ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

โรคนอนไม่หลับหายได้เองมั้ย อาการหนักแบบไหนถึงควรไปพบแพทย์

เคยสังเกตตัวเองกันบ้างไหมคะว่า หลายครั้งที่รู้สึกง่วงขึ้นมา แต่พอหลับตานอนลงบนเตียงทีไรก็นอนไม่หลับทุกที หลายคนอาจลากยาวไปจนถึงเช้าวันใหม่แล้วแต่ก็ยังไม่ได้นอนสักที ต้องตื่นไปทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกสะลึมสะลือ ตัวเบาหวิวเหมือนโลกหมุนตลอดเวลา อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณของโรคนอนไม่หลับ โรคยอดฮิตของคนทุกวัย วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับโรคดังกล่าวว่าเกิดจากอะไร มีวิธีแก้ให้หลับได้เองหรือไม่ ต้องรักษาด้วยวิธีไหนบ้าง รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการนอนไม่หลับที่คุณควรหลีกเลี่ยงโดยด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว

โรคนอนไม่หลับ

โรคนอนไม่หลับคืออะไร

นอนไม่หลับ (Insomnia) เป็นโรคความผิดปกติของการนอนพักผ่อน เมื่อถึงเวลาต้องนอนจะใช้เวลามากกว่า 20-30 นาทีขึ้นไปถึงจะนอนหลับได้ มีอาการนอนหลับไม่สนิทตลอดคืน นอนอยู่ดี ๆ ก็สะดุ้งตื่นกลางดึก หรือสะดุ้งตื่นแล้วกลับไปนอนไม่ได้อีก ต้องเข้าใจก่อนว่าร่างกายของคนแต่ละวัยต้องการเวลาพักผ่อนไม่เท่ากัน สำหรับวัยรุ่นต้องการเวลานอน 9 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนผู้ใหญ่ต้องการเวลานอน 7-8 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นหากคุณมีอาการนอนไม่หลับหรือนอนน้อยกว่าช่วงเวลาดังกล่าวและมีอาการนอนไม่หลับมานานกว่า 1 สัปดาห์ อาจส่งผลต่อปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจในระยะยาว

โรคนอนไม่หลับมีกี่แบบ อะไรบ้าง

1. นอนไม่หลับแบบชั่วคราว (Transient insomnia)

เป็นอาการนอนไม่หลับติดต่อกันมานานแต่ไม่ถึงสัปดาห์ เกิดจากสภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการนอนหรือสภาวะความเครียด ส่วนมากจะดีขึ้นและหายไปเองภายในไม่กี่วัน

2. นอนไม่หลับจากการปรับตัว (Adjustment insomnia)

เป็นอาการนอนไม่หลับจากสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ผู้ป่วยนอนไม่หลับในช่วงเวลาสั้น ๆ และอาการเหล่านี้จะหายไปเองภายในไม่กี่วัน

3. นอนไม่หลับแบบระยะต่อเนื่อง (Intermittent insomnia)

เป็นอาการนอนไม่หลับติดต่อกันมานานเกิน 1 สัปดาห์ขึ้นไป เกิดจากปัญหาสุขภาพและสภาวะความเครียดสะสม

4. นอนไม่หลับแบบเรื้อรัง (Chronic insomnia)

เป็นอาการนอนไม่หลับติดต่อกันมานานหลายเดือนหรืออาจเป็นปี มีอาการนอนไม่หลับทุกคืนและมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น กล้ามเนื้อกระตุกเป็นระยะ ๆ หรือหายใจผิดปกติขณะนอนหลับ ซึ่งผู้มีความเสี่ยงต่อภาวะนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคหัวใจ, ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน, ผู้ป่วยโรคปอด เป็นต้น

