ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN
งานวิจัยฉบับหนึ่งระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้คนเราอายุยืนนั้น ที่เคยเชื่อกันว่าการออกกำลั
แล้วอะไรเป็นปัจจัยสำคัญ ในงานวิจัยของ Harvard Health ระบุว่า ความสัมพันธ์ที่ดี จะส่งผลให้มีสุขภาพจิตที่ดี และสิ่งนั้นจะส่งผลให้เราอายุยื
ท่านดาไล ลามะ กล่าวว่า เป้าหมายในชีวิตที่ยิ่งใหญ่
มีน้องที่รู้จักกันคนหนึ่งเริ่
อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ คุณแม่ของเพื่อนที่เป็นมะเร็งต่
เราจะนึกถึงแต่ตัวเอง ความรู้สึกของตนเอง ความต้องการของตนเอง และนั่นทำให้เราไม่มองคนรอบข้าง หรืออาจต่อต้านคนรอบข้างโดยไม่
นอกจากนี้ ความทุกข์ ความโกรธ เกลียดที่เรามีจะบั่นทอนสุ
เมื่อเรามีความสุข เราจะพร้อมที่จะแบ่งปัน ยืดหยุ่น มีความสร้างสรรค์ พร้อมปรับตัวเมื่อเจอสถานการณ์
ดังนั้นหากเราให้ความสุขอยู่ที่
นอกจากนี้ความเมตตาต่อตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความรักในตนเอง และความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนมี
เพราะเรื่องของใจ ไม่ไหวอย่าฝืน เรียนรู้ เข้าใจ ก้าวออกมา แล้วรักตัวเองให้เป็น อภัยให้ได้ อย่าแบกไว้เพราะกลัวไม่ดีพอ
แล้วทำทุกวันให้เหมือนเป็นวันสุ
ขอให้ทุกคนมีความสุขค่ะ
……….
M
ission Possibleวันก่อนผู้เขียนได้รับเชิญชวนไปเยี่ยมชม MK ครัวกลาง ได้โอกาสไปชม MK ครัวกลาง ว่าไม่ธรรมดาแล้ว ยังมีพี่ฤทธิ์ ธีระโกเมน พาทัวร์ด้วยตัวเองนี่สิ ไม่ธรรมดาเลย (ขนาดสื่อต่าง ๆ ยังไม่ใกล้ชิดขนาดนี้เลยนะ จะบอกให้ (ฮา) ) คือแบบว่า ล้นประสบการณ์ โดยเฉพาะวิชา MK Supply Chain Management แต่ก่อนที่ผู้เขียนจะลงลึกไปในรายละเอียดของอภิมหา อินโนเวทีฟ เอ็มเค ครัวกลางนั้น ขออนุญาตเกริ่นที่มาของบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อย่างเข้ม ๆ ชงเข้าใจง่ายกันก่อนเลยหล่ะกัน
สโลแกนที่เป็นจดจำของคนไทยทั้งประเทศ
“กินอะไร กินอะไร กินอะไร ต้องไปกิน เอ็มเค…”
นับเป็นสโลแกนของร้านสุกี้เอ็มเค ที่ติดหูคนไทยไปเรียบร้อย (หลายปีแล้วด้วยสิ) ใครจะนึกถึงว่า จุดเริ่มต้นจากคูหาเล็ก ๆ ของร้านเอ็มเค ย่านสยามสแควร์ กว่าจะมาเป็นธุรกิจเชนร้านอาหารระดับตำนานหมื่นล้าน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ภายใต้อักษรย่อว่า “M” โดยมีมูลค่าหุ้นสูงถึง 45,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ถ้าย้อนเวลา ณ เวลานั้น มีชาวฮ่องกงชื่อ มาคอง คิงยี (Markon Kingyee) เขาได้เปิดร้านอาหารไทยเล็ก ๆ ขึ้น โดยมีชื่อย่อ คือ MK (ชื่อย่อตัวเขานั่นเอง) ซึ่งเมื่อปี พ.ศ.2505 คุณมาคอง ก็ต้องย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่บอสตัน สหรัฐอเมริกา จึงตัดสินใจขายกิจการร้านอาหารของเขาให้แก่คุณ “ทองคำ เมฆโต” ซึ่งในเวลานั้นเป็นแม่ครัวของร้าน โดยให้ดำเนินกิจการต่อ เพราะเห็นว่าคุณทองคำ เป็นคนขยัน และที่สำคัญไว้ใจได้ ภายใต้การบริหารของคุณทองคำ ร้านเอ็ม เค ก็ขายดิบ ขายดีมาโดยตลอด และมีลูกค้าประจำมาแวะเวียนบ่อย ๆ จนขยายกิจการร้านออกเป็นสองห้อง โดยเฉพาะอาหารที่ขึ้นชื่อฝีมือเธอคนสั่งเยอะ คือ ข้าวมันไก่ ผัดไทย เนื้อย่าง ผัดขี้เมา
