ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
SOCIAL,

สติ – กำลังใจ คุณจะก้าวข้ามผ่านเรื่องร้ายได้

ในวันที่ชีวิต เดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน จนเรานั้นไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ..

ตอนที่จะเขียนบทความนี้ เพลงนี้ก็ดังขึ้นมาในหัวทันที

คุณจะเป็นอย่างไร ถ้าคุณหมอสงสัยว่าคุณอาจจะเป็นมะเร็ง …

ความกลัว ความกังวล คิดเลยเถิดไปจนถึงการทำพินัยกรรมว่าหนี้แต่ละก้อนจะให้ใครดี สมบัติบ้าที่กองพะเนินควรเอาไปบริจาคก่อนไหม กลัวไม่ได้ดูลูกโต ยังไม่ได้บอกรักคนที่เรารัก และยังไม่ได้ขอโทษคนที่เราทำผิดต่อเขา ความคิดเหล่านี้อาจเกิดขึ้น

วันนี้โอกาสในการรักษาและหายจากโรคมีมากกว่าแต่ก่อน อย่างไรก็ดีแม้ว่าเทคโนโลยีจะไปไกลแค่ไหน แต่เมื่อต้องเจอกับความเจ็บป่วย เราพบว่าโอกาสในการหายอยู่ใกล้กว่าที่คิด ความมั่นใจ ความเชื่อมั่นศรัทธาและกำลังใจกลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเทคโนโลยีหรือการได้หมอที่เก่งที่สุด

ในวันที่เกิดวิกฤตหากคุณช้าลงสักหน่อย คุณจะเห็นสิ่งต่างๆชัดขึ้น คุณอาจเจอคนอยู่ 2-3 ประเภท

1. คนที่เป็นเดือดเป็นร้อน กังวล นอนไม่หลับ หาพระดี ยาดีให้ตลอด อารมณ์ของเขาส่งผลต่อคุณมากๆ เช่นคนใกล้ตัว ครอบครัว เพื่อนสนิท คนกลุ่มนี้รักคุณมาก แทบจะเจ็บแทนได้ แต่คุณเองต้องเข้มแข็งพอเพื่อให้ตัวเองไม่วิตกจริต และเขาไม่กังวลมากขึ้น

2. คนที่ปล่อยวาง ดูเฉยๆ มองเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนละแล้วซึ่งทางโลก เขาจะบอกคุณว่า สมัยนี้หมอเก่ง ใครๆก็เป็น เดี๋ยวก็หาย สู้ๆนะ ซึ่งกลุ่มนี้จะดีมากหากคุณไม่ได้ต้องการความเห็นใจใดๆ แค่อยากมีคนเข้าใจและรับฟัง

3. กลุ่มนี้คือ กลุ่มตรงกลาง เข้าใจ พร้อมช่วยเหลือเป็นธุระ ไม่ถึงกับเอาเรื่องของเราไปกังวล แต่ก็พยายามทุกอย่างเพื่อจะช่วยเหลือ ประเภท รักนะแต่ไม่แสดงออก

ที่อธิบายข้างต้นนี้ เพราะอยากให้เห็นว่าไม่มีแบบไหนดีหรือไม่ดี แต่เพื่อให้คุณเห็นว่าคนมีหลายแบบและอย่าคาดหวัง เพราะไม่ใช่เราคนเดียวที่มีปัญหา และคนอื่นก็มีก้อนมะเร็งของเขาที่ต้องจัดการเหมือนกัน

หากคุณกำลังรอผลตรวจชิ้นเนื้อ หลังจาก x-ray แล้ว คุณลองวิเคราะห์ และวางแผนรองรับสิ่งต่างๆดังนี้

1. อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น

2. เราควรรับมือกับจุดนั้นอย่างไร และวางแผน

3. อยู่กับปัจจุบัน ไม่กังวลเพิ่ม

ในโลกของการทำงาน หลายคนพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่รอผลตรวจชิ้นเนื้อด้วยความกังวล เช่น บริษัทจะเอาเราออกหรือไม่ งานของเรายังจะมีอยู่หรือไม่ เราจะรอดหรือไม่ ความกังวลเหล่านี้ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น แต่การเตรียมพร้อม และอยู่กับปัจจุบันต่างหากที่จะพาให้คุณรอด

เพราะหากชีวิตเกิดวิกฤต เราคงอยากจะก้าวข้ามผ่านมันไปให้เร็วที่สุด

และหากคุณยังไม่เจอวิกฤต คุณคือผู้โชคดี ที่ยังสามารถวางแผนได้แบบไม่ต้องมีความกังวล

ไม่ว่าจะเรื่องโรคภัย หรือเรื่องงาน เราพบว่า ขอแค่คุณมีสติและกำลังใจ คุณจะก้าวข้ามผ่านเรื่องร้ายๆไปได้อย่างแน่นอน

…………

#บทเรียนชีวิต #เรียนรู้ยอมรับ #สติ

WORK CLINIC,

EP 18 : อย่ากลัวลูกน้องเกลียด

เจ้าของกิจการหรือผู้จัดการหลายคน ขี้สงสาร อยากช่วยคนตกทุกข์ได้ยากให้มีงานทำ  ความคิดแบบนี้ “ไม่ผิด” และน่าจะทำให้องค์กรกลายเป็นแหล่งอุ้มชูสังคมที่น่าชื่นชม ถ้าทำแล้ว ลูกน้องซาบซึ้งในพระคุณ และตอบแทนกลับด้วยการ ตั้งใจทำงาน ตอบแทนคุณด้วยการเป็นพนักงานที่ดี ร่วมมือร่วมใจส่งมอบผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ดีสู่สังคม

