ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
WORK CLINIC,

นักกีฬาอาชีพ กับพนักงานประจำ

Work Clinic – EP 6

นักกีฬาอาชีพ กับพนักงานประจำ

สืบเนื่องจากการได้รับเชิญให้ไปจัดอบรมให้กับทีมนักกีฬาฟุตซอลอาชีพทีมหนึ่ง ในวันแม่ที่เพิ่งผ่านมา ด้วยโจทย์ที่ว่าจะทำอย่างไรให้นักกีฬาที่แต่ละคนล้วนฝีมือดี สามารถเตะร่วมกันได้อย่างดีในเวลาแข่ง ไม่ถอดใจเมื่อถูกอีกฝ่ายยิงประตูนำไปก่อน วันนี้จึงขอนำเรื่องนี้มาเป็นหัวข้อสะท้อนการทำงาน

สำหรับกีฬาประเภททีม ความสามารถเฉพาะบุคคลแทบไม่สามารถการันตีผลการแข่งได้มากนัก ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย บ่อยครั้งที่ความพ่ายแพ้หรือการถูกคู่ต่อสู้ชิงนำไปก่อน ทำให้นักกีฬาหลายคนในทีมหมดกำลังใจ ขาดสติในการเล่นต่อ จนลืมกลยุทธต่างๆ ที่เคยซ้อมมา หรือนักกีฬาบางคนก็อาจให้ความสำคัญเฉพาะเวลาแข่งขันมากจนลืมไปว่า….ที่จริงแล้ว ความแพ้/ชนะ ไม่ใช่ความรับผิดชอบโดยตรงของนักกีฬา แต่เป็นของทั้งทีม ซึ่งถ้าเทียบกับองค์กร ผู้รับผิดชอบควรเป็นผู้นำ แล้วจึงไล่ระดับลงมา ไม่ต่างจากองค์กรขนาดใหญ่ ที่กลยุทธถูกกำหนดมาจากระดับบริหาร แล้วถูกส่งต่อลงมาตามขั้น จนไปถึงระดับพนักงาน

หน้าที่ของนักกีฬาอาชีพ ถ้าเทียบกับพนักงานขององค์กร ก็คือ การทำบทบาทหน้าที่ของตนเองให้ครบถ้วน และเล่นให้ใกล้เคียงกับซ้อมให้มากที่สุด รับฟังคำสั่ง หรือ คำเตือนจากโค้ช เท่านั้นเอง เพราะเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกอย่างอื่นได้มากนัก แต่การทำบทบาทหน้าที่ของตนเองให้ครบถ้วน ก็ไม่ได้มีความหมายแคบเพียงการฝึกซ้อม และทำตามคำสั่งของโค้ชให้ดีในการแข่งเท่านั้น

เคล็บลับของการลดความเครียดในการแข่ง คือ การตั้งเป้าหมายและฝึกซ้อมให้หนักกว่าการแข่งจริง และมองการแข่งขันเป็นโอกาสของการอวดศักยภาพของตนให้แมวมองที่นั่งปะปนกับผู้ชม เพราะแมวมองตัวจริง จะไม่ได้เน้นเรื่องผลของการแข่งแต่ละครั้ง แต่จะเฟ้นหานักกีฬารายบุคคลที่มีแววดี ทั้งในเชิงทักษะการเล่น และพฤติกรรมการอยู่ร่วมกับทีมและการปฏิบัติต่อสาธารณะอีกด้วย

กลับมาดูที่การเป็นพนักงานกันบ้าง ในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งพนักงานประจำปี บริษัทก็ไม่ได้มองที่ผลงานของพนักงานเท่านั้น แต่ดูไปถึงแง่มุมของการได้รับความยอมรับจากพนักงานคนอื่นๆ ในฝ่ายเดียวกับ และข้ามฝ่ายอีกด้วย เมื่อมีจำนวนเก้าอี้จำกัด คนที่มีข้อบกพร่องน้อยที่สุดเท่านั้นจะได้รับเลือก

ดังนั้นแล้ว ทั้งนักกีฬาอาชีพ และพนักงานประจำ ก็ควรให้ความสำคัญกับด้านอื่นๆ ไม่เฉพาะเรื่องผลงานเฉพาะตัวเท่านั้น และการมีวินัยในการทำอย่างต่อเนื่องนั้น ก็ถือเป็นการสร้างเหตุที่ดี เพื่อรอรับผลที่ดีซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อปัจจัยภายนอกอื่นๆ เป็นใจ

……….

