จากช่วง 7:30 ที่ผมนำเสนอไปในรายการ Mission Daily Report เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม ผมเอามาโพสต่อให้ในนี้สำหรับคนที่อยากดูซ้ำอีกทางนะครับ
ถ้าถามว่าความพ่ายแพ้แบบไหนที่เจ็บปวดที่สุด 1 ในนั้นก็น่าจะเป็นการแพ้โดยที่เราคิดว่าต้องชนะแน่ๆ
เพราะความพ่ายแพ้แบบนี้มักจะทำให้คนๆนั้นรู้สึกล้มเหลวและเจ็บปวดจนไม่อยากจะลุกขึ้นมาทำมันอีกครั้ง
ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 2003 และ 2005 ทีมวิ่งผลัด 4×100 ม. หญิง ทีมชาติไทย ประกอบด้วย ภัสสร จักษุนิลกร, ณีรนุช กล่อมดี, ลภัสภร ถาวรเจริญ และ นงนุช แสนราช คว้าแชมป์ของการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์เอเชีย ได้ถึง 2 สมัยซ้อน

ซึ่งผลจากการคว้าแชมป์กรีฑาทวีปเอเซียได้ 2 สมัยติดต่อกัน ทำให้ทีมลมกรดหญิงชุดนี้ ได้รับการจับตามองจากสื่ออย่างมาก ในฐานะตัวเต็งที่จะซิวเหรียญทอง มหกรรมกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 2006 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ให้กับทัพนักกีฬาไทย
นอกจากนี้ ทีมลมกรดหญิงไทยในตอนนั้น กำลังอยู่ช่วงที่สุดยอด ทั้งสภาพร่างกาย, ความมั่นใจ รวมถึงฟอร์มการวิ่ง แถมเคยเอาชนะทีมคู่แข่งที่จะได้เจอกันในเอเชี่ยนเกมส์หนนั้นมาแล้วทั้งสิ้น
แต่ทว่าพอลงแข่งจริง จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม แต่พวกเธอกลับทำได้ไม่ดีพอ ทำให้จากเป็นเต็ง 1 ที่จะคว้าเหรียญทองได้แน่ๆ กลับวิ่งเข้าเป็นแค่ที่ 3 ซึ่งจะได้แค่เหรียญทองแดง ซึ่งถือว่าน่าผิดหวังอย่างมาก

แต่มันไม่ใช่แค่นั้น
จังหวะรับส่งของไม้ 3 ต่อไม้ 4 ของ ภัสสร จักษุนิลกร และ นงนุช แสนราช เกิดการฟาวล์เพราะรับไม้ล้ำเส้นที่กำหนด ทำให้จากที่ได้ที่ 3 ก็ยังดี กลายเป็นถูกปรับแพ้ไปเลย
“หลังเปลี่ยนชุดเสร็จ เราเดินออกจากห้องคนแรก ได้เจอกับ กรรมการท่านหนึ่ง ที่เป็นคนไทย เดินมาบอกว่า ‘ทีมเอ็งฟาวล์นะ’ เท่านั้นแหละ เราเข่าทรุดลงไปนั่งร้องไห้กับพื้น ลุกไม่ขึ้นเลย” นงนุชเล่า
“ช่วงนั้นแค่มีใครพูดว่า ‘ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวเอเชียนเกมส์สมัยหน้า ค่อยกลับไปแก้ตัว’ เราจะร้องไห้ออกมาเลย เพราะสำหรับเรา มันอีกตั้ง 4 ปีเลยนะ เราไม่รู้ว่าตัวเองจะยังมีโอกาสกลับไปแก้ตัวอีกไหม ตอนนั้นอายุเราก็เริ่มมากแล้วด้วย” ณีรนุชเสริมต่อ
แต่ท้ายที่สุด ด้วยความพยายามและการไม่ยอมแพ้ บวกกับทีมเวิร์กอันสุดยอดเพราะซ้อมกันอย่างรู้ใจมาเป็นเวลาหลายปี สตาฟฟ์โค้ชจึงตัดสินใจสรุปเลือก ภัสสร จักษุนิลกร, ณีรนุช กล่อมดี, ลภัสภร ถาวรเจริญ และ นงนุช แสนราช 4 นักวิ่งผลัดผู้ที่ล้มเหลวอย่างไม่มีชิ้นดีในการแข่งขันคราวที่แล้ว ออกไปแก้ตัวลุยศึกเอเชี่ยนเกมส์ 2010 ที่จีนอีกสมัย
