ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
SOCIAL,

พลังของความไว้วางใจ

คำๆนี้ พูดง่ายแต่สร้างยาก และการจะได้รับสิ่งนี้จากคนอื่นก็ยากเช่นกัน

ความไว้ใจเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ส่งผลให้เกิดการพัฒนาทั้งทางความสัมพันธ์ ความคิด ความร่วมมือ และนวัตกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กร หลายครั้งที่เราเห็นคนที่เจริญเติบโตในองค์กรไม่ได้เป็นคนที่เก่งที่สุด แต่เป็นคนที่หัวหน้าไว้วางใจที่สุด

แล้วเราจะเป็นคนที่ใครๆไว้วางใจ ได้อย่างไร เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า หนทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน นั่นแสดงว่า สิ่งนี้ต้องใช้เวลา ความสม่ำเสมอ และความจริงใจ และสิ่งนี้ถูกทำลายไปได้ง่ายมาก เพียงคุณขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งใน 2 ข้อนี้

การที่เราจะเลือกคบใครซักคนนึง อาจเริ่มมาจากความสนใจที่คล้ายๆ กัน เขามีอะไรบ้างอย่างที่น่าคบหา ไม่ว่าจะเป็นนิสัยใจคอที่ดี มีความรู้ความสามารถ แต่จะให้ความสัมพันธ์ยั่งยืนนั้นเราควรทำอย่างไร

1. ไม่ขี้บ่น ประชดประชัน หรือต่อว่าคนอื่น แน่นอนว่าเราไม่ชอบถูกกระทำแบบนี้ คนอื่นก็เช่นกัน

2. เป็นผู้ฟังที่ดี ฟังโดยไม่ด่วนตัดสิน ฟังโดยปราศจากอคติ และลดอัตตาลง

3. เพ่งไปที่เจตนา ไม่ใช่เพียงผลของการกระทำ มองให้ แก่นแท้ของคนๆนั้น เพราะเมื่อเราเข้าใจแล้วหากมีอะไรผิดพลาดเราจะพร้อมให้อภัย

4. ไม่เจ้าคิด เจ้าแค้น คนที่มีนิสัยย้ำคิดย้ำทำในเรื่องลบๆ มันส่งผลให้เรามีออร่า หรือส่งคลื่นพลังงานลบๆให้กับคนรอบข้างด้วย

5. ทำให้ผู้อื่นรู้สึกเป็นคนสำคัญ และทำเช่นนั้นด้วยความจริงใจ

6. พัฒนาความสงบในจิตใจ พัฒนาจิตวิญญาณ และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ดังคำกล่าวที่ว่า คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล สิ่งนี้จะทำให้คนที่อยู่รอบข้างมีความเจริญไปกับคุณด้วย

ไม่ว่าเหตุผลของคุณจะเป็นเรื่องอะไร ..

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม

เพราะความสำเร็จของเราขึ้นอยู่กับผู้อื่น

เพราะอยากได้รับการยอมรับ

เพราะอยากเป็นคนที่ถูกรัก

เพราะไม่อยากเสียเพื่อน

เพราะอยากให้คนจดจำแม้เราจากไปแล้ว

..

เราเชื่อว่าพลังของความไว้ใจนี้จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้

#พลังของความไว้ใจ #TrustEffect #BuildTrust

Kid-D Tum-D,

สมองตัดสินด้วยหัวใจ

สวัสดีครับคุณผู้อ่านผู้ติดตามเพจ IKINN ทุกท่าน วันนี้เอาเรื่องใกล้ตัวที่มักถูกมองข้ามมาฝาก
เคยถูกถามอย่างนี้ไหมครับ “เธอเป็นคนตัดสินด้วย ‘สมอง’ หรือ ‘หัวใจ’?”

