ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
WORK CLINIC,

EP 20 : เมื่อคำถามไร้ประธาน

เมื่อคุณถูกถามว่า “อาหารมื้อไหนสำคัญที่สุด” แว๊ปแรกในใจคุณตอบว่าอะไรคะ

  • ถ้าถามเด็กยุคใหม่ที่ถูกสอนให้เน้นเรื่องสุขภาพ อาจจะตอบว่า มื้อเช้า เพราะว่าสำคัญต่อการทำงานของสมองและร่างกาย มีงานวิจัยยืนยัน
  • ถ้าถามฟรีแล้นซ์ที่นอนดึกตื่นสาย หลายคนอาจจะตอบว่า ตอนสายๆ ใกล้ๆ เที่ยง ควบระหว่างมื้อเช้ากับกลางวันสำคัญที่สุด
  • ถ้าถามพระสงฆ์ ท่านคงตอบว่า ไม่รู้ว่าเรียกมื้ออะไร แต่ว่าขอให้เป็นก่อนเวลาเพล
  • ถ้าถามคนที่ทำงานหนักทั้งวัน มีเวลาส่วนตัวแค่ตอนหลังเลิกงาน อาจตอบว่า มื้อเย็น เพราะจะทานไปด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย ไม่ต้องเร่งรีบ
  • ส่วนถ้าถามชายหนุ่มที่กำลังจีบสาว เขาอาจจะตอบเพื่อเรียกคะแนนว่า มื้อที่มีคนรักอยู่ทานด้วย
  • เช่นเดียวกัน ถ้าถามผู้สูงวัยที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปไหน ก็คงตอบว่า มื้อที่มีลูกหลาน หรือเพื่อนฝูงอยู่ทานด้วยกัน

แค่เพียงคำถามธรรมดาๆ คำถามเดียวก็มีคำตอบที่ต่างๆ กันได้มากมาย และอาจทำให้คนถกเถียงกันไม่สิ้นสุด ในการทำงานก็เช่นเดียวกัน เรามักเจอคำถามสั้นๆ ที่นำไปสู่คำตอบที่ไม่ลงรอยกันเสมอๆ

อันที่จริงแล้ว สิ่งที่ทุกคนลืมไปเลยก่อนที่จะคิดหาคำตอบคือ ลืมว่าประธานของประโยคเป็นใคร เช่น หากถามว่า อาหารมื้อที่สำคัญที่สุดสำหรับร่างกายคือมื้อไหน  ก็คงมีเพียงคำตอบเดียวว่าเป็นมื้อเช้า  หรือหากถามว่า อาหารมื้อที่สำคัญที่สุดสำหรับครอบครัวคือมื้อไหน คำตอบที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วยได้ง่าย คือ ทุกมื้อที่สมาชิคได้ทานร่วมกัน

เมื่อใดที่คำถามไม่มีประธาน หรือ วัตถุประสงค์ชัดเจน ผู้ถูกถามมักเผลอนำตนเองไปเป็นประธานในประโยคและคิดจากมุมของตนเอง ซึ่งบ่อยครั้งนำไปสู่ความไม่พอใจ เมื่อคำตอบ หรือ ความเห็นของตนไม่ได้ถูกเลือก และหากคุณบังเอิญต้องเป็นกรรมการตัดสินว่าคำตอบของใครถูก แนะนำให้เริ่มจากทำให้คู่กรณีเข้าใจตรงกันก่อนว่า คำว่าดีที่สุดนี้ สำหรับใคร เมื่อเข้าใจตรงกัน อาจช่วยให้คำตอบแคบลง

และเมื่อคำตอบแคบลง แต่ยังคงสรุปไม่ได้ ขั้นแอ็ดว๊านซ์ขึ้นไปในการเลือกคำตอบที่เหมาะสม คือ การตรวจทานสมมุติฐานเบื้องหลังคำตอบของแต่ละฝ่ายว่าสะท้อนความเป็นจริงหรือไม่

ในการสื่อสารต่อพนักงานก็เช่นกัน หากเป็นเพียงการสั่งการที่ไม่ได้ชี้แจงว่าเป็นการพิจารณาโดยมองจากแง่มุมใด มีโอกาสที่จะทำให้พนักงานต่างวิพากษ์วิจารณ์คาดเดาว่าสาเหตุที่แท้จริงของการสั่งการนั้นเกิดจากอะไร และอาจนำไปสู่การเข้าใจผิด ไม่เห็นด้วย และไม่ยินดีปฏิบัติตาม

เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องความขัดแย้งในองค์กร หรือความรู้สึกเสียหน้าเมื่อความเห็นของตนไม่ได้รับการยอมรับ องค์กรหรือผู้นำควรให้ความสำคัญกับการชี้แจงให้ชัดเจนว่า การขอความเห็น หรือการตัดสินใจขององค์กรนั้นอยู่บนวัตถุประสงค์ใด บริบทหรือเป้าหมายใดหรือมีข้อจำกัดใด เพื่อจูนสติทุกคนที่เกี่ยวข้องให้มองที่จุดยืนเดียวกันก่อนที่จะให้ทุกคนเริ่มต้นคิดหาคำตอบหรือวิพากษ์วิจารณ์

……….

