขัดสี รวมถึงพวกน้ำผึ้ง เรื่องดื่มที่มีรสหวานโดยมีน้ำตาลเป็นส่วนผสมหลัก เช่น น้ำอัดลม รวมถึงของหวานต่าง ๆ ข้าวเหนียวทุเรียน  ข้าวเหนียวมะม่วง กล้วยบวชชี เป็นต้น

  • นม

อย่างพวกนมข้นหวาน นมปรุงแต่งหวาน นมเปรี้ยว รวมถึงพวกโยเกิร์ตปรุงรสผลไม้

  • อาหารประเภทแป้ง

เพราะพวกแป้ง ข้าว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ อาหารเหล่านี้ จะถูกย่อยเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาล ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย ควรจำกัดจำนวนในการทาน

  • อาหารที่ปรุงด้วยไขมันอิ่มตัว

ข้อนี้ถูกใจหลายท่าน อาหารจำพวก แกงกะทิ หมูสามชั้น น้ำมันมะพร้าว ครีม  ไขมันนม เป็นต้น

อาหารเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อันตรายต่อร่างกาย

ดื่มชานมไข่มุกบ่อย นอกจากน้ำตาลในเลือดสูงแล้ว จูง ไขมันในเลือดสูง มาด้วยนะ

วันก่อนผู้เขียนได้อ่านบทความใน “ฉลาดซื้อ” ซึ่งเผยผลตรวจวิเคราะห์สารกันบูด น้ำตาล และโลหะหนัก  ในชานมไข่มุก พบตัวอย่างเม็ดไข่มุกมีสารกันบูด 100% จากผลทดสอบพบว่า ในชานมไข่มุก มีน้ำตาลมากถึง 16 กรัม (4 ช้อนชา) และบางยี่ห้อมีปริมาณน้ำตาลมากถึง 74 กรัม (18.5 ช้อนชา) เลยทีเดียว !  นางสาวสารี อ๋องสมหวัง บรรณาธิการบริหารนิตยสารฉลาดซื้อ กล่าวว่า จากผลการทดสอบต้องการให้ผู้บริโภคได้ทราบว่า ชานมไข่มุกบางยี่ห้อ มีน้ำตาลมากถึง 19 ช้อนชา หากถ้าลองนึกภาพตาม น้ำตาลปริมาณ 19 ช้อนชา นั้นเยอะมากนะคะ และดูเหมือนผู้บริโภคก็ชอบทานกันมาก โดยไม่คำนึงว่าเป็นการทำร้ายสุขภาพตัวเองทางอ้อม  เครื่องดื่มเหล่านี้ เป็นเครื่องดื่มที่ควรงดดื่ม เพราะเป็นแหล่งอุดมน้ำตาล  ซึ่งถ้าร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลที่สูงในคราวเดียว จะรบกวนระบบการ Metabolism ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นกลุ่มโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ

ติดกินปาท่องโก๋ ทุกวัน อันตรายไหม ?

พวกเราทราบกันดีว่าปาท่องโก๋ ส่วนใหญ่มักทอดในน้ำมันใช้ซ้ำ ซึ่งเป็นไขมันทรานส์ และมีสารก่อมะเร็ง เพราะน้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำหลาย ๆ ครั้งจะเสื่อมสภาพ ก่อให้เกิดสารโพลาร์ และ PAH ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง  และจากข้อมูลทางโภชนาการจะเห็นว่า ปาท่องโก๋ เป็นแป้งทอดที่ให้พลังงานสูงเว่อร์ ! เพราะมีทั้งไขมันอิ่มตัว คาร์โบไฮเดรต  แน่นอน หากทานปาท่องโก๋บ่อย ๆ และทานปริมาณมาก ย่อมเกิดภาวะเสี่ยง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน และโรคความดันสูง มากันเป็นแพคเกจขนาดนี้  ต้องเลือกแล้วหล่ะค่ะว่าจะลดปริมาณทานดีกว่าไหม ?

อย่างที่เราทราบกันดีว่าน้ำตาลขึ้นสูงมาจาก You Are What You Eat นั่นเอง วันนี้ ผู้เขียนจะมาแนะนำอาหารลดน้ำตาลในเลือดในร่างกายเราได้เป็นอย่างดี ว่ามีอะไรบ้าง :-

อาหารลดน้ำตาลในเลือด มีอะไรบ้าง?