ผู้ถามหมายความว่า คุณเป็นคนมองสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างเป็นเหตุเป็นผล เช่นเวลาเลือกคบใครสักคน จะพินิจพิเคราะห์อย่างดีว่าปัจจัยต่างๆลงตัวไหม ไปด้วยกันได้ไหม มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง ถ้าเข้ากันได้จึงจะคบ แต่ถ้าเห็นแล้วว่าไปด้วยกันไม่ได้ ก็จะเดินจากไป หรือ คุณเป็นคนที่ “รักเมื่อแรกเห็น” คือเจอปุ๊บรักปั๊บ เหมือนบุพเพสันนิวาส ใครจะว่าอย่างไรก็สามารถหามุมอื่นๆมาแก้ต่างได้ทุกเรื่อง รักเพราะรัก รักด้วยใจไม่ต้องใช้ข้อมูล ยามมีเหตุให้ต้องจบกัน ก็ไม่สามารถตัดใจได้ง่ายๆ แม้รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีเหตุผลใดที่ควรอยู่ด้วยกันต่อไป เห็นหน้าเขาเมื่อไหร่ใจเจ็บจี๊ด

คำตอบของคุณจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ทราบไหมครับว่า “สมองตัดสินด้วยหัวใจ” แปลว่าอะไร?

สมองส่วนใหญ่ของมนุษย์ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล Limbic System หรือระบบสมองที่ควบคุมอารมณ์มีความซับซ้อนและรวดเร็วในการทำงานมากกว่า Prefrontal Cortex หรือสมองที่ใช้ในการวางแผนและตัดสินใจ ที่อุ้ยอ้ายและคิดอะไรช้ากว่า
ส่วนแรกที่ใช้อารมณ์เป็นเสมือน ‘สาขา’ ที่คอยรับหน้าลูกค้า(เหตุการณ์)ที่เข้ามา หากเป็นไปได้สาขาก็อยากจะตัดสินใจเปรี้ยงให้กับลูกค้า เว้นแต่เตือนตนเองให้มีสติรอบคอบจึงจะใช้เวลาคิดและส่งเรื่องที่ยากๆให้กับ ‘สำนักงานใหญ่’ คือสมองส่วนเหตุผล

ประเด็นชวนคิดคือ ถ้าสาขาไม่แจ้งมาสำนักงานใหญ่จะไม่มีวันรู้เรื่อง เปรียบคือสมองส่วนอารมณ์มีอำนาจเหนือกว่าในแง่ของการเลือกว่าจะส่งอะไรไม่ส่งอะไร และอารมณ์มีอิทธิพลมากกว่าในด้านการกำกับดูแลหน้างาน (ด้วยฮอร์โมน) เพื่อให้ร่างกายทำอะไรต่ออะไรอย่างกระฉับกระเฉง  Dr. Daniel Kahneman รับรางวัลโนเบลปี 2002 สาขาเศรษฐศาสตร์ หลังพิสูจน์ว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นสัตว์แห่งเหตุผล แต่เป็นสัตว์แห่งอารมณ์ อธิบายให้เห็นภาพ ได้ด้วยกาแฟสตาร์บัคแก้วละสองร้อยบาทที่คนแย่งกันซื้อ

เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะสมองของเราเติบโตมากับการใช้ชีวิตด้วยอารมณ์ เพิ่งจะมาช่วงหลังนี้เอง (ประมาณห้าร้อยปีของโลกแห่งมนุษย์เงินเดือน) ที่เราพยายามฝึกสมองให้เป็นเหตุเป็นผล ก่อนหน้านั้นสมองของเรามีหน้าที่หลักคือใช้สัญชาตญานในการเอาตัวให้รอดจากอันตรายในแต่ละวัน  ดังนั้น ถ้าเลือกได้ ธรรมชาติของสมองอยากใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล บางครั้งก็เป็นคุณ เช่นการสร้างแรงบันดาลใจให้ฮึดสู้เหนือความท้าทาย บางครั้งก็เป็นโทษ เช่นตัดสินใจโครมโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบก่อน ลูกน้องถามปั๊บเราตอบปุ๊บ เป็นต้น

สรุปสั้นๆ หากคุณอยากเป็นผู้นำสมองที่เลิศ “ฝึกใช้เหตุผลในการวางแผนและแก้ปัญหา ฝึกใช้อารมณ์ในการโน้มน้าวทีมให้บรรลุเป้าหมาย”
ฝึกใช้ ‘ทั้งสมองและหัวใจ’ ของตัวเองและทีมงานของคุณ