LIVING,

สูตรซุปกิมจิ เต้าหู้อ่อน แสนอร่อย ดีต่อสุขภาพ

อันยองฮาเซโยทุกคน ทักทายกันแบบนี้ตั้งแต่ตอนเริ่ม ก็พอจะเดากันออกแล้วใช่ไหมคะว่า เราจะทำอาหารแนวไหน นั้นคือแนวอินเดีย แฮร่ ไม่ใช่ แนวเกาหลีตั้งหาก อันนี้เป็นเมนูยอดนิยมกันเลยทีเดียวทั้งที่เกาหลีและที่ไทย ทำง่ายทานง่าย เหมาะสำหรับทำทานได้ทุกฤดู ยิ่งหน้าหนาวที่กำลังจะมา (มาหรือเปล่านะ) ทานแล้วจะรู้สึกอบอุ่นมากๆ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปดูส่วนผสมและวิธีทำกันเลยจ้า

สูตรซุปกิมจิ เต้าหู้อ่อน แสนอร่อย ดีต่อสุขภาพ

ส่วนผสม

  1. เต้าหู้อ่อน 1 กล่อง
  2. เห็ดเข็มทอง (ผักตามชอบ) 1 ถุงเล็ก
  3. เนื้อหมู (เนื้อตามชอบ)
  4. ซอสโคชูจัง 2 ช้อน
  5. กิมจิ 1 เล็ก
  6. ต้นหอม 3 ต้น
  7. ซุปก้อน 1 ก้อน
  8. ไข่ไก่ 1 ฟอง
  9. กระเทียมสับ
  10. น้ำมันงา
  11. พริกป่นเกาหลี
  12. น้ำเปล่า

วิธีทำ

  1. ตั้งกระทะให้ร้อน นำกระเทียมที่สับแล้ว ลงไปผัดกับน้ำมันงาเล็กน้อยจนหอม

2. ใส่หมูลงไปผัดกับกระเทียมจนเริ่มสุกตามด้วย ซอสโคชูจัง กิมจิ  ผัดให้เข้ากัน (ขั้นตอนนี้คือ หอมมากแค่นี้ก็สามารถทานกับข้าวสวยร้อนๆได้เลยค่ะ)

3.   เมื่อผัดจนหมูเริ่มสุก เติมน้ำเปล่าลงไปให้ท่วมในส่วนของเนื้อหมู

4.  ใส่ซุปก้อน ตามด้วยพริกป่นเกาหลี เพื่อเพิ่มรสชาติความเผ็ดและหอมมากขึ้น(ชอบเผ็ดมาก เผ็ดน้อยใส่ตามชอบ) ตุ๋นเนื้อหมูต่ออีกนิดให้นุ่ม

5.  เมื่อตุ๋นหมูจนได้ที่จัดเรียงเห็ดเข็มทอง เห็ดออรินจิ หรือเห็ดตามชอบลงไป ตามด้วยเต้าหู้อ่อนหั่นให้พอดีคำ รอให้ทุกอย่างเดือด ใส่ไข่ไก่ตามลงไป โรยหน้าด้วยผักชี รอจนสุก พร้อมเสิร์ฟเลยจ้า

อ่านมาถึงตรงนี้ เหมือนจะยากใช่ไหมคะ แต่บอกเลยว่าไม่ยากจ้า ทำง่ายๆแค่ไม่กี่ขั้นตอนเอง ซึ่งตัวของดิฉันนั้นทำทานเองเป็นประจำ ทานกับไก่ทอดซอสเกาหลีสูตรเข้มข้น (ไปอ่านได้ที่ https://i-kinn.com/living/easy )  จนกลายเป็นอีก 1 เมนูที่จะต้องทำทานกันในครอบครัวไปเลย ลองไปทำทานดูนะคะ รสชาติออกมาเป็นยังไง มาบอกเล่ากันบ้างน๊า

……….

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สูตรแกงเทโพหมูสามชั้น สูตรโบราณ

9 เมนูอาหารตามสั่ง คอเลสเตอรอลสูง ที่ต้องหลีกเลี่ยง

สูตรแฮชบราวน์ (hash brows) อาหารเช้าสไตล์อเมริกัน ทำง่ายอร่อยด้วย

HEALTH,

7 วิธีลดน้ำตาลในเลือด ไม่ง้อ “ยา”

วิธีลดน้ำตาลในเลือด ด้วยวิธีง่ายๆ เพราะโรคเบาหวานถือเป็นภัยเงียบที่เกิดขึ้นได้ทุกเพศ และทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็กอ้วน ผู้ใหญ่อ้วน จะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้สูง  โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน จะพบบ่อยมากที่สุด  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ตัวเลขปี 2562 ประชากรชาวไทยวัยผู้ใหญ่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมากถึง 4.8 ล้านคน และมักเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมาจากวิถีชีวิตแบบเนือยนิ่ง โรคอ้วน และอายุที่มากขึ้น   อัตราการเสียชีวิตชาวไทยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมีมากถึง 200 รายต่อวัน คาดการณ์จะสูงมากขึ้นถึง 5.3 ล้านคนภายในปี 2583 ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลรักษาได้ไม่ดีพอ อาจทำให้เกิด ภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคไต  โรคความดัน โรคตา – ต้อกระจก, ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท เช่น ชาตามปลายมือ ปลายเท้า ฯลฯ