แต่เจ้านายหลายคน ลึกๆ แล้ว ไม่ได้สงสาร แต่ต้องการเป็นที่รักของพนักงาน จน กลัวพนักงานเกลียด ทำให้มักใช้แต่พระคุณมากกว่าการใช้พระเดช หรือไม่กล้าออกคำสั่งเด็ดขาดหรือทำให้ลูกน้องไม่พอใจ ทั้งๆ ที่พนักงานทำผิดข้อตกลงซ้ำซาก

ถ้าท่านกำลังมีอาการดังต่อไปนี้ ท่านกำลังอยู่ในสถานการณ์กลัวลูกน้องเกลียด

  1. มักจะใช้ประโยคคำถาม เช่น “ช่วยทำ…. หน่อยได้มั้ย” มากกว่าการสั่งการตรงๆ เช่น “ขอมอบหมายให้คุณไปทำ…”
  2. มักเป็นเจ้าภาพในการจัดสังสรรค์พนักงาน ด้วยเงินตนเอง ในทุกโอกาส
  3. แก้ต่างแทนพนักงานในทุกเรื่อง หรือช่วยทำงานแทน เพื่อให้ลูกน้องมีผลงานเข้าเกณฑ์

ถ้าท่านเป็นครบทั้ง 3 ข้อ ปัญหาที่จะเกิดต่อไปคือทำกำลังทำร้ายอนาคตของลูกน้อง ในแบบเดียวกับ “พ่อแม่รังแกลูก” ด้วยการป้อนและเอาใจลูกทุกอย่างเพื่อให้ลูกรักพ่อแม่ แต่ลูกก็จะเติบโตแต่ตัว ขาดทักษะในการเอาตัวรอดด้วยตนเอง  เมื่อท่านเองถูกโยกย้าย พนักงานที่ท่านลงทุนเอาใจพวกเค้าไว้ก็ไม่สามารถตามไปทำให้ท่านมีความสุขได้ แต่พวกเค้าเองอาจจะต้องหางานใหม่เมื่อพบว่า หัวหน้าคนใหม่ไม่น่ารัก (ไม่เอาใจพวกเค้าเก่ง) เท่าท่าน แล้วพาลเกิดอยากหางานใหม่ ทั้งๆ ที่ตนเองก็ลืมไปว่ายังไม่มีผลงานอะไรเด่นที่ทำได้ด้วยตนเองเลย

ถ้าท่านอยากช่วยคนตกทุกข์ได้ยากให้มีงานทำและขอบคุณท่านในวันที่เค้าประสบความสำเร็จ สิ่งที่ท่านจำเป็นต้องฝึกทำให้เป็นนิสัยคือ

  1. กล้าสั่งการ แม้จะรู้ว่าเป็นงานที่ลูกน้องไม่ชอบทำ แต่เป็นสิ่งที่จะทำให้พวกเค้ามีทักษะใหม่
  2. ลดระดับของการสังสรรค์เรื่องส่วนตัว เช่น งดซื้อของขวัญ เปลี่ยนเป็นคำอวยพร ในวันเกิด เพิ่มการชื่นชมด้านพัฒนาการการทำงาน เช่น เมื่อทำงานได้ดี กล่าวชมต่อหน้าทีมงาน และต่อหน้าผู้บริหาร ให้ลูกน้องรับทราบว่าท่านเป็นไมค์ขยายเสียงความสามารถของเขา
  3. เมื่อมีความผิดพลาด ให้เวลาลูกน้องคิดด้วยตนเอง ทบทวนความผิดพลาด และลดอัตตาของตนเองลงก่อนที่จะปลอบใจและหาวิธีช่วย
  4. หากลูกน้องไม่เปลี่ยนพฤติกรรมหรือไม่ทำตามคำสั่ง การแสดงอารมณ์โดย ใช้เสียงดัง ใส่สีหน้า หรือการทุบโต๊ะ ก็เป็นบทบาทที่ท่านควรฝึกแสดงให้เป็น เพราะถือเป็นเครื่องมือสำคัญเสมือนไม้เรียวสำหรับคุยกับเด็กดื้อ เพื่อให้ลูกน้อง (ที่ยังไร้เดียงสาเกินไปในวันนี้) ได้รู้ตัวและกลัวพอที่จะทดลองทำตามคำสั่งของท่านทันที โดยไม่มัวแต่เถียงเพื่อเอาชนะจนลืมว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบผลงานตัวจริง
  5. กรณีมีลูกน้องหลายคน การเขียนกฎให้ชัดเจน และตัดสินอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฎิบัติ จะทำกให้ลูกน้องรับรู้ได้ว่า ท่านเป็นคนแยกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว จะทำให้พนักงานทุกคนให้ความเคารพกฎ และเคารพท่านไปพร้อมๆ กัน

ในทางกลับกัน หากท่านไม่เคยกลัวลูกน้องเกลียด และไม่เคยคิดจะขอความร่วมมือ หรือ ไม่เคยสนใจเรื่องส่วนตัวของลูกน้องคนใดเลย ท่านก็น่าจะเป็นผู้นำที่เชื่อว่าธุรกิจของท่านมีคนรอสมัครเข้าทำงานเสมอ ไม่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญพิเศษใด ใครทำก็ได้ ไม่ว่ามาทำงานด้วยอารมณ์ใด คุณภาพสินค้าหรือบริการไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งคงเป็นธุรกิจในฝันที่หาได้ยาก

จุดสมดุลอยู่ที่ใด? คงดูที่พัฒนากรขององค์กร และของพนักงานรายคน ที่ควรมีไปพร้อมๆ กันตามอายุองค์กร และอายุงานที่เพิ่มขึ้น

 ………….