ขอจบด้วยเพลงนี้แล้วกัน ครั้งหนึ่งสาวน้อยวัยห้าขวบของผมเคยร้องให้กับแม่ของเธอในวันแม่ แต่มีลูกอีกหลายคนที่อาจไม่มีโอกาสร้องให้แม่ของตัวเอง ‘ฟัง’ อีกแล้ว

“ถ้าแม่ฟังอยู่ ไม่ว่าแม่อยู่ไหน ไม่ว่าแม่เป็นไง โปรดส่งรักกลับมา…ถ้าแม่ดูอยู่ คิดถึงหนูหน่อยน้า… หนูขอสัญญาว่า หนูจะเป็นเด็กดี”

ได้ยินเสียง ‘หัวใจ’ ใน ‘สมอง’ ของคุณไหมครับ?

……….

LIVING,

สูตรต้มจืดสับปะรดซี่โครงหมูอ่อน สูตรซดก้นหม้อ อร่อยลืมอิ่ม

สูตรต้มจืดสับปะรดซี่โครงหมูอ่อน แกงโบราณที่เด็กรุ่นหลังไม่ค่อยมีใครรู้จัก ย้อนไปเมื่อตอนยังเด็ก ยายทำให้ทานครั้งแรก ดิฉันก็ถามยายว่า ยายสัปปะรดมันเป็นผลไม้ เอามาทำเป็นของคาวทานกับข้าวมันจะเข้ากันหรอ ยายบอกว่า เอ็งอย่าดูแค่ตา อย่าตัดสินมันว่ามันควรเป็นอะไร เอ้าท์ลองกินก่อน กินเข้าไปเดี๋ยวติดใจอย่ามาร้องให้ยายทำอีกนะ ตอนนั้นยังจำความรู้สึกที่ทานครั้งแรกได้เลย รสชาติจะออกหวานๆอมเปรี้ยว น้ำซุปหอมกลิ่นสัปปะรดกับเครื่องเทศ รสชาติชองสัปปะรดเข้ากันกับน้ำซุปและกระดูกหมูอย่าบอกใครเลยล่ะ แถมทำทานได้ไม่ยากอีกด้วยและสัปปะรดยังสามารถทำได้อีกหลากหลายเมนูทั้งคาวทั้งหวาน เช่น ของคาวก็จะเป็น แกงสัปปะรดใส่หอยแมลงภู่ ข้าวผัด ผัดเปรี้ยวหวาน ขนมหวานก็มี พายสัปปะรด สมูทตี้ แยม  เป็นต้น งั้นเรามาดูส่วนผสมและวิธีทำต้มจืดสัปปะรดซี่โครงหมูอ่อนกันเลยจ้า…

สูตรต้มจืดสับปะรดซี่โครงหมูอ่อน สูตรซดก้นหม้อ อร่อยลืมอิ่ม

ส่วนผสมและเครื่องปรุง

  • สับปะรด ศรีราชา
  • ซี่โครงอ่อนหมู หรือหมูสามชั้น
  • กระเทียม
  • รากผักชี
  • พริกไทยขาวเม็ด
  • กุ้งแห้ง
  • น้ำตาล
  • เกลือป่น
  • น้ำเปล่า
  • น้ำมันพืช 

วิธีทำ

  1. โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทย (สามเกลอ) ให้ละเอียด

2. ตั้งน้ำให้เดือด นำซี่โครงอ่อนลงไปต้มก่อนประมาณ 10 นาที แล้วตักออกมาพักไว้รอผัดกับสามเกลอ (ที่ต้องต้มก่อนเพื่อลดความคาว ล้างคราบสกปรก และทำให้น้ำซุปไม่ขุ่น )

3. ตั้งไฟใส่น้ำมันพืชลงในกะทะ ตามด้วยสามเกลอที่เราโขลกไว้ ผัดสามเกลอให้หอมใส่ซี่โครงหมู ผัดให้เข้ากัน

4. เติมน้ำเปล่าลงในกระทะที่ผัดส่วนผสมจนได้ที รอจนน้ำเริ่มเดือด แล้วใส่สัปปะรดลงไป