  1. ปลาแซลมอน

ถือเป็นปลายอดนิยมของเทรนด์วันนี้ หาง่าย ราคาไม่ค่อยสูงแล้ว (ถ้าเทียบกับเมื่อหลายปีก่อน) ปลาแซลมอน ถือเป็นสุดยอดปลา ที่ให้โปรตีน กรดไขมันโอเมก้า 3 วิตามินดี และไนอาซิน สูงมาก โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 และวิตามิน ดี นั้น จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี และยังช่วยลดการอักเสบอีกด้วย

  1. อัลมอนด์

เม็ดอัลมอนด์ ถือเป็นถั่วยอดฮิตของเพื่อน ๆ หลายท่านหาซื้อง่ายมาก สะดวกมาก อัลมอนด์ นอกจากจะให้ความหวานมันอร่อยแล้ว ยังมีโปรตีน แมกนีเซียม ไฟเบอร์ ที่ช่วยในการลดน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ แนะนำให้ทานอัลมอนด์หนึ่งกำมือเล็ก ๆ ง่าย ๆ แค่นี้ก็สามารถรักษาระดับน้ำตาลไม่ให้เพิ่มได้แล้วง่ายไหมค่ะ

  1. ข้าวโอ๊ด

ข้าวโอ๊ต มีไฟเบอร์สูงมาก ช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งข้าวโอ๊ตยังถูกจัดเป็นคาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อน ที่ร่างการสามารถดูดซึมสารอาหารและเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลอย่างเป็นระเบียบจึงทำให้รักษาระดับน้ำตาลไม่ให้สูงเกินไป

  1. ผักใบเขียว

อย่างที่เราทราบดีกันว่า ผักใบเขียวทุกชนิด จะอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ซึ่งจะสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีสารแมกนีเซียมมีประโยชน์กับระบบเลือดในร่างกาย และยังจัดว่าเป็นแหล่งสารอาหารชั้นดีของเลือดด้วย ฉะนั้น เมื่อเราทานผักใบเขียวเข้าไป เลือดก็จะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ไปด้วย แถมควบคุมระดับน้ำตาลได้ด้วย

  1. ส้ม

ส้ม ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ด้วยเพราะส้ม เป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลค่อนข้างต่ำ ดังนั้น จึงไม่กระทบกับระดับน้ำตาลในเลือด นั่นหมายถึงว่า ทานส้มแล้ว ไม่ต้องกังวลว่า น้ำตาลในเลือดจะขึ้นปู้ดปาดนะคะ

  1. มะระขี้นก

มีสาร Charantin ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเบาหวาน นอกจากลดน้ำตาลในกระแสเลือดแล้ว  เจ้าสาร Charantin ยังช่วยไปกระตุ้นการหลั่งอินซูอินจากตับอ่อนให้มากขึ้น เพื่อมาจัดการกับน้ำตาลที่สูงในกระแสเลือดอีกด้วย

  1. ฝรั่ง

ฝรั่งเป็นผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูงมาก ถ้าหากไม่รับประทานส้ม การกินฝรั่งก็ได้วิตามินซีในปริมาณที่สูงเช่นกัน ฝรั่งยังให้ไฟเบอร์สูงอีกด้วย ซึ่งดีต่อระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่ายมาก

จะเห็นว่า เพียงแค่เลือกรับประทานอาหารลดน้ำตาลในเลือดที่ดี ก็สามารถทำให้น้ำตาลในเลือดลดอย่างเห็นได้ชัด และในปีนี้ 2563 ประเทศไทย ได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัด The International Diabetes Federation Congress 2021 เป็นงานประชุมใหญ่ของสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ 2564 ซึ่งจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 9 ธันวาคม 2564 เมื่อพิจารณาจากทรัพยากร ความพร้อม และความมุ่งมั่นในการจัดการวิกฤตการณ์เบาหวานจากสมาชิกทั้งหมด 168 ประเทศ Bangkok IDF Congress 2021 จึงถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการประกาศศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก  น่าภูมิใจที่เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทยจริง ๆ ค่ะ  พบกันใหม่ ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

…………

(เครดิต :  ฉลาดซื้อ, health&wellness Bangkok, www.diabetes.org.uk, www.nhs.uk, www.i-kinn.com)

(photo by : chiangmailife.club)

บทความที่น่าสนใจ

ถั่วนัตโตะ ลดไขมันในเลือด ได้จริงหรือ ?