8 อาหารที่ไม่ควรกินก่อนนอน

สาเหตุของปัญหานอนไม่หลับเกิดจากอะไร

ถักไหมพรม

1. ปัจจัยภายนอก

  • สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการพักผ่อน มีเสียงดัง หรือแสงส่องเข้ามายังบริเวณเตียงนอน
  • อาการเจ็บป่วยทางร่างกาย ได้แก่ รู้สึกปวดท้อง, ปวดตามเนื้อตัว, หายใจไม่สะดวก, ภาวะความเครียดหรือวิตกกังวล
  • ท้องว่าง ทำให้ลุกมาหาของกินกลางดึก เกิดอาการแน่นท่องจนนอนไม่หลับ
  • พฤติกรรมเสี่ยงต่อการพักผ่อนน้อย เช่น ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน, สูบบุหรี่, ใช้ยาที่มีผลต่อการนอน
  • นอนดึกเป็นประจำ, นอนละเมอ, นอนไม่หลับจนเคยชิน
  • การทำงานที่ต้องเปลี่ยนเวลานอนบ่อย

2. ปัจจัยภายใน

  • ภาวะความเครียด วิตกกังวล
  • อาการซึมเศร้า ท้อแท้หมดกำลังใจในชีวิต
  • ผลข้างเคียงจากโรคไบโพลาร์และโรคซึมเศร้า ในช่วงอารมณ์ดีมากผิดปกติ กระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลา รู้สึกมีพลังงานมากและนอนน้อยลง ส่วนช่วงซึมเศร้าหนักอาจทำให้วิตกกังวลจนนอนไม่หลับ

สัญญาณเตือนแบบไหนบ่งบอกว่าเป็นโรคนอนไม่หลับ

  • นอนไม่หลับ ใช้เวลานานกว่าจะนอนหลับ
  • หลับยาก นอนดึก ตื่นสาย
  • ขอบตาหมองคล้ำ
  • ผิวหน้ามองคล้ำ ไม่สดชื่น
  • รู้สึกง่วงนอน ต้องงีบหลับระหว่างวันเป็นประจำ
  • รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลียง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อารมณ์ฉุนเฉียวง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ขาดสมาธิในการทำงาน สมองไม่ปลอดโปร่ง

โรคนอนไม่หลับ เพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ

อันตรายจากโรคนอนไม่หลับ

ถักไหมพรม

  • เพิ่มความอยากทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงขึ้น นำไปสู่ระดับ LDL คอเลสเตอรอลสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ลดความรู้สึกอยากออกกำลังกายและเพิ่มระดับความเครียดให้สูงขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิง
  • เพิ่มโอกาสเกิดโรคเรื้อรังอย่างโรคความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจ, โรคอ้วน ฯลฯ
  • ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกทำงานลดลงจากเดิม หัวใจเต้นรัวกว่าคนปกติ
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือดเกิดภาวะแทรกซ้อน
  • เป็นหนึ่งสาเหตุของการเกิดโรคซึมเศร้า
  • เกิดสภาวะเครียด รู้สึกวิตกกังวลง่าย
  • ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ไม่มีสมาธิ

ป้องกันอาการนอนไม่หลับได้อย่างไรบ้าง

  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการนอนหลับยาก ได้แก่ หลีกเลี่ยงการนอนไม่เป็นเวลา, ไม่งีบหลับระหว่างวัน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยานอนหลับเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายตอบสนองกับตัวยาลดลง อันเป็นสาเหตุของการเพิ่มขนาดยามากขึ้น
  • งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีน ซึ่งกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ส่งผลให้หลับยาก
  • สร้างบรรยากาศให้เหมาะสำหรับการพักผ่อน เช่น งดทำงานหรือดูทีวีบนเตียงนอน เพื่อให้ร่างกายจดจำเตียงนอนว่าเป็นที่สำหรับนอนหลับเท่านั้น
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้หลับง่ายขึ้น แต่ไม่ควรหักโหมมากเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวจนนอนไม่หลับได้ ได้แก่ การเดินอย่างน้อย 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง อย่างน้อย 3 – 4 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือการเล่นโยคะเพื่อยืดกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลาย ทั้งนี้ควรเล่นช่วงประมาณ 15.00 – 17.00 น. จะดีที่สุด ไม่ควรออกกำลังกายตอนดึกหรือใกล้เวลานอนมากไป
  • ทานอาหารที่ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ได้แก่ นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม เนื่องจากมีทริปโตเฟน (Tryptophan) สูง ช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินดีขึ้น, น้ำผึ้ง มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยลดความเครียด ฯลฯ
  • ทานยารักษาอาการนอนไม่หลับ เช่น กลุ่มยาเมลาโทนิน (Melatonin), ยารักษาอาการทางจิต (Antipsychotics), ยาเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepines)
  • หากิจกรรมผ่อนคลายทำ เช่น การวาดรูป, ถักไหมพรม, ถ่ายรูป ฯลฯ