โดย ดร.วรัญญา อัจฉริยะชาญวณิช

ผู้แต่งหนังสือ The Change Tutor – จะเรียกดิฉันว่าหมอดูก็ได้ถ้าคุณยอมเปลี่ยน

POINT OF VIEW,

เป็นจอมผาพระสุเมรุเป็นหลักหมาย
เป็นลวดลายเลิศชั้นเป็นสัณฐาน
เป็นหลังคาอารักษ์จักรวาล
เป็นวิมานตระหง่านตาฟ้าสกล
นคราแห่งเทพเทพเสกสรรค์
สัตบริภัณฑ์ล้อมทิศาเวหาหน
ชะเงื้อมยอดทอดเงาไกลไพชยนต์
กัลปพฤกษ์กล่นประดับกลิ่นอันอิ่มอวล
กล่าวกำเนิดมหานทีสีทันดร
เขตขจรเขาไกรลาสอาสน์อิศวร
คนธรรพ์-เทวธิดามาเชิญชวน
หิมพานต์ล้วนฟ้อนร่อนระบำเริง
มนุษย์เอ๋ย มนุษย์โลก
ตราบบริโภคโลกวิถีโลกีย์เถิง
เป็นอยู่คือกอดความฝันอันบันเทิง
มิพักเพิ่งพบสวรรค์ต่างกัปกัลป์

“ภูเขาไฟเซเมรุ (เขาพระสุเมรุ)”

ภูเขาไฟที่ยังไม่หลับใหลแห่งอินโดนีเซีย

CR ภาพ – อนันต์

โชติสุนันท์

SOCIAL,

ของดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าด้วย

หากคุณยังไม่เคยถามตัวเองว่าต้องการให้ลูกค้าจดจำคุณแบบไหน วันนี้คงต้องเริ่มก่อนที่จะสายไป

หลายๆครั้งที่เราทำยอดขายไม่ถึงเป้า เราตั้งคำถามว่า ทำไมทำได้ไม่ถึงเป้า จะขายอะไรดี จะทำยังไงให้คนรู้จักสินค้าและบริการของเรามากขึ้น จะขยายไปกลุ่มไหน หรือจะให้ลูกค้าทดลองใช้ดีไหม คำถามเหล่านี้ล้วนให้ความสำคัญไปที่ตัวสินค้า และบริการของเรา ทั้งๆที่ก่อนที่จะทำธุรกิจนี้ เราก็คิดมาแล้วว่า สินค้าและบริการของเรานั้นดี

หลายครั้งอีกเช่นกันที่เราเกาไม่ถูกที่คัน และก็ทำให้ลงแรง ลงทุน และเสียเวลา เสียกำลังใจไปโดยไม่เห็นผลลัพธ์

จะดีกว่าไหม หากเรากลับมาสนใจ “คน” ที่เราต้องการให้เขามาเป็น “ลูกค้า” อย่างแท้จริง

แล้วลูกค้าต้องการอะไร

  1. การดูแลอย่างเป็นมิตร ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือการใช้คำพูดที่สุภาพ มารยาทที่ดี ให้เกียรติ กระตือรือร้น และมีรอยยิ้มเสมอ
  2. การฟัง ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือ ถาม ฟัง สนใจอย่างแท้จริง เพื่อเข้าใจความต้องการของเขาทั้งที่เขาพูดออกมา และที่ไม่ได้บอกอย่างชัดเจน หากเราถามไถ่และชวนคุย รับรองว่าเราจะได้รับข้อมูลมากกว่าที่คิด
  3. รู้จัก และเรียกชื่อของเขา ไม่มีใครชอบถูกเรียกว่าคุณลูกค้าหรอกค่ะ เพราะนั่นเป็นเหมือนคนทั่วๆไปที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไร ทำให้คนไม่แม้กระทั่งจะสนใจเรียกชื่อ ดังนั้นหากชื่อเขาอ่านยาก อย่าเดา แล้วเรียกผิดๆ ให้ถามและพยายามออกเสียงให้ถูก หาวิธีที่จะจดจำ และเรียกชื่อของเขาทุกครั้งที่ต้องสนทนาด้วย
  4. รู้สึกว่าเป็น VIP หรือเป็นคนพิเศษ เคยเห็นไหมคะ ที่ไปธนาคารแล้วมีมุมสำหรับลูกค้าบัตรพิเศษ หรือมีเงินฝากมากมายจนได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกว่าคนอื่น สิ่งนี้ก็คือความจริงอย่างหนึ่งว่า ก็เขาต้องการเป็นคนพิเศษ เราก็ควรที่จะดูแลเช่นนั้น ดังนั้นทุกคนก็เช่นกันที่อยากเป็นคนพิเศษ และเป็นคนสำคัญ ดังนั้น เมื่อคุณติดต่อ สนทนากับเขา อย่าให้มีอะไรมารบกวน อย่าพูดคุย ตอบคำถามคนอื่น แต่ให้ความสนใจแม้เรื่องเล็กๆน้อยๆของเขาเสมอ
  5. เพื่อนคู่คิด ที่เป็นผู้รู้ จะมีเหตุผลอะไรที่เขาควรจะคบกับเราหากเราช่วยเหลืออะไรเขาไม่ได้ ถามอะไรก็ไม่รู้ และไม่มีความรู้อะไรมาต่อยอดให้มุมมอง หรือเห็นความแตกต่าง การพัฒนาที่ทำให้เขาอยากเรียนรู้จากเราตลอด ดังนั้นการหมั่นขวนขวายหาความรู้เสมอก็สำคัญพอๆกับการถ่ายทอด และนำความรู้เหล่านั้นมาใช้จริงเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อลูกค้าได้เช่นกัน