วิธีลดน้ำตาลในเลือด

ลดหวาน ลดโรค วิธีลดน้ำตาลในเลือด

ทุกคนทราบกันดีว่า “ลดหวาน ลดโรค” แต่ก็อดใจไม่ได้ที่จะไม่ทานเลย  น้ำตาล จัดเป็นสารอาหารที่อยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต โดยน้ำตาล 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่  และโดยทั่วไป อาหารเกือบทุกชนิดจะมีน้ำตาลตามธรรมชาติประกอบอยู่แล้ว เราจึงควรควบคุมการได้รับน้ำตาลที่เพิ่มเติมให้เหมาะสม  ตามที่องค์การอนามัยโลก WHO แนะนำว่า ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพปกติ ที่ต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี่ ปริมาณพลังงานที่ได้จากการบริโภคน้ำตาลที่เพิ่มเติมในแต่ละวัน ไม่ควรเกิน 6 ช้อน หรือ 24 กรัม  และสำหรับเด็ก ควรจำกัดไม่เกิน 4 ช้อนชา หรือ 16 กรัม แต่ถ้าเราทานน้ำตาลปริมาณมาก “เกิน” กว่าที่ร่างกายต้องการ จะส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างเห็นได้ชัด เชน ผิวเหี่ยว ดูแก่เกินวัย, ฟันผุ และมีปัญหาในช่องปาก, ร่างกายเสื่อมโทรม, อ่อนล้าง่าย เป็นต้น  และแน่นอน น้ำตาลและพลังงานส่วนเกิน จะสะสมอยู่ในรูปแบบของไขมัน อาจนำไปสู่ภาวะโรคอ้วน, ความดันเลือดสูง, โรคเบาหวาน, โรคหลอดเลือด และโรคหัวใจ เป็นต้น

แล้วระดับน้ำตาลในเลือด ควรเป็นเท่าไหร่ ?

ในกรณีคนปกติ (ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน) แพทย์จะวินิจฉัยตรวจจากระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดเป็นหลัก โดยพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านอื่นประกอบด้วย เช่น ประวัติทางการแพทย์  พฤติกรรมการใช้ชีวิต  พฤติกรรมการรับประทานในชีวิตประจำวัน  โดยปกติการตรวจน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (Fasting Blood Glucose) เป็นการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารและน้ำเป็นเวลาอย่างต่ำ 8 ชั่วโมง มักตรวจในตอนเช้า โดยค่าระดับน้ำตาลในเลือดปกติควรต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หากอยู่ระหว่าง 100 – 125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อาจจะอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และเมื่อสูงกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะถือว่าเป็นโรคเบาหวาน

ในกรณีคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน  จะมีเกณฑ์แสดงภาวะนี้แตกต่างกัน ดังนี้ :-

  • ผู้ที่มีอายุไม่เกิน 59 ปี ค่าระดับน้ำตาลในเลือดควรอยู่ระหว่าง 80 – 120 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และมีโรคประจำตัวหรือความผิดปกติของร่างกาย เช่นโรคหัวใจ โรคไต หรือ โรคตับ ค่าระดับน้ำตาลในเลือด ควรอยู่ระหว่าง 100 – 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

วิธีลดน้ำตาลในเลือด

ปรับพฤติกรรมในการทานอาหาร และดื่มน้ำมากขึ้น

หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า ร่างกายย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต ไปเป็นกลูโคสหรือน้ำตาลในเลือด การรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเยอะเกินไป อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เช่น น้ำผลไม้  น้ำอัดลม ซึ่งการดูดซึมจะเร็วกว่าอาหารคาร์โบไฮเดรตในรูปแบบอื่น ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ในเรื่องการรับประทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม จะดีกว่า  เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วย

Health and Wellness  คนยุคใหม่เลี่ยงน้ำตาล

นับเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดี ที่คนยุคใหม่ ตื่นตัวการดูแลสุขภาพ และเน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา ยิ่งช่วงโควิด ยิ่งทำให้กระแสคนยิ่งดูแลสุขภาพกันมากขึ้น โดยเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง  ห่วงโรค NCD ที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงของคนเมือง แถมนวัตกรรมใหม่สามารถสร้างโปรตีนจากพืชแทนสัตว์ เน้นทานอาหารที่ปลอดไขมันทรานส์  สด สะอาด  ปลอดภัย และต้องหาซื้อได้สะดวก และแน่นอน สถิติตัวเลขแจงแล้วว่า กลุ่มเพศหญิงวัย 35 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มที่ดูแลสุขภาพตัวยงเลยทีเดียว !

7 วิธีลดน้ำตาลในเลือด

1.ควบคุมอาหาร

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม  และควรเน้นทานอาหารที่มีประโยชน์ พยายามทานให้ครบ 5 หมู่ และจำกัดปริมาณอาหารต้องไม่น้อยหรือมากเกินไป เพราะถ้าเราเน้นทานหวานเยอะ  แป้ง (จำพวกเส้นเยอะ) อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง  เน้นทานผักใบเขียว เนื่องจากผักมีแคลอรี่ต่ำ และมีเส้นใยสูง ทำให้ดูดซึมน้ำตาลได้ช้า แบะใยผัก ยังช่วยดูดซับพลังงานจากน้ำตาลไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือดเร็วจนเกินไป เช่น เน้นทานตำลึง กะเพรา ว่านหางจระเข้  ฟักทอง ฯลฯ