5. เมื่อน้ำเริ่มเดือด จะเห็นว่ามีฟองขาวๆ ลอยอยู่เหนือน้ำ (เป็นโปรตีนที่ละลายจากกระดูกหมู ฟองขาวๆเวลาเคี่ยวนานๆ จะทำให้น้ำซุปอร่อย แต่หากซี่โครงไม่สะอาด เจ้าฟองนี้ก็จะเป็นตัวอุ้มและจับสิ่งสกปรกไว้จ้า) จะช้อนฟองออกหรือไม่ออกได้เลยจ้า ถ้าช้อนจะทำให้น้ำซุปใสมากขึ้น

6. ปรุงรสด้วยเกลือป่น น้ำตาลปี๊บ จากนั้นใส่กุ้งแห้งลงไป

7. หรี่ไฟลงเป็นไฟอ่อน   เคี่ยวสับปะรดกับซี่โครงหมูเป็นเวลาประมาณ 15 นาที

8. ถ้าใครอยากให้น้ำซุปหอม ที่เด็ดอยู่ตรงการเจียวกระเทียมให้สีเหลืองนวลมีกลิ่นหอม ใส่ไปในขั้นตอนสุดท้าย รับรองว่าจะหอมกรุ่นตั้งแต่ปากซอยยันท้ายซอยแน่นอนจ้า

เคล็ด(ไม่)ลับ

  • สำหรับ แกงจืดสับปะรด เราใช้สับปะรด ศรีราชา เป็นสับปะรด ที่มีรสหวานอมเปรี้ยว ช่ำๆไม่เละหรือไม่จืดเกินไป
  • สับปะรด ควรใช้สับปะรด ที่ไม่สุกเกินไป และไม่ดิบเกินไป เนื่องจาก หากดิบเกินไป สับปะรดจะแข็ง หากสับปะรดสุก จะเละ ไม่น่ารับประทาน
  • การเลือกซี่โครงหมู ให้ดูสีของซี่โครง จะต้องไม่มีสีสดเกินไป และเนื้อหมูแน่น ไม่มีสีคล้ำ หรือ ไม่มีกลิ่นเหม็น
  • การเตรียมกระดูกหมู ล้างหมูให้สะอาด และนำไปต้มหรือลวกน้ำ ก่อนนำมาต้มแกงจืด เนื่องจาก เป็นการล้างคราบสกปรก และทำให้น้ำซุปไม่ขุ่น รวมถึง ลดการคาว ของเนื้อหมูด้วย
  • ฟองขาวๆที่ลอยอยู่ด้านบน เป็นโปรตีนที่ละลายจากกระดูกหมู  ฟองขาวๆเวลาเคี่ยวนาน จะทำให้น้ำซุปอร่อย แต่หากซี่โครงไม่สะอาด เจ้าฟองนี้ก็จะเป็นตัวอุ้มและจับสิ่งสกปรกไว้
  • ถ้าอยากให้น้ำซุปหอม เจียวกระเทียมให้สีเหลืองนวล มีกลิ่นหอม ใส่ลงไปในหม้อในขั้นตอนสุดท้ายด้วยจ้า

BUSINESS,

10 ประการแห่งความล้มเหลว

ผมไม่แน่ใจว่ากฎแห่งความสำเร็จนั้นคืออะไร แต่แน่ใจว่าบัญญัติ 10 ประการแห่งความล้มเหลวที่ถูกพิสูจน์มาแล้วก็คือ :-

1. เมื่อคุณไม่เชื่อว่าคุณทำได้
2. เมื่อคุณหาข้ออ้างให้กับตัวเองได้เสมอ
3. เมื่อคุณไม่รู้จักบริหารจัดการทรัพยากรเวลา
4. เมื่อคุณไม่สามารถควบคุมอามณ์ได้ดีพอ
5. เมื่อคุณคิดว่าคุณเก่งและคนอื่นใช้ไม่ได้
6. เมื่อคุณยึดติดกับความคิดแรกเริ่ม
7. เมื่อคุณพูดมากกว่าที่จะฟัง
8. เมื่อคุณให้ความสำคัญผิดเรื่องผิดเวลา
9. เมื่อคุณเริ่มติเตียนนินทาผู้อื่นลับหลัง
10. เมื่อความสำเร็จในอดีตทำให้คุณมั่นใจว่าคุณก็จะต้องสำเร็จในอนาคต

ในยุคสมัยที่ความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นกิจวัตร และความรวดเร็วนั้นเป็นเรื่องธรรมดา

การหมั่นเตือนสติตัวเองให้ได้ในทุกๆวันว่าจะไม่หลงไปกับ 10 บัญญัติด้านบน อาจจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่มีค่ามากที่สุดเท่าที่ใน 24 ชม.ของทุกๆวันจะพึงมีนะครับ

……….

