ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
WORK CLINIC,

ยิ่งทำงานหนัก…เจ้านาย (อาจจะ) ยิ่งเกลียด

ในทุกองค์กร จะมีพนักงานที่รู้สึกว่าตนเองทำงานอย่างเต็มที่ ทุ่มเททุกอย่าง ทุกขั้นตอน แต่กลับถูกประเมินว่าไร้ประสิทธิภาพ

SOCIAL,

สรุปหนังสือ “กลัว”

“กลัว” หัวใจแห่งปัญญาญาณเพื่อผ่านพ้นพายุ

เขียนโดย ท่านติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระนิกายเซน ชาวเวียดนาม ผู้ได้รับการเสนอชื่อรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

สรุปโดย ลูกเพจคุณ Vorchart Yongdhiraphand

BUSINESS,

เข้าใจง่าย ๆ กับระบบ ERP

ERP คืออะไร

ผมใช้เวลาเกือบ 2 ปี เพื่อเปลี่ยนระบบการจัดการภายในจากใช้บัญชีปกติมาเป็นระบบ ERP ซึ่งย่อมาจากคำว่า Enterprise Resource Planning แปลความหมายแบบสั้นๆ คือระบบการบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆในองค์กรให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถ้าให้แปลให้ง่ายๆ ก็คือระบบการจัดการหลังบ้านและหน้าบ้านของบริษัท

ปัจจุบันที่บริษัทผมก็ใช้ระบบ ERP มาได้ร่วม 4-5 ปีแล้ว

มีหลายคนโทรมาปรึกษาผมเรื่องนี้พอเห็นผมเริ่มใช้ เลยเอา know-how ของสิ่งที่ได้ทำบวกกับมุมมองมาเขียน เผื่อเป็นประโยชน์นะครับ:

1.ERP มีหลายค่าย:

จะเลือกระบบอะไร ยอมเสียเงินซักหน่อยจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือบริษัทมาช่วยสแกนภายในบริษัทเราให้ก่อนว่าเราเหมาะกับระบบอะไร อย่าฟังแค่จาก ผู้ขายที่มานำเสนอ เพราะเค้าต้องเน้นขายของๆเค้าอยู่แล้ว และอย่าแค่ฟังจากเพื่อนที่ใช้อยู่อย่างเดียว หรืออ่านจากทางพันทิปเอา เรื่องนี้ถ้าพลาดแต่แรกก็ยาวเลยเหมือนติดกระดุมเสื้อผิด จะเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายก็ไม่ออก

ยิ่งโดยเฉพาะจ่ายเงินค่าลงระบบไปแล้วหลายงวด น้องๆในบริษัทก็ลงมือใช้มาได้หลายเดือนแล้ว ทีนี้เวลาจะใส่เกียร์ถอยหลังอยากกลับไปใช้ระบบเดิมมันจะยิ่งลำบากทวีคูณ

2.คนเก่งการใช้ระบบ ไม่ใช่จะเก่งวางระบบด้วยเสมอไป:

ลูกน้องที่เก่งงานที่ทำผ่านระบบ ไม่ได้หมายความว่าจะเก่งเรื่องการวางระบบเสมอไป แน่นอนว่าคนเก่งการใช้ระบบย่อมมีแต้มต่อมากกว่าคนที่แค่ใช้ระบบง่ายๆ ก็ยังทำไม่ได้อยู่แล้ว

การลงระบบนั้นใช้ความเข้าใจในเรื่องระบบทางเดินเอกสาร, ผังบัญชีและการวิ่งของข้อมูลอย่างมาก สุดยอดมือ excel ในออฟฟิศเราก็อาจเป็นแค่เด็กอนุบาลเมื่อต้องเจอกับระบบ ERP ใหม่ที่เราเอามาใช้

ดังนั้นข้อควรระวังก็คือการเอางานวางระบบไปให้คนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงทำ ถือเป็นการสร้างวิบากกรรมให้ลูกน้องคนนั้นของคุณอย่างมาก

3.ทีมบัญชีและการเงินไม่แข็งพอ อย่าเพิ่งลง ERP:

ตามนั้นเลยครับ เสมือนเอาเฟอรารี่ไปให้แม่บ้านขับไปจ่ายตลาด มีระบบแต่หาทางเข้าแต่ละระบบไม่เป็น ไม่เน้นเรื่องการนำเข้าข้อมูลให้ถูกมากพอ ให้ระบบดีระดับเทพเจ้าแค่ไหนข้อมูลสุดท้ายก็ผิดแน่นอนตามหลัก garbage in, garbage out