“เพราะคุณมีเจ้านายที่แท้จริงคนเดียว และคนนั้นคือลูกค้า .. เขาพร้อมที่จะไล่คุณออก ไม่ว่าคุณจะใหญ่แค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน หรือ CEO ..หากเขาเพียงแค่จ่ายเงินให้กับองค์กรอื่น คุณก็หมดสิทธิ์ที่จะเรียกเขาว่าลูกค้าแล้ว” แซม วอลตัน ผู้ก่อตั้ง Walmart ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ติดอันดับหนึ่ง The Most Admired Companies, Fortune 500 ต่อเนื่องหลายปี

……….

#สนใจผู้อื่นอย่างแท้จริง #CustomerExperience #TheMostAdmiredCompany #Fortune500 #Walmart #WhatCustomerwants #DaleCarnegie

LIVING,

แจกสูตรชีสเค้กทอมแอนด์เจอรี่ ชีสเค้กอร่อยเพลินจนคำสุดท้าย

สวัสดีค่ะ ดิฉัน ลักกี้คนสวยคนเดิม เพิ่มเติมคือนำสูตรทำขนมที่กำลังฮิตมาฝากกันจ้า เป็นสูตรทำขนมง่ายๆ แบบไม่ต้องใช้เตาอบกันค่ะ นั้นคือ เค้ก  Tom and Jerry Cheesecake เค้กรูปชีส สุดคิ้วท์ ขนมยอดฮิตในเกาหลีและในไทย เนื่องจากรูปทรงที่เป็นชีสสีเหลืองน่ารัก แค่รูปทรงก็รู้เลยว่าทำมาจากชีสจริงๆแน่นอน บอกเลยว่าเห็นแบบนี้วิธีทำง่ายมากๆ ใช้ส่วนผสมแค่ 6 อย่างเท่านั้น เนื่องจากก่อนที่ดิฉันจะทำขนมนี้ได้มีการไปซื้อมารองชิมแล้ว เนื้อสัมผัสและรสชาติจะมีกลิ่นชีสที่แรงมาก มีความนุ่มๆ สำหรับคนที่ไม่ค่อยชอบจะทานยากนิดหนึ่ง วันนี้ดิฉันเลยมีการปรับสูตรให้ทานง่ายเข้ากับทุกคนจ้า ไปดูสูตรกันเลยยย

**อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้เลยคือ แม่พิมพ์ซิลิโคนรูปชีส **

แจกสูตรชีสเค้กทอมแอนด์เจอรี่ ชีสเค้กอร่อยเพลินจนคำสุดท้าย

ส่วนผสม

ไวท์ช็อคโกแลต (ตัวเคลือบชีสเค้ก)

  • ไวท์ช็อคโกแลต 200 กรัม (ไวท์ช็อคแท้หรือแบบคอมพาวก็ได้นะคะ)
  • สีเจลผสมอาหาร สีเหลือง (ใส่ตามชอบ)

ครีมชีส

  • ครีมชีส 100 กรัม
  • ไวท์ช็อคโกแลต 50 กรัม
  • วิปปิ้งครีม 100 กรัม
  • กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา

แครกเกอร์

  • แครกเกอร์ 50 กรัม
  • เนยละลาย 25 กรัม

วิธีทำตัวเคลือบชีสเค้ก

1.นำไวท์ช็อค 200 กรัม ใส่ชามไปตุ๋นในกระทะที่เราเอาผ้าขนหนูปูรองไว้ เพื่อไม่ให้ไวท์ช็อคโดนน้ำโดนตรงไม่งั้นจะร้อนเกินไป เตาใช้ความร้อนปานกลาง ค่อนไปทางอ่อนเลยนะคะ เพื่อไม่ให้น้ำเดือด ค่อยๆคนในไวท์ช็อคละลายเป็นเนื้อเดียวกัน

