ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

ไข่นกกระทา คอเลสเตอรอลสูงไหม สามารถกินได้กี่ฟองต่อวัน?

ไข่นกกระทา เชื่อว่าเป็นไข่ที่หลาย ๆ คนชื่นชอบและอยู่ในความทรงจำของผู้ที่ชื่นชอบไข่ชนิดนี้มาอย่างยาวนาน เพราะภาพของเจ้าไข่ฟองเล็กที่ถูกถอดวางเป็นถาด ๆ วางบนกระหล่ำปีราดด้วยซอสฝาเขียวปิดจบด้วยพริกไทยที่โรยด้านบนยังคงเป็นเมนูวัยเด็กในใจของใครหลายคนเสมอมา อย่างไรก็ตาม แม้จะมีรูปร่างและขนาดที่เล็กกว่าขนาดไข่ชนิดอื่น ๆ แต่ทุกคนทราบหรือไม่ว่าคอเลสเตอรอลของเจ้าไข่ชนิดนี้อาจไม่ได้มีน้อยตามขนาดของมันก็เป็นได้ค่ะ ดังนั้น ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเจ้าไข่ฟองจิ๋วชนิดนี้กันให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้วางแผนการรับประทานได้อย่างถูกต้องและห่างไกลกับภาวะคอเลสเตอรอลสูงให้ได้มากที่สุด

ไข่นกกระทา คอเลสเตอรอลสูงไหม สามารถกินได้กี่ฟองต่อวัน?

ไข่นกกระทา คอลเลสเตอรอลเท่าไหร่ มีมากกว่าไข่ไก่จริงหรือ?

ปัจจุบันไข่นกกระทา ได้รับความนิยมนำมาประกอบอาหารและทำเป็นอาหารว่าง จากขนาดที่เล็กรับประทานได้ง่าย ซึ่งความเล็กนั้นเต็มไปด้วยสารอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ทั้งโปรตีน ไขมัน โคลีน โฟเลต ฯลฯ ซึ่งถือว่าเป็นสารจำเป็นต่อร่างกายของเราทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะดูมีสรรพคุณที่มีประโยชน์มากแค่ไหนก็ตาม แต่หลาย ๆ คนก็ยังคงสงสัยและมีความเชื่อบางอย่างเกี่ยวกับค่าคอเลสเตอรอลในไข่จิ๋วชนิดนี้อยู่ไม่ว่าจะเป็น กินไข่นกกระทา 1 ฟอง เท่ากับไข่ไก่ 4 ฟองบ้าง หรือ 10 ฟองบ้าง ซึ่งจะจริงเท็จแค่ไหน มาดูกันค่ะ

ไข่นกกระทา คอเลสเตอรอลสูงไหม ในหนึ่งฟองมีค่าพลังงานแคลอรี่เท่าไหร่

หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่า ถ้าเรากินไข่นกกระทาเยอะ ๆ จะทำให้คอเลสเตอรอลพุ่ง บางคนบอกว่าให้กินไข่ไก่สักฟองสองฟองเเทนดีกว่า ความเชื่อเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่ ในไข่นกกระทามีคอเลสเตอรอลสูงกว่าไข่ไก่จริงหรือเปล่า ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ไข่นกกระทา มีคอเลสเตอรอลใกล้เคียงไข่ไก่ และไข่เป็ดเมื่อเทียบน้ำหนัก 100 กรัม แต่ส่วนของพลังงาน โปรตีน และไขมันนั้น ก็จะมีค่าที่แตกต่างกันออกไปค่ะ

ไข่นกกระทา 1 ฟองกี่แคลอรี่

ความเป็นจริงเเล้วไข่นกกระทามีคอเลสเตอรอลใกล้เคียงกับไข่ไก่และไข่เป็ดเลยค่ะ เเต่จุดเด่นคือไข่นกกระทาจะมีเเคลเซียมสูงกว่าไข่ไก่เเละไข่เป็ด เเละเมื่อเทียบน้ำหนัก 100 กรัมที่เท่ากัน กับพลังงานที่ได้ พบว่า…

  •  ไข่นกกระทา 171 kcal. / คอเลสเตอรอล = 508 mg.
  • ไข่ไก่ 160 kcal. / คอเลสเตอรอล = 427 mg.
  • ไข่เป็ด = 186 kcal. / คอเลสเตอรอล 543 mg.

เเละเมื่อเปรียบเทียบตามน้ำหนักโดยประมาณ ไข่นกกระทา 5 ฟอง = ไข่ไก่ 1 ฟอง (50กรัม) ยังไงก็แล้วแต่ ไข่นกกระทาก็มีพลังงานและคอเลสเตอรอลสูงกว่าไข่ไก่นิดนึงค่ะ

ไข่นกกระทา 1 ฟองหนักกี่กรัม?

ไข่นกกระทาหนึ่งฟอง (9 กรัม) อุดมไปด้วยสารอาหารมากมายและสารต้านอนุมูลอิสระที่ส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งช่วยลดความเสียหายของเซลล์และรักษาอาการภูมิแพ้ด้วยเช่น โปรตีน, ไขมัน, โคลีน, ไรโบฟลาวิน, โฟเลต, วิตามิน A, วิตามิน B12, เหล็ก, ฟอสฟอรัสและซีลีเนียมค่ะ

ไข่นกกระทากี่ฟองเท่ากับไข่ไก่ 1 ฟองกันแน่?

จากที่บอกไปค่ะว่า หลาย ๆ คนมีความเชื่อว่าการกินเจ้าไข่นกใบเล็กชนิดนี้ 1 ฟอง เท่ากับกินไข่ไก่ 4 ฟองเลยทีเดียว แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่ที่มาของความเชื่อนี้อาจเป็นเพราะไข่นกกระทาฟองเล็ก ทำให้กินเพลินเกินห้ามใจ จนได้คอเลสเตอรอลที่สูงก็เป็นไปได้ค่ะ  แต่อย่างไรก็ตามค่ะ จากที่ได้ให้ข้อมูลไปแล้วเบื้องต้นว่าถ้าเปรียบเทียบตามน้ำหนักโดยประมาณแล้ว ไข่นกกระทา 5 ฟอง = ไข่ไก่ 1 ฟอง (50กรัม) เท่านั้น และมีพลังงานและคอลเลสเตอรอลสูงกว่าไข่ไก่เล็กน้อย ซึ่งถ้าพิจารณาแล้ว กินไข่นกกระทา 4 ฟอง = ไข่ไก่ 1 ฟอง โดยประมาณนั่นเองค่ะ

กินไข่นกกระทาอ้วนไหม?

โดยปกติแล้ว ไข่นกกระทา 1 ฟองจะให้พลังงาน 15 แคล และจากสูตรก็คือ ถ้ากิน 5 ฟองจะเท่ากับกินไข่ไก่ 1 ฟอง แต่สำหรับคอเลสเตอรอลในไข่นกกระทาจะให้สูงกว่าไข่ไก่แต่ยังไม่เท่าไข่เป็ดค่ะ (คิดในปริมาณน้ำหนัก 100 กรัมเท่ากัน) ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่คือด้วยขนาดที่เล็กของไข่นกกระทา จึงทำให้คนชอบกินกันเป็นของทานเล่น กินกันเพลิน บางคนกิน 40-50 ใบในครั้งเดียวมันก็เหมือนกับกินไข่ไก่ 10 ใบเลยทีเดียวค่ะ ซึ่งในกรณีนี้ก็ต้องยั้ง ๆ ไว้หน่อยนะคะ เพื่อไม่ให้เกิดการรับเอาแคลอรี่เกินควรเข้าร่างกายและกลายเป็นภาวะอ้วนในที่สุด

ไข่นกกระทา กินได้วันละกี่ฟอง?