แต่ครั้งนี้ที่ต่างออกไปก็คือ พวกเธอไม่ใช่ตัวเต็งอีกแล้ว เพราะต้องเจอกับตัวเต็งอย่างทีมไต้ฝุ่นหญิงจีนซึ่งนอกจากจะได้ผลพวงจากเสียงเชียร์จากชาวจีนกว่าพันล้านคนเพราะแข่งในบ้านตนเองแล้ว ก็ยังพ่วงตำแหน่งแชมป์เก่าอีกด้วย
ยังไม่พอ ขนาดแข่งในบ้านจีนแท้ๆ ตัวที่เต็ง 1 กว่ากลับเป็นญี่ปุ่นที่เป็นแชมป์ตัวจริงวิ่งผลัด 4×100 เอเซียปีที่ผ่านมา และมีนักวิ่งเหรียญทอง 100 ม.หญิงลงวิ่งเป็นเพชรฆาตไม้สุดท้าย
ทีนี้เราจะไปดูกันครับ ว่าสุดท้ายแล้วการแข่งขันในวันนั้นเกิดอะไรขึ้น นงนุช แสนราช ไม้ 4 ผู้สวมวิญญาณเพชรฆาตวิ่งไล่กวดจนแซงนักวิ่งจากจีนเข้าเส้นชัยเป็นที่ 1 ได้ให้สัมภาษณ์หลังจากการแข่งขันว่า
” แว่บหนึ่งเรามีความรู้สึกว่า จีน เขากระชากไม้ 4 ออกตัวไปแล้ว ถ้าตามปกติ มันคงยากที่แซงได้ ก็พยายามพีคฟอร์มของตัวเองวิ่งให้ดีที่สุด”
“แต่วันนั้นมันเหมือนไม่ใช่ตัวเอง มีความรู้สึกที่เหมือนมีคนผลักให้ไปข้างหน้า เหมือนมีพลังมากกว่าพิเศษ วิ่งไปได้สักพักก็เริ่มรู้สึกเหมือนเรากำลังจะวิ่งหลุดผ่าน จีน ไปได้ อีกประมาณ 50 เมตร กำลังจะถึงเส้นชัย”
ผลงานชิ้นเอกของทั้ง 4 คน ส่งผลให้เพลงชาติไทยบรรเลงกระหึ่มในสนามแข่งขัน และทีมวิ่งผลัด 4×100 เมตร หญิงทีมชาติไทยก็สามารถแก้ตัวคว้าเหรียญทอง เอเชี่ยนเกมส์ 2010 ได้สำเร็จจริงๆ หลังเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 ด้วยเวลา 44.09 วินาที และบินกลับประเทศไทย ในฐานะฮีโร่หญิงของประเทศ และเป็นเหรียญทองเพียงเหรียญเดียวของทีมนักกรีฑาไทย
ฉากแห่งความสำเร็จ และเรื่องราวอันน่ายกย่องนี้ คงไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หากเมื่อพวกเธอทั้ง 4 คน ถอดใจและยอมแพ้ให้กับความล้มเหลวในการแข่งขันครั้งก่อน และไม่ตั้งใจซ้อมกับมีสมาธิให้มากกว่าเดิมเพื่อจะคว้าโอกาสในการกลับมาแก้ตัวอีกครั้ง
ผมอยากให้เรื่องราวนี้ เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่แพ้หรือเคยแพ้ ไม่ว่าจะพบเจอกับอะไรก็ตามโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทุกคนต่างก็ประสบกับความยากลำบากเช่นในตอนนี้ ลองควานหาศักยภาพของตัวเอง และนำมันออกมาใช้และไม่ยอมก้มหัวกับโชคชะตา หรือความพ่ายแพ้ง่ายๆ ถึงมันจะหนักหนา แต่ถ้าเราพยายามและอดทนมากพอ วันข้างหน้าก็อาจเป็นวันของเรา
และสุดท้าย คุณอาจจะวิ่งแซงโชคชะตาเข้าเส้นชัย เหมือนที่นงนุช แสนราช วิ่งแซงนักกีฬาจากจีนเข้าเส้นชัยเป็นที่ 1 ก็เป็นได้ครับ
#asiangames2010
#ทีมกรีฑาหญิงไทย
Read more