วิธีลดน้ำตาลในเลือด

2.ออกกำลังกาย 

แน่นอน ผู้เขียนจะเน้นทุกบทความสุขภาพว่า ควรเน้นในการออกกำลังกาย  เพราะการออกกำลังกายช่วยลดอาการของโรคเบาหวานได้ แต่ต้องเลือกกีฬาให้เหมาะสมกับอายุ และความพร้อมของร่างกาย แนะนะควรออกกำลังกายในรูปแบบของ แอโรบิก ควรออกอย่างน้อย 3-5 ครั้งต่ออาทิตย์

3.ทานอาหารที่เน้นช่วยลดน้ำตาลในเลือด

ควรเน้นทานอาหารที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ที่หาซื้อได้ง่ายด้วย เช่น พวกกระเทียม อบเชย แอปเปิ้ลสีเขียว ฝรั่ง แก้วมังกร ผลไม้ตระกูลเบอรี่ ฯลฯ  และควรเลี่ยงผลไม้ จำพวก มะม่วงสุก  ทุเรียน  ลำไย  องุ่น  น้อยหน่า มะขามหวาน และผลไม้ที่มีรสหวาน เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลพุ่งกะฉูด !

4.จิบน้ำบ่อย ๆ 

การดื่มน้ำเปล่าบ่อย ๆ หรือ จิบน้ำบ่อย ๆ จะช่วยให้ร่างกายได้รับความชุ่มชื้นจากการดื่มน้ำ ช่วยทำให้ตับ ขับน้ำตาลส่วนเกินออกไปทางปัสสาวะ และยังเป็นการป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลพุ่งสูงอีกด้วย

5.นอนหลับให้เพียงพอ

เพราะถ้าร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่ง ส่งผลให้รู้สึกอยากของหวาน เพื่อทำให้ร่งกายสดชื่น แต่จะทำให้เสี่ยงต่อระดับน้ำตาลสูงในร่างกายได้

6.อย่าเครียด

พวกเราทุกคนทราบว่า ความเครียดเป็นต้นเหตุของทุกโรค และความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญกระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น  เพราะเมื่อเกิดความเครียด ฮอร์โมนคอร์ติซอ ฮอร์โมนที่ทำให้อยากของหวาน และฮอร์โมนกลูคากอน ที่ทำหน้าที่เผาผลาญคาร์โบไฮเดรต เพิ่มกลูโคสในกระแสเลือดจะหลั่งออกมามากกว่าปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเฉียบพลัน !  เราจึงไม่ควรเครียดนะคะ

7.แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ แต่บ่อยขึ้น วิธีลดน้ำตาลในเลือด

ถือเป็นวิธีที่เห็นผลอย่างมาก ถ้าเราจัดมื้ออาหารเป็นมื้อใหญ่ จัดเต็มแล้วหล่ะก็ จะเป็นการเสี่ยงต่อการได้รับอาหารมากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นด้วย  แต่ถ้าเราสามารถแบ่งทานเป็นมื้อเล็ก ๆ ระหว่างวันได้ เราก็สามารถบริหารระดับน้ำตาลเข้าร่างกายได้น้อยลงไปด้วย

เห็นไหมค่ะ 7 วิธี ลดน้ำตาลในเลือด ทำเองได้ ง่ายนิดเดียว  “ไม่ง้อ”ยาหมอ แถมปลอดภัยต่อร่างกาย หุ่นดีอีกด้วย เพราะด้วยโรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ (และถึงแม้บางท่านใช้ยาอยู่ และระดับน้ำตาลลดด้วยเพราะยา ก็ยังไม่ปลอดภัย เพราะอย่าลืมยาเคมีอาจสะสมที่ตับ ไต ได้เช่นกัน) ดังนั้น ถ้าเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต และเลือกทานอาหารแล้วล่ะก็ เราก็สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน  พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ……….

(เครดิต :  how-to-control-diabetes/healthline.com, www.healthline.com/health/diabetes, www.i-kinn.com)

บทความที่น่าสนใจ

กิน ปาท่องโก๋เสี่ยงไขมันสูง สุขภาพแย่ ไขมันในเลือดพุ่งสูง !

7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด

โรคเบาหวาน กับ ผู้สูงอายุ วิธีสังเกตอาการและการป้องกันภาวะเบาหวาน

HEALTH,

ภัยใกล้ตัว น้ำตาลในเลือดสูง พุ่งสูงปรี๊ดด เหตุเพราะชานมไข่มุก !