ทางที่ดีที่สุด หากคุณพยายามนอนให้หลับด้วยวิธีต่าง ๆ แล้วไม่ได้ผล ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อหาสาเหตุและรักษาอย่างถูกวิธี ที่สำคัญควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดด้วยนะคะ

บทความที่น่าสนใจ

6 เครื่องดื่ม ลดไขมัน ขณะนอนหลับ (ช่วยลดน้ำหนัก)

ออกกำลังตอนเช้าทั้งที่ท้องยังว่าง เสี่ยงตับพัง พอๆ กับคนกินเหล้า

สัญญานเตือนโรคหัวใจ!! แน่นหน้าอก ใจสั่น หายใจหอบ

HEALTH,

สารคลอโรฟิลล์ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดจริงหรือไม่?

หลายคนอาจยังไม่รู้มาก่อนว่าการรับประทานผักที่มีส่วนประกอบของคลอโรฟิลล์นั้น นอกจากจะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วยังช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย ว่าแต่ส่วนประกอบชนิดนี้มีผลดีต่อร่างกายอย่างไรบ้าง วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังค่ะ

สารคลอโรฟิลล์

สารคลอโรฟิลล์คืออะไร

คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เป็นสารประกอบที่มีอยู่ในพืชสีเขียว พบได้บริเวณใบ, กิ่งและก้าน คลอโรฟิลล์ในพืชมีหน้าที่สังเคราะห์แสงโดยใช้น้ำและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ จนเกิดน้ำตาลกลูโคสและออกซิเจน โดยโครงสร้างของคลอโรฟิลล์จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับสูตรโครงสร้างของสารประกอบ Heme ของเม็ดเลือดแดงในมนุษย์เป็นอย่างมาก

จากกลไกลตามธรรมชาติของร่างกายจะมีการสร้างและทำลายเซลล์ประมาณ 2.5 ล้านเซลล์ หากใครมีเหตุต้องใช้ร่างกายหนัก ก็จะทำให้เม็ดเลือดแดงในร่างกายถูกทำลายมากขึ้นด้วย โดยที่ร่างกายของเราจะสร้างเม็ดเลือดแดงขึ้นมาทดแทนในจำนวนที่เท่ากัน ตลอดเวลา แต่เมื่อร่างกายของสร้างเม็ดเลือดแดงบกพร่องลงเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติตามมา จากข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้หลายคนเชื่อกันว่า หากร่างกายของได้รับคลอโรฟิลล์เข้าไป จะกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงให้แก่ร่างกาย โดยเฉพาะช่วงที่ร่างกายเกิดความบกพร่องในการสร้างเม็ดเลือดแดงจากภาวะโลหิตจาง ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมา ส่งผลให้ผู้ผลิตจำนวนมากผลิตอาหารเสริมที่มีชื่อว่า สารคลอโรฟิลล์

โดยสารดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ละลายในน้ำ และละลายในไขมัน โดยองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาไม่รับรองให้รับประทานแบบละลายในไขมัน ส่วนแบบละลายในน้ำสามารถรับประทานได้ แต่ต้องไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อวันตามมาตรฐานที่ถูกกำหนดไว้ จึงทำให้ผู้ผลิตอาหารเสริมหลาย ๆ รายนำคลอโรฟิลล์แบบละลายในน้ำมาผลิตและวางจำหน่าย

สารคลอโรฟิลล์ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดจริงหรือไม่?