ดังนั้นการมีทีมงานทางด้านบัญชีและการเงินที่มีความแข็งแรงพอถือเป็นพื้นฐานที่จำเป็นพอสมควรเพื่อก้าวสู่การปรับเปลี่ยนระบบให้สำเร็จ เพราะทีมนี้โดยทั่วไปจะเป็นทีมที่ใช้งานระบบนี้มากที่สุดในในการบันทึกและประมวลผลรายงานที่สำคัญของบริษัทออกมา

4.ทีมขายระบบกับทีมลงระบบ คือคนละคน:

ความเก่งฉกาจในการนำเสนอของทีมขายที่มานำเสนอระบบกับเราตอนยังไม่ได้ซื้อ ไม่ได้แปรผันตามความเก่งของทีมลงระบบเสมอไป และตัวผู้จัดการโครงการจากบริษัทผู้ขายที่มาคุมทีมคือคนที่คุณต้องฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับเค้า

ดังนั้นต้องคิดและดูให้ดีๆ ก่อนจะตัดสินใจเลือก ให้ดีควรจะเช็คย้อนหลังไปให้ได้ถึงโปรเจคที่คนนี้หรือทีมนี้เคยทำแล้วมีประวัติความสำเร็จเป็นอย่างไรด้วยจะยิ่งดีที่สุด เพราะเมื่อเซ็นสัญญาจ่ายเงินไปแล้ว เราคือคนที่ต้องรับผลของมันเต็มๆ ถ้าดีก็ดีไป แต่ถ้ามีปัญหาแล้วเค้าไม่ช่วยเรามากพอ ชีวิตจะยุ่งเหยิงมากครับ

5.ERP ไม่ใช่โปรแกรมโฟโต้ชอปที่ว่าต้องทำได้ทุกอย่างตามที่จะคิดอยากให้เป็น:

ตรงกันข้าม บางเรื่องระบบ ERP ก็อาจจะมีความยืดหยุ่นน้อยมากและไม่สามารถปรับแก้ได้

และหากต้องการที่จะพัฒนาระบบย่อยบางอย่างของ ERP ให้ตรงตามสิ่งที่เกิดขึ้นภายในองค์กรของเรา อาจต้องเริ่มตั้งแต่การให้รายการความต้องการให้ครบถ้วนก่อน และควรจะดูผลที่เกิดขึ้นในเชิงลูกโซ่ให้ดีก่อน เพราะหากบริษัทที่เราว่าจ้างมาลงมือเขียนและปรับให้คุณแล้วการจะกลับไปแก้อาจทำไม่ได้และต้องโละทำใหม่ ซึ่งแปลว่างบคุณจะปลายบานอย่างไม่คาดคิด

6.มีเงินซื้อ ERP ได้ แต่ซื้อวัฒนธรรมองค์กรให้ใช้ระบบไม่ได้:

ข้อนี้ถือเป็นการวัดความสามารถของ CEO และระดับบริหารในบริษัท เพราะการยกเครื่องเปลี่ยนระบบนั้นไม่เหมือนขายรถคันเก่าแล้วไปถอยรถคันใหม่แล้วขับไปเที่ยวได้เลย หากมีระบบดีๆ แต่ ทำให้ทีมงานเข้าใจและเดินหน้าไปพร้อมๆกับระบบไม่ได้สุดท้ายคุณจะพบกับความยุ่งเหยิงอย่างมาก เพราะซื้อระบบดีๆ มาแต่พนักงานต่อต้านก็รังแต่จะเสียหาย หรือไม่ต่อต้านแต่ก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือมากพอในการใช้และพัฒนาระบบไปพร้อมๆกัน สุดท้ายก็ไม่เกิดผลตามวัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุดของระบบ ERP ซึ่งก็คือประสิทธิภาพ

การมีแต่ระบบ แต่ไม่มีคนนำเข้าข้อมูลและประมวลผลออกมาอย่างสม่ำเสมอตามที่ควรจะเป็น ก็จะไม่ต่างกับการไม่มีระบบครับ

7.อดทน อย่าคิดเอาแต่ได้ แต่อย่าประนีประนอมมากไป และอย่าท้อถอยละทิ้งเป้าหมาย:

คงไม่แปลกที่เจ้าของบริษัทและผู้ลงทุนนั้นมักจะมีความใจเร็วด่วนได้ อาจจะแถมเปลี่ยนใจง่ายเข้าไปด้วยอีกอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นผลดีในบางเรื่องที่ต้องอาศัยการตัดสินใจและลงมือที่ต้องรวดเร็วเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสทางการแข่งขัน แต่สำหรับการพัฒนาระบบให้ใช้งานได้สำเร็จนั้นต้องอาศัยความสุขุม รู้จักฟัง และใจเย็นอย่างยิ่ง

การยกเครื่องระบบทั้งองค์กรเหมือนต้องขี่จักรยานทางไกลเป็นหมู่คณะผู้นำทีมต้องนำและกระตุ้นทีมให้ตามให้ทัน แต่การประนีประนอมจนเกินไปก็ทำให้การเดินหน้านั้นอ่อนแอ ทว่าการดึงดันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างที่สั่งแต่ขาดการรับฟังและช่วยแก้ปัญหากับทีมงานในบริษัทมีแต่จะทำให้บรรยากาศแย่ลง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจำไว้เสมอว่า ERP ก็แค่ระบบคอมพิวเตอร์ธรรมดาๆอันนึง ไม่มีใครลงระบบไม่สำเร็จ มีแต่คนเลิกล้มกลางทางเท่านั้นครับ มองให้บวกเข้าไว้ เข้าใจซะว่าทุกอย่างต้องให้เวลา ถ้าทำถูกวิธีเดี๋ยวผลก็มาเอง

8.ลงระบบเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่จะอยู่ไปตลอดกาล:

ระบบ, องค์กร และคน ต้องก้าวไปพร้อมๆกันกับการเติบโต ระบบที่เราใช้งานในวันนี้อาจจะไม่พอรองรับกับงานที่เราขยายขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ก็อาจไม่ทันกับแผนกที่งอกขึ้นมาและจำนวนคนที่มากขึ้น ดังนั้นระบบต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

จึงต้องทำใจและเข้าใจว่า ระบบที่ดีมากของเราในวันนี้ อาจจะไม่ดีพอสำหรับวันหน้าแล้วก็ได้ ต้องเปิดใจเรียนรู้เสมอและไม่ยึดติด เพราะการยึดติดเอาระบบเป็นแกนหลักเพียงอย่างเดียวก็จะมีโอกาสทำให้องค์กรเราล้าหลังทางด้านความเร็วในการแข่งขันไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้ดั่งเช่นระบบราชการที่เราคุ้นเคยกันดี

9.ต้องคำนึงถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่นด้วย:

ลำพังการซื้อระบบ ERP มาเฉยๆ นั้นไม่พอ บริษัทจำเป็นต้องมีการใช้เซิร์ฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพพอ (ซึ่งในปัจจุบันนิยมการใช้ cloud) รวมถึงความเร็วของอินเตอร์เน็ท, สเปคของเครื่องคอมต่างๆ, การจัดการเรื่องการสำรองข้อมูล, จำนวนและการกำหนดสิทธิของผู้ใช้งาน ฯลฯ อีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่ต้องเป็นค่าใช้จ่ายเกือบทั้งนั้น

ดังนั้นก่อนที่จะเลือกระบบมาใช้ ควรจะคำนึงและวางแผนองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ให้ครอบคลุมก่อนเพื่อป้องกันงบบานปลายและการเลือกใช้องค์ประกอบที่ไม่เข้ากัน

ปัญหาที่ผมเขียนข้างบนเป็นแค่ตัวอย่าง การจะก้าวข้ามไปได้ CEO ต้องเดินนำทัพพร้อมกับเดินเคียงข้างไปกับทีมงาน การบังคับขู่เข็นทีมงานอย่างเดียวไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ยิ่งถ้าเป็นแค่ SME ที่ไม่ได้มีคนจำนวนมากๆ มีแผนกหลากหลายให้กระจายงานได้กว้างขวาง ตัว CEO เองต้องลงรายละเอียดเพื่อเข้าใจถึงระบบของแต่ละแผนก ถ้าสั่งอย่างเดียวแล้วนั่งดู โอกาสได้แต่ลงระบบแต่ไม่ได้ใช้งานนั้นจะมีสูงตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกบริษัทจำเป็นจะต้องใช้ระบบ ERP และระบบ ERP ที่ดีที่สุดของที่หนึ่งก็ไม่ได้แปลว่าจะดีที่สุดสำหรับอีกที่หนึ่ง ดังนั้นก่อนจะเลือกว่าเราควรใช้ระบบ ERP หรือยังก็ควรปรึกษาผู้ที่พอให้คำแนะนำเราได้ก่อนจะดีที่สุดเพื่อให้การลงทุนนั้นเกิดผลดีที่สุดต่อองค์กรของเรา เพราะบางกิจการก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบที่ใหญ่และซับซ้อนอย่าง ERP เลย

