เมื่อชีวิตคุณเจอปัญหาถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพของพ่อแม่
ปัญหาคดีความของคนในครอบครัว
ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN
เมื่อชีวิตคุณเจอปัญหาถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพของพ่อแม่
ปัญหาคดีความของคนในครอบครัว
การถูกโยกย้ายงานเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่คนทำงานทุกคนจะต้องเจอในชีวิตการทำงาน การได้รับงานใหม่ที่ท้าทายขึ้น หรือถูกใจมากขึ้น
A
good medicine tastes bitter“สุภาษิตหวานเป็นลมขมเป็นยา” มันก็จริงนะ แต่ถ้าขมเกินทน ก็ทำให้คนไม่อยากทานยาได้ มะระถือว่าเป็นพืชตระกูลแตง ที่มีความขมเป็นเอกลักษณ์ ความขมของมะระมีประโยชน์มาก ช่วยทำให้ย่อยง่าย เป็นยาระบาย ลดไข้ และลดน้ำตาลในเลือด ช่วงนี้ฝนตกบ่อยอากาศแปรปรวน จึงหาเมนูทานร้อนๆพร้อมประโยชน์มากมายมาฝากกัน “ต้มมะระกระดูกหมู” อีกหนึ่งเมนูปราบเซียนเลยล่ะ แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะวันนี้ดิฉันมีวิธีและเคล็ดไม่ลับจากคุณยายมาฝากเช่นเคย รับรองว่าทำแล้วอร่อยสุดๆไปเลยค่ะ
7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด
เทคนิคการต้มจืดมะระไม่ให้ขมนั้น หลายๆ บ้านจะมีเทคนิคไม่เหมือนกัน และจะมีหลายวิธีเหมือนกันค่ะ แต่สำหรับต้มจืดมะระกระดูกหมูอันนี้ ผู้เขียนจะใช้วิธีตั้งแต่การเลือกมะระเลยค่ะ คือ ควรเลือกมะระที่มีผลอวบยาว ไม่งอ ผิวสีเขียว จับแล้วไม่แข็ง ถ้าจับแล้วเนื้อเริ่มนิ่มๆ หรือผิวสีออกเหลืองหรือจาว แปลว่ามะระอันนั้นขม คือ มะระเริ่มแก่แล้ว รสชาติจะขมมา จากนั้นจะนำมาล้าง หั่นเป้นชิ้นเท่าที่ต้องการแล้วเอามาคลุกเกลือทิ้งไว้สัก 10 นาที นำมะระลงไปต้ม 1 น้ำ จากนั้นก้จะแทน้ำแรกทิ้งไปก่อนปรุงรส และจะต้มต่อไปโดยไม่ปิดฝาหม้อ
หรือถ้าใครอยากทราบวิธีทานมะระให้ง่ายขึ้นด้วยวิธีอื่นๆ สามารถอ่านต่อได้ตรงนี้เลยค่ะ > วิธีทำให้มะระไม่ขม กินมะระยังไงให้รับประโยชน์สูงสุด
ถ้าอยากให้ต้มมะระน้ำใส นำกระดูกหมูไปลวกน้ำเปล่า ก่อน 1 ครั้ง เพื่อนำเลือดที่ติดอยู่ที่กระดูกหมูออก
ข้อควรระวัง : ห้ามรับประทานมะระที่มีผลสุกเหลืองจนนิ่ม เพราะอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียนได้ เนื่องจากมีสารซาโปนินอยู่มาก ซึ่งสารนี้จะทำให้เป็นพิษต่อร่างกายได้ และระวังอย่าทานมะระมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ท้องเสีย เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
แต่ถ้าใครทานแล้วยังไม่ชอบ ดิฉันมีอีกหนึ่งวิธีที่นำมาประยุกต์ในเมนูนี้ ทำให้ทานง่ายมากขึ้น คือ การใส่ผักกาดดองจ้า วิธีทำเดียวกันแต่แค่ใส่ผักกาดดองลงไปต้มพร้อมมะระ จะได้รสชาติเปรี้ยวๆ เค็มๆ ขมเล็กน้อย ทำทานทีไรหมดหม้อทุกที
……….