จากข้อมูลข้างต้นนั้นก็สามารถแสดงให้ผู้อ่านเห็นได้แล้วว่า ไข่นกกระทายังมีแคลอรีค่อนข้างต่ำ – ประมาณ 160-170 แคลอรีต่อ 100 กรัม เท่านั้น ดังนั้น ผู้บริโภคสามารถบริโภคได้หลายฟองต่อวันแต่ต้องไม่ควรเกินปริมาณที่จำเป็น เพราะแม้จะให้ค่าแคลอรี่ที่ต่ำ แต่ต้องไม่ลืมว่าค่าอื่น ๆ เช่น โปรตีน, ไขมัน ฯลฯ ก็มีปริมาณที่พอ ๆ กับไข่ชนิดอื่น ๆ ดังนั้นแม้จะกินได้มากกว่าไข่ชนิดอื่น ๆ แต่ต้องกินในปริมาณที่พอดีด้วยนะคะ จึงจะปลอดภัยค่ะ

ไข่นกกะทา

สรุป คอเลสเตอรอลไข่นกกระทา อันตรายไหม มีข้อควรระวังในการกินอย่างไรบ้าง?

จากทั้งหมดที่กล่าวมา คอลเลสเตอรอลของไข่นกกะทา นั้นไม่ได้เป็นอันตรายต่อรน่างกายของเรามากนักหากรับประทานอย่างถูกต้อง แต่ข้อควรระวังส่วนใหญ่ในการกินไข่ชนิดนี้จะอยู่ที่ ไข่นกกระทาส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ นั่นหมายความว่ายังมีเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตรายอยู่บนผิวเปลือก ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยง และก่อนรับประทานควรแน่ใจว่าได้ผ่านการปรุงสุกที่ถูกวิธีเรียบร้อยแล้วเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคเองนะคะ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

กินไข่ขาวทุกวันได้ไหม ดีต่อผู้ป่วยโรคไตจริงหรือไม่

กินไข่ทุกวัน เสี่ยงคอเลสเตอรอลสูงหรือไม่ ควรกินไข่วันละกี่ฟอง

แคลอรี่ไข่แต่ละชนิด เมนูไข่ต้ม ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ออนเซ็น กี่แคลอรี่?

HEALTH,

คอเลสเตอรอลในเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ที่สายแฮงค์เอาท์ต้องระวัง

คอเลสเตอรอลในเครื่องดื่ม หลาย ๆ คนอาจไม่เคยทราบและหลาย ๆ คนอาจมองข้ามภัยร้ายชนิดนี้ไป เพราะอาจมีความคิดที่ว่าคอเลสเตอรอลที่น่ากลัวนั้นมักมาจากอาหารเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ความคิดเช่นนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิด หากแต่คอเลสเตอรอลที่อยู่ในเครื่องดื่มก็ถือเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังเช่นกัน โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งในเครื่องดื่มดังกล่าวแต่ละชนิดจะมีปริมาณแอลกอฮอล์เท่าไหร่บ้าง วันนี้ I-Kinn มีคำตอบค่ะ

คอเลสเตอรอลในเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ที่สายแฮงเอาท์ต้องระวัง

คอเลสเตอรอลในเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์แต่ละชนิดมีมากแค่ไหน ดื่มอย่างไรจึงจะปลอดภัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดื่มถือเป็นกิจกรรมที่หลาย ๆ คนชื่นชอบเพราะนอกจากจะได้ผ่อนคลาย ได้สังสรรค์แล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่ทำให้สามารถเข้าสังคมกับผู้อื่นได้ง่ายขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กับ คอเลสเตอรอล มีความเชื่อมโยงกันอย่างมาก เนื่องจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ซึ่งอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ดังนั้น การจำกัดปริมาณในการดื่มจึงสำคัญนั่นเอง

ปริมาณในการดื่มแอลกอฮอล์สำคัญต่อการพึงระวังคอเลสเตอรอลอย่างไร

ในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ เหล้า ไวน์ หรืออื่น ๆ คุณควรให้ความสำคัญกับปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และความถี่ในการดื่มของคุณให้มาก โดยควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่พอดี เพราะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปสามารถส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ มากมาย

ทั้งนี้ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากหรือดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้ตับทำงานได้ไม่เต็มที่ ไขมันจึงไปสะสมในเซลล์ตับ ซึ่งความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ และระยะเวลาของการดื่มด้วยนั่นเอง ดังนั้น เมื่อเห็นข้อเสียของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขนาดนี้แล้ว ก็อย่าลืมที่จะต้องระมัดระวังในการดื่มด้วยวิธีที่ถูกต้องด้วยนะคะ เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากการลดและงดดื่มอย่างแท้จริง

3 เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กับ ปริมาณคอเลสเตอรอลที่คนชอบดื่มควรรู้

โดยทั่วไปแล้วเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นมีหลายประเภทค่ะ แต่ที่จะได้รับความนิยมหลัก ๆ จะมีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

1.เบียร์

ปกติแล้ว ส่วนผสมหลักของเบียร์ เช่น บาร์เลย์ ฮอปส์ ยีสต์ และมอลต์ นั้น ล้วนมีสารสเตอรอลจากพืช (Plant sterol) หรือที่เรียกว่า ไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายคอเลสเตอรอล และสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม แม้เบียร์จะเป็นเครื่องดื่มไม่มีคอเลสเตอรอล แต่ก็มีคาร์โบไฮเดรตและแอลกอฮอล์ ที่สามารถเพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ของคุณได้ หากมีไตรกลีเซอไรด์สะสมอยู่ในร่างกายมากเกินไป ก็เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เช่นกันค่ะ ดังนั้น หากใครที่กำลังมีปัญหาในเรื่องระดับคอเลสเตอรอลสูง  ก็ควรลดหรืองดการดื่มเบียร์ไปเลยจะดีกว่าค่ะ

2.เหล้า

หลาย ๆ คนอาจสงสัยว่าทำไมเหล้าจึงมีคอเลสเตอรอล ซึ่งแท้จริงแล้วแม้เหล้าประเภทวิสกี้ วอดก้า และจิน จะไม่มีคอเลสเตอรอลก็ตาม แต่ทุกคนทราบดีว่าเหล้านั้นมีหลายเมนูด้วยกัน ไม่ใช่เพียงดื่มแบบเพียว ๆ อย่างเดียว ซึ่งเมนูอื่น ๆ ที่ว่านั่นก็คือ วิสกี้รสหวาน ค็อกเทล หรือเหล้าผสม อาจมีการปรุงแต่งน้ำตาลเพิ่มลงไป และน้ำตาลเหล่านั้น สามารถส่งผลกระทบต่อระดับ คอเลสเตอรอล ของเราได้ ดังนั้น เหล้าจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มที่ควรระวังเช่นกัน