BUSINESS,

ว่าด้วยเรื่อง…การเมือง (ในที่ทำงาน)

แค่งานก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ยังต้องมาคอยคิดอีกว่าคนนั้นไม่ถูกกับคนนี้ แต่คนนี้มาใช้เราไปทำเรื่องกับคนนั้น สมัยผมเป็นเป็นพนักงานบริษัท สิ่งที่น่าเบื่อที่สุดเลยไม่พ้นเมื่อต้องเจอกับการเมืองในที่ทำงาน

หลายๆครั้ง ที่เราอยู่ตรงกลางก็ต้องคอยคิดคำพูด และวิธีการเพื่อเอาตัวให้รอดจากสถานการณ์ที่ต้องเจอเวลาต้องประสานงานกับคนที่เค้าไม่ถูกกัน

เรื่องที่มันควรจะเร็วเลยต้องช้า เรื่องที่ควรจะเล็กกลายเป็นใหญ่ บริษัทใหญ่ก็มีการเมืองแบบบริษัทใหญ่ บริษัทเล็กก็มีแบบเล็กๆของตัวเอง แต่ที่แน่ๆ คือ ดูไร้สาระ เปลืองสมองและเวลาอย่างยิ่ง

ทักษะด้านการเมือง เป็นคนละอย่างกับ ทักษะเรื่องคนนะครับ (เช่นทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น หรือทักษะการเข้าอกเข้าใจ) สองอย่างนี้เป็นเรื่องเดียวกันแต่อยู่คนละด้าน คือทักษะเรื่องคนอยู่ด้านบวก ส่วนการเมืองอยู่ด้านตรงกันข้าม

เนื่องจากผมเคยทำงานเป็นลูกจ้างตั้งแต่เป็นพนักงานปฏิบัติการไปจนถึงเป็นระดับบริหารเข้าประชุมร่วมกับบอร์ดและผู้บริการระดับสูง เลยค้นพบว่าการเมืองในที่ทำงานแต่ละออฟฟิศนั้นถึงจะไม่เหมือนกัน แต่จะมาจากสาเหตุคล้ายๆกัน

พอได้ทำบริษัทตัวเอง ผมเคยสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงที่จะเชิญมาจากบริษัทระดับใหญ่ ว่าคิดยังไงกับการเมืองในออฟฟิศ

คำตอบที่ผมได้รับคือ บริษัทไหนไม่มีการเมืองมันไม่มีหรอก มีทุกที่แหละ

ประโยคนี้ทำให้ผมเอามาคิดกระบวนการวิศวกรรมย้อนกลับว่า งั้นถ้าเราจะไม่ให้มีการเมืองในบริษัทล่ะ ต้องทำยังไง

หลังจากผ่านประสบการณ์การทำงานมาพอสมควร ผมเลยได้ค้นพบต้นเหตุที่นำมาถึงหลัก 5 ข้อ ว่าการทำให้บริษัทปราศจากการเมืองนั้นต้องทำยังไง

1.อย่าแต่งตั้งคนที่ความสามารถไม่ถึงเป็นหัวหน้า

คนทำงานถ้าไม่ใช่เจ้าของจริงๆ นั้นแต่งตั้งตัวเองไม่ได้ การจะมาเป็นหัวหน้าคนอื่นได้นั้นต้องถูกแต่งตั้งมา หรือรับเข้ามาใหม่ การแต่งตั้งคนที่ความสามารถมีไม่มากพอ จะบีบบังคับให้เขาต้องเอาตัวรอดด้วยวิธีการอื่นเพื่อสร้างผลงาน ซึ่งอาจรวมไปถึงการสร้างเครือข่ายหรือกลุ่มก๊วน ซึ่งที่สุดแล้วก็จะนำไปสู่ระบบพวกชั้นพวกเธอ กลายเป็นระบบการเมืองไปโดยปริยาย