ทานปลาหมึกดิบ หมึกชอต มีอันตรายหรือไม่? มีพยาธิหรือเปล่า?
ประโยชน์ของกิมจิ สุดยอดอาหารสุขภาพของคนเกาหลี
กินปลาอ้วนไหม กินแล้วสุขภาพดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่?
ละมุนละไมในห้วงคำนึง
คิดถึงนึกถึงในทุกที่
ผ่านกาลนานเนิ่นทุกจังหวะนาที
ชีวิตทั้งชีวีมีไว้ให้เธอ
ปรากฎอยู่ทั่วทางทุกถิ่นที่
คือปรารถนาดีมีให้เสมอ
ความรู้สึกลึกซึ้งแม้มิได้เจอ
ยามเผลอใยไผลไปตามอารมณ์
หัวใจที่มีพลีให้ทั้งหมด
มิลดมิยั้งทั้งยามทุกข์-สุขสม
ผ่านร้อนผ่านหนาวกร้าวลม
หวังชื่นชมเจ้าก้าวไกล
ต้นข้าวต้นน้อยน้อยของแม่
จงพบแต่เรียวรุ้งหมดจดสดใส
จงถักทอก่อหวังกำลังใจ
บรรเจิดเบิกบานใจในทุ่งทอง“ต้นข้าวของแม่” ณ
ท้องนาที่เชียงรายCR ภาพ – อนันต์ โชติสุนันท์
a
ครั้งหนึ่งที่ผมลงจากเวทีการเสวนาให้กับหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งแล้วเจอน้องอายุ 25 มารอถามว่า พี่ๆๆๆ อยากรู้จัง ตอนอายุเท่าหนูพี่ตั้งเป้าหมายชีวิตมั๊ยก่อนจะพูดถึงคำตอบที่มีต่อคำถามนี้ ผมอยากชวนให้ลองคิดตามดูครับ ว่าสิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างยุคก่อนกับหลังการเกิดขึ้นของ social media คือ เรามักให้คุณค่ากับผลปลายทาง มากกว่าวิธีการเดินทางเพื่อไปให้ถึง
ซึ่งจริงๆ แล้วน้องๆ รุ่นใหม่ก็ไม่ผิดที่จะคิดเอาเป้าหมายปลายทางเป็นที่ตั้ง ก็เพราะสิ่งที่เห็นคนบนสื่อโซเชี่ยลต่างๆ นั้นมักสื่อให้เห็นปลายทางที่สำเร็จแล้ว มีไม่มากนักที่จะเอาเรื่องที่ตัวเองทำแล้วผิด ทำแล้วพลาดมาบอกคนอื่น
ตอนผมอายุประมาณ 25 ถ้าพอจำได้ก็คิดวนๆ อยู่แค่ไม่กี่อย่างเลย กะๆเอาน่าจะเป็นประมาณว่า
ส่วนที่คิดว่าจะต้องมีเงินกี่ล้าน ต้องซื้อบ้านกี่หลัง รถกี่คันนี่เอาจริงๆ แทบไม่มีในหัว เอาแค่ว่าถึงเวลาอยากได้แล้วเงินยังไม่พอก็ยับยั้งชั่งใจ เอาความจำเป็นกับความอยากได้มาประลองกำลังกัน ก็ทำให้ถูไถประหยัดเก็บเงินไว้ได้
บางทีในช่วงเวลาอายุยังไม่มาก การหัดใช้ชีวิตพัฒนาทีละนิดไปวันๆบ้างก็อาจจะมีข้อดีเหมือนกัน คือไม่ต้องคิดไกลแต่โฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นเรื่องๆ ไป แล้วทำมันให้ดี น่าจะดีกว่าการตั้งเป้าว่าต้องมีร้อยล้านภายในอายุเท่าไหร่ แล้วก็มาเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นว่าแล้วตัวเองทำงานเดือนนึงได้หมื่นกว่าบาทจะรวยแบบเค้าได้ยังไงทำให้เครียดและซึมเศร้าเอาง่ายๆ