7 วิธีลดน้ำตาลในเลือด ไม่ง้อ “ยา”

คอเลสเตอรอลสูงเกิน 200 ต้องทานยามั๊ย ?

Uncategorized,

“อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น”

 
ทักษะการคุยเล่น ที่เปลี่ยนคนธรรมดาเป็นคนชั้นแนวหน้า
เขียนโดย Yasuda Tadashi ประธานกรรมการบริษัทแพน เนชั่นส์ คอนซัลติง กรุ๊ป วิทยากรในด้านการสื่อสารทางธุรกิจ รวมทั้งทำงานเป็นที่ปรึกษา จัดฝึกอบรมให้กับบริษัทกว่า 1,700 แห่ง
สรุปโดย ลูกเพจ คุณ Tang Rungrueangaree
WORK CLINIC,

EP 19 : ชั่วโมงนี้มีเหตุผลเดียวที่ควรลาออก

เป็นที่รู้กันดีว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นช่วงที่มีอัตราคนว่างงานสูงที่สุดในโลก แต่ก็ยังคงมีคนที่คิดอยากจะลาออกจากงานประจำด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ

วันนี้ ณ เวลาที่ท่านยังคงมีงานประจำ มีเงินเดือนออกทุกสิ้นเดือน ดิฉันขอแนะนำด้วยเหตุผลว่า หากท่านมีเงินออมอยู่จำหนึ่งที่พอจะช่วยให้ดำรงชีพได้อย่างน้อย 6 เดือนและงานที่ทำไม่ใช่งานผิดกฎหมายหรืออันตรายถึงชีวิต จะเหลือเหตุผลเดียวที่เราควรลาออกได้ทันที ซึ่งไม่ใช่เหตุผลดังต่อไปนี้

  • งานหนักมากทนไม่ไหวแล้ว
  • เจ้านายแย่ ไม่เป็นธรรม ลำเอียง
  • เพื่อนร่วมงานไม่ดี อยู่แล้วจะเป็นซึมเศร้า
  • ที่ทำงานไกล เสียเวลาเดินทาง เสียสุขภาพ
  • งานยากทำไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อน สู้เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้แล้ว
  • งานไม่ตรงกับอุดมการณ์
  • รู้สึกตนเองเป็นส่วนเกิน ทำประโยชน์ไม่คุ้มเงินเดือนที่ได้มา
  • เบื่องานซ้ำๆ ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ไม่ท้าทาย
  • ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว
  • ทำคนเดียว เหงามาก
  • ถูกลดเงินเดือนจนไม่คุ้มจะทำต่อไป

เรื่องของความยาก รู้สึกไม่มีคุณค่า หรือรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนเกิน ให้คิดว่า หากการทำงานของเราแย่จนต่ำกว่ามาตรฐานที่บริษัทจะรับได้ จะได้รับการตักเตือนเป็นทางการจากผู้บังคับบัญชา หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลเท่านั้น หากเป็นเพียงแค่เสียงบ่น หรือสีหน้าไม่พอใจ จากใครก็แล้วแต่ ให้คิดเสียว่า เป็นเพียงไม่ถูกใจใครบางคนเท่านั้น ยังไม่ใช่จุดวิกฤติที่บริษัทรับไม่ได้จนถึงขั้นออกใบเตือน ส่วนหากเป็นกรณีที่บริษัทเปลี่ยนเทคโนโลยี จนความสามารถของตัวเราไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปจริงๆ บริษัทจะต้องจ่ายเงินชดเชยสำหรับการเลิกเจ้าเราอย่างถูกกฎหมาย อย่าเป็นคนดี (แบบนางเอกละครไทย) ว่าจะต้องแสดงสปิริตลาออกเอง กฎหมายแรงงานสร้างความเป็นธรรมให้ลูกจ้าง เราก็พึงใช้ประโยชน์ในห้วงเวลาเช่นนี้ อย่าหิ้วชะลอมเปล่าเดินออกจากบริษัทด้วยความน้อยใจไปเฉยๆ แต่ควรพยายามทำตัวเฉยๆ กับกลยุทธ์กดดันรูปแบบต่างๆ ของบริษัท เพื่อประหยัดงบประมาณในการเลิกจ้างพนักงาน ห้ามเล่นโทรศัพท์มือถือในเวลางาน (แม้จะว่างมาก) ห้ามปฏิเสธงานที่ไม่เคยทำที่ไม่ได้ผิดกฎหมายแรงงาน ห้ามโวยวาย ห้ามรวมตัวกันประท้วง ห้ามโพสต์บ่นลงสื่อโซเชียล ซึ่งอาจกลายเป็นหลักฐานของการปฏิบัติผิดกฎระเบียบบริษัทขั้นร้ายแรง แล้วอาจถูกเลิกจ้างกลางอากาศแบบไม่ได้รับเงินชดเชย