2.การทำงานคือระบบห่วงโซ่ ดังนั้นไม่ควรมีคนว่าง

การทำงานของระบบส่งต่องานเพื่อเพิ่มมูลค่า (create value-added) นั้นการเมืองในที่ทำงานจะเกิดขึ้นเมื่อมี นายเอ ทำงานน้อยกว่า นายบี โดยทั้งคู่อยู่ในระดับเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เกิดเงื่อนไขเปรียบเทียบ, การเรียกร้องขอความเห็นใจและการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

หรือบางแห่ง มีตำแหน่งในระดับบริหารมากเกินไป เช่นบางบริษัทมีตำแหน่งผู้ช่วยหรือรองประธานหลายคนแต่ส่วนใหญ่ทำงานอะไรไม่รู้มีแต่เดินไปเดินมา ไม่เคยเข้าใจและนำรายละเอียดเข้าที่ถูกต้องจริงๆ เข้าที่ประชุม โดยคนทำงานจริงๆไม่เคยได้ลืมตาอ้าปากนำเสนอว่าปัญหาที่ต้องแก้จริงๆคืออะไร

เรื่องปริมาณงานนั้น มีความเป็นศิลป์มากกว่าศาสตร์อยู่นิดหน่อย เพราะปริมาณงานในความเป็นจริงโดยเฉพาะในออฟฟิศนั้นมักไม่สามารถตีออกมาเป็นตัวเลขได้ชัดๆ

ทั้งนี้ การเมืองในที่ทำงานมักจะเกิดในสถานการณ์ที่คนหนึ่งทำงานน้อยกว่าอีกคน ไม่ใช่เพราะประสิทธิภาพ นายเอ ดีกว่า นายบี

กลับกัน การแข่งขันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสมาชิกในทีมกลับเป็นการสร้างผลในด้านบวกให้กับบริษัทมากกว่าจะสร้างเงื่อนไขให้เกิดการเมืองในองค์กร ภายใต้เงื่อนไขว่าการแต่งตั้งคนที่ไม่มีความสามารถตามข้อ 1 ต้องไม่มี

3.ผู้บริหารระดับสูงมุ่งสนใจแต่ภาพรวมและละเลยรายละเอียด

การปล่อยปละรายละเอียดแล้วมุ่งแต่จะเอาผลที่ต้องการนั้น จะเป็นเชื้อชั้นดีให้ทีมงานรวมหัวกันตั้งแก๊งค์ในการเต้าผลงานขึ้นมาอย่างเป็นขบวนการ และสร้างวัฒนธรรมถ้าแกเป็นคนดีมากก็ไม่ต้องมาเข้าพวกขึ้นมา คนดีๆก็อยู่ไม่ไหว ไอ้ที่ยังอยู่ก็สนแต่ทำผลงานให้ถูกใจนาย รู้อีกทีก็แผลระเบิด ตามแก้ไขกันไม่ไหว ส่วนบรรดาแก๊งค์เต็มที่ก็หนีไปสมัครงานกับบริษัทคู่แข่ง ทิ้งปัญหาให้คนอื่นต้องตามแก้ต่อไป

4.มีวัฒนธรรมเป้าหมายองค์กรสำคัญน้อยกว่า เป้าหมายส่วนตัว

ปัญหาเรื่องนี้ มาได้จาก 3 สาเหตุคือ

4.1 การสื่อสารเป้าหมายส่วนรวมไม่ดี หรือไม่ชัดเจน วัฒนธรรมการมีเป้าหมายร่วมกันจึงไม่เกิด

4.2 ระบบการจัดการเรื่องระหว่างแผนกทั้งระบบงานและเป้าหมายภายในไม่เอื้อให้เกิดความสำเร็จแล้วเป็นผลงานร่วมกัน คนเลยมุ่งกอดแต่เป้าหมายของตัวเองเป็นใหญ่

4.3 เป้าหมายส่วนตัวถูกตั้งมาสูงลิบลิ่วและลงรายละเอียดมากจนเกินไป จนทำให้คนทำงานจับต้นชนปลายการทำผลงานไม่ถูก