สุดท้ายนี้ ในโลกแห่งความไม่แน่นอนรวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคงเป็นเรื่องการไม่หยุดอยู่กับที่และการรู้จักพัฒนาให้ทันกับการแข่งขัน โดยเรื่องระบบนั้นเป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบเพียงแต่อาจจะมีความสำคัญในอันดับต้นๆ

แต่สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือตัวเราเอง ที่ต้องเปิดกว้างและไม่หยุดเรียนรู้ เพื่อไม่ให้สุดท้ายต้องโดนทิ้งอยู่ท้ายขบวนของการแข่งขันครับ

#ERP

POINT OF VIEW,

สงบงามในความสดใส
ปรากฎประกายในหมอกมิด
กายไกลในหัวใจใกล้ชิด
เงียบสนิทในความคิดกู่ร้อง
พรายพร่าในห้วงคำนึง
คิดถึงนึกถึงยามเที่ยวท่อง
แผ่นดินแห่งความผุดผ่อง
เรืองรองอารยธรรมมากมี
หยุดโลกภายนอกไม่ติงไหว
อยากฝากหัวใจไว้ที่นี่
“จำปาสัก” เปี่ยมรักและไมตรี
ทั้งชีวีมอบให้เธอ

“ธรรมชาติและวิถีสงบงาม”

ณ เมืองเก่าจำปาสัก ประเทศลาว
CR ภาพ – อนันต์ โชติสุนันท์

HEALTH,

กินแบบไหน ลดเสี่ยง “ไขมันพอกตับ”

Y

ou are what you eat

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สาเหตุที่สำคัญทำให้เกิดโรคไขมันพอกตับ คือ ความอ้วน ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกาย ขาดการดูแลและควบคุมอาหาร  มีงานวิจัยรายงานว่า การลดน้ำหนักให้ได้ที่เป้าหมายเพียง 10% จากน้ำหนักตัวปัจจุบันที่มีน้ำหนักเกิน จะช่วยลดปริมาณไขมันพอกตับลงได้  แต่ขอแนะนำ ไม่ควร “หักดิบลดน้ำหนัก” นั่นหมายถึง ไม่ควรลดน้ำหนักเร็วจนเกินไป เช่น อดอาหาร (เป็นมื้อ ๆ ไปเลย) เพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียงแทรกซ้อนต่อตับได้

ภาวะแบบไหน เรียก ไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) คือ ภาวะที่ไขมันเข้าไปแทรกที่เซลล์ของตับ ซึ่งหากสะสมมากกว่า 5-10% ของน้ำหนักตับ จะถือว่าเป็นภาวะไขมันพอกตับ  ภาวะนี้ จะทำให้ตับอักเสบ หรือ เซลล์ตับตาย และเกิดพังผืดภายในตับ ถ้าสะสมมาก ๆ เข้าจะกลายเป็นโรคตับแข็งในที่สุด  และถ้าปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี  จะไม่สามารถรักษาด้วยยาหรือวิธีทางการแพทย์ใด ๆ

ไขมันพอกตับ มีกี่ประเภท ?

  • ภาวะไขมันพอกตับที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol-related Fatty Liver Disease)

หยิบมาไว้อันดับแรก เพราะพบบ่อย ซึ่งเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป  จนทำให้ตับทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และแน่นอน เกิดการสะสมของไขมันที่ตับ  จึงเป็นที่มาของนักดื่มหลายท่านเปรยว่า “ช่วงนี้ ขอพักตับก่อน”

  • ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Non-Acohol Fatty Liver Disease)

เกิดจากความผิดปกติของระบบเผาผลาญ เช่น โรคอ้วน  คอเลสเตอรอลสูงในร่างกาย  แน่นอนทำให้เกิดไขมันเกาะสะสมจำนวนมากที่ตับ

ที่นี้ เรามาดูกันว่า แล้วอาหารหล่ะ เราจะควบคุมอย่างไรดี สำหรับผู้ที่เป็นไขมันพอกตับ  อยากจะบอกว่า ไม่มีอาหารเฉพาะอย่างที่จะช่วยให้ไขมันพอกตับลดลงได้ แต่เราสามารถปรับแผนอาหารในแต่ละวันให้สมดุลได้