เมื่อปี 2547 คุณสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งห้างเซ็นทรัล และเป็นประธานบริษัทในยุคนั้น และยังเป็นลูกค้าประจำเหนียวแน่นของร้านเอ็มเค อีกด้วย ท่านได้เชิญชวนให้คุณทองคำไปเปิดร้านอาหารในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ซึ่งคุณทองคำ เธอได้ตอบตกลง และใช้ชื่อร้านเป็น “กรีน เอ็มเค” ระยะเวลาผ่านไป 2 ปี คุณสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ก็ชวนเธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้ให้ไปเปิดร้านสุกี้ MK ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว เนื่องจากเกิดปัญหาพื้นที่เช่าว่าง ซึ่งตอนแรกกันไว้ให้ธนาคารแห่งหนึ่งเช่า แต่สุดท้ายธนาคารไม่ได้เช่า รวมถึงมองว่า ตอนนั้นห้างยังไม่มีร้านสุกี้มาเปิดเลยสักร้าน และที่นี่เอง เป็นจุดกำเนิดของร้าน สุกี้แห่งแรก และแน่นอน ได้รับความนิยมและกระแสตอบรับจากลูกค้ามากมาย แพร่หลายในเวลาอันสั้น
ผลประกอบการของ เอ็มเค
บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ปี 2561 มีรายได้ 17,234 ล้านบาท กำไร 2,574 ล้านบาท
ปี 2562 มีรายได้ 17,871 ล้านบาท กำไร 2,604 ล้านบาท
และปัจจุบันร้านอาหารภายใต้แบรนด์ เอ็มเค มีทั้งหมด 463 สาขาทั่วประเทศไทย
34 สาขา ในญี่ปุ่น
9 สาขาในเวียดนาม
2 สาขาในลาว
ร้านอาหาร Yayoi มี 198 สาขาในไทย
10 สาขา ในสิงค์โปร์
ร้านอาหาร Miyazaki มี 23 สาขาในไทย
1 สาขาในลาว
ร้านอาหาร Hakata มี 6 สาขา
NaSiam 1 สาขา, Le Siam 3 สาขา , Le Petit 3 สาขา, Bizzy Box 8 สาขา , Harvest 1 สาขาในไทย
เมื่อผู้อ่าน อ่านมาถึงตรงนี้ อาจมีสงสัยว่า สาขาเอ็มเค ขยายตัวเยอะมากมาก แล้วคุณภาพ รสชาติอาหารจะเหมือนกันไหม และมีการควบคุมคุณภาพอาหาร ให้สด ใหม่ เสมอ ได้อย่างไร ผู้เขียนจะพากันไปเยี่ยมชม MK ครัวกลาง กันไปพร้อม ๆ กันนะคะ ตามกันมาค่ะ
ครัวกลางเอ็มเค คือศูนย์กลางการผลิตอาหารแห่งล่าสุดของเครือบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยโรงนี้เป็นโรงที่ 5 นับตั้งแต่ก่อตั้งมา (โดยมี Central Kitchen 4 – CK 4 & Dry WH ตั้งอยู่ที่สมุทรปราการ, International Food Supply (IFS) ตั้งอยู่ที่ปทุมธานี) โดยครัวกลางที่ 5 นี้ เริ่มเปิดดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2557 และเป็นครัวกลางที่ได้รับการออกแบบเพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหารโดยเฉพาะ โดยได้รับมาตรฐานระดับนานาชาติ GMP HACCP ISO 9001:2015 โดยมีพนักงานประมาณ 297 คน เอ็มเค ครัวกลาง ถือเป็นหัวใจหลักของการผลิตอาหารสำหรับทุกแบรนด์ในเครือที่มีรวมกันมากกว่า 600 สาขาทั่วประเทศตลอดทั้ง 365 วัน