ผมเคยอยู่ในบริษัทที่ผู้บริหารระดับสูงสุดของต่างสายธุรกิจต่างมีประเด็นในเรื่องการรับรู้รายได้ว่าต้องเข้าเป็นผลงานของใครในเกือบทุกครั้งที่มีการประชุม แถมยังโจมตีลับหลังกันว่าใครแอบขายอะไร ซึ่งสร้างความเวียนหัวให้คนทำงาน แถมทำให้พนักงานน้องน้อยๆ ต่างสงสัยว่าด้วยเหตุอะไรที่ต้องมาแย่งกันก็ในเมื่อยอดขายทั้งหมดมันก็เข้ามาหล่อเลี้ยงองค์กรเราทุกคน

นอกจากนี้เวลาช้างสารอย่างผู้บริหารระดับสูงรบกันที หญ้าแพรกอย่างน้องๆ พนักงานอายุน้อยๆ ก็ได้แต่ภาวนาว่าประชุมให้จบๆซักที จะได้แยกย้ายไปทำงาน

5.Virtual distances ข้อนี้ลองกูเกิลกันดูได้ครับ มันประกอบไปด้วย affinity, physical และ operational distances

แปลตรงๆ ตัวก็คือ “ความห่าง” แต่ผมจะสรุปแบบง่ายๆ ว่ามันคือการที่คนทำงานเห็นหรือไม่เห็นคนทำงานด้วยกัน

อธิบายลงรายละเอียดว่าทำไมความห่างจึงเป็นสาเหตุของการเมือง

ก็เพราะคนทำงานโดยทั่วๆไป มักจะคิดว่า แผนกตัวเองนั้นทำงานเต็มที่และทุ่มเทเพื่อให้งานออกมาดี แต่เมื่อส่งต่องานไปยังแผนกอื่นแล้วงานไม่ไหลลื่นอย่างที่หวัง ก็มักจะคิดเหมาว่าเพราะแผนกอื่นไม่ทุ่มเทและทำงานให้ดีอย่างเรา มีแต่เราที่เต็มที่และรักองค์กร

ยิ่งอยู่ห่างๆกัน ไม่เห็นกันว่าอีกแผนกมันทำงานรึเปล่านานวันเข้าก็เลยมีมุ้ง มีก๊วน จับกลุ่มกันว่าพวกแก พวกฉัน แผนกฉันสิเต็มที่ แผนกนั้นมันทำไรก็ไม่รู้

ระยะห่างในทางกายภาพเลยสร้างระยะห่างในด้านอื่นๆ ตามมาด้วย

อย่างไรก็ดี การเอาทุกคนมานั่งรวมกันก็จะแทบไม่มีประโยชน์เลย หากไม่สามารถทำให้ข้อ 1-4 เกิดขึ้นได้

เพิ่มเติม:

การเมืองเป็นเรื่องน่ารังเกียจเมื่อมันถูกใช้ไปเพื่อเป้าหมายส่วนตัวเป็นใหญ่ โดยละเลยเป้าหมายส่วนรวม

และระดับความเข้มข้นของการเมืองภายในองค์กรก็มักเป็นตัวเร่งอย่างหนึ่งที่ทำให้องค์กรจะสามารถดึงดูดและเก็บคนเก่งไว้และทำให้อยู่ได้นานและยั่งยืนได้หรือไม่

ยิ่งในโลกยุคปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่มองหาความ
ชัดเจน รวดเร็ว ได้ผล มากกว่าคำพูดสวยหรู การประสานงานที่เยิ่นเย้อ แต่ขาดแคลนประสิทธิภาพ

วัฒนธรรมองค์กรที่ดีนั้น ทุกคนในองค์กรนั้นมีส่วนสำคัญเสมอในการร่วมมือสร้าง ซึ่งไม่สามารถใช้เวลาสร้างในชั่วข้ามคืน แต่ต้องค่อยต่อเติม แก้ไข และปรับปรุงร่วมกันไปเรื่อยๆ