กินอะไร ลดความเสี่ยงไขมันพอกตับ

  • ข้าว

ควรเลือกรับประทานข้าวไม่ขัดสี ( แนะนำข้าวกล้อง) เพื่อให้ใยอาหาร และสารอาหารอื่น ๆ ร่วมด้วย และถ้าต้องการทานอาหารที่มีแป้งอื่น ๆ เช่น ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวโพด  แนะนำให้ลดปริมาณข้าวที่ทานลง เพื่อไม่ให้ได้รับปริมาณคาร์โบไฮเดรต (ซึ่งก็คือน้ำตาล) มากเกินไปในแต่ละมื้อ

  • ผัก

เน้นให้มีผักใบเขียวในทุกมื้ออาหารจะดีที่สุดเลยค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มื้อเที่ยง และมื้อเย็น  เช่น น้ำพริกผักลวก แกงเลียงผักรวม แกงส้มผักรวม  แกงจืดผักกาดขาวเต้าหู้ ฯลฯ

  • เนื้อสัตว์

สำหรับคนที่เลิฟมีท ! เน้นควรเลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน เน้นการปรุงที่ไม่นำมาทอด  อาจจะเป็นการนึ่ง จะดีสุด รวมถึงการทานเนื้อปลา เนื้อไก่ เพื่อลดปริมาณไขมันอิ่มตัวที่ได้รับลง

  • น้ำมัน

ถือเป็นสิ่งที่ต้องมีประจำบ้านไว้ทำกับข้าว แนะนำ น้ำมันที่มีกรดไขมันอย่างดี เช่น น้ำมันมะกอก (Olive Oil) ใช้ในการประกอบอาหาร และใช้น้ำมันปาล์ม สำหรับทอดอาหาร  และควรจำกัดน้ำมันให้มีกับข้าวที่ใช้น้ำมันประกอบอาหารเกิน 1 อย่างต่อหนึ่งมื้อ ที่เหลือเป็นข้าวที่ไม่ใช้น้ำมัน (เพราะหารับประทานน้ำมันมากเกินไป จะทำให้ได้รับพลังงานมากเกินความต้องการได้)

  • ผลไม้

ควรเลือกผลไม้ที่มีรสไม่หวานเกินไป เป็นผลไม้ตามฤดูกาล ปริมาณที่ทานไม่เกิน 1 จานรองกาแฟ 2-3 ครั้งต่อวันได้เลยค่ะ

  • นม

แนะนำให้มีการดื่มนมพร่อมมันเนย หรือ ขาดมันเนย 1-2 แก้วต่อวัน (ผู้เขียนเอง ดื่มนมพร่องมันเนยทุกวัน ช่วงเวลาหิว) ถ้าเบื่อ อาจจะสลับกับน้ำเต้าหู้ได้เลย เพื่อเสริมแคลเซียมด้วยค่ะ

ผู้อ่านคงเคยได้ยินประโยคว่า ออกกำลังกายเยอะมาก แต่ไขมันก็ยังพอกตับอยู่ดี มีวิธีเดียวที่สามารถช่วยลดได้ คือ งดทานอาหารที่มีน้ำตาลฟรุกโตส และ high fructose corn syrup งดดื่มน้ำผลไม้กล่อง ถ้าสามารถงดได้เพียง  6-7 เดือน ระหว่างเดือนที่งดนั้น ร่างกายจะกำจัดไขมันพอกตับออกได้เอง  พร้อมงด ขนม เครื่องดื่มประเภท น้ำอัดลม ชานมไข่มุก ชานม  เบเกอรี่ทุกชนิด ซึ่งเป็นต้นเหตุของการมีไขมันพอกตับ และถ้าขาดการออกกำลังกายอีกด้วย  ไขมันพอกตับถามหาแน่นอน

You are what you eat ถ้าผู้ที่มีไขมันพอกตับ สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต จะส่งผลให้สุขภาพตับดีขึ้นทันตาเห็น ระดับเอมไซม์ในตับก็จะดีขึ้น ระดับไขมันในเลือด ก็จะดีขึ้นตาม ๆ กันมา    เพราะ สุขภาพดี ไม่มีขาย  อยากได้ต้องสร้างเอง  พบกันใหม่ ฉบับหน้า  สวัสดีค่ะ

……….

(credit :  www.medineplus.gov , www.webmdcom , www.pobpad.com )

SOCIAL,

รับมือตลาดเปลี่ยน – ปรับธุรกิจ

เมื่อรัฐบาลปรับลดมาตรการต่างๆในการควบคุมทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างปกติมากขึ้นอย่างไรก็ดีความปกตินี้เป็น ความปกติในรูปแบบใหม่

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com