  1. เมื่อละลายเป็นเนื้อเดียวแล้ว นำลงมาลดอุณหภูมิ ด้วยการนำชามไวท์ช็อคที่ตุ๋นมาแช่ในน้ำเย็น คนไปเลื่อยๆถ้าไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ให้ใช้นิ้วแตะไปที่เนื้อไวท์ช็อกจะรู้สึกเย็นนิดๆ แล้วนำกลับไปตุ๋นซ้ำอีกรอบแล้วยกลงมาพักไว้

  1. ใช้สีเจล(สีเหลือง) มาผสมในไวท์ช็อคโกแลตที่ตุ๋นเสร็จ ให้ได้สีตามต้องการค่ะ

  1. นำไวท์ช็อคมาหยอดในพิมพ์ซิลิโคนรูปชีส แล้วกลิ้งให้ไวท์ช็อคโกแลตเคลือบทั่วพิมพ์ เทไวท์ช็อคโกแลตในพิมพ์ส่วนเกินออกมาเก็บไว้เพื่อใช้ปิดฐานชั้นสุดท้าย แล้วนำพิมพ์ไปแช่ตู้เย็นให้ไวท์ช็อคโกแลตเซ็ตตัว จะแช่ในช่องปกติหรือช่องฟิตก็ได้จ้า

วิธีทำชีสเค้กด้านใน

  1. นำไวท์ช็อคโกแลต 50 กรัม ไปตุ๋นให้ละลาย จากนั้นยกมาพักให้คลายความร้อน

2. ระหว่างรอให้ไวท์ช็อกละลาย นำแครกเกอร์มาบดให้ละเอียด ผสมกับเนยละลาย ให้มีเนื้อคล้ายทรายเปียก เนยที่เลือกใช้ให้ดูว่าแครกเกอร์เรามีรสเค็มไหมถ้าเค็มให้ใช้เนยจืดเพื่อไม่ให้ขนมเค็มเกินไปแล้วพักไว้

3. นำครีมชีส 100 กรัม มาใส่ในชามผสม แล้วใช้ตะกร้อไฟฟ้าตีให้ครีมชีสอ่อนตัวลงนะคะ

4. เติมวิปปิ้งครีมลงไปแบ่งตีสัก1-3 ครั้งให้ครบ 100 กรัม ตีต่อให้เนียน จากนั้นเติมกลิ่นวนิลลาลงไป ตามด้วยไวท์ช็อคโกแลต 50 กรัม ที่เราพักให้คลายความร้อนไว้ตีให้เข้ากัน ในส่วนนี้คือการดันแปรงโดนการผสมไวท์ช็อกและกลิ่นวานิลาให้ตัวครีมชีสมีรสชาติที่อ่อนลง ทานง่ายขึ้นค่ะ

5. จากนั้นนำส่วนผสมที่ตีเข้ากันแล้วใส่ถุงบีบ หรือจะใส่ถุงแกงก็ได้ค่ะ หรือใครจะตักใส่พิมพ์ก็ได้ นำไวท์ช็อคที่เราแช่ตู้เย็นไว้จนเซ็ตตัวออกมาจากตู้เย็นเลยจ้า

6.  ค่อยๆ บีบครีมชีสลงไปในพิมพ์ (ครี่งเดียว) จากนั้นใส่บิสกิตที่ผสมไว้ แล้วตามด้วยครีมชีสอีกชั้น

7.  นำไวท์ช็อคโกแลต (ส่วนที่เหลือจากการทำเปลือกชีสเค้ก) มาเคลือบปิดทับเป็นชั้นสุดท้าย แล้วปาดให้เรียบ

8.  นำไปเข้าตู้เย็นอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ชีสเค้กเซ็ตตัวดี จากนั้นค่อยนำออกจากพิมพ์ ถ้าเราแกะออกจากพิมพ์โดยไม่แช่เย็นจะทำให้ตัวไวท์ช็อคที่เคลือบแตกได้จ้า เมื่อแกะเสร็จก็พร้อมรับประทานแล้วจ้า

…………………..

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

สูตรขนมเทียน ไส้หวาน ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน

สูตรแกงเทโพหมูสามชั้น สูตรโบราณ

7 สาเหตุโรคเบาหวาน ระดับของโรคเบาหวาน มีอะไรบ้าง?