น้ำตาลในเลือดสูง ได้ยังไงทั้งๆ ที่ไม่ได้ทานของหวานเลย? เป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายคนมักจะเกิดขึ้นตลอดหลังตรวจเลือด ก่อนที่จะนึกย้อนพฤติกรรมการทานของตนเองย้อนหลังกันเป็นแถว แต่!! ในขณะที่หลายคนพุ่งเป้ามุ่งร้ายไปที่ขนมหวาน คุกกี้ เค้ก ฯลฯ แต่มักจะละเลยเครื่องดื่มยอดนิยมอย่าง “ชาไข่มุก” ไปซะเฉยๆ ด้วยที่มีคนไม่น้อยที่รู้สึกว่า ชานมอย่างน้อยๆ ก็ทำมาจากชาซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่อย่าลืมว่าในชานมไข่มุกแก้วนึงนั้นเต็มไปด้วยน้ำตาล ซึ่งหนึ่งในเพื่อนรุ่นน้องผู้เขียน นิยมสั่งชานมไข่มุก by delivery มาดื่มกันทุกวัน  ดื่มเสร็จ บอกพลังมา และสดชื่น พร้อมทำงานต่อ แล้วจริง ๆ การดื่มชานมไข่มุกทุกวัน พอจะมีประโยชน์บ้างไหม ?  อธิบายง่าย ๆ เลยว่า ปัจจุบัน ชานมไข่มุก ถือเป็นเครื่องดื่มอินเทรนด์ที่คนนิยมเป็นอย่างมาก บางท่าน นิยมสั่งแบบพิเศษ  ใส่มุกเยอะ ๆ ประมาณนั้นเลย ! ทราบหรือไม่ว่า ในชานมไข่มุก 1 แก้วนั้น มีปริมาณน้ำตาลสูงเกินกว่าที่ร่างกายเราต้องการถึง 2 เท่า โดยมนุษย์เราต้องการน้ำตาลต่อวัน คือ ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา แต่ชานมไข่มุกนั้น มีน้ำตาลสูงถึง 11 – 12 ช้อนชา (คิดดู)  และแน่นอน ที่เราเห็น ๆ ส่วนประกอบหลักของชานมไข่มุก คือ น้ำตาล และ แป้ง (ตัวเม็ดมุกนั่นแหละ) ที่ให้พลังงานสูงถึง 400 – 500 แคลอรี่

ชาไข่มุก ชานม น้ำตาลสูง เสี่นงโรค น้ำตาลในเลือดสูง ค่าน้ำตาลในเลือด

น้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย

เมื่อ น้ำตาลในเลือดสูง พุ่งแรงจูง ไขมันในเลือดมาด้วย

น้ำตาลที่สูงเกินจะถูกสะสมที่ตับ และแน่นอนคะว่า หากน้ำตาลสูงเกินกว่าที่ร่างกายจะกำจัดได้  มันจะถูกแปลงเป็นไขมัน  และทำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูงตามมา (โห้..2 เด้งเลย)   วันก่อนผู้เขียนได้อ่านบทความใน “ฉลาดซื้อ” ซึ่งเผยผลตรวจวิเคราะห์สารกันบูด น้ำตาล และโลหะหนัก  ในชานมไข่มุก พบตัวอย่างเม็ดไข่มุกมีสารกันบูด 100% จากผลทดสอบพบว่า ในชานมไข่มุก มีน้ำตาลมากถึง 16 กรัม (4 ช้อนชา) และบางยี่ห้อมีปริมาณน้ำตาลมากถึง 74 กรัม (18.5 ช้อนชา) เลยทีเดียว !

ชาไข่มุก ชานม น้ำตาลสูง เสี่นงโรค น้ำตาลในเลือดสูง ค่าน้ำตาลในเลือด

น้ำตาล = ไขมัน ?

บางคนอาจมี งง ว่า เจ้าตัวน้ำตาล มันจะกลายเป็นไขมันในร่างกายได้อย่างไร  นี่เลย อธิบายง่าย ๆ ของการเดินทางของ น้ำตาลเมื่อเข้าสู่ร่างกาย เมื่อเราทานน้ำตาลเข้าไป  เจ้าตัวน้ำตาลจะถูกย่อยในลำไส้เล็ก กลายเป็นกลูโคส พอเป็นกลูโคสปั๊บ จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด  โดยมีตับอ่อนหลั่งอินซูอินพากลูโคสเข้าเซลล์ พอเซลล์เผาผลาญเป็นพลังงาน  สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อ ก็จะดึงเอาพลังงานมาใช้  ในกรณีมีมากเกินกว่าร่างกายต้องกาย  ส่วนเกินจากการเก็บที่กล้ามเนื้อ จะถูกตับดึงไปเปลี่ยนเป็น “ไขมัน” (เกิดจากการกินน้ำตาลมากเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน  เริ่มเลี้ยวมาชานมไข่มุกแล้วสินะ) ไขมันที่ว่านี้ก็ทำให้ ไขมันในเลือดสูงขึ้น  ไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้นงัยหล่ะ  นี่ยังไม่นับ พวกนักดื่ม ที่ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์  ที่เป็นตัวเร่งให้ไตรกลีเซอไรด์สูงปรี้ดด แบบเห็น เห็น เลยค่ะ

ตรวจเลือด ผลตรวจเลือด น้ำตาลสูง เสี่นงโรค น้ำตาลในเลือดสูง ค่าน้ำตาลในเลือด

ไขมันในเลือดสูง จูง โรคอื่น ๆ มาเป็นแพคเกจ

ที่เรียกว่า มากันเป็นแพคเกจ ด้วยเพราะผลข้างเคียงของไขมันในเลือดสูงนั่นเอง ! ถือเป็นภาวะที่มีระดับกลุ่มไขมัน LDL สูง  เป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือด และอัมพฤกษ์ อัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง จากการที่ไขมันในเลือดสูงไปทำให้หลอดเลือดแดงใหญ่แข็งตัว นั่นเอง  (ไม่แปลกที่ หลายคนไขมันในเลือดสูง จะตามมาด้วยโรคหัวใจ โรคเบาหวาน  โรคความดันเลือดสูง และโรคไขมันพอกตับ ซึ่งมีให้เห็นกันบ่อย ๆ )

ใครบ้างควรตรวจระดับไขมันในเลือด บ้าง ?