บางบริษัทที่มีสาขาหลายแห่ง เริ่มมีพฤตกิกรรมแปลกๆ เช่น ประกาศย้ายพนักงานข้ามสาขา ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการปิดสาขาใด ซึ่งในแง่กฎหมาย บริษัทมีสิทธิ์ทำเช่นนั้นได้โดยให้พนักงานมีสิทธิ์เลือกที่จะไปหรือไม่ไป หากไม่ไป ก็เสมือนยินดีออกโดยรับเงินชดเชยตามกฎหมาย ทีนี้สำหรับคนที่เลือกยินดีย้ายตามคำสั่ง ก็หมายความว่า หากไปทำงานที่สาขาใหม่แล้วเกิดปรับตัวไม่ได้ ด้วยสาเหตุใดๆ แล้วลาออกเอง บริษัทก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินชดเชยใดๆ ให้  ดังนั้น หากเลือกจะรักษางานประจำไว้ ต้องกัดฟันปรับตัวให้ได้ ทั้งเรื่องการเดินทาง ทั้งลักษณะงาน และสิ่งแวดล้อมการทำงานใหม่ มิฉะนั้นจะกลายเป็นช่วยบริษัทประหยัดงบประมาณในการลดคนไปโดยตนเสียประโยชน์ฝ่ายเดียว

เหตุผลข้างต้นนี้ แม้แต่การถูกลดเงินเดือน ยังคงเป็นเรื่องที่ยังพออดทนต่อไปได้ จนกว่าสถานการณ์ตลาดแรงงานจะดีขึ้น หรืออดทนจนกว่าคุณจะหางานใหม่ได้ แนะนำให้ตั้งใจทำงานโดยไม่ให้ผิดกฎระเบียบบริษัท งดการวิจารณ์ ฟังธรรมะหรือฟังเพลงหลังเลิกงานเพื่อความเครียด พูดคุยกับครอบครัวประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริงให้ร่วมกันอดทน เพื่ออย่างน้อยจะรักษารายได้ประจำไว้ให้นานที่สุด

โรคเบาหวาน เบาหวาน เบาหวานในผู้สูงอายุ

ส่วนเรื่องที่ดิฉันคิดว่าเป็นงานที่ไม่จำเป็นต้องทนแม้ช่วงเวลาเช่นนี้ คือ งานในองค์กรที่ผู้นำไม่จริงใจต่อลูกค้า เช่น การเสนอโครงการที่ดูสมบูรณ์แบบทุกอย่าง แต่เมื่อทำจริงแล้วมีแต่ความด้วยประสิทธิภาพ ไม่เป็นตามคำโฆษณาเลย โดยที่ผู้นำไม่ใส่ใจจะแก้ไขอย่างจริงจัง ยังคงเน้นภาพสวยและหาลูกค้าใหม่ด้วยวิธีเดิมต่อไป แล้วทิ้งปัญหาให้เราเป็นผู้รับหน้าเสื่อกับลูกค้าเอง ซึ่งหลังจากพยายามแล้วรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ในการเป็นผู้แก้ไขระบบให้ดีขึ้นด้วยตัวเรา ดิฉันแนะนำว่าควรลาออกให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของตนเองต่อบุคคลภายนอกบริษัท และไม่ถูกวัฒนธรรมการทำงานผิดๆ ครอบงำจนกลายเป็นพฤติกรรมเคยชินที่จะทำให้ชีวิตการทำงานมีแต่เสื่อมลง หรือกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการซื้อเวลากับลูกค้า