BUSINESS,

Self Esteem ความเชื่อมั่น-เห็นคุณค่าตัวเอง

S

elf esteem

สมัยยังเด็กคนข้างบ้านผมเป็นบ้านคนยากจน พ่อขับแท็กซี่ แม่เป็นสาวโรงงาน เรียกว่าเป็นกลุ่มหาเช้ากินค่ำก็ว่าได้ แต่ลูกชายเค้าวัยเดียวกับผมเลยสนิทกันเพราะเล่นด้วยกันมาตลอด

ผมเรียนเสร็จก็กลับบ้าน พ่อแม่ถึงไม่ได้ร่ำรวยแต่มีรถยุโรปขับไปรับ-ส่งทุกวันเพราะคุณพ่อช่วงนั้นทำงานให้สหประชาชาติเลยได้สวัสดิการซื้อรถได้ราคาถูกเพราะปลอดภาษี จนถึงมัธยมที่ต้องรู้จักการนั่งรถเมล์ไปรร.เอง แต่ปิดเทอมก็มักนั่งเล่นเกมส์หรือได้ไปเที่ยวเล่นต่างจังหวัด

แต่ลูกคนข้างบ้านผมต้องช่วยพ่อแม่ทำงานทุกอย่าง ขนาดบ้านผมเอาของไปทิ้ง ยังเห็นเค้าต้องมาคุ้ยเก็บว่ามีของอะไรที่ใช้ได้รึเปล่

นอกจากนี้เค้ายังไปทำงานพิเศษอีก ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าคนที่เค้าไม่มีเงินแล้วลูกก็ต้องช่วยทำงานมันคืออะไร เวลาเห็นเพื่อนข้างบ้านอายุพอๆ กับเรา  แต่ทำไมทำงานหาเงินได้ แถมใส่ชุดยูนิฟอร์มเท่ห์ๆ (ชุดเด็กเสริฟธรรมดาๆ) ออกจากบ้านช่วงเย็นๆทุกวัน วันนึงตอนปิดเทอม ม.2 เลยบอกถามเค้าว่างานที่ไปทำนี่คืออะไร เราขอไปทำบ้างได้ไหม

ถามมาพอได้ใจความว่าเค้าทำงานเป็นเด็กเสริฟร้านอาหารชื่อร้านนจวนทอง ตอนนั้นเป็นสวนอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อยู่บนถนนรัตนาธิเบศร์ ห่างไปจากบ้านประมาณ 5-6กม. เลยรบเร้าขอให้เค้าพาไปสมัครงานหน่อยเพราะอยากทำงานบ้างมันดูเท่ห์ดี

ไปถึงร้านเพื่อนผมคนนี้ก็พาเข้าหลังร้านไปนั่งเขียนใบสมัครกับฝ่ายบุคคล สรุปว่ารับเลย แต่ยังไม่ได้เป็นเด็กเสริฟนะ ให้เป็นเด็กเดินไปก่อน

ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่ามันต่างกันยังไง แต่คิดในใจว่าเท่ห์เว้ย ได้ใส่ชุดยูนิฟอร์มเด็กเสริฟแล้ว แถมได้เสริฟอาหารด้วย รู้สึกมันเท่ห์มากตอนนั้น

วันรุ่งขึ้นเริ่มงาน สรุปเป็นเด็กเดินคือมีหน้าที่ เดินเอาถาดไปรับอาหารเวลาอาหารออกจากครัว แล้วเดินไปส่งที่โต๊ะที่สั่ง ส่วนเด็กเสิร์ฟคือประจำอยู่ที่โต๊ะ มีหน้าที่ยกลงเสริฟ

เรียกว่าเด็กเดินนี่มีศักดิ์ต่ำสุดในผังโครงสร้างองค์กรหน้างานเลยทีเดียว

แล้วสวนอาหารนี้ ขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แถมสร้างให้มีสเตปเดินขึ้นลง กับมียกระดับหลายชั้น บางเมนูเดินจนขาลาก จำได้ว่าเมนูที่ซึ้งที่สุดคือแป๊ะซะปลาช่อน เป็นหม้อไฟ หนักที่สุด ร้อนที่สุดเพราะจุดไฟตั้งแต่ออกจากครัว แถมมีน้ำแกงด้วย เคยคิดว่าขออย่าโดนให้ยกเมนูนี้  เพราะมันหนัก แต่วันนั้นโดนให้ยกแถมต้องยกไปโต๊ะที่ไกลที่สุดอีก

ทำงานทุกวันเข้างาน 5 โมงเย็น เลิกตี 1 ได้ค่าจ้างวันละ 100 บาทถ้วน บวกทิปรวมอีกนิดหน่อยประมาณวันละ 20 กว่าบาท แต่เรียกว่าไม่คุ้มอย่างแรง เพราะคุณแม่เล่นพาเพื่อนมานั่งกินที่ร้านเกือบทุกวัน  เพราะตื่นเต้นอยากโชว์เพื่อนๆ ว่าลูกทำงานหาตังเองได้ แกกินข้าวกับเพื่อนวันละหลายร้อย ยังไงคงไม่คุ้มกับค่าจ้างผมวันละร้อยแน่ๆ 555