ผู้ที่ชื่นชอบดื่มชานมไข่มุก อาจมีสนใจขอตรวจเลือด เจาะเลือดบ้างดีกว่า  แนะนำเลยค่ะ  ควรไปตรวจ  ปกติควรตรวจเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป ถ้าปกติ และไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบอื่น ๆ เช่น โรคความดันเลือดสูง  โรคเบาหวาน และอายุไม่เกิน 45 ปี (ผู้ชาย) หรือ 55 ปี (ผู้หญิง) ที่ไม่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่อายุน้อย และยังไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง ควรตรวจซ้ำอีก 5 ปีข้างหน้า หากมีปัจจัยเสี่ยงตรวจพบไขมันในเลือดสูง ควรตรวจตามระยะที่แพทย์นัด

ไขมันในเลือดสูงแล้ว ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ?

  • ควบคุมอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น ไขมันสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล หอยนางรม ปลาหมึก หนังเป็ด หนังไก่
  • ควบคุมอาหารประเภทแป้ง พวกอาหารที่เป็นแป้ง เช่น ข้าว  เส้นก๋วยเตี๋ยว  เพราะจะทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูงด้วย
  • เลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมัน อาหารทอด เจียว  ควรใช้น้ำมันที่มาจากพืชแทนน้ำมันจากสัตว์  เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด  น้ำมันดอกทานตะวัน
  • ลดเครื่องดื่มที่ให้ความหวาน เช่น ชานมไข่มุก น้ำหวาน  เครื่องดื่มรสหวาน อื่น ๆ (ควรสังเกตดูที่ฉลากข้างขวดว่า น้ำตาลกี่เปอร์เซนต์ก่อนจะซื้อ)
  • ลดการดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มสุรา เบียร์ เหล้า เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์สะสมไขมันตามเนื้อเยื่อ
  • งดสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้ HDL (ไขมันดี) ในเลือดต่ำลง เพราะบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด

จะสังเกตเห็นได้ว่า ระดับไขมันในเลือดสูงเปลี่ยนแปลงช้ามากในระดับเดือน ไม่เหมือนระดับน้ำตาลในเลือดที่เปลี่ยนแปลงเร็วในระดับชั่วโมง อ่านมาถึงตรงนี้ อยากบอกว่าเราไม่ควรดื่มชานมไข่มุกเป็นประจำทุกวัน แต่หากต้องการดื่มจริง ๆ แบบอดไม่ได้จริง ๆ ล่ะก็ ให้คำนวณถึงพลังงานที่ได้รับ และไปลดปริมาณการทานอาหารในกลุ่มข้าว แป้ง และน้ำตาลจากอาหารอื่น ๆ ในมื้ออื่น ๆ ลง เน้นออกกำลังกายเพื่อช่วยเผาผลาญพลังงานที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน  พบกันใหม่ ฉบับหน้าค่ะ

(เครดิต :  ฉลาดซื้อ, www.paolohospital.com/th, www.i-kinn.com )  (photo by : thairath)

บทความที่น่าสนใจ

ไตรกลีเซอไรด์สูง…อันตรายมั๊ย ?

ถั่วนัตโตะ ลดไขมันในเลือด ได้จริงหรือ ?

LIVING,

สูตรเกี๊ยวกุ้งนึ่ง น้ำหมูสับต้มยำ สูตรแซ่บๆ รับอากาศหนาว

ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะทุกคน วันนี้เราจะมาทำอาหารที่ทานเพื่ออบอุ่นร่างกายกัน แต่เราจะมาทำแบบธรรมดาๆไม่ได้ วันนี้เราเลยนำเมนูสุดแซ่บไล่ไข้หวัด และอบอุ่นร่างกายได้ด้วย เกี๊ยวกุ้งนึ่ง น้ำหมูสับต้มยำ ชามหมูเด้ง แซ่บจี๊ดถึงใจ รับรองว่าหวัดกระเจิง ไข้กระจายแน่นอนจ้า ไปดูส่วนผสมและวิธีทำกันเลย

สูตรเกี๊ยวกุ้งนึ่ง น้ำหมูสับต้มยำ สูตรแซ่บๆ รับอากาศหนาว

ส่วนผสมไส้เกี้ยว

  1. แผ่นเกี๊ยว
  2. กุ้ง
  3. หมูสับ
  4. สามเกลอ(กระเทียม, พริกไทย, รากผักชีโครกรวมกัน)
  5. น้ำตาล
  6. ซีอิ๊วขาว

ส่วนผสมน้ำซุปหมูสับต้มยำ

  1. หมูเด้ง(สำหรับทำชามใส่เกี๊ยว)
  2. หมูสับ
  3. ต้นหอมซอย
  4. ถั่วลิสงบด
  5. มะนาว
  6. น้ำปลา
  7. พริกป่น
  8. ซีอิ๊วขาว