โดย ดร.วรัญญา อัจฉริยะชาญวณิช

Change Tutor – นักพัฒนาดาวเด่นในองค์กรแบบพุ่งเป้า

Founder & Managing Director, Wintegrate 99 Co., Ltd.

DCP 266/19, Certified Project Management Professional of PMI

ผู้แต่งหนังสือ The Change Tutor – จะเรียกดิฉันว่าหมอดูก็ได้ถ้าคุณยอมเปลี่ยน

27/10/2563

Kid-D Tum-D,

ยาแก้ปวดใจ

“อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดไปกรีดหิน”

จริงตามโบราณหรือเปล่าว่า การถูกเหยียดหยามทางสังคมนั้นไม่ชอกช้ำ
วันนี้ผมขอนำเสนอชาว KINN จากมุมผู้นำสมอง เรื่อง Social Pain
กับการบริหารจัดการบุคลากรในองค์กร หรือแม้แต่บุคคลใกล้ตัว
มีงานวิจัยงานหนึ่ง ทดลองด้วยการให้ผู้ร่วมโครงการ เล่นเกมออนไลน์ โดยเกมนี้
เป็นการโยนลูกบอลไปมาระหว่างผู้เล่น 3 คน
โยนไปสักพัก พอเพลินๆผู้เล่นคนหนึ่งจะถูก “ตัด” ออกจากเกมซะเฉยๆ
กล่าวคือเพื่อนอีกสองคนจะเลิกเล่นด้วย ไม่โยนบอลให้ กลับไปโยนกันเองอยู่แค่สองคน

อ้าว…
แล้วนักวิจัยเอาคนที่ถูกตัดออกจากเกมไป “วัดหัว”
คือสแกนดูว่าในสมองเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างนั้น
ผลคือ สมองของคนที่เกิดประสบการณ์ Social Pain นั้น
มีการตอบสนองคล้ายกับความเจ็บปวดเวลาเราเจ็บตัว เช่นถูกมีดบาด หรือเตะโต๊ะ เป็นต้น
หากดูแต่สแกนสมองเฉยๆ โดยไม่บอกว่าเจ้าตัวกำลังประสบเหตุการณ์อะไร
เราอาจบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคนๆนี้กำลัง “เจ็บตัว” หรือ “เจ็บใจ”


นักวิจัยอีกทีมหนึ่งที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science ทดลองต่อไปว่า
แล้วถ้าอย่างนั้น “ยาแก้ปวด” ล่ะ จะสามารถแก้ “ปวดใจ” ได้ไหม?
พวกเขาแบ่งคนที่มี Social Pain เป็นสองกลุ่ม แล้วทดลองให้กินยาไทลินอล
(ยาแก้ปวดพาราเซตามอล) เพื่อดูว่าจะเกิดผลอย่างไรต่อความรู้สึกแย่ๆที่มี
ผลคือ กลุ่มที่กินยาไทลินอล สามารถลดความเจ็บปวดทางจิตใจได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กิน
ซึ่งคอนเฟิร์มอีกครั้งด้วยผลการสแกนสมอง ที่วัดค่าความเจ็บปวดที่ลดลงในคนกลุ่มนี้
ข้อมูลเหล่านี้บอกเราว่า เจ็บตัวกับเจ็บใจ “ชอกช้ำ” คล้ายๆกัน แถมมีข้อมูลเสริมอีกด้วยว่า
เวลาเรานึกถึงความเจ็บใจที่เคยเกิดขึ้น เราจะรู้สึกเจ็บเหมือนเดิม
(ลองนึกถึงคนรักเก่าที่ถูกเพื่อนสนิทแย่งไปสิครับ) แต่เวลาเรานึกถึงตอนมีดบาดภายหลัง
เรารู้สึกเฉยๆไม่ยักเจ็บ
แปลว่า “เจ็บใจ” อาจจะแย่กว่า “เจ็บตัว” ด้วยซ้ำไป
ว้าว…

ฝากข้อมูลเชิงบริหารก่อนจาก แล้ว Social Pain เกิดจากอะไรได้บ้าง? ผมขอแชร์โมเดล
F.E.A.R.S. ซึ่งประยุกต์จากข้อคิดต่างๆเชิง Brain-Based Leadership
F.E.A.R.S. แปลว่าสิ่งที่สมอง ‘กลัว’
F คือ Fairness สมองมนุษย์ตอบสนองต่อความยุติธรรม หากมีอะไรที่ไม่แฟร์
ขนาดไม่ใช่เรื่องของเรา เรายังรู้สึกเจ็บปวด
E คือ Expected สมองมนุษย์ชอบรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากไม่รู้หรือไม่แน่ใจ
สมองไม่ชอบ
A คือ Autonomy สมองมนุษย์ต้องการสิทธิในการเลือก
หากอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือก สมองจะต่อต้าน
R คือ Relatedness สมองมนุษย์วางใจคนที่เป็นพวกเดียวกันมากกว่าคนที่ต่างพวก
ตัวนี้สำหรับคนไทยมีน้ำหนักเป็นพิเศษ
S คือ Status สมองมนุษย์วัด Pain

จากสถานะของตนเองเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นรอบตัว เวลาเรารู้สึกสูงกว่า
เรารู้สึกดี เวลาเรารู้สึกต่ำกว่า เรารู้สึกแย่
ดังนั้น เวลาผู้บริหารทำอะไร ลองพิเคราะห์ด้วยโมเดลนี้ก็ได้ครับ หลายเรื่องที่ทำ
แม้อาจไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็สร้าง Social Pain ให้กับคนรับได้เหมือนกัน
เช่น ประโยคเด็ดของหัวหน้า “ปัญหานี้ฝีมือใคร?” เป็นประโยคที่โดน F.E.A.R.S.
ของผู้ฟังเกือบทุกตัว ได้ยินปุ๊บ Social Pain ขึ้นปั๊บ
ซึ่งหากผู้พูดเข้าใจการทำงานของสมอง
อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคนในความดูแลได้ดีขึ้น
หรือไม่ เตรียมพาราฯไว้แจกลูกน้องเยอะๆ ก็น่าจะใช้ได้เหมือนกันครับ

………..

SOCIAL,

ในความปกติใหม่ คุณจะเป็น “ผู้รอด” หรือไม่

ช่วงนี้ได้คุยกับหลายคนถึงผลกระทบจาก COVID ที่ส่งผลต่อการทำงาน บางคนตกงาน และหลายคนกำลังจะต้องออกจากงาน Panasonic ลดคนแล้ว การบินไทยลดต้นทุนด้วยการตัดเงินเดือน หลายบริษัทปิดกิจการ ในขณะที่หลายคนเริ่มงานพิเศษมีรายได้เสริมจากการขายขนมมาตั้งแต่โควิดแล้ว

ในขณะที่หลายคนที่มีงานทำ บริษัทไม่เคยลดเงินเดือนกลับไม่เห็นถึงสิ่งเหล่านี้ที่อยู่รอบตัว ทำงานแบบเดิม หรือประสิทธิภาพน้อยลง ความกระตือรือร้นหายไป หรือเมื่อหัวหน้าบี้ยอด พอนายไม่ดุก็ชิล

บางบริษัทพนักงานต้อนรับที่ล้อบบี้ น่าจะราว 5-6 คน ไม่สนใจแขกที่มา แต่นั่งเล่นเกมส์ และดูทีวี ได้อย่างสบายใจ

สภาพแบบนี้เหมือนคนที่ไม่รู้ว่าช่วงนี้ประเทศเราแย่แค่ไหน เศรษฐกิจแย่แค่ไหน และบริษัทเขาจะอยู่รอดหรือไม่ และเอาแต่ประโยชน์ ความพอใจของตัวเองเป็นหลัก

คำถามที่คุณสามารถถามตัวเองได้เลยคือ

1. ถ้าเราเป็นเจ้าของกิจการเราจะประเมินผลการทำงานของคนๆนี้อย่างไร อะไรคือข้อดี อะไรคือสิ่งที่ควรพัฒนา

2. และคุณจะจ้างคนๆนี้ไว้หรือไม่

3. ถ้าบริษัทจะเอาคนออก เราจะเป็นคนแรกหรือคนสุดท้าย และเพราะอะไร

คำพังเพยที่ว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา อาจเกิดขึ้นกับใครหลายๆคนเมื่อไม่เจอกับตัวเองก็ประมาท แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้มันใกล้ตัวกว่าเหตุการณ์ไหนๆ อย่ารอจนวิกฤตมาถึงตัว

รีบปรับ เปลี่ยน เป็นเดือดเป็นร้อนให้บริษัท

รีบพัฒนาตนเองให้พร้อม หางานใหม่ เพราะชีวิตไม่ได้จบเพียงเพราะตกงาน

คนเราผ่านความปกติใหม่มาหลายครั้ง นับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น การย้ายโรงเรียน ย้ายถิ่นฐาน ย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน หรือการเกิดการเจ็บป่วยของคนในบ้านที่เราต้องดูแล การแต่งงาน มีคู่ มีลูก เหตุการณ์ต่างๆนี้ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนอยู่ตลอด

โควิดเป็นเพียงเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงหนึ่ง ดูผลกระทบให้ออก และ “เปลี่ยน” ตัวเองให้ได้

เพราะเราจะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมอย่างช่วงก่อนโควิดอีกต่อไป

อยากรอด ต้องเปลี่ยน เริ่มที่ทัศนคติตนเอง..ตั้งแต่วันนี้

LIVING,

สูตรฟักทองสังขยา ไร้กะทิ เพื่อสุขภาพ

สวัสดีจ้า กลับมาเจอกันอีกเช่นเคย วันนี้มาพร้อมกับเมนูขนมไทย สูตรขนมแบบคลีนๆ สำหรับคนที่อยากทานขนมหวานไทยแต่กลัวอ้วน หรือคนที่เป็นเบาหวานต้องควบคุมน้ำตาล นั้นคือ แท๊น แท๊น แทน  “ฟักทองสังขยา” จ้า รสชาติอาจจะไม่หวานมัน เท่าต้นฉบับ เพราะเราไม่ใช้กะทิ เลือกใช้นมจืดหรือนมอัลม่อนแทน แต่บอกเลยว่าอร่อยไม่แพ้ต้นฉบับแบบไทยๆแน่นอน ถ้าพร้อมแล้วไปดูส่วนผสมและวิธีทำกันเลยจ้า