ประเด็นของเรื่องนี้คืออะไร

ก่อนมาทำงานเองผมไม่เคยรู้ว่าการทำงานจริงๆมันเหนื่อยและลำบากเป็นยังไง  แถมไม่รู้จักด้วยว่าคนที่เค้าขาดโอกาสในชีวิตจริงๆมันเป็นยังไง

มาทำงานได้วันละร้อย ต้องออกจากบ้านตั้งแต่บ่ายสาม หลังปิดร้านยังต้องช่วยเก็บโต๊ะกว่าจะขี่จักรยานอีก 5-6 กม. กลับบ้านมืดๆ เลิกงานตี 1 ถึงบ้านเกือบตี 2
โอโห ทำงานจริงๆมันเหนื่อยขนาดนี้เลย นี่วันละร้อยขอพ่อเอายังไงก็ได้ ดีไม่ดีแอบจิ๊กตังพ่อก็ได้แล้วร้อยนึง

แต่ผมอดทนทำจนหมดปิดเทอม สุดท้ายได้เงินเหลืออยู่เป็นพัน เลยเอาไปซื้อรองเท้าหนังที่อยากได้เท่ห์ๆ มาคู่นึง ไปใส่อวดเพื่อนว่าคู่นี้กรูทำงานซื้อมาเองนะ ความรู้สึกเหมือนได้ครองโลกเลย

ไอ้การอดทนเสิร์ฟอาหารจนซื้อรองเท้าคู่เดียวได้เนี่ย ทำให้ผมมีความเคาพและยอมรับนับถือในตัวเองมาถึงทุกวันนี้ได้ คือถ้าเรารู้จักบังคับตัวเองให้อดทนทำอะไรให้เสร็จลุล่วงได้ เราจะได้รับมัน

รองเท้าคู่เดียวที่เป็นสัญลักษณ์ของการครอบครองโลกนี้มาได้ของผม กลายเป็นแรงผลักดันมหาศาลถึงทุกวันนี้เวลาจะลงมือทำอะไร ถ้าไม่เสร็จ ไม่เลิก

สรุปว่าการไปทำงานได้เงินวันละร้อยที่รู้สึกโคตรจะไม่คุ้ม กลายเป็นทำให้เราลิ้มรสคำว่าทำอะไรสำเร็จด้วยตนเองเป็นครั้งแรกในชีวิต และบทเรียนนี้ก็สอนว่า ถ้ายอมอดทนลำบาก มีวินัย มันจะมีความสำเร็จอันหอมหวานรอเราอยู่ ซึ่งไม่ใช่สิ่งของ แต่มันคือความภูมิใจในตัวเอง และการเห็นคุณค่าในความสามารถของตนเอง จนนำไปถึงความเชื่อมั่นว่าถ้าเราตั้งใจ เราก็ทำสิ่งที่คนอื่นทำได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ที่สำคัญคือทำให้เราได้รู้จักโลกอีกด้านที่มืดหม่น ที่เราไม่เคยรู้ถึงการมีอยู่  เด็กเสิร์ฟที่มาทำงาน หลายๆคนมาขอคุยด้วยกับผมอยากเป็นเพื่อน สืบมาได้ใจความว่าเพราะหน้าตาผมมันดูไม่เหมือนคนที่ต้องมาทำงานเหมือนพวกเขา เลยอยากรู้จัก

เลยทำให้ผมรู้จักโลกอีกด้านหนึ่งที่ในชีวิตไม่เคยรู้มาก่อน ว่ามีคนที่ต้องหยุดเรียนแค่ป.6 แล้วต้องมาทำงานเพราะที่บ้านไม่มีเงินส่ง

ได้รู้จักคนที่เรียนปวช. แล้วอยากพูดภาษาอังกฤษเป็นแต่ที่รร. ไม่สอน เลยซื้อดิกชันนารีมาท่องเอง ผมเคยบอกเค้าไปว่า ท่องดิกฯมันจะไปพูดภาษาอังกฤษได้ยังไง คำตอบเค้าทำให้ผมอึ้งว่า นายไม่เข้าใจหรอก เราอยากมีโอกาสแต่ไม่มีเหมือนนาย เราก็ต้องดิ้นรนเอง อย่างน้อยซื้อดิกฯมันไม่แพง ให้ไปลงเรียนกับครูเราไม่มีเงินหรอก
ฯลฯ

ไปทำงานแค่เด็กเสิร์ฟ แต่เปลี่ยนมุมมองของโลกที่ผมมีไปเลย จากนั้นมาผมเข้าใจเป็นอย่างดีว่า คนที่ไม่มีโอกาส ก็คือเค้าไม่มีจริงๆ และคนที่เค้าลำบาก เค้าลำบากจริงๆ เศษอาหารเหลือๆ จากจานอาหารลูกค้า มันคือของมีค่าของเค้าที่เราเอามากินต่อดีกว่าทิ้ง ผมก็เคยกิน เออ พอไม่ยึดติดมันก็อร่อยดีนะ