จริงอยู่ว่า ชั่วโมงนี้เงินเพื่อดำรงชีพสำคัญที่สุด แต่หากยอมทำงานในกระบวนการที่ไม่จริงใจต่อลูกค้า เราอาจจะตัดอนาคตการทำงานของตนเองไปชั่วชีวิต เพราะองค์กรชั้นดีไม่เสียเวลาฟังคำแก้ตัว เมื่อมีใบสมัครของคนประวัติดีให้เลือกอีกมากมาย และการชี้แจงความไม่ดีของบริษัทที่ทำงานมายาวนานในการสัมภาษณ์งานใหม่ ก็อาจถูกมองว่าคุณเป็นคนไม่รักษาความลับของบริษัทได้ ยิ่งจะทำให้ได้งานใหม่ยากขึ้น

และในการหางานใหม่ บางครั้งคุณอาจจะเห็นบางตำแหน่งที่ เงินเดือนสูง สวัสดิการดี ภาพลักษณ์ดีทุกอย่าง แต่ทำไมยังหาคนไม่ได้ หรือเปิดรับใหม่บ่อยครั้ง บางทีองค์กรเหล่านั้นอาจจะมีปัญหาเรื่องจรรยาบรรณ จนเกินกว่าคนที่ประวัติการทำงานดีจะยอมรับได้ก็เป็นได้

สรุปว่า ไม่มีเหตุผลใดที่ควรลาออกในช่วงเวลานี้ ยกเว้นการลาออกเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือต่อลูกค้าเท่านั้น นอกนั้น อย่าลาออกเลยถ้ายังหางานใหม่ไม่ได้ เพราะงานใหม่ก็อาจจะไม่ถูกใจคุณอยู่ดี และไม่รู้เมื่อไหร่งานที่คุณพอใจจะมาถึงคุณ

………..

โดย ดร.วรัญญา อัจฉริยะชาญวณิช

Change Tutor – นักพัฒนาดาวเด่นในองค์กรแบบพุ่งเป้า

Founder & Managing Director, Wintegrate 99 Co., Ltd.

DCP 266/19, Certified Project Management Professional of PMI

ผู้แต่งหนังสือ The Change Tutor – จะเรียกดิฉันว่าหมอดูก็ได้ถ้าคุณยอมเปลี่ยน

HEALTH,

ผู้สูงวัย ล้มคนเดียว เจ็บทั้งบ้าน

ในปี 2564 ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Completed Aged Society) และพบว่าประชากรผู้สูงอายุชาวไทย มีปัญหาเรื่องสุขภาพที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง และบางส่วนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากถึง 5% การบาดเจ็บที่พบบ่อยในผู้สูงอายุอันดับต้น ๆ เลย หนีไม่พ้น “การพลัดตกหกล้ม” !  อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ปีล่าสุด เผยว่า ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2559 – 2562 ที่เพิ่งผ่านมาหยก ๆ นี่เอง มีจำนวนผู้สูงอายุที่บาดเจ็บด้วยสาเหตุการพลัดตกหกล้ม ทั้งหมดถึง 141,895 ราย หรือ เพิ่มมากขึ้นทุกปี คิดเป็นร้อยละ 29.5 จากปี 2559 และถ้าเรามองลึกเข้าไปในรายละเอียด  จะเห็นว่า กลุ่มที่มีอายุประมาณ 60 – 65 ปี ตามมาด้วย กลุ่มผู้สูงอายุ 66 – 69 ปี และกลุ่มอายุประมาณ 70 – 75 ปี เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  แต่จุดที่น่าสังเกตคือ พออายุประมาณ ตั้งแต่ 70 ปี ขึ้นไป จะพบว่า เป็นผู้หญิง มากกว่าผู้ชาย และถ้ามองลึกเฉพาะในปีที่แล้ว คือ ปี 2562 จะเห็นชัดเจนว่า ผู้สูงอายุที่บาดเจ็บด้วยสาเหตุพลัดตกหกล้ม ทั้งหมดถึง 24,364 ราย !

เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว เราจะเห็นว่า ผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย และเมื่อเกิดแล้ว ก็อาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็น กระดูกข้อมือหัก  สะโพกหัก หรือ กระดูกสันหลังหัก หรือเสี่ยงไปถึง เลือดคั่งในสมอง เป็นต้น  แน่นอน ไม่มีใครอยากให้เกิดอุบัติเหตุ  ผู้สูงอายุในวันนี้ ก็คือ หนุ่มสาวของเมื่อวาน ความเสื่อมของร่างกายค่อย ๆ ทยอยมา โดยเฉพาะความเสื่อมของตา การมองเห็น นี่ยังไม่นับถึงที่ผู้สูงอายุ มักเกิดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ แขน และ ขา ทำให้เป็นสาเหตุเพิ่มปัจจัยการเกิดอุบัติเหตุ พลัดตกหกล้ม ได้บ่อยขึ้นไปอีก และปัญหาที่พบบ่อยของผู้สูงอายุที่ได้รับอุบัติเหตุภายในบ้านคือ กระดูกสะโพกแตกหัก และอุบัติเหตุทางสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้มีอัตราความพิการ – เสียชีวิตค่อนข้างสูงมากทีเดียว !

ปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุของผู้สูงอายุ

โดยแบ่งง่าย ๆ ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ปัจจัยภายใน และ ปัจจัยภายนอก โดยปัจจัยภายใน คือ ปัจจัยในร่างกายของผู้สูงอายุ ส่วนปัจจัยภายนอกคือ สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวผู้สูงอายุ

ปัจจัยเสี่ยงภายในร่างกายของผู้สูงอายุ

  • การเจ็บป่วยและโรคประจำตัว อาจส่งผลให้หกล้มได้ เช่น โรคหลอดเลือดสมองส่งผลให้แขนขาอ่อนแรง จึงขาดสมดุลในการทรงตัว โรคพาร์กินสัน ที่ทำให้อวัยวะอยู่ในภาวะสั่น เสี่ยงต่อการหกล้มได้มากเช่นกัน
  • การเปลี่ยนแปลงทางสายตา โดยปกติ ผู้สูงอายุ มักมีปัญหาสายตายาว ทำให้การคาดคะเนระยะทางได้ไม่ถูกต้อง หรือในกรณีผู้สูงอายุเป็นต้อกระจก ต้อหิน ฯลฯ ทำให้การมองเห็นไม่ชัด อาจเกิดการหกล้มได้
  • ปัญหาในเรื่องทางเดินปัสสาวะ ถือเป็นปัญหาที่พบบ่อยที่ผู้สูงอายุกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ทำให้เร่งรีบเข้าห้องน้ำ อาจทำให้หกล้มได้
  • ความเสื่อมของกระดูกและเอ็นที่อ่อนแอลง ส่งผลต่อการทรงตัว ทำให้หกล้มง่าย
  • การใช้ยาบางตัว มีความเสี่ยงต่อการหกล้ม เช่น ยาลดความดัน ยานอนหลับ ยาลดความซึมเศร้า

ปัจจัยเสี่ยงภายนอก หรือ สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวผู้สูงอายุ  เช่น สิ่งแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่เอื้ออำนวยให้ปลอดภัย เช่น พื้นบ้าน (ปูด้วยหินอ่อน หินแกรนิต  เวลาทำน้ำหก แทบแยกไม่ออกส่วนไหนเงาของหิน หรือเงาของผิวน้ำที่หก) แสงสว่างไม่เพียงพอในบ้าน  ห้องน้ำ  บันได หรือ แม้กระทั่งการเลือกรองเท้าที่ไม่เหมาะสม  ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการหกล้ม