สารคลอโรฟิลล์

ในปัจจุบันมีผู้แอบอ้างว่าสารคลอโรฟิลล์ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดจริงได้จริง แต่ทั้งนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาตร์ออกมายืนยันถึงผลลัพธ์ดังกล่าว หากคุณพบอาหารเสริมคลอโรฟิลล์ตามร้านค้าออนไลน์ที่อ้างว่ามีอินนูลินช่วยย่อยและดูดซึมแป้งกับน้ำตาลช้าลง ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้แก่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ส่งเสริมให้จุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้เจริญเติบโต หรืออะไรก็ตามทำนองนี้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงไปให้ไกลเลยค่ะ เพราะนอกจากจะเสียเงินฟรี ๆ แล้วยังอาจมีผลเสียต่อปัญหาสุขภาพตามมาในระยะยาวอันเนื่องมาจากส่วนผสมที่ไม่สามารถตรวจสอบได้นั่นเองค่ะ

ประโยชน์ของคลอโรฟิลล์ในผักที่คุณควรรู้

สารคลอโรฟิลล์

  • คลอโรฟิลล์ในผักประกอบด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งได้
  • ลดกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ของร่างกายที่เกิดจากความผิดปกติในการเผาผลาญ
  • ใช้รักษาร่วมกับยาในผู้ป่วยท้องผูกจากการบาดเจ็บบริเวณไขสันหลัง, โรคมะเร็งลำไส้ และผู้ที่รักษาด้วยการผ่าตัดลำไส้เปิดหน้าท้องเพื่อกำจัดของเสีย
  • บำรุงผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่ง
  • เสริมประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ป้องกันเส้นเลือดหัวใจตีบ
  • ป้องกันโรคตับอักเสบและไตวาย
  • รักษาอาการท้องผูก
  • เสริมสร้างระบบขับถ่ายให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ
  • ลดกรดในกระเพาะอาหาร
  • บรรเทาอาการปวดประจำเดือน
  • ลดอาการเป็นพิษจากยาบางชนิด

สุดท้ายนี้เราขอแนะนำว่าควรรับประทานผักสีเขียวให้มากขึ้นเนื่องจากอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าสารคลอโรฟิลล์ที่วางขายตามท้องตลาด แต่หากคุณต้องการรับประทานจริง ๆ ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุดค่ะ

บทความที่น่าสนใจ

ผักน้ำตาลสูง 5 ชนิด เสี่ยงภาวะน้ำตาลขึ้นในผู้ป่วยเบาหวาน

ผักอบกรอบมีประโยชน์จริงไหม กินเพื่อลดน้ำหนักได้จริงหรือเปล่า?

กินผักตามฤดูกาล ลดพิษ ลดโรค สุขภาพดีระยะยาว

HEALTH,

ออกกำลังกายมากเกินไป เสี่ยงต่อโรคอะไรบ้าง

แม้ว่าการออกกำลังจะเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเอง แต่การออกกำลังกายมากเกินไปอาจส่งผลเสียมากกว่าที่คุณคิด เพราะนอกจากจะเกิดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อแล้ว ยังเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ตามมาในภายหลังด้วยนะคะ วันนี้เราจะมาพูดถึงภาวะ ที่เกิดจากการออกกำลังกายที่มากเกินไป หรือ Overtraining syndrome ว่าคืออะไร แล้วมีวิธีแก้ได้หรือไม่ ถ้าพร้อมแล้วมาอ่านไปด้วยกันเลยค่ะ