หลังจากนั้นมา ผมก็มีความละอายต่อตัวเองมากๆ เวลาที่ทำอะไรแล้วทำไม่เต็มที่ เวลาทำอะไรแล้วทำขอไปทีแล้วรู้สึกว่านี่ถ้าเป็นคนเหล่านั้นที่ผมเจอตอนเป็นเด็กเสิร์ฟ เค้าได้มีโอกาสมาทำสิ่งที่ผมทำ เค้าคงทำเต็มที่กว่านี้อีก พอคิดขึ้นมาทีไรตัวจะเด้งขึ้นมาปั่นงานต่อทันที

ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว ผมยังไม่ลืมหน้าตากับคำพูดของคนเหล่านั้น ที่สอนผมจากชีวิตจริงถึงคำว่า ชีวิตที่ขาดโอกาสเหล่านั้นเลย

ส่วนแป๊ะซะปลาช่อนชุดนั้น ทำให้ผมมีความเชื่อมั่นในตัวเองเวลาจะทำสิ่งต่างๆ ที่คิดว่าทำไม่ได้แน่ๆ เพราะยังจำความรู้สึกตอนโดนให้ยกแป๊ะซะปลาช่อนชุดนั้นได้ถึงวันนี้ว่า กรูยกไปไม่ถึงและมันต้องหลุดมือกลางทางแน่ๆ เมนูไรฟระเนี่ย ทั้งหนักทั้งร้อน ไม่คิดถึงคนยกบ้าง

แต่สุดท้ายผมก็เดินพามันไปถึงโต๊ะได้อย่างสมบูรณ์ ผมว่าชีวิตคนเราก็เหมือนแป๊ะซะปลาช่อนนี่แหละ เกือบทุกโจทย์ใหม่ๆ ที่มันยาก เราก็คิดว่าทำไม่ได้ไว้ก่อน พอเราโตขึ้นมามันก็แค่แป๊ะซะปลาช่อนที่กลายร่างเป็นรูปแบบอื่น ก็เท่านั้นเอง และถ้าเป็นคนอื่น เค้าอาจจะทำเต็มที่กว่านี้อีก “จงอย่าทิ้งขว้างความพยายาม

แล้วแป๊ะซะปลาช่อนของคุณล่ะครับ วันนี้มันคืออะไร?

ป.ล. มี self-esteem นับถือตนเองแล้ว เคารพตัวเองแล้ว ก็ต้องเคารพและเห็นใจคนอื่นด้วย เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาส หรือจะทำได้อย่างที่เราคิดกันทุกคนนะ

#SelfEsteem

Kid-D Tum-D,

อยาก ‘คิด’ อย่า ‘เครียด’

สุขภาพดีชาว IKINN ต้องรู้จักความเครียด มีสองตอนนะครับ

นอกจากการเสริมพลังกับสมองให้พอเพียง คืออาหารและการนอนหลับอย่างที่ผมได้เล่าถึงไปแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสมองของผู้นำคือ การดูแลความเครียด

จาก Brain Rules for Babies, Dr. John Medina นักจุลชีววิทยาด้านพัฒนาการสมอง

Father: ถ้าอยากให้ลูกเข้าฮาวาร์ดให้ได้ ผมต้องทำยังไงครับ?

Dr. Medina: กลับบ้านไปแล้ว ‘รักเมีย’ ให้มากๆ

สิ่งแวดล้อมรอบตัวลูกในวัยแรกๆ มีผลอย่างมากกกกกกกกับสมองของเขา มีขนาดไหนนะหรือ? แค่ตรวจปัสสาวะเด็กเพื่อหาสารบ่งชี้บางอย่าง เราสามารถบอกได้ว่าพ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อยแค่ไหน

สำหรับผู้นำ ความเครียดอาจมีผลมากกว่าที่เราให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกับพัฒนาการของสมอง ตัวชี้วัดที่เห็นง่ายที่สุดคือสมองของเด็ก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่าสมองทารกในครรภ์มีขนาดเล็กลงได้เลย หากคุณแม่มีความเครียดเรื้อรังช่วงอุ้มท้อง

ดังนั้น ผู้นำในองค์กรที่ต้องการใช้ศักยภาพด้านสมองให้เต็มที่ กรุณาบริหารจัดการความเครียดของท่าน หรือหากต้องการให้ลูกน้องใช้สมองได้อย่างเต็มที่ิ ก็ช่วยดูแลความเครียดของพวกเขาด้วย