3.ไวน์

เรียกได้ว่า ไวน์ นั้นถือเป็น 1 ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ดีที่สุด เพราะมีสารเรสเวอราทรอล (Resveratrol) ซึ่งเป็นสารสเตอรอลจากพืชชนิดหนึ่งซึ่งมีคุณประโยชน์อยู่มาก เช่น ช่วยลดการอักเสบ และป้องกันการแข็งตัวของเลือดในระยะสั้น เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์ได้ระบุไว้ว่าเจ้าสารเรสเวอราทรอลนั้นจะมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราได้ไม่นานนัก เพราะท้ายที่สุดก็ยังคงต้องทำการวิจัยกันต่อไปว่าเจ้าสารชนิดนี้จะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดได้จริงหรือไม่ ดังนั้น ในระหว่างนี้ควรระมัดระวังในการดื่มไปก่อนนะคะ

คอเลสเตอรอลในเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์

ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังไงให้ปลอดภัย ห่างไกลคอเลสเตอรอลสูง

อย่างไรก็ตาม การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปจะส่งผลให้ระดับของคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์เลือดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพได้มากมาย โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดอุดตัน หัวใจวาย โรคหลอดเลือดและหัวใจ ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรรู้ปริมาณในการดื่มที่ตนเองสามารถดื่มได้ ซึ่งวิธีที่จะรู้ได้นั้นคือการเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวัดค่าความดันโลหิตและตรวจสุขภาพในด้านอื่น ๆ ร่วมด้วยเพื่อให้ทราบรายละเอียดอย่างแน่ชัดจากแพทย์โดยตรง ทั้งนี้ต้องเริ่มปรับพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย พยายามลดความเครียด ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งในการลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคร้ายดังที่กล่าวมาได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

EP. 217 : 6 เครื่องดื่ม ลดไขมัน ขณะนอนหลับ (ช่วยลดน้ำหนัก)

สูตรน้ำขิงลดไขมันในเลือด ดื่มทุกวัน ลดความดัน มีสุขภาพดี

ทั้ง ๆ รู้ ดื่มเหล้า ทำลายตับ แต่ก็ดื่ม ?

HEALTH,

EP. 219 : 5 เครื่องดื่มแก้ท้องผูก (เหมาะกับผู้สูงอายุ)

ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาการท้องผูก ถือเป็นหนึ่งในอาการที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ  หากผู้อ่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับระบบขับถ่าย จะเข้าห้องน้ำแต่ละครั้ง ก็สุดแสนลำบาก เรียกได้ว่า ต้องเบ่งจนหน้าเขียว ถึงจะออกมา (แค่กระสุน) ทิ้งไว้หลายวันก็ยิ่งอึดอัด ไม่สบายตัว ยิ่งคิดพาลยิ่งเครียด   ในทางตรงกันข้าม จะดีมากแค่ไหน ถ้าเราตื่นมาแล้วขับถ่ายเอาของเสียออกจากร่างกายเป็นอันดับแรก (ได้เอง อัตโนมัติ)  แต่มันคงไม่ง่ายสำหรับใครหลาย ๆ คนที่ธาตุหนัก แถมตื่นสาย  ทราบหรือไม่ค่ะว่า ลำไส้ของเรามีเวลาทำงานในช่วงตี 5 ถึง 7 โมงเช้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การขับถ่ายมากที่สุด  แล้วจะทำอย่างไร ให้ระบายถ่ายได้หล่ะ  วันนี้ ผู้เขียน แนะนำวิธีเลือกทานอาหาร หรือ เครื่องดื่ม รับรองว่าจะช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องขึ้นเยอะ

แบบไหนกันแน่ ถึงเรียกว่า ท้องผูก

หลายคนอาจเคยได้ยินว่า ท้องผูก คือการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่ออาทิตย์ แต่จริง ๆ แล้ว อาการท้องผูก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้ง หรือความสม่ำเสมอในการขับถ่าย  เพราะถึงแม้ผู้อ่านสามารถถ่ายได้อย่างสบาย ๆ ไร้กังวล ไม่ต้องเบ่ง อุจจาระนิ่มจับตัวเป็นก้อนดี แม้ 2 – 3 วันจะถ่ายสักครั้ง ก็ไม่ถือว่าผิดปกติ

ท้องผูกบ่อย ๆ ส่งผลอย่างไรบ้าง ?

ท้องผูก ส่งผลกระทบทั้งต่อร่างกาย และจิตใจ หลายคนรู้สึกเครียด เบื่ออาหาร ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ปวดหัว ปวดหลัง  การออกแรงเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นประจำ (ผู้สูงอายุ บางท่าน เบ่งอุจจาราจนหน้ามืดในห้องน้ำ ก็เกิดขึ้นหลายท่านเช่นกัน)  ก่อให้เกิดผลเสียตามมามากมาย ดังนี้ :-

  • ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร หรือ แผลปริรอบ ๆ ทวารหนักจากอุจจาระที่แห้งแข็งครูดหลอดเลือดจนฉีกขาด
  • ทำให้ความดันในช่องทรวงอกเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยที่เป็นผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ อาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ และทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
  • ทำให้เกิดความดันในลูกตาสูงขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดตาและหู
  • ทำให้เกิดแรงดันในช่องท้องขึ้น จนเป็นสาเหตุของไส้เลื่อนได้
  • ทำให้กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานอ่อนแอ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่

5 เครื่องดื่มผลไม้ ช่วยขับถ่าย แก้ท้องผูก มีฤทธิ์เป็นยาระบายตามธรรมชาติ

  1. น้ำลูกพรุน

ผู้เขียนหยิบมาไว้เป็นอันดับแรก (เพราะผู้เขียนก็ดื่มทุกวัน  น้ำลูกพรุนชนิดเข้มข้นค่ะ)  เหมือนสโลแกนที่กล่าวว่า ขับถ่ายดี โล่งสบายท้อง ต้องพรุน หนึ่งในซุปเปอร์ฟรุต  พรุน จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของซุปเปอร์ฟรุต ยอดผลไม้ที่เสริมสร้างสุขภาพ เนื่องจาก

  • มีไขมันต่ำ มีคาร์โบไฮเดรทสูง เมื่อรับประทาน ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลสูง เพราะพรุน มีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำคือ 29 จึงจัดเป็นผลไม้ที่มีคาร์โบไฮเดรทที่ดี ซึ่งหมายความว่า พรุนปลดปล่อยพลังงานอย่างช้า ๆ จึงช่วยให้อิ่มนาน พรุนยังมีวิตามิน และเกลือแร่สำคัญหลายชนิด เช่น วิตามิน เอ วิตามิน บี วิตามิน เค ธาตุเหล็ก โบรอน โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ
  • มีใยอาหารสูง ทั้งใยอาหารชนิดละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำ ซึ่งมีคุณสมบัติ ช่วยชะลอการย่อยอาหารในกระเพาะ  และการดูดซึมน้ำตาลกลูโคส ทำให้อาหารเคลื่อนเข้าสู่ลำไส้อย่างช้า ๆ จึงช่วยให้อิ่มนานขึ้น  จึงช่วยบรรเทาอาการอึดอัด แน่นท้อง พุงป่องขณะที่มีอาการท้องผูกได้ดี
  • มีน้ำตาลซอร์บิทอล (Sorbitol) ตามธรรมชาติ ซึ่งมีฤทธิ์ในการระบาย ทำให้ระบบลำไส้ทำงานดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก  โดยซอร์บิทอล มีคุณสมบัติเป็น พรีไบโอติกส์ เมื่อผ่านเข้าในลำไส้จะเกิดกระบวนการหมัก  มีผลช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้  ช่วยเพิ่มมวลของอุจจาระ และทำให้อุจจาระอ่อนนิ่ม  เพราะดูดซึมความชื้นไว้  เนื่องจากร่างกายไม่สามารถย่อยซอร์บิทอลได้ ร่างกายจึงต้องขับออก ฤทธิ์การระบายทางธรรมชาติของพรุน จึงมาจากซอร์บิทอลด้วยนั่นเอง