ภาวะออกกำลังกายมากเกินคืออะไร

Overtraining syndrome เป็นสภาวะการออกกำลังกายที่มากเกินไป อันเนื่องมาจากการออกกำลังตามตารางฝึกแบบหักโหม หรืออาการเสพติดการออกกำลังกายจนร่างกายไม่มีเวลามากพอในการฟื้นตัว ทำให้ร่างกายถึงจุดต่อต้าน ส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลีย, บาดเจ็บเรื้อรัง, กล้ามเนื้อไม่พัฒนา หรืออาจเกิดภาวะความเครียดทางจิตใจจนรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่อยากออกกำลังกายอีกต่อไป

สัญญาณเตือนว่าคุณออกกำลังกายมากเกินไป

1. สัญญาณเตือนทางร่างกาย

ได้แก่ อาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อแบบเรื้อรัง ความทนทานของกล้ามเนื้อลดลง ส่งผลให้ออกแรงเมื่อออกกำลังกายได้น้อยลง, รู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรงและใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าที่ผ่านมา, รู้สึกง่วงนอนตลอดเหมือนคนนอนหลับไม่เต็มตื่น, น้ำหนักตัวลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้ง ๆ ออกกำลังกายและควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด, รู้สึกกระหายน้ำง่าย ทั้งนี้อาจมีอาการปวดหัว, ตัวร้อน เป็นไข้, เจ็บคอ, น้ำมูกไหลร่วมด้วย

2. สัญญาณเตือนทางจิตใจ

ได้แก่ อาการใจสั่น, นอนไม่หลับ, ไม่ค่อยมีสมาธิ, ความรู้สึกอยากออกกำลังกายน้อยลง บางรายอาจมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่ายร่วมด้วย

โรคที่เกิดจากภาวะออกกำลังกายมากเกินไป

1. ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงและเฉียบพลัน

หากคุณประสบปัญหาปวดกล้ามเนื้อมากขึ้นจากการออกกำลังกายที่โหมเกินพอดี แต่ดันฝืนออกกำลังกายต่อ นอกจากจะไม่ช่วยให้หายปวดกล้ามเนื้อแล้วอาการปวดยังทวีความรุนแรงมากขึ้น จนกลายเป็นกล้ามเนื้อหรือข้อต่ออักเสบตามมาได้ด้วย ดังนั้นหากคุณรู้สึกคุณปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงแบบกะทันหัน แนะนำให้หยุดออกกำลังกายไปสักพักจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติค่ะ

2. ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ

การออกกำลังกายแบบหักโหมส่งผลให้ขีดจำกัดของร่างกายไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ภูมิคุ้มกันในร่างกายจึงต่ำลงและเกิดการอักเสบ และการเจ็บป่วยง่ายขึ้น เมื่อร่างกายอ่อนแอลง จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคหัวใจและโรคมะเร็ง

3. โรคกล้ามเนื้อกระตุก

แม้จะดูเหมือนอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่หากคุณยังคงฝืนออกกำลังกายแบบหักโหมต่อไป อาจเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้ออักเสบหรือฉีกขาดตามมาในไม่ช้าด้วย

4. โรคความดันโลหิตสูง

การออกกำลังกายหนักเกินไปจะเร่งการสูบฉีดของเลือดให้มากขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตระหว่างออกกำลังกายสูงขึ้น เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่หากคุณเลิกออกกำลังกายแบบหักโหมแล้วยังมีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่ ทางเราขอแนะนำให้หยุดออกกำลังกายไปสักพัก และรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางป้องกันต่อไป

5. ภาวะหิดปลาทู (Hit The Plateau)

หรือที่ใครหลายรู้จักกันในชื่อ ภาวะระบบเผาผลาญพัง เป็นภาวะที่ร่างกายคุ้นชินกับการออกกำลังกายแบบหักโหมเป็นเวลานาน ส่งผลให้ระบบร่างกายไม่ถูกกระตุ้นเพิ่มเติม จึงไม่ก่อให้เกิดผลใด ๆ ต่อร่างกาย

6. ประจำเดือนมาผิดปกติ

การออกกำลังกายหักโหมเกินจะกระตุ้นผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนความเครียด ให้มากขึ้น ส่งผลให้ต่อการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนของผู้หญิงลดลง ทำให้ประจำเดือนขาดหรือเลื่อนไปนานขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์อีกด้วย