คือทำทุกอย่างให้พร้อมส่งร้านให้มากที่สุด ง่ายที่สุด อาหารในเมนูที่เราๆ เห็นกัน ถูกคัดสรรคุณภาพอย่างมีระบบ สะอาด ตรวจสอบ QC ทุกชิ้นงาน มีการล้างผักปีละไม่ต่ำกว่า 9.5 ล้านกิโลกรัม และผัก 95% มาจากโครงการหลวงฯ มีความสด กรอบ ใหม่มาก เพราะทุก ๆ 1-2 วัน จะมีรถวิ่งลงมาจากดอยมาส่งที่ครัวกลาง (สดกรอบพร้อมเสริฟถึงโต๊ะกันเลยค่ะ) ครัวผัก ซึ่งทำหน้าที่ล้างผักทั้งหมดกว่า 71 รายการ (อยากจะบอกว่า เมื่อผู้เขียนเดินเข้าในครัวกลาง อย่างแรกที่เห็นคือ ตารางแสดงผักปลอดสาร มีอะไรบ้าง และผักที่มีสารพิษมีกี่ % แสดงให้เห็นชัดเจน) มีการเตรียมเป็ดย่างกว่า 3 ล้านตัว โดยเป็ดไม่ได้ย่างที่ครัวกลาง นำไปย่างที่สาขา โดยแต่ละสาขามีหน้าที่ย่างเป็ด 1-2 หมื่นตัวต่อวัน (ผู้เขียนได้เห็นขั้นตอนการล้างเป็ด การวัดน้ำหนักเป็ด ใส่เครื่องเทศในเป็ด ก่อนส่งมาที่สาขาอย่างละเอียด ภาพในโรงงานไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่บอกได้เลยว่า สะอาดและมี QC ทุกขั้นตอน)
ว่ากันว่า ถึงแม้ทีมพนักงานเอ็มเค มีราว 2 หมื่นคน แต่มีคนรู้สูตรน้ำจิ้มสูตรเด็ด เพียงแค่ 4 คน ! (และแน่นอน 4 ท่านนี้ ห้ามนั่งเครื่องบิน ลำเดียวกัน พี่ฤทธิ์มีแอบบอกว่า ผมดูแลอย่างดี ห้ามเป็นอะไรไปนะ (ฮา) ) และใช่ค่ะ เอ็มเค ครัวกลาง ผลิตน้ำจิ้ม กว่า 5 ล้านกิโลกรัม โดยน้ำจิ้มถูกบรรจุในถุงพลาสิกซีลอย่างดี (พี่ฤทธิ์ บอกให้ผู้เขียนโยนลงพื้นได้เลย ถุงไม่แตก ! เราก็โยนจริง เสียวเลย แต่ไม่แตก และถุงพลาสติกที่ออกแบบพิเศษนี้ มีความหนา วัดโดย Drop Test ตกพื้นได้ถึง 8 ครั้ง / ถุง ฉะนั้นมั่นใจได้ น้ำจิ้มหก แตก ไม่มีปรากฏแน่นอน)
ด้านตัวอาคารออกแบบสีแดง เสมือนถาดวางสุกี้ของเอ็มเค โดยด้านตัวอาคารของครัวกลาง ได้รับการออกแลบโดยคำนึงถึงระบบอากาศ การรักษาอุณหภูมิให้คงที่ด้วยระบบ Insulation รวมถึงควบคุมความดันอากาศแบบ Positive Air Pressure เพื่อให้ความดันภายในอาคารสูงกว่าเสมอ หากมีการเปิดประตูเข้าออกจะทำให้อากาศไหลเวียนจากภายในอาคารสู่ด้านนอก ด้านในแต่ละชั้น แยกเป็นแผนกผักสด แผนกแพจเกจจิ้ง แผนกเป็ด แผนก QC ผู้เขียนสังเกตเห็นกล่องตะแกรงใส ๆ อยู่ด้านหน้าประตูทุกอัน จึงถามว่า เจ้าตัวกล่องนี่ ไว้ทำอะไร ? ได้รับคำตอบว่า “เป็นกล่องดัก แมลง และ ยุง” โดยเมื่อสิ้นสุดวันทำงานของทุกวัน จะมีเจ้าหน้าที่มานับยุง นับแมลงว่า วันนี้ได้กี่ตัว เพื่อควบคุมคุณภาพไม่ให้มี แม้กระทั่งแมลงเล็ดลอดเข้ามาในอาคารครัวกลางเลยทีเดียว (ปัจจุบันที่เห็นใน score สถิติ แทบไม่มีแมลงและยุงเลย โอ้วว ทำได้แบบน่าทึ่ง !) อุปกรณ์ที่ใช้ในการแยกผัก ล้างผัก หั่นผัก แยกออกเป็นสี (ตะแกรงพลาสติก แบ่งสี ๆ น้ำเงิน แดง เหลือง โดยทุกสี พนักงานทุกคนทราบถึงความหมายของแต่ละสี เช่น ตะแกรงสีแดง คือวัตถุที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เป็นต้น) ด้านอุปกรณ์หลักของโรงงาน หลายชิ้น จะถูกแนะไอเดียมาจากพี่ฤทธิ์ ธีระโกเมน (เพราะอย่าลืม ท่านจบวิศวกรมาด้วยค่ะ) จึงทำให้อุปกรณ์ในการผลิต อุปกรณ์ในการหั่นผัก ได้รับ Innovative ร่วมกับทีมผู้บริหารอย่างใกล้ชิด อุปกรณ์หลักของโรงงานผลิตมาจากแสตนเลสทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดสนิม มีการแยกประเภทกระบะเป็นสี ๆ และแต่ละสี มีลงวันที่วันแรกที่นำมาใช้ เพื่อใช้ในการคำนวณว่า กระบะแต่ละสีใช้ทนอยู่กี่ปี นานไหม เพื่อพิจารณาถึงซัพพลายเออร์ที่มาจำหน่ายด้วย (สุดยอดอ่ะ) รวมถึงการทำความสะอาดพื้นและอุปกรณ์ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุกวันทั้งก่อนและหลังเลิกงาน และแน่นอน รถของซัพพลายเออร์หรือรถทุกคันที่ออกไปส่งของทั่วประเทศ จะได้รับชำระล้างและฆ่าเชื้อเมื่อกลับเข้ามาในบริเวณโรงผลิตทุกครั้ง