สูตรฟักทองสังขยา ไร้กะทิ เพื่อสุขภาพ

ส่วนผสม

  • ฟักทอง 150 กรัม หรือ1 ลูก
  • ไข่ไก่ 4 ฟอง (ใช้ไข่ไก่แทนไข่เป็ด เนื่องจากไข่เป็ดคอเลสเตอรอลสูง)
  • นมจืดหรือนมอัลม่อน 200 มล. (ใช้แทนกะทิ)
  • น้ำตาลมะพร้าว
  • เกลือ
  • ใบเตย

วิธีทำ

1.           เลือกฟักทองแก่ (วิธีเลือกดูได้ที่เคล็ดลับด้านล่างค่ะ)  สังขยาฟักทอง มี 2 แบบ ดังนี้

1.1      ทำแบบฟักทองทั้งลูก นำฟักทองทั้งลูกไปล้าง เจาะตรงกลางเพื่อที่จะคว้านเอาไส้ในออกและเหลือพื้นที่ไว้เทน้ำไข่(สังขยา)

1.2     ทำแบบใส่ถาดนึ่ง ผ่ากลางคว้านไส้ด้านในทิ้งให้หมด หั่นเป็นชิ้นขนาดตามความชอบได้เลยค่ะ เพื่อเรียงใส่ในถาดนึ่ง

2.  ตอกไข่ใส่ถ้วยเปล่าที่เตรียมไว้  ใส่ส่วนผสมทั้งหมด นมจืด น้ำตาลมะพร้าว เกลือเล็กน้อยตัดความหวาน(ปรุงรสตามชอบ)

3.  นำใบเตยที่ล้างทำความสะอาดแล้วมายี่ๆเล็กน้อยให้มีกลิ่น นำลงไปใช้มือขยำใบเตยกับไข่และส่วนผสมทั้งหมดเพื่อดับคาวไข่ค่ะ(ขั้นตอนนี้อย่าลืมล้างมือน๊า)

1.           เมื่อขยำจนเนื้อไข่เข้ากับส่วนผสมแล้ว นำมากรองด้วยกระชอนหรือผ้าขาวบางก็ได้ค่ะ เพื่อให้เนื้อของขนมเนียนละเอียด

4.  เตรียมภาชนะใช้สำหรับนึ่งและลูกฟักทองที่คว้านตรงกลางไว้ นำฟักทองที่หั่นเรียงลงไป ตามด้วยส่วนผสมไข่(สังขยา)ที่เตรียมไว้ ถ้ามีฟองลอยขึ้นมาต้องช้อนทิ้งเพื่อไม่ให้ขนมเป็นฟองอากาศทำให้ขนมไม่เรียบสวย

5.  ต้มน้ำให้เดือดจัดก่อน แล้วหรี่ไฟอ่อน นำส่วนผสมที่ใส่ภาชนะแล้วนึ่งประมาณ 30 นาทีหรือจนสุก

6.  วิธีเช็คว่าไข่(สังขยา)สุกหรือไม่ ให้นำไม้จิ้มลงไปที่ขนมถ้าไม่มีน้ำไข่ติดไม้มาแสดงว่าขนมสุกได้ที่ค่ะ) สุกแล้ว นำออกจากหม้อนึ่ง พักให้คลายความร้อน พร้อมเสิร์ฟความอร่อยได้เลยจ้า

เคล็ด(ไม่)ลับ

  1. วิธีเลือกฟักทองแก่ ฟักทองแก่จะมีรูปทรงกลมค่อนข้างแบน ผิวของเปลือกมีสีเหลืองอมเขียวไปถึงขั้วจุกและขรุขระ หัวขั้วจุกของฟักทองมีร่องลึกและรอยบุ๋ม แสดงว่าผลฟักทองแก่
  2. ใช้ใบเตยขยำกับไข่ เพื่อลดกลิ่นคาวของไข่ ทำให้ทานได้ง่ายขึ้นค่ะ
  3. ต้องกรองไข่ก่อนนำไปนึ่ง เพื่อทำให้เนื้อของไข่(สังขยา)เนียนละเอียดน่ารับประทาน
  4. วิธีเช็คว่าไข่(สังขยา)สุกหรือไม่ ให้นำไม้จิ้มลงไปที่ขนมถ้าไม่มีน้ำไข่ติดไม้มาแสดงว่าขนมสุกได้ที่ค่ะ

………………..

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แก้วมังกร ลดไขมันในเลือดได้

สูตรปลาดอร์รี่ผัดฉ่า สูตรคลีนรสชาติจัดจ้าน ทานไม่เบื่อ

สูตรพิซซ่าเวียดนาม สูตรคลีน อร่อยง่ายได้ที่บ้าน

HEALTH,

5 สมุนไพรจีน ยอดฮิต แนะวิธีเลือกยาจีนอย่างไร ให้ได้ผลดีที่สุด ?