ชีวิตผู้สูงอายุในญี่ปุ่น Hyper Aging Society

ถ้าพูดถึงสังคมสูงอายุ ประเทศอันดับต้น ๆ ที่เรานึกถึงก็คือ ประเทศญี่ปุ่น เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ติดอันดับสัดส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก ด้วยเพราะประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศแรก ๆ ที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นประเทศแรก ตั้งแต่ปี 2513 ถึงแม้ว่า พวกเราจะทราบว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประชากรผู้สูงอายุมากที่สุด หรือที่เรียกว่า Hyper Aging Society แต่ธุรกิจที่เกี่ยวกับ Aging Society ก็มีการแข่งขันกันสูงมากกว่าทุกประเทศด้วยเช่นกัน เมื่อปีที่แล้ว (ก่อนวิกฤต โควิท 19) ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเดินดูงาน H.C.R. 2019 International Home Care & Rehabilitation Exhibition ถือเป็นงาน Aging Society ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย จัดงานใน Tokyo Big Sight อยากจะเล่าแบบชาวบ้านเลยว่า นวัตกรรมสินค้าที่วางโชว์อยู่ในงาน ล้วนแล้วแต่เป็นการ “ป้องกัน” เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ “ภายหลังเกิดอุบัติเหตุ” ไม่ว่าจะเป็น เตียงไฟฟ้าแบบแยกชิ้นผู้ป่วยนอนได้ เพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุที่นอนติดเตียง ไปยังโรงพยาบาล, รถเข็นคนไข้ แบบปรับระดับได้ชนิดที่เบาที่สุดเพียง 2 กก., เข็มขัดกลช่วยพยุงแผ่นหลัง และหน้าขา ขณะเดินเพื่อป้องกันการหกล้มจากกล้ามเนื้อขา-หลัง อ่อนแรงขณะเดิน, อุปกรณ์กันลื่น ตัวจับในห้องน้ำ, ไม้เท้าไทเทเนี่ยม, เก้าอี้ที่ดีไซน์เป็นโถชักโครก สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการเดิน และอื่น ๆ อีกมากมาย  เออ ยังมี รถเก๋งแปลงส่วนที่นั่งให้โล่ง เพื่อรองรับรถเข็นไฟฟ้า เข็นขึ้นรถได้สะดวก  ถือว่าเป็นงานที่เปิดโลกอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับผู้สูงอายุแบบ 360 องศา เลยทีเดียว   กลุ่มคนที่เดินในงาน แน่นอน เป็นกลุ่มคนผู้สูงอายุ (ที่ยังเดินได้ดี)  และกลุ่มคนที่เป็นผู้สูงอายุที่นั่งรถเข็นไฟฟ้า (บังคับเองได้) มาเดินดูของ และอีกกลุ่มหนึ่งที่สังเกต คือ กลุ่มคนที่ทุพลภาพจริง ๆ ที่ลูกหลานเข็นมาเพื่อชม นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อเหมาะกับผู้สูงอายุในบ้านตนเอง

ผู้สูงอายุ ล้มคนเดียว เจ็บทั้งบ้าน

ถือเป็นบุคคลที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นกรณีพิเศษ เพราะด้วยวัยที่มากขึ้น ทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นตาที่เริ่มพร่ามัว หูที่ได้ยินไม่ชัด รวมถึงความทรงตัวที่ดูจะน้อยลงตามอายุที่มากขึ้น  เป็นเหตุให้ผู้สูงอายุเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย  และแน่นอน เมื่อผู้สูงอายุเกิดหกล้มแล้ว จะส่งกระทบต่อคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล  ดังคำกล่าวที่ว่า “ล้มคนเดียว เจ็บทั้งบ้าน” และเมื่อผู้สูงอายุหกล้มแล้ว แน่นอน ไม่เหมือนเดิม และต้องใช้เวลาพักฟื้นค่อนข้างนาน บางรายถึงกับต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิตที่เหลือ  สร้างความทุกข์ใจกับผู้สูงอายุนั้น ๆ

ทีนี้ เมื่อเราทราบถึงอันตรายที่เกิดขึ้นในกรณีผู้สูงอายุหกล้ม เรามาดูวิธีป้องกัน พร้อมกันเลยค่ะ :-

  • หาอุปกรณ์ช่วยเวลาเดินสำหรับผู้สูงอายุ

แน่นอน ในวัยนี้ การทรงตัวย่อมจะไม่แน่น แข็งแรงเหมือนวัยหนุ่มสาว  ดังนั้นเวลาเดิน แนะนะควรมีตัวช่วยในการทรงตัว เพื่อป้องกันการหกล้ม  ไม่ว่าจะเป็น ไม้เท้าสามขา  วอลค์เกอร์ (ไม้เท้าสี่ขา) ไม้ค้ำยัน ต่าง ๆ   และแนะนำควรเลือกให้เหมาะสมกับความสูง (ปรับขนาดต้องไม่ยาวหรือสั้นเกินไป) เพราะถ้าปรับขนาดไม่พอดีกับความสูง  แทนที่จะป้องกันหกล้ม กับกลายเป็นเหตุให้หกล้ม ก็เป็นได้