อย่างที่เล่ามาข้างต้น ครัวผัก ซึ่งทำหน้าที่ล้างผักทั้งหมด 71 รายการ เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกแหล่งที่มาผัก (โดยมาจากโครงการหลวงฯ ) จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการล้างผัก หากเป็นผักชนิดใบ จะล้างกันทีละใบ (อันนี้เห็นกะตา จะจะเลยค่ะ) ทีละก้าน เช่นพวกผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว จากนั้นเอาเข้าเครื่องล้างผักอีกครั้ง ก่อนบรรจุลงในถุงพลาสติกเตรียมส่งสู่สาขาต่าง ๆ พวกเราผู้บริโภคทานได้อย่างมั่นใจได้เรื่องคุณภาพและความปลอดภัย
พี่ฤทธิ์ กล่าวอย่างน่าสนใจว่า “ ผมร่วมกับ M-Senko ตั้งบริษัท Logistic ด้วยพื้นที่ 40 ไร่ เพราะผมเห็นว่า เมื่อเอ็มเคขยายแล้ว เราต้องคำนึงเน้นถึงเรื่องLogistic ผมเลยเลือก บริษัทโลจิสติกที่เก่งสุดในประเทศญี่ปุ่น (No.1 Logistic in Japan) เพื่อทำโลจิสติกส์ให้มีมาตรฐาน” เอ็มเค ครัวกลาง ผลิต 365 วัน ทุกอย่างวิ่งเข้าสู่ M-Senko เพื่อกระจายสินค้า รถออกทุกวัน ออก 3 ช่วงเวลา คือ 60% ออกเวลา 6 – 7 โมงเช้า เพราะห้างเปิด 10:00 น. , 30% ออกช่วงบ่าย และ 10% ออกช่วงเย็น
ขั้นตอนการกระจายสินค้าผ่านโกดังสินค้าและรถขนส่ง 170 คันของบริษัท เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ จำกัด และแน่นอน โกดังแห่งนี้ แยกการจัดเก็บเป็นสินค้ากลุ่มอาหารสด อาหารแห้ง และยังแบ่งการจัดเก็บเป็นหลายช่วงอุณหภูมิ ตั้งแต่อุณหภูมิปกติ 25-30 องศาเซลเซียส , แช่เย็น 6-10 องศาเซลเซียส , แช่เย็น 0-4 องศาเซลเซียส และสุดท้าย แช่แข็ง -25 องศาเซลเซียส
โดยระบบส่วนใหญ่ใช้การจัดเก็บและหยิบของด้วยระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) ทำให้บุคลลากรที่เกี่ยวข้องในการหยิบสินค้าน้อยมาก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เน้นเรื่องความเร็ว ความถูกต้อง และลดการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
พี่ฤทธิ์กล่าวว่า มีครัวกลางที่เดียว เพื่อควบคุมคุณภาพ และค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ที่สำคัญผมเน้นในเรื่องคุณภาพ ซึ่งทุกวันนี้ คุมคุณภาพได้ดีมาก มีการตรวจ QC ทุกขั้นตอน (ลืมเล่าไปข้างต้นว่า ก่อนผู้เขียนเข้าไปเยี่ยมชม เอ็มเค ครัวกลาง ต้องเปลี่ยนชุดเป็นแบบชุดฆ่าเชื้อความร้อนมากกว่า 100 องศาเซลเซียส จากนั้นต้องเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าบู๊ต เดินผ่านบ่อน้ำยาที่มีส่วนผสมของคลอรีนไดออกไซด์ ความเข้มข้นมากกว่า 50 ppm เพื่อฆ่าเชื้อที่พื้นรองเท้า และต้องล้างมือด้วยสบู่ และพ่นแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 70% ก่อนเข้าสู่ไลน์การผลิต)
อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สุขภาพที่พี่ฤทธิ์ภูมิใจนำเสนอ นั่นคือ ผลิตภัณฑ์ นม Memberry Milk ซึ่งแน่นอน พี่ฤทธิ์เลือกผลิตภัณฑ์อะไรแล้วต้องไม่ธรรมดา อย่างที่พวกเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า เบอร์รี่ มีส่วนต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยบำรุงสุขภาพและสายตา และในวันนี้ สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาสมรรถนะมนุษย์และการเสริมสร้างสุขภาพ (HHP & HP) คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Tsukuba ประเทศญี่ปุ่น และมหาวิทยาลัย Tennnessee ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยในงานวิจัยค้นพบว่าในผลเบอร์รี่ มีสารตัวหนึ่งชื่อว่า สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) และ โพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะในการเสริมสร้างความจำ พร้อมเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้สมอง โดยได้มีการทดสอบทางคลินิก (Clinical Test) ในเด็ก 5-6 ปี จำนวน 121 คน รับรองโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้วว่า มีส่วนช่วยเพิ่มความจำอย่างมีนัยสำคัญ
อธิบายง่าย ๆ เจ้าตัว Memberry มีกลไกการทำงานที่น่าทึ่ง โดย Memberry มีหลักการทำงานแบบเดียวกันกับยาที่ใช้ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ แต่ในด้านความปลอดภัยเทียบเท่ากับการกินอาหาร เพราะทุกส่วนผสมที่ใช้ ล้วนแล้วแต่สกัดจากธรรมชาติ การันตีความปลอดภัย
จบทริปด้วยรอยยิ้ม และความรู้เต็ม เพิ่มรอยหยักสมองมากมาย ขอบพระคุณพี่ฤทธิ์ ธีระโกเมน ที่สละเวลาเป็นหัวหน้าทัวร์นำพาชม เอ็มเค ครัวกลาง อย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม (ผู้เขียนไม่สามารถแชร์ภาพออกสื่อสาธารณะได้ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี่) และด้วยความสะอาด ความปลอดภัยในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่ครัวกลาง จนถึง จานอาหารที่ได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อสุขอนามัยที่ดีของคุณลูกค้า ถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่ทำให้ เอ็มเค เรสเตอรองต์ กรุ๊ป ครองใจมหาชนชาวไทยตลอดไปและตลอดกาล พบกันใหม่ ฉบับหน้าค่ะ สวัสดีค่ะ
………
(credit : คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็มเค เรสเตอรองต์ กรุ๊ป (มหาชน) จำกัด, http://www.56-1.com/reports/, www.wikipedia.org.wiki, https://www.mkrestaurant.com.th.history, www.i-kinn.com), www.memberrymilk.com, photo by : room life)
วันนี้ดิฉันมีขนมอร่อยๆ ทำง่าย สำหรับมือใหม่มาฝากค่ะ ไม่ต้องง้อเตาอบ นั้นคือ “ บานอฟฟี่ ” ขนมหวานที่มีกล้วยเป็นส่วนผสมหลัก ผสมผสานกับวิปครีม คาราเมล ได้ทั้งความหอมหวานละมุมและเนื้อหนึบๆ ของกล้วย ทำง่ายใช้วัตถุดิบเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น ไปดูส่วนผสมและวิธีทำกันเลยจ้า
2. รอจนน้ำตาลเปลี่ยนสีกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มสวย เทนมข้นหวานตามลงไป คนจนเข้ากันแล้วยกลงจากเตา นำไปหล่อในน้ำเพื่อหยุดความร้อนของคาราเมลไม่ให้สุกมากเกินไป ไม่เช่นนั้น คาราเมลของเราจะไหม้ไม่อร่อยจ้า แล้วพักไว้ก่อน