ฉะนั้น การรับประทาน น้ำลูกพรุน หรือ พรุน จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ใช้ในการดูแลสุขภาพลำไส้ และระบบขับถ่าย ให้ขับถ่ายเป็นประจำทุกวัน ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก  ร่วมกับการดื่มน้ำให้เพียงพอ และออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อระบบขับถ่ายที่ดี

  1. น้ำสัปปะรด

สับปะรด เป็นผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยย่อย คล้าย ๆ มะละกอ เพราะอุดมไปด้วยเอมไซม์โบรมีเลน  (Bromelain) ช่วยย่อยโปรตีนให้กลายเป็นกรดอะมิโน ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ เอมไซม์ชนิดนี้ สามารถย่อยอาหารได้ทั้งในสภาวะเป็นกรด และด่างเช่นเดียวกับเอมไซม์ในมะละกอ  จึงช่วยกำจัดสิ่งตกค้างในลำไส้ไม่ให้หมักหมม จนเป็นสารพิษ ซึ่งจะทำให้ตับ ไต ต้องทำงานหนัก

ปัจจุบัน มีการค้นพบประโยชน์ของสับปะรดต่อสุขภาพมากมาย ที่สำคัญคือ ช่วยระบายอาการท้องผูก และช่วยบำรุงกระดูก ทำให้กระดูกแข็งแรง  อาจจะเนื่องจากในสับปะรด มีแมงกานีสอยู่มาก แมงกานีส เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูก และเอ็นของร่างกาย  ผู้สูงอายุที่เป็นโรคกระดูกพรุน แนะนำควรดื่ม ทาน น้ำสับปะรด

  1. น้ำกีวี่

กีวี่ เป็นผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน อุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่หลากชนิด หลายคนเชื่อว่า กีวี่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่นบรรเทาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ กระตุ้นการทำงานของลำไส้ ลดปัญหาอาการท้องผูก ช่วยในเรื่องการขับถ่าย และช่วยให้นอนหลับสบาย ส่งผลดีต่อระดับความดันเลือดในร่างกาย  ทางจะให้พูดถึง กีวี่ กับการทำงานของลำไส้  ด้วยเพราะกีวี่ มีไฟเบอร์สูง เป็นสาระสำคัญต่อการทำงานของลำไส้ ช่วยดูดซึมน้ำทำให้อุจจาระนิ่ม และเคลื่อนตัวได้ง่าย ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบขับถ่าย  จากการศึกษา โดยให้ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน กลุ่มที่มีปัญหาอาการท้องผูก รับประทานกีวี่ วันละ 2 ลูกเป็นระยะเวลา 1 เดือน พบว่า การกินกีวี่ ช่วยรนระยะเวลาการเคลื่อนตัวของอุจจาระภายในลำไส้ใหญ่ กระตุ้นให้เกิดการขับถ่ายบ่อยขึ้น และช่วยปรับปรุงการทำงานของลำไส้ ได้เป็นอย่างดี

  1. น้ำฝรั่ง

มีใครเคยสังเกตบ้าง เวลาที่เรารับประทานฝรั่ง เราจะรู้สึกถึงรสชาติฝาด ๆ ที่เรารู้สึกแบบนี้ เป็นเพราะในฝรั่ง มีสารแทนนินผสมอยู่ ซึ่งมีคุณสมบัติของสารแทนนิน  มันจะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างปกติ ทำงานได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย  นอกจากนี้ จะเน้นการขับถ่ายแล้ว ฝรั่งยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยในการลดริ้วรอย ช่วยชะลอความชราได้  (สาว ๆ น่าจะชอบค่ะ)

  1. กล้วยน้ำว้า

กล้วยน้ำว้า จะรับประทานเป็นลูก หรือจะนำไปปั่นเป็นน้ำกล้วยน้ำว้า (ก็อร่อยดี)  แต่แนะนำเพื่อประโยชน์สูงสุด นำมาทานเป็นผล จะดีกว่า  กล้วยน้ำว้าสุก เป็นผลไมที่หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แรง และไม่แพง การรับประทานกล้วยน้ำว้าสุก และงอม นั้น จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายเรา รวมถึงเป็นยาระบายแก้ท้องผูกได้เป็นอย่างดี  เพราะกล้วยน้ำว้าที่สุกแล้ว จะมีสารเพคติน ที่มีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มกากในลำไส้ เมื่อผนังลำไส้ถูกดัน ก็จะทำให้รู้สึกอยากขับถ่ายนั่นเอง  นอกจากนี้ ในกล้วยน้ำว้ายังมีเส้นใยอาหารที่ร่างกายไม่ย่อย เรียกว่า อินูลิน ซึ่งในอาหารที่เหมาะกับจุลินทรีย์ทีมีประโยชน์ในลำไส้  หรือโปรไบโอติกส์ ซึ่งทำหน้าที่ปรับระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ  สำหรับคนที่ท้องผูกบ่อย ๆ การรับประทานกล้วยน้ำว้านั้น ก็จะช่วยโดยตรงเรื่องระบบขับถ่าย

จะเห็นได้ว่า 5 ข้อผลไม้ และเครื่องดื่มนั้น หาซื้อได้ง่าย ทำเองก็สะดวก  ผู้เขียน ยกตัวอย่างมาเพียงห้าอย่าง เพื่อให้เห็นภาพ และสามารถซื้อทานได้เลย เป็นหนึ่งในทางเลือกดูแลสุขภาพลำไส้  โดยเฉพาะครอบครัวใด ที่มีผู้สูงอายุอยู่ด้วย แนะนำนั่งทานเป็นเพื่อนท่าน ทานเสร็จ ชวนเดินออกกำลังกายรอบ ๆ บ้าน  ก็มีความสุขที่สร้างขึ้นได้ง่าย ๆ  พบกันใหม่ ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

…………………………………………….

(เครดิต : www.brandsworld.co.th/th/article-listing.nutrition-for-health.com, www.i-kinn.com, www.festforfood.com)

HEALTH,

รวมความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับดีท็อกซ์ลำไส้ ใครทำอยู่ เลิกทำเลย

ในปัจจุบันจะเห็นว่าหลายคนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจนกลายเป็นเทรนด์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการดูแลตัวเองด้วยการดีท็อกซ์ ซึ่งมีสูตรต่าง ๆ บอกกันต่อ ๆ ว่าดีต่อร่างกายจริง ๆ แต่ใครจะเชื่อว่าการดีท็อกซ์ลำไส้หลาย ๆ สูตรตามโลกอินเทอร์เน็ตนั้นมีเรื่องผิดชนิดที่ไม่น่าให้อภัยผสมอยู่ด้วย วันนี้เราได้รวมความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับดีท็อกลำไส้มาฝากค่ะ ใครที่คิดจะทำตามหรือทำอยู่แล้ว ควรเลิกทำไปได้เลยค่ะ

ดีท็อกซ์ลำไส้

ดีท็อก คืออะไร

การดีท็อก (Detox) เป็นการขจัดสารพิษและสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย โดยใช้ระยะเวลาสั้น ๆ โดยทั่วไปแล้วร่างกายจะขับสารพิษออกตามกลไกของธรรมชาติอยู่แล้วแต่บางครั้งสารพิษอาจสะสมและทำปฏิกิริยากับสารอื่น ๆ ในร่างกาย ก่อให้เกิดผลเสียระยะยาวต่อร่างกายได้ด้วยค่ะ ซึ่งการดีท็อกจะช่วยสร้างภูมิต้านทานของเราให้แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันและป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