จริงๆแล้ว สิ่งที่สำคัญสำหรับสมองไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ความเครียด” เสียทีเดียว แต่ขึ้นกับ “ลักษณะ” ของความเครียด

ความเครียดไม่ใช่สิ่งไม่ดี เพราะสมองมนุษย์นั้นวิวัฒนาการมาให้รับมือกับความเครียดอยู่แล้ว ตัวอย่างง่ายๆ บรรพบุรุษของเราที่ ‘เครียด’ ต่อการมาของเสือ มีแนวโน้มจะอยู่รอดได้นานกว่าคนที่ไม่รู้ร้อนหนาวต่ออันตรายใกล้ตัว หรือ องค์กรที่รับฟังคำตำหนิของลูกค้า มีแนวโน้มจะอยู่รอดได้นานกว่าองค์กรที่่ “ไม่แคร์”

ความเครียดเป็นตัวกระตุ้นให้เรากระฉับกระเฉง ทำให้บรรลุเป้าหมายยากๆได้ก่อนคนอื่น และสมองของเราก็มีหลายส่วนที่มีหน้าที่รับมือกับความเครียดโดยเฉพาะ

สิ่งที่ผู้นำควรหลีกเลี่ยงจึงไม่ใช่ความเครียด แต่เป็น “ความเครียดเรื้อรัง” คือการตกอยู่ในภาวะเครียดเดิมๆนานเกินไป กลืนไม่เข้าคายไม่ออก กลับไม่ได้ไปไม่ถึง ย้ำคิดย้ำทำ เช่น วันๆคิดแต่เรื่องการเมืองภายในองค์กร ระบบอุปถัมภ์ที่ไม่โปร่งใส งานที่ไม่ชอบทำ เป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ ลูกค้าที่จุกจิกเรื่องมาก หัวหน้าที่ทำยังไงก็ถูกด่า ลูกน้องที่ด่ายังไงก็เหมือนเดิม ฯลฯ

ยังไม่นับรวมความเครียดที่บ้าน ภรรยาพูดมากไป สามีพูดน้อยไป ลูกเล่นแต่เกม แม่บ้านลาออก อีกร้อยแปดประการ

ระบบของสมองถูกสร้างมาให้รับมือกับ “เสือ” ไม่ใช่ “นาย”

ความแตกต่างระหว่างเสือกับนายคือ เครียดเรื่องเสือมีผลลัพธ์ง่ายๆ ตาย หรือ รอด และบทสรุปเกิดขึ้นภายในไม่กี่(วิ)นาที แต่เครียดเรื่องนาย มีผลลัพธ์ที่ซับซ้อนกว่านั้นและใช้เวลานานกว่าเยอะ ส่งงานแล้วจะพอใจไหม เป้าจะถึงไหม ประเมินจะดีไหม โครงการประชุมแล้วจะเอาอย่างไร บทสรุปบางทีเป็นเดือนเป็นปีก็ยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นไง

ร่างกายเราจึงต้องรับมือกับความเครียดยาวๆ ด้วยระบบที่สร้างมาให้รับมือกับความเครียดสั้นๆ ลองนึกถึงเบรครถยนต์สิครับ เบรคเป็นครั้งคราวไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าแช่ยาวเช่นขับลงเขาเป็นชั่วโมง หรือลืมปลดเบรคมือระหว่างขับจะเป็นอย่างไร? ร่างกายเราก็แบบนั้น

สมองส่วนหนึ่งของเรามีชื่อว่า Hypothalamus เปรียบเสมือนแม่ทัพใหญ่ของสมองเพราะอะไรๆก็ต้องยิงผ่านสมองส่วนนี้ มันทำหน้าที่ควมคุมเรื่องสำคัญๆหลายอย่างเช่น อุณหภูมิร่างกาย การเต้นของหัวใจ ความดัน การนอนหลับ ฯลฯ เวลาเรามี “ความเครียดเรื้อรัง” สมองส่วนนี้จะถูกโจมตีด้วยสารต่อต้านความเครียด (cortisol) จนบางครั้งเซลส์ตายก็มี ส่งผลต่อความสามารถในการคิดและตัดสินใจของเรา

ครั้งหน้าจะมาแชร์แนวทางการบริหารจัดการความเครียดชนิดเรื้อรังนะครับ ท้ายนี้ฝากคำถามไว้ให้คิดอย่างเคย

ตรวจปัสสาวะเด็ก บอกได้ว่าพ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อยแค่ไหนใน 24 ชม.ที่ผ่านมา

แล้วถ้าตรวจปัสสาวะคุณล่ะครับ คิดว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่เครียดมากแค่ไหน?

……….

(เครดิต :  ดร.ธัญ)

 

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com