วิธีทำ

  1. แบ่งหมูสับออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งนำมาทำไส้เกี๊ยว อีกส่วนหนึ่งแบ่งไว้ทำน้ำซุปหมูสับต้มยำราดเกี๊ยวค่ะ
  2. นำหมูสับที่แบ่งไว้มาผสมกับสามเกลอ (กระเทียม, พริกไทย, รากผักชีโครกรวมกัน) เพิ่มรสชาติด้วย ซีอิ๊วขาวน้ำตาล คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วพักไว้

3.  ตักหมูสับที่ผสมเตรียมไว้วางลงแผ่นเกี๊ยว คลี่หมูออกไม่ให้หนามากเดี๋ยวไส้จะแตกเอานะคะ วางกุ้งลงบนหมูสับ นำน้ำมาทาขอบๆเพื่อให้แผ่นเกี๊ยวห่อติดกัน แล้วนำไปนึ่งประมาณ 10 นาทีหรือจนกว่าส่วนผสมทั้งหมดจะสุก

4.  ระหว่างรอเกี้ยวนึ่งสุก เรามาทำชามหมูเด้งกันค่ะ นำหมูเด้งที่เตรียมไว้ ค่อยๆคลี่ให้หนาพอดีไปกับชาม(ต้องเป็นชามทนความร้อน)ให้เป็นรูปชามต้นแบบตั้งน้ำในหม้อให้เดือดนำหมูเด้งลงไปต้มพร้อมชาม ต้มไปเรื่อยๆจนสุก นำออกมาพักไว้

5.  เมื่อเกี๊ยวนึ่งสุกนำลงมาพักไว้ ขั้นตอนต่อไปทำน้ำซุปต้มยำหมูสับ โดยเตรียมกระทะใส่น้ำเปล่านำหมูสับลงไปต้มจนสุก ปรุงรสด้วยน้ำปลา พริกป่น ซีอิ๊วขาว ต้นหอม และถั่วลิสงบ่น (ปรุงตามชอบ) พักไว้เตรียมจัดลงชาม

6.  ถึงขั้นตอนรวมร่างกันแล้วจ้า นำชามหมูเด้งมาวางบนชามอีกใบ เพื่อลองตอนใส่น้ำซุป เรียงเกี๊ยวนึ่งลงไป ราดด้วยน้ำซุปหมูสับต้มยำ ขั้นตอนสุดท้ายบีบมะนาวให้เปรี้ยวจี๊ดเป็นอันเสร็จค่ะ พร้อมเสิร์มความอร่อยแบบแซ่บๆในช่วงหน้าหนาวแล้วจ้า

เคล็ด(ไม่)ลับ

  1. วิธีเลือกกุ้งสด
    • เลือกกุ้งลำตัวใส ติดเปลือกแน่น เปลือกเงางาม เปลือกไม่แดง

  • เลือกกุ้งที่หัวติดกับลำตัว ไม่หลุดออกจากกัน

  • เนื้อแน่น ไม่นุ่ม และเละ

2.  ควรบีบมะนาวตอนท้ายสุดหลังจากเทน้ำต้มยำลงชามแล้วหรือหลังจากปิดไฟน้ำต้มยำ เพื่อไม่ให้น้ำต้มยำขมและความหอม ความเปรี้ยวยังอยู่

……….

HEALTH,

กินผักผลไม้ยังไง ให้ดีต่อ (หัว) ใจ

อาหารบำรุงหัวใจ ที่ควรทาน เพราะในแต่ละปี มีผู้ป่วยโรคหัวใจเพิ่มขึ้นจำนวนมาก แน่นอน หนึ่งในสาเหตุที่สำคัญคือ พฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากที่ทำงาน ตลอดจนอาหารการกินที่เรากินทุกวัน ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ  สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ตัวเลขทางสถิติจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2562 พบว่า คนไทยที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด 432,943 คน มีอัตราการเสียชีวิตมากถึง 20,855 คนต่อปี หรือเสียชีวิต ชั่วโมงละ 2 คน โดยเฉพาะภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน นับเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต

ปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบหลอดเลือดและหัวใจ เป็นโรคที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย

และทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมได้อย่างมาก หากเราอยากบำรุงสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง แนะนำการกินอาหารให้เป็นยา จากอาหารดังต่อไปนี้ :-

อาหารบำรุงหัวใจ มีอะไรบ้าง

อาหารบำรุงหัวใจ แซลมอน

1.แซลมอน

หนึ่งในเมนูโปรดของหลายคน ปลาแซลมอน ถือเป็นปลาที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 ที่นอกจากช่วยบำรุงเสมองเสริมความจำได้ดีแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Irregular Heart Beat) ได้ดีอีกด้วย  เพราะในปลาแซลมอน มีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย เช่น กรดอีโคชะเพนตะอีโนอิก (Eicosapentaenoic acid) และกรดไดโคชะเฮกอีโนอิก (Docosahexaenoic Acid) หรือ กรดดีเอชเอ (DHA) มีส่วนช่วยในการลดการติดเชื้อ ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงไตรกลีเซอไรด์สูงด้วย

2.กระเทียม

ถือเป็นพืชที่หาทานง่ายมาก ในกระเทียม มีสารอัลลิซิน (Allicin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หลายท่าน นิยมทานกระเทียมสด เพื่อหวังให้ไปช่วยลดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด อีกทั้งช่วยต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ดังนั้น จึงเป็นผลทำให้เกล็ดเลือดไม่จับตัวเป็นก้อน กระเทียมถือเป็นอาหารที่ทานง่าย และถ้าต้องการทานเป็นกระเทียมอัดเม็ด  ต้องคำนึงในเรื่องความเข้มข้นสกัดมากน้อยเพียงใด เพราะเมื่อทานแล้ว เราเองต้องเห็นผลชัดเจนในการลดคอเลสเตอรอลด้วย