การพัฒนาทีละนิดถ้าใครคิดว่าไม่เวิร์ค ลองดูวิธีคิดของคนญี่ปุ่นซึ่งเป็นเจ้าแห่งการพัฒนาประสิทธิภาพดูนะครับ
ชาวญี่ปุ่นมีหลักคิดที่เรียกว่า Kaizen ที่บอกว่า ทำให้ดีขึ้นทุกวัน สมมติว่าถ้าเราสามารถทำบางสิ่งให้ดีขึ้นได้ทุกวันๆ ละ 1%
ซึ่งถ้าใช้รอบ 1 ปีคำนวณออกมาก็จะมีค่าเท่ากับ 1.01 ยกกำลัง 360 = 36 เท่า (อนุญาตให้ขี้เกียจได้ 5 วันต่อปี)
คือถ้าทำงานได้ประสิทธิภาพดีกว่าเมื่อวานทุกวันๆ ละ 1% ติดต่อกัน 360 วัน สิ้นปีคุณจะมีประสิทธิภาพดีขึ้น 3600%
ในขณะที่ถ้าประสิทธิภาพคุณลดลงวันละ 1%
ถ้าคำนวณออกมาก็คือ 0.99 ยกกำลัง 360 = 33 เท่า (ฮึดขึ้นมาขยันได้ 5 วันต่อปี) คือถ้าทำอะไรให้แย่ลงทุกวันๆ ละ 1% สิ้นปีประสิทธิภาพคุณจะลดลงถึง 3300%
ระหว่างคนที่พัฒนาขึ้นทุกวัน กับคนที่พัฒนาลงทุกวันในอัตราส่วนที่เท่ากัน สองคนนี้จะมีความแตกต่างของประสิทธิภาพโดยคิดแบบง่ายๆ ก็คือ 3,600% + 3,300% = 6,900% เลยทีเดียว
ซึ่งนี่อาจจะเป็นความลับที่ทำให้นักฟุตบอลคนหนึ่งสามารถพัฒนาจนกลายเป็นโรนัลโด้และเมสซี่ที่โลกรู้จัก ทำให้นักมวยโนเนมคนหนึ่งกลายเป็นเขาทรายแกแล็กซี่ หรือเด็กตัวเล็กๆ จากต่างจังหวัดคนหนึ่งกลายเป็นเจชนาธิปที่เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
ตอนผมทำงาน คิดแค่ว่าขอให้ได้ทำงานกับผู้บริหารเก่งๆ ให้มากที่สุด บางอย่างเค้าสอนก็จด หลายอย่างก็ครูพักลักจำ ปีหนึ่งๆ สมุดจดของผมจะจดข้อมูลได้หนาเป็นร้อยๆ หน้า ผมจำได้ว่าผมจดเก่งมากและจดแทบทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่เกิดในการประชุมจนเรียกว่าต่อให้เป็นการประชุมแบบคนเข้าร่วมเป็นสิบคนแล้วแย่งกันพูดก็ยังแทบจะสามารถจดได้เกือบทุกคำพูด และไม่ต้องใช้เครื่องอัดเสียงช่วย คือพัฒนาสกิลการจดได้ดีขนาดนั้น
ไอ้การฟังแล้วจดเกือบทุกอย่างทุกวันเลยเหมือนการพัฒนาวันละ 1% ของผม จากตอนเริ่มทำงานที่ก็ไม่ได้พกความเก่งอะไรเข้ามาในบริษัทจนทำให้สามารถทำงานกับผู้บริหารได้ และทำให้เรามีระบบความคิดที่เป็นขั้นเป็นตอนมากขึ้น