วิธีแก้ภาวะต่าง ๆ จากการฝึกหนักจนเกินไป

1. นอนพักผ่อนให้เต็มที่

การนอนหลับพักผ่อนตามช่วงเวลาที่เหมาะสม นอกจากจะช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อแล้ว ยังช่วยให้สมองทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย แต่หากคุณประสบปัญหานอนไม่หลับ ทางเราขอแนะนำให้ลองทำสมาธิก่อนนอน โดยกำหนดลมหายใจก่อนเข้านอนประมาณ 10-30 นาทีเพื่อทำสมาธิ, การสร้างกิจวัตรที่เอื้อต่อการพักผ่อนด้วยการปิดไฟเข้านอนเวลาเดิมทุกคืน การเข้านอนตรงเวลาจะช่วยให้ร่างกายเรียนรู้เวลานอนที่เหมาะสม หรืออาจแช่น้ำอุ่นก่อนนอน ซึ่งจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น อีกทั้งลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ จึงนอนหลับง่ายและนานยิ่งขึ้น

2. นวดผ่อนคลาย

ทางเราขะแนะนำให้ฝึกโยคะเพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรืออาจใช้บอลนิ่ม ๆ นวดผ่อนคลายหลังการออกกำลังกายทุกครั้ง นอกจากนี้หากคุณมีเวลาสักหน่อย แนะนำให้นวดแผนไทยหรือนวดน้ำมันผ่อนคลายกล้ามเนื้อบ้างก็เป็นความคิดที่ดีไม่น้อยเลยค่ะ

3. ทานอาหารที่มีประโยชน์

ยังมีอีกหลายคนที่เข้าใจผิดว่า ถ้าอยากลดน้ำหนักได้เยอะ ๆ ต้องออกกำลังกายให้หนักและรับประทานอาหารให้น้อยลง แต่ในความเป็นจริงร่างกายต้องการสารอาหารอย่างเพียงพอสำหรับซ่อมแซมและฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอภายในร่างกาย ดังนั้นหากต้องการออกกำลังกายลดน้ำหนักจริง ๆ ก็ควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเลือกอาหารจำพวกโปรตีนไขมันต่ำ, เพิ่มคาร์โบไฮเดรตให้สูงขึ้น และเลือกไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งจะช่วยทำให้สมองทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่สึกหรอจากการใช้งานอีกด้วย

บทความที่น่าสนใจ

5 สิ่งควรทำก่อนออกกำลังกาย ลดการบาดเจ็บ เพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ

ส่องด่วน 7 ท่าออกกำลังกายทำง่าย ทำเองได้ทุกวัน รับประกันผอมชัวร์ !

โรคนอนไม่หลับ เพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ

HEALTH,

อันตรายถึงชีวิต!! หากละเลยภาวะขาดน้ำจากการดื่มน้ำน้อยเกินไป

เนื่องด้วยกิจกรรมในแต่ละวันหรือพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้เราละเลยการดื่มน้ำไป อาจทำให้ใครหลายคนเกิดปัญหาภาวะขาดน้ำขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว วันนี้เราจะมาพูดถึงภาวะดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผลเสีย, การสังเกตอาการเบื้องต้น รวมถึงวิธีดื่มน้ำที่ถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้อยู่ในสภาวะขาดน้ำจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย

ภาวะขาดน้ำคืออะไร

ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) เป็นภาวะที่ร่างกายสูญเสียน้ำภายในหลอดเลือดและเซลล์มากกว่าน้ำที่ได้รับในร่างกายอันเนื่องมาจากการดื่มน้ำน้อยเกินไป เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงและดึงน้ำจากเซลล์ออกมาเพื่อลดระดับน้ำตาลในร่างกายให้อยู่ในสภาวะที่สมดุล ส่งผลให้เซลล์เนื้อเยื่อและอวัยวะภายในร่างกายทำงานผิดปกติอย่าง