5 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับดีท็อกซ์ลำไส้ ใครทำอยู่ เลิกทำเลย

 

1.ดีท็อกช่วยลดไขมัน

แม้จะมีสูตรตามโลกอินเทอร์เน็ตหลายสูตร เน้นการทำดีท็อกด้วยการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย โดยเน้นไปที่การขับถ่ายอุจจาระเป็นพิเศษ ซึ่งจะช่วยให้ตัวเบามากยิ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริงนั้นการขับถ่ายอุจจาระจะมีเพียงอุจจาระและน้ำออกมาเท่านั้น เนื่องจากกลไกตามธรรมชาติสร้างมาไม่ให้ร่างกายเผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไปทางอุจจาระแม้แต่น้อย บางกรณีผู้ขับถ่ายอาจสูญเสียเกลือแร่และวิตามินจากการขับถ่ายจำนวนมากจากสูตรดังกล่าว และกลายเป็นปัญหาสุขภาพตามมาในระยะยาวอีกด้วย

ไขมันอุดตันเกิดจากอะไร ป้องกันง่าย ๆ ได้ด้วยตัวคุณเอง

2.เครื่องดื่มดีท็อกช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าการดื่มเครื่องดื่มดีท็อกซ์ที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดหรือช่องทางออนไลน์จะช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายได้ตามคำโฆษณา ทั้งนี้เราขอแนะนำให้คุณปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนการทำดีท็อกทุกครั้ง นอกจากนี้ควรอ่านข้อมูลที่ระบุบนฉลากให้ครบถ้วน และที่สำคัญต้องดูด้วยว่ามี อย. กำกับหรือไม่ ทางที่ดีเราไม่แนะนำให้ซื้อหามารับประทานเองโดยเด็ดขาด

3.น้ำหมักช่วยขับของเสีย

ในความเป็นจริงนั้นน้ำหมักจากผักและผลไม้ไม่สามารถล้างสารพิษออกจากร่างกายได้เลย แถมยังเสี่ยงต่อการเพิ่มสารพิษตกค้างอีกด้วย หากคุณเลือกผักผลไม้ที่ผ่านการฉีดสารเคมีเป็นประจำ หรือล้างผักผลไม้ไม่สะอาด รวมถึงใช้ภาชนะและเลือกวิธีการหมักแบบไม่ได้มาตรฐาน อาจเสี่ยงทำให้มีเชื้อโรคและแบคทีเรียปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายจนเป็นอันตราย ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินอาหารในระยะยาวอีกด้วยค่ะ

4.ยาระบายใช้แทนการดีท็อกได้

ยาระบายมีฤทธิ์ช่วยดึงน้ำออกจากผนังลำไส้ ส่งผลให้เนื้ออุจจาระนิ่มและขับถ่ายออกง่ายกว่าการขับถ่ายอุจจาระตามธรรมชาติ แต่ยาระบายไม่สามารถชะล้างสารพิษที่สะสมตามผนังลำไส้ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาด้วยนะคะ

5.การสวนล้างลำไส้คือการดีท็อก

เนื่องจากร่างกายมนุษย์มีกลไกกำจัดสารพิษโดยมีอวัยวะสำคัญอย่างตับและไตคอยทำหน้าที่ขับของเสียออกอยู่แล้ว ดังนั้นการดีท็อกซ์ล้างลำไส้จึงไม่จำเป็นต่อร่างกายแต่อย่างใด ต่อให้อาหารที่รับประทานเข้าไปมีสารพิษปนเปื้อนแฝงอยู่ ร่างกายก็จะดูดซึมสารดังกล่าว รวมถึงสารอาหารและวิตามินต่าง ๆ เพื่อส่งไปยังลำไส้เล็กพร้อมกับส่วนที่ตกค้างในลำไส้ใหญ่ จึงเหลือเพียงกากอาหารที่ไม่ถูกย่อยหรือดูดซึมแล้ว ดังนั้นการสวนลำไส้เองที่บ้านอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อและได้รับสิ่งปนเปื้อนผ่านอุปกรณ์ที่ใช้สวน นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทำดีท็อกอีกด้วยค่ะ ทางที่ดีอย่าสวนล้างลำไส้จะดีที่สุดค่ะ

แล้วเราควรทำอย่างไรให้ร่างกายขับเสียของเสียออก

จากที่กล่าวมาข้างต้นว่าการดีท็อกที่ดีควรเป็นไปตามกลไกของธรรมชาติ ซึ่งก็คือการรับประทานอาหารเสริมสร้างระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายนั่นเองค่ะ การเลือกทานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรไบโอติกซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีส่วนช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารง่ายขึ้น และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งช่วยป้องกันลำไส้จากสารพิษและแบคทีเรียได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ผักบุ้ง กล้วย มะละกอ โยเกิร์ต ถั่วนัตโตะ เป็นต้น

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

มะนาวโซดา รักษามะเร็งได้จริงหรือ? มีประโยชน์กับร่างกายจริงหรือเปล่า

6 เมนูอร่อยช่วย ล้างลำไส้ ช่วยให้ลำไส้สะอาด ดีต่อระบบขับถ่าย

7 อาหารลดกลิ่นตัว อยากตัวหอมสดชื่น ไร้กลิ่นเหม็น ต้องอ่าน!!

HEALTH,

ไขมันอุดตันเกิดจากอะไร ป้องกันง่าย ๆ ได้ด้วยตัวคุณเอง

หากพูดถึงปัญหาสุขภาพยอดฮิตแล้วล่ะก็ หนึ่งในปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัยนั่นก็คือไขมันอุดตันนั่นเอง วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับโรคดังกล่าว รวมถึงสาเหตุและวิธีป้องกันอย่างไรให้ปลอดภัยจากปัญหานี้กันค่ะ

ไขมันอุดตัน

ไขมันอุดตันเกิดจากอะไร

เกิดจากร่างกายมีระดับไขมันในเลือดสูงกว่าเกณฑ์ปกติ เนื่องจากร่างกายมีไขมันคอเลสเตอรอล (Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (Trigleceride) อยู่ในระดับที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง หรือแม้กระทั่งเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่สมดุล โดยสาเหตุของโรคเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ส่งผลให้การเผาผลาญไขมันทำงานบกพร่อง
  • เพศ หากคุณเป็นผู้ชายจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง
  • อายุ ยิ่งมีอายุมาก ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าผู้ที่มีอายุน้อย
  • ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคไต ภาวะขาดไทรอยด์ ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • ผลจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ สเตียรอยด์
  • การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงมากเกินไป เช่น เนย ไข่ ไขมันสัตว์ เครื่องในสัตว์
  • ภาวะเครียด เมื่อร่างกายเข้าสู่ภาวะเครียด จะทำให้ความดันเลือดสูงแม้จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก็ตาม แต่หากเกิดขึ้นเป็นประจำ สามารถทำให้หลอดเลือดหัวใจและไตเสียหายได้
  • สูบบุหรี่เป็นประจำ ในบุหรี่มีสารนิโคตินเเละคาร์บอน ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง ส่งผลให้หลอดเลือดเเข็งตัว
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