3. มาทำกันต่อในส่วนของฐานด้านล่าง ดิฉันเลือกใช้แครกเกอร์ หรือจะใช้อย่างอื่นแทนได้ตามชอบเลยจ้า โดยการนำแครกเกอร์มาบด ใช้ขวดน้ำหรือสากตามสะดวก หรือจะนำไปปั่นก็ได้ บดให้แครกเกอร์ละเอียด และเทเนยละลายลงไปผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน จนเนื้อแครกเกอร์คล้ายทรายเปียก
4. จากนั้นก็นำแครกเกอร์ที่เราผสมไว้ กรุลงในถ้วยหรือภาชนะที่เตรียมไว้ เแล้วนำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 30 นาที
5. หั่นกล้วยให้ขนาดพอดีคำ และคลุกกับคาราเมลให้ชุ่มฉ่ำ
6. จัดเรียงกล้วยที่คลุกคาราเมลลงในถ้วยที่ใส่แครกกเอร์ ตามด้วยซอสคาราเมลอีกนิดหน่อย ก็ใกล้จะได้ฟินแล้ว
7. ขั้นตอนความฟินสุดท้ายบีบวิปครีมลงไปตามต้องการ และโรยด้วยผงโกโก้ เป็นอันเสร็จ พร้อมฟินเลยจ้า
…………………………….
7 เมนูอาหารญี่ปุ่นสุดอ้วน เพิ่มความเสี่ยงไขมันในเลือดสูง
สูตรแกงเทโพหมูสามชั้น สูตรโบราณ
สรุปหนังสือ “จริง ๆ แล้วเจ้านายต้องการอะไรจากเรา”
เจาะลึกความเห็นของผู้จัดการกว่า 5,000 คน เพื่อให้ลูกน้องรู้ใจเจ้านาย
เขียนโดย Hidehiko Hamada วิทยากรฝึกอบรม ที่อบรมพนักงานและผู้บริหารมาแล้วมากกว่า 1,000 บริษัท
G
olden age does matterวัยทองกับอาหาร เป็นสิ่งที่ผู้ที่เข้าวัยทองทุกคนต้องการทราบเพื่อเตรียมความพร้อมวันก่อน ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาวิชาการในคลาสมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีเพื่อนรุ่นน้องเดินเข้ามาถามว่า ตอนนี้เธอย่างเข้ามาถึง “ห้าแยกปากเกร็ด” (เธออายุล่วงมาเลข ห้า แล้ว) ควรต้องเน้นทานอะไรและไม่ควรทานอะไรบ้าง” ดูเหมือนเธอจะมั่นใจว่าผู้เขียนน่าจะมีคำตอบที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ยังไม่พอ…เธอยังเล่าถึงปัญหาสุขภาพที่ดูเหมือนว่าเธอกำลังรับมือไม่ไหวกับปัญหาในการนอน นอนไม่หลับ ฯลฯ
จริง ๆ แล้วต้องบอกว่าเราควรพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “วัยทอง” คนทำงานหลายคนทั้งเพศหญิง และชาย ที่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 45-55 ปี มักมีอาการแปลก ๆ จากสภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล
โดยเฉพาะ “เพศหญิง” (อีกแล้ว อะไร ๆ ก็จะลงมาที่เพศหญิงซะส่วนใหญ่) ซึ่งเป็นอาการที่ถูกเรียกว่า “อารมณ์วัยทอง” อย่าคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะหากเรารู้เท่าทันและรับมือกับอาการ อารมณ์ ที่เกิดขึ้นอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขได้ และแน่นอน อาหารก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่พวกเราชาววัยทอง ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ด้วยสิ เออ…เกือบลืมบอกไป วัยทองนี่ เกิดขึ้นได้ทั้งเพศชายด้วยนะคะ
วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน เกิดจากสารเคมีในร่างกายไม่สมดุล ด้วยสาเหตุของเจ้าตัวรังไข่เกิดหยุดทำงาน ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนน้อยลง จึงส่งผลให้ถึงสุขภาพร่างกายภายนอก โดยเพศหญิงและเพศชาย อาจมีอาการคล้ายกันคือ อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในเวลากลางคืน หลับยาก ตื่นง่าย (มาก) จะให้หลับก็สุดจะยาก อาการเหล่านี้เพียงอาการเบื้องต้น และมาจากสาเหตุฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงนั่นเอง ! ดังนั้น การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการใช้ เน้นเอสโตรเจน ก็ช่วยเสริมฮอร์โมนส่วนที่ขาดได้เช่นกัน