3.ถั่วแดง

บางท่านอาจเคยได้ยินว่า ถั่วแดง ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ จริงแล้ว ถั่วแดงยังช่วยขจัดสารตกค้างหรือพิษตกค้างที่สะสมในระบบทางเดินอาหาร ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ  ถั่วแดง เป็นแหล่งอาหารชั้นดีของธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงเลือด  ด้วยความที่ถั่วแดงมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยดูดซึบน้ำและพองตัวได้ดี ทำให้เมื่อทานถั่วแดงแล้ว จะรู้สึกอิ่มได้นาน จึงเหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ได้ดีทีเดียว

อาหารบำรุงหัวใจ แอปเปิ้ล ผลไม้

4.แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารสูง โดยในเส้นใย มีทั้งแบบละลายในน้ำและไม่ละลายในน้ำ การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง จะช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอล ป้องกันการแข็งตัวของเลือดได้  เพื่อประโยชน์สูงสุด แนะนำให้รับประทานแอปเปิ้ลทั้งเปลือก เพื่อประโยชน์สูงสุด

แปะก๊วย อาหารบำรุงหัวใจ

5.แปะก๊วย

ถือเป็นสมุนไพรที่พบบ่อยในอาหาร หรือขนมต่าง ๆ แปะก๊วย เป็นหนึ่งในสมุนไพรธรรมชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องบำรุงสมอง ช่วยทำให้ความจำดีขึ้น ลดความขี้หลงลืม เป็นสมุนไพรธรรมชาติที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง  แม้กระทั่งใบแปะก๊วย ยังมีสรรพคุณในการช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดี  เจ้าตัวแปะก๊วย ยังถือเป็นตัวช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับหัวใจได้ดีทีเดียว

อาหารบำรุงหัวใจ อาหารญี่ปุ่น นัตโตะ ถั่วนัตโตะ

6.ถั่วนัตโตะ

ณ วันนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าตัว ถั่วนัตโตะ ที่มีลักษณะเฉพาะตัว คือ เหนียว ยืด และมีกลิ่นแรงเฉพาะตัว ถือเป็นอาหารประจำชาติของชาวญี่ปุ่น โดยนิยมทานเป็นอาหารเช้า กับข้าวต้ม ข้าวสวย  ถั่วนัตโตะ มีประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์ ลดความดัน และด้วยเหตุนี้ น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอ ที่ตอบข้อสงสัย ทำไมชาวญี่ปุ่น ถึงเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เร็วกว่าประเทศไทย ถึง 10 ปี  ปัจจุบัน มีการนำเอาถั่วนัตโตะ มาสกัดให้เข้มข้นใส่แคปซูล (สงสัยเพื่อให้ทานง่าย ไร้กลิ่น แน่เลย) ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดไตรกลีเซอไรด์ แบบเห็นผลชัดเจนมาก (ภายหลังเจาะเลือดจากโรงพยาบาล ค่าคอเลสเตอรอล ลดลง อันนี้เพื่อนผู้เขียนบอกมา)

7.บลูเบอรี่

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่าง ๆ เช่น ราสเบอรี่ สตอเบอรี่ ต่างก็มีประโยชน์ต่อหัวใจมากเช่นกัน เด็ก ๆ ถึงวัยรุ่น ท่านใดชอบทานผลไม้ตระกูลเบอรี่ต่าง ๆ นี้ มักพบว่าช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ถึง 32% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ทาน เพราะในผลไม้ตระกูลนี้ มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) และสารฟลาโวนอยส์ (Flavonoid) ที่เป็นสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ แถมยังช่วยลดความดันเลือดอีกด้วย

จะเห็นได้ว่า อาหารและผลไม้ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น หาทานง่ายมากในบ้านเรา เข้าตลาดไหนเจอทุกผลไม้ที่กล่าวมา  และนอกจากการรับประทานผักผลไม้ที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และความดันเลือดแล้ว การเลือกรับประทานที่ดีต่อสุขภาพ การพักผ่อนให้เพียงพอ และที่ไม่ควรละเลย คือ เน้นการออกกำลังกาย อันนี้สำคัญที่สุด  เพราะสุขภาพดี ซื้อไม่ได้ ต้องสร้างเอง พบกันใหม่ ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

……….

(เครดิต : The 20 Healthiest fruits on the planet – Healthline, www.healthline.com, www.medicalnewstoday.com, What are the healthiest fruits?, โรงพยาบาลเทพธารินทร์ : ผลไม้ดีต่อหัวใจ)

บทความที่น่าสนใจ

5 โรคยอดฮิตวัย 50 ปี ที่ทุกคนต้องระวัง ปัญหาสุขภาพที่พบในผู้สูงอายุ

ภัยใกล้ตัว น้ำตาลในเลือดสูง พุ่งสูงปรี๊ดด เหตุเพราะชานมไข่มุก !

ถั่วนัตโตะ ลดไขมันในเลือด ได้จริงหรือ ?

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com