สุดท้าย จะสร้างสรรค์ที่ทำงานให้เป็นครอบครัว เป็นทีมกีฬา เป็นสภาการเมือง หรือจะเป็นสมรภูมิรบ ผู้นำองค์กรนั้นมีส่วนสำคัญมากที่สุดในการริเริ่มและส่งเสริม รวมไปถึงคัดเลือกทีมงานและประเมินผลเพื่อให้คงประสิทธิภาพองค์กรไว้ได้ หากไม่ใส่ใจในเรื่องนี้วันหนึ่งก็อาจทำให้องค์กรกลายเป็นเหมือนราชการที่มีระบบ แต่เต็มไปด้วยการเมืองแทรกแซง ทำให้พัฒนาได้ไม่ทันกับยุคสมัยครับ

#ThomasHongpakdee
#คิดแบบSTARTUP
#ทำอย่างSME
#มีระบบแบบมหาชน

=================

WORK CLINIC,

รู้ยัง…คุณสมบัติพนักงานแบบไหน ที่องค์กรต้องการ

*** มีแค่ประเภทเดียวเท่านั้น ลองเดาดูสิคะ ***

อย่างที่ได้เกริ่นไปในตอนที่แล้ว ดิฉันเคยทิ้งอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ดูมีเกียรติและมั่นคงมาลองทำงานในบริษัทเอกชน หนึ่งในเหตุผล คือความอยากรู้ว่า คนแบบไหนกันแน่ที่จะประสบความสำเร็จในองค์กร ระหว่างคนเรียนเก่ง กับคนทำกิจกรรมเก่ง

แล้วดิฉันก็ได้เจอว่า ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่างๆ มีทั้งอดีตเด็กตั้งใจเรียน และอดีตเด็กไม่เรียน และก็ได้เห็นว่าพนักงานที่เก่งหลายคนก็ไม่ได้ถูกรั้งไว้เมื่อขอลาออก ในขณะที่บางคนแม้จะถึงเกณฑ์เกษียณแล้วก็ยังได้ถูกชวนให้ทำงานต่อ หลังจากสังเกตอยู่หลายปีดิฉันก็สรุปได้ว่า

“มีพนักงานเพียงประเภทเดียวที่องค์กรต้องการรักษาไว้ นั่นก็คือ “พนักงานที่องค์กรต้องการไว้วางใจในฐานะคนสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย” 

นิยามนี้ แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ

  1. ไว้วางใจ – หมายความว่า เท่าที่ผ่านมาคุณไม่เคยสร้างความผิดหวัง มีวุฒิภาวะที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัยวุฒิ ไม่ทำงานตามอารมณ์
  2. คนสำคัญ – ไม่ได้หมายถึง ต้องเป็นผู้นำ แต่หมายรวมถึงการเป็นผู้ตามที่ดี พร้อมปรับเปลี่ยนตนเองตามนโยบายขององค์กร
  3. ช่วยให้บรรลุเป้าหมาย – หมายถึงเป็นผู้ที่ เข้าใจและเต็มใจน้อมรับวัตถุประสงค์ ค่านิยม และนโยบายขององค์กร

พนักงานส่วนใหญ่ ไม่ทราบว่า การเป็นคนที่ไว้ใจได้ มีความหมายกว้างกว่าถ้อยคำที่บรรยายในใบประเมินผลงาน และกว้างกว่ากฎระเบียบที่บริษัทระบุไว้ จึงมีพนักงานเสียใจที่ถูกเท ทั้งๆที่ไม่เคยทำผิดกฎ หรือทำงานตามสั่งได้ครบถ้วน นอกจากนี้เมื่อองค์กรต้องปรับตัวบางหน้าที่ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป หากพนักงานที่ไว้ใจไม่สามารถปรับตัวได้และภาวะเศรษฐกิจบีบคั้น คนเหล่านี้ก็อาจถูกเทเช่นกัน

ลองสำรวจตนเองดูนะคะ ว่าคุณมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ส่วนแล้วหรือยัง ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ก็แสดงว่า คุณยังมีความเสี่ยงเป็นบุคคลที่อาจจะถูกเท เมื่อองค์กรมีความจำเป็นต้องลดพนักงานได้ค่ะ

ดร. วรัญญา อัจฉริยะชาญวณิช

#ChangeTutor
Line: @wintegrate99

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com