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สมุนไพรจีน เป็นสิ่งที่ผู้คนยังให้ความสนใจ และในยุคนี้คีย์เวิรด์ที่ถูกค้นมากที่สุด คงหนีไม่พ้นคำว่า สังคมผู้สูงอายุ หุ่นยนต์ AI  นวัตกรรมสุขภาพยั่งยืน Wellness และเทคโนโลยีชีวภาพสมุนไพร  โดยมีภาวะวิกฤตโควิท – 19 เป็นตัวเร่งความปั่นป่วนให้เกิดกระแสการดูแลสุขภาพแบบทวีคูณด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีอันทันสมัยเพื่อตอบสนองสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างยั่งยืน

มากกว่า 4000 ปี ที่สมุนไพรจีนมีบทบาทต่อมนุษยชนโดยเริ่มที่ชาวจีนเป็นกลุ่มแรก  แน่นอนการดูแลสุขภาพของคนเราในยุคปัจจุบัน 5 G มีให้เลือกด้วยกันหลายช่องทาง ทั้งการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง  การดูแลสุขภาพแบบแพทย์ทางเลือก โดยปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน  แพทย์แผนจีน แพทย์แผนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดูแลสุขภาพด้วยศาสตร์การรักษาแบบจีน ถือเป็นศาสตร์ที่คนให้ความสนใจและนิยมมาก

สมุนไพรจีน ยาจีน วิธีเลือกยาจีน

สมุนไพรจีน สรรพคุณอันยอดเยี่ยม ที่ทรงคุณค่า

เมื่อการแพทย์จีน แพทย์ทางเลือก มีบทบาทในการรักษาและการดูแลสุขภาพของสังคมเรามากขึ้น  วิธีการและสมุนไพรต่าง ๆ ของจีน จึงเป็นรู้จักในบ้านเรามากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ว่า ที่เราท่านทราบดี ยาจีนบางชนิดมีราคาค่าตัวสูงมาก เนื่องจากเป็นสมุนไพรที่หายาก แต่ทว่า…คนก็ยังยอมจ่ายแพงเพื่อให้ได้มารับประทานบำรุงสุขภาพร่างกายของตัวเอง

และเมื่อเรามาพิจารณาและวิเคราะห์กันโดยองค์รวมประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศจีน  จะสังเกตเห็นว่า ประชากรชาวจีนมีค่อนข้างอายุยืนยาว ! และถ้าพิจารณากันลึกลงไปอีก นอกจากชาวจีนจะมีอายุยืนยาวแล้ว ยังมีพละกำลัง และสมรรถภาพในด้านต่าง ๆ ก็แข็งแรงมาก  นี่รวมถึงบางคนที่มีอายุมากแล้วก็ตาม ก็ยังมีกำลังวังชาที่แข็งแรงกว่าคนชาติอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังเป็นที่ทราบกันดีว่า คนจีนส่วนใหญ่มักดื่มเครื่องยาจีน และเน้นรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของยาจีน แล้วก็เกิดผลดีต่อร่างกายอย่างเห็นได้ชัด แบบไม่ต้องสงสัยกันเลย

ทานสมุนไพรจีน ตัวไหน ถึงจะดี ?

ถือเป็นคำถามที่พบบ่อยสำหรับมือใหม่เพิ่งเริ่มทานสมุนไพรจีน (หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ยาจีน) หากจะพูดถึงสรรพคุณของยาจีน ที่เราทุกคนล้วนรู้จักดีที่มีประโยชน์อย่างมากมายทางด้านช่วยบำรุงร่างกายในทุกอวัยวะส่วนของร่างกาย จึงทำให้หลายคนมักนำสมุนไพรจีนนั้น มารับประทานในรูปแบบของเครื่องเทศบ้าง เครื่องยาจีนบ้าง เพื่อเพิ่มรสอาหารให้อร่อย และทรงคุณค่ามากขึ้น  หรือในรูปแบบของยาชูกำลัง โดยสามารถเห็นในหลากหลายรูปแบบการบรรจุ  บ้างก็บรรจุในเม็ดแคปซูลที่รับประทานแสนง่ายมาก หรือนำมาบด  ตาก  ผึ่ง  ให้แห้งแล้วชงดื่มกับน้ำชา  ทำให้กระแสยาจีนจึงเป็นที่นิยมของคนทุกยุคทุกสมัย กันเลยทีเดียว !

ดังนั้น การเลือกรับประทาน “ยาจีน” นั้นย่อมเกิดประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแน่นอน แต่อย่าลืม ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ ล้วนมีขีดจำกัดในเรื่องความเหมาะสม ความพอดี  เพราะหากเราไม่ทราบ แล้วรับประทานไปเกินความจำเป็นแล้ว จากที่ให้ประโยชน์ ก็ทำให้เกิดโทษโดยไม่รู้ตัว ควรเดินสายกลาง พร้อมศึกษาให้ถ่องแท้ ว่า “ยาจีน” ตัวไหน ช่วยเรื่องอะไร ควรทาน ควรดื่มประมาณไหน ให้เข้ากับระบบสมดุล หยินหยางของร่างกาย