อาการของโรค

ไขมันอุดตัน

  • วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด จะเป็นลม
  • ปวดศีรษะมาก โดยเฉพาะช่วงที่ลุกจากที่นอน หรือลุกนั่งเร็ว ๆ
  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติ ไม่ว่าจะเดินขึ้นบันได หรือออกกำลังกายเบา ๆ ก็ตาม
  • รู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอก คล้ายมีอะไรมากดทับ
  • ใจสั่น เต้นเร็ว ปลายมือปลายเท้าเย็น

ในช่วงแรกอาจไม่แสดงอาการใด ๆ หรืออาจแสดงอาการเล็กน้อยตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่หากปล่อยให้ร่างกายมีระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่มากเกินไปเป็นเวลานาน ก่อให้เกิดการสะสมของไขมันในหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง เลือดจึงไหลเวียนทั่วร่างกายได้ลำบากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนี้อาจเกิดลิ่มเลือดอุดตันบริเวณหัวใจ และนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือด แต่หากเกิดขึ้นบริเวณสมอง อาจก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมาด้วย

บ้านหมุน วูบ เวียนหัว หน้ามืด อาจเป็นสัญญาณโรคหลอดเลือดสมอง

ภาวะแทรกซ้อน

  • รู้สึกเจ็บหน้าอก เกิดจากหลอดเลือดแดงได้รับผลกระทบโดยตรง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บหน้าอกขึ้นมา
  • หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เกิดจากไขมันที่สะสมอยู่แตกออก และกลายเป็นลิ่มเลือดซึ่งจะปิดกั้นการไหลเวียนของเลือด ก่อให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
  • โรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากลิ่มเลือดอุดตันการไหลเวียนของเลือดในสมองและก่อให้เกิดโรคดังกล่าวตามมา

ป้องกันง่าย ๆ ด้วยการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

  • งดทานของทอด ของมัน เนื่องจากมีไขมันทรานส์สูง ส่งผลให้ระดับไขมันชนิดดี (HDL- cholesterol) ลดลง และระดับไขมันชนิดร้าย (LDL- cholesterol) เพิ่มสูงขึ้น ระดับไขมันในเลือดจึงพุ่งสูงขึ้น เปลี่ยนมาทานอาหารที่ใช้กรรมวิธีต้มหรือนึ่ง จะดีต่อสุขภาพมากกว่าของทอดและผัด
  • หากจำเป็นต้องใช้น้ำมัน ควรลดปริมาณน้ำมันหรืองดใช้น้ำมันพืชเขตร้อน เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม
  • ทานผักและสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยลดไขมันในเลือด เช่น กระเจี๊ยบเขียว กระเทียม ถั่วนัตโตะ
  • ทานผลไม้น้ำตาลน้อย ไม่ว่าจะเป็นกีวี ส้ม และผลไม้ตระกูลเบอร์รี ซึ่งจะช่วยเพิ่มวิตามินและแร่ธาตุให้แก่ร่างกาย
  • ทานของหวานให้น้อยลง ซึ่งจะช่วยให้ตับผลิตไขมันชนิดร้าย (LDL – cholesterol) ลดลง ส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดอยู่ในระดับที่สมดุล
  • ลดการทานเนื้อแดง เนื้อหมู อาหารทะเล และเครื่องในสัตว์ เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีไขมันคอเลสเตอรอลสูง เปลี่ยนมาทานเนื้อปลาแทนจะดีกว่าค่ะ เพราะเนื้อปลาอุดมไปด้วยกรดไขมัน Omega 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ประกอบไปด้วยกรดไขมัน EPA และ DHA ช่วยป้องกันไขมันเกาะตัวในเลือด ช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ป้องกันหลอดเลือดตีบตัน
  • กรณีของคนทั่วไปควรทานคอเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลลิกรัม/วัน ส่วนผู้ป่วยโรคเบาหวานควรทานไม่เกิน 200 มิลลิกรัม/วัน
  • รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นประจำ
  • หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจขาดเลือด ควรตรวจเลือดเป็นประจำทุก 6 เดือน
  • หากมีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพประจำปีโดยเฉพาะการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับไขมันทุก  1 – 2 ปี

จับคู่อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่ควรกินคู่กัน ยิ่งกินยิ่งสุขภาพดี

2. การรักษาโดยการใช้ยา

บางกรณีที่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วแต่อาจไม่เพียงพอ แพทย์จะจ่ายยาช่วยลดการผลิตคอเลสเตอรอลให้แก่ตับ ได้แก่

  • กรดนิโคตินิก (Nicotinic Acid) ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีและไตรกลีเซอไรด์
  • ยากลุ่มไฟเบรต (Fibrates) ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์และเพิ่มปริมาณไขมันดี
  • ยากลุ่มสเตติน (Statins) ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด

ยาไขมันในเลือด อันตรายถึงชีวิต ถ้าซื้อกินเอง!!

หากแพทย์สั่งจ่ายยา ผู้ป่วยไขมันอุดตันจะต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เพื่อรักษาระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ และมีแนวโน้มว่าจะต้องรับประทานไปตลอดชีวิตได้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยโดยแพทย์ด้วยนะคะ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ยาไขมันในเลือด อันตรายถึงชีวิต ถ้าซื้อกินเอง!!

ทานเครื่องในไก่ เครื่องในสัตว์มากไป อาจเสี่ยงไขมันในเลือดสูง

ความดันสูง โรคหลอดเลือดอุดตัน ไขมันในเลือดสูง กินน้ำมันปลาได้ไหม

HEALTH,

อาหารมงคล ในเทศกาลต่าง ๆ แคลเยอะไหม เมนูไหนควรระวัง

อาหารมงคล หรือ อาหารไหว้ ถือเป็นตัวละครสำคัญที่ขาดไม่ได้ค่ะไม่ว่าจะเป็นเทศกาลไหนก็ตาม เพราะชาวจีนนั้นมีความเชื่อมาก ๆ เกี่ยวกับอาหาร ซึ่งการคัดเลือกเมนูต่าง ๆ เพื่อนำมาไหว้นั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นเมนูอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นเมนูที่มีความหมายที่ดีเพราะจะได้ส่งผลดีต่อชีวิตด้วย ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกค่ะที่เราจะเห็นเมนูที่หลากหลายในทุก ๆ เทศกาลของชาวจีน

อาหารมงคล ในเทศกาลต่าง ๆ

อาหารมงคลตามเทศกาลต่าง ๆ ของจีน มีอะไรบ้าง แต่ละอย่างมีความหมายอย่างไร

จากที่กล่าวไปค่ะว่า โดยปกติแล้ว ชาวจีนนั้นเชื่อเรื่อง อาหารมงคล มากค่ะ เมื่อถึงปีใหม่หรือเทศกาลสำคัญต่าง ๆ  พวกเขาก็จะต้องรับประทานอาหารที่มีความหมายดี ๆ ร่วมกับครอบครัว ญาติมิตร โดยความหมายของชื่ออาหารนั้น สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง สุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ กินแล้วรวย รวมถึงเป็นคำ “พ้องเสียง” ที่สื่อถึงความหมายดี ๆ และมี “รูปลักษณ์” สวยงาม สะท้อนถึงเงินทอง ทรัพย์สมบัติด้วยนั่นเอง ซึ่งจะเห็นได้แล้วว่า เมนูต่าง ๆ นั้นไม่ใช่เพียงแค่อาหารที่รับประทานเท่านั้น แต่ต้องมีความพิถีพิถันในการคัดเลือกความหมายด้วยค่ะ