หัวข้อนี้ พวกเราชาววัยทอง จะทราบดี เพราะทานนิดเดียว เข็มตาชั่งขึ้นพรวดเดียว 2 โล อันนี้ยอมรับกันแทบไม่ได้ในช่วงแรก แต่นาน ๆ ไปก็อาจมีอาการชินกับตัวเลขที่ไม่ยอมลงซะที (ทำให้หลายท่าน แขวนนวม ยอมแพ้ ปล่อยตัวอ้วนกลมดิ๊กเลย) การมีอายุมากขึ้น แน่นอน ระบบเผาผลาญย่อมทำงานน้อยลง ฉะนั้นควรเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย และเน้นที่มีกากใยสูง ๆ ไว้ และควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันสูง ด้วยเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโทสเตอโรนลดต่ำลง ส่งผลชัด ทำให้เกิดไขมันสะสม (คอเลสเตอรอลสูง นั่นเอง) เกิดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ และอาจจูงโรคเบาหวาน (แถมเพิ่มมา) หันมาดูด้าน อารมณ์ บ้าง วัยทอง อารมณ์แปรปรวน (จริงเปล่าคะ?) จึงควรเลือกทานอาหารที่ช่วยทำให้มีฮอร์โมนแห่งความสุขมากขึ้น
อย่างที่กล่าวไว้ วัยทองควรเน้นอาหารที่เพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุข เช่นพวกธัญพืชต่าง ๆ ข้าวกล้อง ถั่ว กล้วย ปลาแซลมอน เต้าหู้ โดยเน้นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองจะดีมาก และควรรับประทานเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ดี และกลุ่มอาหารที่มองข้ามไม่ได้ คือ กลุ่มอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน เพราะวัยทอง มีโอกาสกระดูกแตกหักง่าย แนะนำเน้นทานอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม เช่น นมไขมันต่ำ ผักใบเขียว ด้วยมีงานวิจัย แจงผักใบเขียวช่วยเพิ่มความสามารถในการกักฮอร์โมนเอสโตรเจนและช่วยลดการสูญเสียแคลเซียมได้ เน้นทาน ผลไม้กลุ่มราสเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี แอปเปิ้ล ส้ม อีกทั้งการเน้นทานผัก และผลไม้ ยังช่วยในเรื่องเพิ่มกากใย ทำให้ไม่เกิดปัญหาระบบขับถ่าย ลดอาการท้องผูกเรื้อรัง เมื่อท้องไม่ผูก ก็จะช่วยให้ผิวพรรณดี ผ่องใสตามมาด้วยค่ะ
วัยทอง กับ อาหารที่ควรเลี่ยง
ถูกต้องค่ะ อายุที่มาขึ้นส่งผลให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานน้อยลง การเลือกรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม ย่อมส่งผลตามโภชนาการ ย่อยง่าย และมีกากใยสูง จะช่วยลดอาการวัยทองได้อย่างเห็นชัด ที่เห็นชัดมาก ๆ คือ ผิวพรรณจะผ่องใส มีออร่า ริ้วรอยไม่ลึก ผู้เขียนเองก็อยู่ในหมวดวัยทอง เหมือนผู้อ่านด้วยเหมือนกัน แต่จะเน้นการออกกำลังกายมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายเบิร์นไขมัน สร้างกล้ามเนื้อทดแทน ทำวน ๆ ไปนะคะ อยู่แบบวัยทอง มีความสุขแถมสุขภาพดีด้วยกันคะ พบกันใหม่ ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ
……….
(credit : www.i-kinn.com)
บทความที่น่าสนใจ
7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด
ถั่วนัตโตะ ลดไขมันในเลือด ได้จริงหรือ ?