สมุนไพรจีน ยาจีน วิธีเลือกยาจีน

5 สมุนไพรจีน ที่ติดอันดับท๊อปคนนิยมมาก

1.เต็กย้ง (Deer Antler Velvet) หรือ เขากวางอ่อน

เต็กย้ง สมุนไพรจีน ยาจีน วิธีเลือกยาจีน

ขอหยิบมาไว้ข้อแรกเลย  เขากวางอ่อน ตั้งแต่โบราณกาลได้ยกย่องยาจีนชนิดนี้เป็นยา โดยมีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์จีนตำรายาจีนอย่างละเอียดในการใช้ประโยชน์สรรพคุณของเจ้าตัวเขากวางอ่อน (เต๊กย้ง) โดยมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงชั้นเลิศ ! โดยจัดให้สำหรับขุนนางในวัง ใช้เสริมกำลัง ช่วยบำรุงไต บำรุงกระดูก ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย ฯลฯ  โดยได้มาจากการการตัดเขากวาง ตามช่วงการเจริญเติบโตในระยะเวลาที่เหมาะสม และเขากวางนี้ จะมีการงอกใหม่ทุกปีตลอดชีวิตของมัน  (เหมือนกับทางฝั่งยุโรป  ที่มีการตัดขนแกะ ซึ่งขนแกะสามารถงอกใหม่ได้เอง)  เขากวางที่มีคุณภาพ มีถิ่นกำเนิดมาจากมณฑลกิกลิ้ม และมณฑลเฮ็กเล่งก้ง ทางตอนเหนือของประเทศจีน ปัจจุบันมีการบดเป็นผง บรรจุแคปซูลขายด้วย

ตามตำรับแพทย์แผนจีน การที่จะเลือกเขากวางมาใช้ จะแบ่งออกได้ง่าย ๆ เป็น 3 ส่วน คือ ส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่าง  แต่ที่นิยมนำมาใช้คือ ส่วนบน หรือปลาย โดยนิยมใช้เป็นยาป้องกันโรค  ใช้เป็นยารักษาโรคไขข้อ อีกทั้งยังเหมาะกับผู้สูงอายุที่มักขาดแร่ธาตุแคลเซียม  ผู้เขียนเอง ทานกันทุกปี (ตั้งแต่ยังเด็ก)  โดยเลือกทานช่วงหน้าหนาว  เพราะ เต็กย้ง หรือ เขากวางอ่อน  ฤทธิ์สมุนไพรร้อน ถ้าทานตอนหน้าร้อน อาจร้อนในได้

2.รังนก (Bird’s Nest)

Birds nest รังนก สมุนไพรจีน ยาจีน วิธีเลือกยาจีน

เคยถูกขนานนามว่า “ทองคำขาว แห่งท้องทะเล” เพราะสมัยก่อนถือเป็นอาหารที่หายากและมีราคาแพง มีเฉพาะคนชั้นสูงเท่านั้นที่จะโอกาสลิ้มลองรสรังนกนางแอ่น  รังนกนางแอ่นที่ดีมีคุณภาพ จะอยู่แถบทะเลด้านตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สิงคโปร์  ประเทศไทย อินโดนีเซีย และแถบมณฑลไห่นาน ประเทศจีน  แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการสร้างบ้านให้นกนางแอ่นมาทำรัง และสามารถทำรายได้ได้อย่างมหาศาล  ประโยชน์ของรังนกหลัก ๆ คือ ช่วยในเรื่องระบบทางเดินหายใจ ถือเป็นสมุนไพรบำรุงสุขภาพเด็กที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ด้วยเพราะรังนกเป็นโปรตีนที่ละลายน้ำได้ สามารถเสริมสร้างเซลล์ภายในระบบภูมิคุ้มกันโรคได้  ในรังนกนางแอ่น มีสาร Epidermal Growth Factor ที่มีคุณค่าต่อระบบเลือด จึงช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยชะลอความชรา

3.ตังกุย (Angelica Sinensis)

ตังกุย สมุนไพรจีน ยาจีน วิธีเลือกยาจีน

ถือเป็นพระเอกในเรื่องการบำรุงเลือดเลยค่ะ ตังกุยเหมาะกับทุกเพศทุกวัย ที่มีอาการเลือดบกพร่อง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาไม่ปกติ แนะนำให้ทานตังกุยได้เลย  ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนดี  เดิมทีเดียว ตังกุย ถูกค้นพบในประเทศจีน อยู่ระหว่างเขตร้อน และเขตหนาว เหมาะกับสภาพอากาศชื้น นิยมนำรากของตังกุยมาทำเป็นยา ดีต่อร่างกายอย่างมาก ตังกุย อุดมด้วยวิตามินบี 12 ที่มีแร่ธาตุและแคลเซียม ที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ทำให้สุขภาพดี ผิวพรรณผ่องใส  ตังกุย ยังมีสรรพคุณช่วยทำให้ลำไส้ย่อยดีขึ้น กระตุ้นการขับถ่าย  จะเห็นได้ว่า ตังกุย มีสรรพคุณที่โดดเด่นในเรื่องของการบำรุงเลือด เหมาะกับผู้มีเลือดจาง หรือ คนที่เข้าสู่วัยทอง เพราะนอกจากช่วยบำรุงเลือดแล้ว ยังช่วยบำรุงประสาท ทำให้สมองปลอดโปร่ง   ในท้องตลาดบ้านเรา สามารถหาซื้อตังกุยได้สะดวก อยู่ในรูปแบบเป็นฝานแผ่น ๆ โดยมาต้มกับน้ำเพื่อดื่มแทนชา ก็แสนอร่อย หอม ตังกุย ได้ทราบถึงสรรพคุณตังกุยแล้ว รีบหามาทานเพื่อบำรุงเลือดกันนะคะ

4.แปะก๊วย (Ginkgo Biloba)