เมนูมงคลของเทศกาลต่าง ๆ และความหมาย

อาหารมงคล คือ อาหารที่เชื่อว่ากินแล้วจะช่วยเสริมให้ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง เจริญก้าวหน้า ซึ่งถือว่าเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับมื้อพิเศษ สำหรับเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งเทศกาลสำคัญ ๆ ของจีนนั้นก็มีอยู่หลายเทศกาลด้วยกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็น

ตรุษจีน

วันปีใหม่ที่สำคัญมาก ๆ กับชาวจีน เพราะถือเป็นวันที่เริ่มต้นชีวิตใหม่ รับสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต ดังนั้น การรับประทานอาหารก็ต้องคัดเมนูที่มีความหมายดี ๆ ด้วย เช่น

ปลา  ออกเสียง หยีว, หยู  ปลาจะอยู่ในเมนูอาหารค่ำ และจะเริ่มกินในวันสิ้นปี (ก่อนวันขึ้นปีใหม่) เพราะเชื่อว่า เก็บความอุดมสมบูรณ์เอาไว้ เพื่อเริ่มต้นปีหน้าอย่างราบรื่น และพอถึงวันปีใหม่ มื้อเย็นก็มักทำ ปลานึ่งทั้งตัว กินในครอบครัว

เกี๊ยว  หมายถึงความมั่งคั่ง ออกเสียงว่า เจี่ยวจือ  ช่วงนี้เห็นดาราจีนออกมาโพสต์รูปกิน “เจี่ยวจือ” กันตั้งแต่ยังไม่ขึ้นปีใหม่ ชาวจีนกินเกี๊ยวช่วงตรุษจีนมาตั้งแต่ 1,800 ปีก่อน ได้ชื่อว่าเป็นอาหารมงคลยอดนิยมของคนจีนทุกภาค โดยเฉพาะคนภาคเหนือ แต่ เกี๊ยว ต้องทำเป็นรูปเหมือนก้อนเงินก้อนทอง หรือมีรูปร่างคล้ายเรือ หรือรูปทรงกลมเรียวคล้ายไข่ และปิดหัวท้าย ปีใหม่ยิ่งกินเกี๊ยวมากเท่าไหร่ก็หมายถึงมีเงินมากเท่านั้น

เปาะเปี๊ยะ  แปลว่า มั่งคั่ง ลักษณะของเปาะเปี๊ยะคล้ายกับเกี๊ยว คือการ “ห่อและคลุม” ออกเสียงว่า ชุนจ่วน  มีที่มาว่าชาวจีนนิยมกินเปาะเปี๊ยะในฤดูใบไม้ผลิ (ชุนแปลว่าฤดูใบไม้ผลิ) และเป็นอาหารมงคลตรุษจีน ด้วย

ขนมเข่ง  ออกเสียงว่า เหนียนเกา  คำว่า “เกา” พ้องเสียงกับความหมายว่า “สูง” หมายถึง ธุรกิจก้าวหน้า การงานสูงส่งยิ่งขึ้นทุกปี อีกทั้งยังหมายถึงการศึกษาเล่าเรียนด้วย เหนียนเกา หรือ ขนมเข่ง ทำจากแป้งข้าวเหนียว น้ำตาล มีหลายสูตร จะใส่เกาลัด อินทผลัม เม็ดบัว ฯลฯ สูตรใครก็สูตรมัน เป็นขนมโชคดีปีใหม่ที่ทุกบ้านต้องกิน

บะหมี่  สื่อถึงความสุขและอายุมั่นขวัญยืน เป็น อาหารมงคล ที่คนจีนทุกที่นิยมกินในช่วงปีใหม่ เรียกว่า ฉางโซ่วเมี่ยน โดยจะสื่อถึงว่า ในตรุษจีนต้องกินบะหมี่ที่ยาว ๆ (ฉาง) สื่อความหมายว่าคนที่กินจะมีอายุยืน บะหมี่อายุยืนมีวิธีทำแตกต่างจากบะหมี่ทั่วไปคือ ไม่ตัดเส้น จะปรุงแบบต้มกินกับน้ำซุปหรือทำบะหมี่ผัดก็ได้

สารทจีน

วันสารทจีน หรือ เทศกาลสารทจีน ถือเป็นวันสำคัญที่ลูกหลานชาวจีนจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ พร้อมทั้งเป็นการไหว้เทพเจ้า สัมภเวสี และผีเร่ร่อน โดยมีพิธีเซ่นไหว้รวมถึงอาหารต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งก็ต้องมีความหมายที่ดีไม่แพ้เทศกาลอื่น ๆ เช่นเดียวกัน

ไก่ต้มทั้งตัว รวมเครื่องใน หมายถึง ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ความขยันขันแข็ง เหมือนไก่ที่ต้องลุกมาขันในทุก ๆ เช้า ไก่ที่นำมาไหว้จะต้องมีครบทุกส่วน ทั้ง หัว ปีก ตัว ขา รวมไปถึง ในส่วนของเครื่องใน หัวใจ กึ๋น ตับ ด้วย เพราะตับเปรียบเหมือนหมวกของขุนนาง แสดงถึงความมีอำนาจวาสนา และความอุดมสมบูรณ์ ควรเลือกไก่ตัวที่ปีกไม่หักและหนังสวยงามไม่ลอก จะเป็นมงคลที่สุดค่ะ

เป็ดต้มพะโล้ทั้งตัว รวมเครื่องใน หมายถึง ความสามารถที่หลากหลาย ความสมบูรณ์ ความสะอาด และความมั่งคั่ง ลูกหลานจะได้เก่งรอบด้าน เหมือนกับเป็ดที่อยู่ได้ทั้งบนบก และลอยน้ำได้ ในส่วนของเครื่องในจะให้ความหมายเหมือนกับไก่ค่ะ

ขาหมูพะโล้ หรือคากิ ขาหมูเปรียบเหมือนก้อนทอง มีความหมายถึงความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ ให้ลูกหลานมีเงินเหลือกินเหลือใช้

กุ้ง หมายถึง ชีวิตที่รุ่งเรืองรวมทั้งเป็นตัวแทนของความสุข และนอกจากนี้กุ้งลวกหรือกุ้งอบ ที่สุกแล้วจะมีสีแดง แสดงถึงความเฮง ๆ ปัง ๆ ของลูกหลานนั่นเองค่ะ

ปลา หมายถึง ให้ลูกหลานมีอันจะกิน ตามความเชื่อที่ว่าปลาเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ ความสง่างาม และความมั่งคั่ง ปลาที่นำมาใช้นิยมเป็นปลานึ่งทั้งตัว ไม่ขอดเกล็ด และยังไม่เอาเครื่องในออก

เชงเม้ง

ถือว่าเป็นประเพณีที่สำคัญมากที่สุดของของชาวจีน เนื่องจากเป็นประเพณีที่แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว โดยก่อน “วันเช็งเม้ง” จะมีการทำความสะอาดหลุมฝังศพของบรรพบุรุษ หลังจากนั้นในวันเช็งเม้งจะต้องนำ “ของไหว้เช็งเม้ง” มาเซ่นไหว้ที่หลุมฝังศพ เพื่อเป็นการ รำลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ ซึ่งจะมีอาหารและเมนูมงคลต่าง ๆ ดังนี้