  • หมั่นสังเกตอาการผิดปกติด้านการรับรู้

ไม่ว่าจะเป็นอาการสับสน  ความหลงลืม ของวันเวลาต่าง ๆ ชื่อเพื่อน ชื่อลูกหลาน หรือ สมาชิกครอบครัว  รวมถึงการทำการตัดสินใจช้าลง  ตอบสนองต่อการรับรู้ช้า นั่นเอง

  • หมั่นสังเกตผิดปกติการเดิน

การเดิน การทรงตัวในการเดิน  เพราะผู้สูงอายุมีกลไกการทำงานที่จะควบคุมการทรงตัวลดลง ทำให้บางที ยืนเฉย ๆ อาจเซ ได้  เรียกว่า เด็กวิ่งชน สามารถทำให้ท่านล้มได้เลย

  • จัดอุปกรณ์ภายในบ้านเพื่อเอื้อต่อผู้สูงอายุ

  • ทางลาดในบ้าน ควรจะมีเพื่อผ่อนแรงผู้สูงอายุในกรณีที่ต้องใช้ Wheel Chair (เก้าอี้รถเข็นผู้ป่วย) ควรทำทางลาดไว้ตามบันไดต่าง ๆ ความชันไม่ควรเกิน 5 องศา และมีความกว้างไม่น้อยกว่า 90 ซม. และมีความลาดยาว ต้องไม่เกิน 5 เมตร
  • ขนาดเตียงต้องเหมาะสม

ควรจัดให้นอนบนเตียงที่มีความยาวไม่น้อยกว่า 180 ซม. สูงประมาณ 40 ซม.

  • ต้องเพิ่มราวจับ

เพิ่มราวจับบริเวณทางเดินรอบบ้าน ในห้องน้ำ การติดตั้งราวจับ ควรเน้นให้มีลักษณะสั้น – ยาว  หรือเป็นรูปตัวซี ได้เลยค่ะ  ติดตั้งที่ผนังห้องน้ำ  ทางเดินลาด ทางเดินในบ้าน ห้องครัว และออกแบบติดตั้งไว้สูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 80 ซม.

  • ต้องเพิ่มแรงเสียดทานให้พื้น

แน่นอน เพื่อระวังการหกล้ม พื้นต้องพื้นแรงเสียดทาน เช่น ติดแผ่นกันลื่น เป็นแถบยางกันลื่น หรือ วัสดุไม้สังเคราะห์  หรือถ้าเป็นกระเบื้อง ควรเป็นกระเบื้อง ลวดลายกันลื่นโดยเฉพาะ ที่ปัจจุบัน มีหลายแบรนด์ หลายลวดลายให้เลือก เพื่อความสวยงามด้วย

  • หมั่นสังเกตอาการของการมองเห็น

สังเกตอาการ หรือสิ่งผิดปกติของการมองเห็น  เช่น ตาพร่า มัว บอกระยะห่างชัดเจนไม่ได้  และการที่ไม่สามารถแยกความต่างของสีได้  เหล่านี้ ควรต้องสังเกต เพื่อปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไข

อย่างที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว สาเหตุสำคัญของการพลัดตกหกล้ม คือ ตัวผู้สูงอายุเองมีความเสื่อมของร่างกาย ให้การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ลดลง ดังนั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา อย่าตื่นตกใจ ให้ตั้งสติให้ดี จากนั้นให้ประเมินการบาดเจ็บ หากไม่สามารถขยับหรือลุกได้  ให้ท่านนอนในท่าที่สบาย อย่าเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เพื่อป้องกันกระดูกอาจหักไปทำลายเนื้อเยื่อ หลอดเลือด ฯลฯ และให้รีบโทร.สายด่วนไปยังโรงพยาบาล เพื่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน

…………..

(เครดิต :  Medication – Related Falls in Older People, www.link.springer.com, National Council on Aging, ncoa.org/news/resources-for-reporters/get-the-facts/falls-prevention-facts/, www.i-kinn.com, สพฉ.)

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com