แปะก๊วย สมุนไพรจีน ยาจีน วิธีเลือกยาจีน

แปะก๊วย มีต้นกำเนิดที่ประเทศจีนแถบตะวันออก ปัจจุบันมีการปลูกเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศญี่ปุ่น ต้นแปะก๊วย ถือเป็นหนึ่งในต้นไม้ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก แปะก๊วย เป็นพืชสมุนไพรชั้นยอด มีจุดเด่นในเรื่องช่วยทำให้ความจำดี บำรุงสมอง และแปะก๊วยยังอุดมไปดวยสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย โดยปัจจุบันนิยมนำทั้งใบและผลทำเป็นสารสกัดอาหารเสริมบำรุงสุขภาพกันเยอะทีเดียว แปะก๊วย ยังช่วยต้านโรคซึมเศร้า และอัลไซเมอร์ ช่วยเพิ่มความจำให้กับแก่คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์   ดังนั้น แปะก๊วย ถือเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา มีประโยชน์ช่วยทำให้สมองทำงานได้อย่างปลอดโปร่ง  ปัจจุบัน หาซื้อทานแปะก๊วยแสนง่าย  วิ่งรถเข้าตลาดเก่า เยาวราชมีเพียบเลยค่ะ  มีออนไลน์ขายด้วย สะดวกสบายที่สุดชีวิตติดออนไลน์

5.ถั่งเช่า (Ophiocordyceps sinensis)

ถั่งเช่า (Ophiocordyceps sinensis) สมุนไพรจีน ยาจีน วิธีเลือกยาจีน

ถือเป็นสมุนไพรหายากและมีราคาสูงมา พบได้ในพื้นที่สูงตามเทือกเขา และสภาพภูมิอากาศที่เย็นจัดและชื้นจัด เรียกได้ว่าเป็นสภาพอากาศที่มีเฉพาะถิ่นเท่านั้น อีกทั้งต้องมีความสูงประมาณ 10,000 – 12,000 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล ถั่งเช่าที่มาจากเทือกเขาทิเบต และภูฎาน จะได้รับความนิยมมาก

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าเราเสริชหาข้อมูลพิมพ์คำว่า ถั่งเช่า ผ่านกูเกิ้ล ใช้เวลาเพียงแค่เสี้ยววินาที ภาพที่ได้มาตรงหน้าจอ จะเห็นเป็นภาพโรแมนซ์สื่อไปทางด้านเพศสัมพันธ์ สมรรถภาพทางเพศ  แล้วถ้าถามตรง ๆ ล่ะ การทานถั่งเช่า ได้แค่ เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ แค่นั้นเองหรือ ? มีหลายคนสงสัยว่า ถ้าไม่ได้ต้องการ “เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ” ทานถั่งเช่าได้หรือไม่ แน่นอน คงต้องยอมรับว่า สมุนไพรถั่งเช่า เป็นสมุนไพรที่หายาก มีราคาสูง และมีงานวิจัยทั่วโลก ระบุว่า มีสรรพคุณในการกระตุ้นการไหลเวียนเลือด บำรุงร่างกาย ช่วยปรับหยิน-หยางในร่างกายให้เกิดการสมดุล บำรุงหลอดเลือด ดูแลระบบเผาผลาญในร่างกาย เพราะถ้าระบบการไหลเวียเลือดในร่างกายไม่ไหลเวียน หยิน-หยางในร่างกายไม่สมดุลแล้วหล่ะก็  สมรรถภาพทางเพศจะดีได้อย่างไร หรือ จะอธิบายสั้น ๆ ว่า “ถ้าร่างกายไม่สมบูรณ์ อย่าว่าแต่สรรถภาพทางเพศ โรคต่าง ๆ จะถามหากันเสียด้วยซ้ำ” ข้อนี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่คนส่วนใหญ่ มักมองข้าม

ช่วงในระยะหลังมีผู้สนใจในสรรพคุณด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของสมุนไพรถั่งเช่าที่ช่วยให้อายุยืนยาว และช่วยให้ร่างกายแข็งแรง จึงเริ่มมีการนำถั่งเช่ามาสกัดเพื่อให้ได้สารคอร์ดีซิปีนเข้มข้น (มากกว่าถั่งเช่าเพาะเลี้ยงทั่วไป) ถั่งเช่าสกัดที่มีความเข้มข้นมาก จึงมีสารประโยชน์ที่ทรงคุณค่าต่อร่างกาย

สมุนไพรจีน ยาจีน วิธีเลือกยาจีน

ปัจจุบัน ยาจีนทานแสนง่าย เพราะมีมาในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการต้ม  การชง  บรรจุในแคปซูล หรือแม้กระทั่งนำมาปรุงในอาหารประเภทตุ๋นหรือนึ่ง ก็จะทำให้รับประทานได้อย่างอร่อยขึ้นเยอะ  ถือว่าสมุนไพรจีนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ทำได้ง่าย ๆ และมีความสนใจไม่น้อยทีเดียว

.……….

(เครดิต : traditional Chinese Medicine : What you need to know, www.nccih.nih.gov, www.hopkinsmedicineorg, sukkaphap-d.com, huachiewtcm.com, www.i-kinn.com)

บทความที่น่าสนใจ

7 วิธีง่าย ๆ ลดไขมันในเลือด แบบเห็นผลชัด !

วัยทองกับอาหาร คนวัยทองควรทานอาหารแบบไหน และแบบไหนที่ควรเลี่ยง

เปิด 5 สัญญาณขาดธาตุเหล็ก อาการร่างกายขาดธาตุเหล็กสังเกตยังไง

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com