ไก่ต้ม, เนื้อหมูสามชั้นต้ม, เป็ด หรือปลา เป็นต้น หากไหว้ไก่หรือเป็ดควรเลือกแบบเต็มตัวตามความเชื่อดั้งเดิมว่า ควรให้มีปีก ขา และเครื่องในให้ครบ โดยการเซ่นไหว้บรรพบุรุษตามความเชื่อของชาวจีนควรเตรียมเนื้อสัตว์มงคลไหว้ทำพิธีด้วย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ค่ะ

ขนมหวาน เช่น ขนมอี๋ ที่หมายถึงความรักใคร่กลมเกลียว, ขนมถ้วยฟู ที่หมายถึงความเจริญรุ่งเรือง, ขนมเปี๊ยะที่มีความหมายว่าความสุขตลอดปี และซาลาเปาก็เป็นขนมที่คนนิยมนำไปไหว้บรรพบุรุษ

ผลไม้ โดยเลือกไหว้ตามความสะดวกและกำลังทรัพย์ ทั้งนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะนิยมไหว้ส้ม, สับปะรด, องุ่น, แอปเปิล และสาลี่

ไหว้พระจันทร์

เทศกาลไหว้พระจันทร์ของทุกปี (วันที่ 15 เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน) ทุก ๆ ครัวเรือนจะซื้อขนมไหว้พระจันทร์มาไหว้พระจันทร์ ซึ่งในสมัยก่อนขนมไหว้พระจันทร์ดังกล่าวนี้ไม่ได้มีไส้ด้านในมากมายนักค่ะ แต่ในปัจจุบันได้รับการปรับสูตร ปรับปรุงให้มีหลายไส้มากขึ้น เช่น

ไส้ไข่แดง สื่อ ความหมายมงคล ถึง ความอุดมสมบูรณ์ ก่อเกิดความโชคดี

ไส้โหงวยิ้ง หรือ ธัญพืช เป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภ และความอุดมสมบูรณ์

ไส้ลูกพลัม หรือ ลูกพรุน เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและความหวัง

ไส้ทุเรียน สื่อ ความหมายมงคล ถึง ความฉลาดหลักแหลม เข้มแข็ง

อาหารมงคล ในเทศกาลต่าง ๆ

เมนูมงคลและพลังงานแคลอรี่ที่ผู้บริโภคควรรู้

หลังเทศกาลตรุษจีนหรือเทศกาลใด ๆ ก็ตาม เวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงค่ะ นั่นคือการนำอาหารที่ไหว้นั้นมารับประทานต่อ  เช่น เป็ด ไก่ หมู ที่ถูกนำมาประกอบอาหาร รวมถึงผักหรืออาหารไหว้ที่นำมาบริโภคต่อเพื่อความเป็นมงคลชีวิต ดังนั้น เรามาดูกันว่า แคลอรี่เนื้อสัตว์และอาหารแต่ละประเภท มีเท่าไหร่บ้าง

  • ไก่ 1 ตัว 2,800 กิโลแคลอรี่
  • เป็ด 1 ตัว 5,700 กิโลแคลอรี่
  • หัวหมู 1 หัว 3,000 กิโลแคลอรี่
  • กุ้ง 100 กรัม 99 กิโลแคลอรี่
  • ปลา 100 กรัม 97 กิโลแคลอรี่
  • หมี่ซั่ว 1 จาน 395 กิโลแคลอรี่
  • สาหร่ายทะเลสีดำ 100 กรัม 43 กิโลแคลอรี่
  • หน่อไม้ 100 กรัม 27.5 กิโลแคลอรี่
  • เม็ดบัว  100 กรัม  89  กิโลแคลอรี่

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น โดยยังไม่รวมอาหารในหมวดอื่น ๆ เช่น ของหวาน หรือ เมนูเส้นผัดอื่น ๆ ด้วยค่ะ

ประโยชน์-โทษของอาหารคอเลสเตอรอลสูง

คอเลสเตอรอล คือ สารประกอบไขมันชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกาย ร่างกายของเราต้องการคอเลสเตอรอลบางอย่างในการสร้างสุขภาพที่ดี เช่น เป็นสารตั้งต้นผลิตฮอร์โมนบางชนิด และเป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ และหากร่างกายเรามีคอเลสเตอรอลมากเกินไป จากประโยชน์ก็อาจกลับกลายเป็นโทษร้ายได้เหมือนกันค่ะ ดังนั้นจึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมโดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวและผู้สูงอายุ

ใครบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงอาหารไหว้คอเลสเตอรอลสูง

สำหรับผู้ที่ไม่เหมาะกับการกินอาหารไขมันสูงหรือมีคอเลสเตอรอลสูง สามารถแบ่งออกหลัก ๆ ได้ดังนี้ค่ะ

  • ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเกาต์
  • ผู้สูงอายุ

ในการรับประทานแต่ละครั้งนั้น ญาติ ๆ หรือผู้ดูแลควรระมัดระวังในเรื่องของปริมาณให้ดี ไม่ควรให้บุคคลในกลุ่มดังกล่าวกินเกินปริมาณที่ควรนะคะ

วิธีรับประทานอาหารไหว้อย่างปลอดภัย ห่างไกลคอเลสเตอรอล

  • ควรรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม อย่าทานมากจนเกินปกติ เพราะจะทำให้เกิดโรคอ้วนตามมา
  • เน้นรับประทานอาหารที่ไม่มีไขมันหรือไขมันน้อย เช่น เนื้อไก่ไม่ติดหนัง เนื้อปลา เนื้อกุ้ง ปลาหมึก เพราะจะช่วยเพิ่มไขมันดี และลดไขมันเลวได้
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานเครื่องในสัตว์เพราะมียูริกสูง ซึ่งยิ่งจะส่งผลให้คนที่เป็นโรคเกาต์มีอาการรุนแรงขึ้นได้
  • ควรปรุงอาหารด้วยหลักการลดหวาน มัน เค็ม เพราะอาหารตรุษจีนมักเป็นแบบคั่วเกลือหรือผัดมัน ๆ เทคนิคง่าย ๆ คือคั่วหรือผัดด้วยน้ำมันน้อย ๆ โดยใช้สมุนไพรลดไขมันอย่าง ขิง กระเทียม ขึ้นฉ่าย และก่อนการปรุงอาหาร ต้องล้างวัตถุดิบให้สะอาดทุกครั้ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ก็คือ การรับประทานอาหารในเทศกาลตรุษจีนอย่างถูกต้องและเหมาะสม ต้องไม่กินหวาน มัน เค็ม ซึ่งจะทำให้ห่างไกลจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง จะได้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงรับปีใหม่ตามประเพณีของชาวไทยเชื้อสายจีนด้วย

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเกาต์ ควรเลือกกินอาหารด้วยการต้ม อบ ยำ แทนการทอดหรือผัด เลี่ยงเนื้อสัตว์ติดหนัง ติดมัน หมูสามชั้นขนมหวานต่าง ๆ รวมถึงการจิ้มน้ำจิ้ม ซีอิ๊ว และน้ำปลา เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง และโรคไต ให้เลือกกินอาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย ในปริมาณเหมาะสม ดื่มน้ำเปล่าสะอาดอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อสุขภาพที่ดี ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

กินไข่ขาวทุกวันได้ไหม ดีต่อผู้ป่วยโรคไตจริงหรือไม่

กินไข่ทุกวัน เสี่ยงคอเลสเตอรอลสูงหรือไม่ ควรกินไข่วันละกี่ฟอง

แคลอรี่ไข่แต่ละชนิด เมนูไข่ต้ม ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ออนเซ็น กี่แคลอรี่?

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com