พอคิดอะไรเป็นขั้นเป็นตอนมันก็ทำให้ใจเย็น ไม่ตื่นเต้นกับอะไรง่ายๆ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี คือผมคิดว่าผมไม่ใช่คนเก่งอะไรนัก แต่ภายใต้บางปัจจัยนั้นผมมักนิ่งได้กับสถานการณ์ที่ลูกน้องเราสติหลุดไปแล้ว ซึ่งสุดท้ายการรู้จักนิ่งให้ได้นั้นมักให้ผลดีในที่สุดเสมอๆ
ถ้าคิดอะไรเป็นขั้นเป็นตอนได้แล้ว การตั้งเป้าหมายในชีวิตน่าจะเห็นภาพง่ายขึ้นเยอะ แล้วทำให้ยังไม่ต้องมีเงินมากๆ ก็มีความสุขได้
ถ้าเราจะตั้งเป้าหมายกับอะไรซักอย่าง ลองตั้งเป้าให้ตัวเองวันนี้ดีขึ้นไม่น้อยกว่า 1% ของเมื่อวาน น่าจะเป็นเป้าหมายที่ง่าย และสร้างความสุขแก่การเดินทางให้แก่ชีวิตของเราได้มากที่สุด เพราะการตั้งเป้าแบบนี้มันเห็นผลง่าย และก็เอนจอยกับมันได้ทุกวัน ทำให้ชีวิตไม่ต้องไปผูกติดกับอะไรให้ต้องวิตกจริตถ้ามันยังไม่ได้ซักที เช่น บ้าน รถ กิจการ หรือทรัพย์สินต่างๆ
ไม่ต้องโฟกัสว่าแข่งกับใครแต่มุ่งพัฒนาตัวเอง แล้วสุดท้ายผมว่าธรรมชาติจะจัดสรรสิ่งที่ดีและเหมาะกับเราเข้ามาให้ ถึงวันนั้นก็อยู่ที่เราว่าดีพอและมีความสามารถในการจะคว้ามันไว้ได้ไหม
ผมอยากให้ลองตั้งคำถามดูว่า ระหว่างการเป็นคนมีความสุขจากการพัฒนาขึ้น กับคนมีความสุขจากการพัฒนาลง ที่ประสิทธิภาพห่างกันถึง 6,900% นี้ เราอยากเป็นคนในด้านไหนมากกว่ากัน ย้ำว่าทั้งสองด้านก็สามารถมีความสุขได้เช่นกันในแบบของตนเองครับ
วันนี้มีให้สัมภาษณ์ให้กับหน่วยงานของรัฐอีกครั้งแล้วเจอคำถามคล้ายๆกัน แต่คราวนี้เป็นธนาคารก็เลยนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาครับ
……….
เป็นเชิงเป็นชั้นหลั่นลด
งามหมดจดพรายเพรา
ม่านคลี่แพรพรมห่มภูเขา
พาดเงาคลุมราวไพร
ดุจเทวีที่ชั้นฟ้า
ทรงคีตาปี่แก้วเรไร
ค่อยเติมแต้มแต่งแสงไสว
ดุจเทพเดชทำดำเนิน
แดดเอยอย่าเพิ่งกร้าน
ทาบผ่านทอเงาเขาเขิน
สาดสายร่ายแล้งแรงเกิน
แสงดุปรุทาปฐพี
ปรากฎ ณ ตรงหน้า
ช่วยเคลื่อนช้าลงช้าที
อยากหยุดขณะนาทีนี้
อยู่กระนั้นนิรันดร์ไป
ยามเช้าที่ “ดอยหลวงเชียงดาว จ.เชียงใหม่”
CR ภาพ – อนันต์ โชติสุนันท์