ภาวะขาดน้ำเกิดจาก 3 สาเหตุสำคัญ ดังนี้

ภาวะขาดน้ำ

1. ดื่มน้ำน้อยเกินไป

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยชอบดื่มน้ำ อันเนื่องมาจากความเคยชินหรือการทำงานต่าง ๆ จนละเลยการดื่มน้ำ จัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงอันดับแรกที่ต้องพูดถึง หรือหากคุณไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงนี้หรือไม่ สามารถเช็กตัวเองได้จากอาการง่าย ๆ เช่น รู้สึกกระหายน้ำระหว่างวันบ่อยขึ้นมั้ย? รู้สึกอ่อนเพลีย ง่วงนอนบ่อยแค่ไหน, ตาและปากแห้งมั้ย? แล้วจำนวนการปัสสาวะน้อยกว่าปกติหรือเปล่า? เป็นต้น

2. กิจกรรมในแต่ละวัน

แม้ว่าคุณจะดื่มน้ำพอเพียงต่อความต้องการของร่างกายมากแค่ไหนแต่หากคุณมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการสูญเสียน้ำในร่างกายในปริมาณมาก เช่น นักกีฬา, ผู้ที่ต้องใช้แรงงาน, ผู้ที่มอยู่ในพื้นที่ที่มีแดดจ้า เหงื่อออกง่าย และผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ก็อาจเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำได้ด้วยเช่นกัน

3. ปัญหาสุขภาพ

ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสียหรืออาเจียนจากโรคอุจจาระร่วง ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำและแร่ธาตุเป็นจำนวนมาก หรือผู้ที่มีบาดแผลบริเวณผิวหนังอันเนื่องมาจากการเกิดแผลไฟไหม้, แผลในปาก หรือโรคผิวหนังอย่างรุนแรง รวมถึงผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ที่ต้องใช้ยาขับปัสสาวะ

อันตรายจากภาวะขาดน้ำที่คุณไม่ควรละเลย

  • โรคลมแดดและตะคริวแดด
  • ปัญหาระบบทางเดินปัสสาวะและไตผิดปกติ ได้แก่ ไตวายเรื้อรัง หรือติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ
  • เกิดอาการช็อก เนื่องจากปริมาตรเลือดต่ำ, ความดันโลหิต และออกซิเจนมีจำนวนลดต่ำลง อาจเป็นอันตรายถึงแก่เสียชีวิต
  • เกิดอาการชัก เนื่องจากแร่ธาตุในร่างกายไม่สมดุลและทำให้หมดสติในที่สุด

วิธีสังเกตตัวเองว่าดื่มน้ำน้อยเกินไป

  • รู้สึกกระหายน้ำง่าย
  • วิงเวียนศีรษะ ปวดหัวง่าย
  • เหนื่อยง่าย รู้สึกอ่อนเพลีย
  • หายใจหอบถี่ ชีพจรเต้นเร็ว
  • ผิวแห้ง ตาแห้ง
  • ผิวพรรณหย่อนคล้อย ดูหมองคล้ำ
  • ปัสสาวะมีสีเข้มทุกครั้งและมีกลิ่นฉุน
  • ปัสสาวะไม่ถึง 4-7 ครั้ง/วัน
  • ปัสสาวะน้อยประมาณ 4-6 ชั่วโมง/1 ครั้ง
  • ความดันโลหิตต่ำ บางรายอาจเกิดอาการชัก

เราควรดื่มน้ำปริมาณเท่าไหร่ต่อวัน ถึงจะดีต่อสุขภาพ

ภาวะขาดน้ำ

หลายคนเคยได้ยินมาควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วต่อวัน แต่ในความเป็นจริงนั้นร่างกายของคนแต่ละคนต้องการน้ำในปริมาณที่แตกต่างกัน ซึ่งปริมาณน้ำที่ควรได้รับจะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำในแต่ละวันด้วยนะคะ หากต้องการปริมาณน้พที่ตรงกับความต้องการของร่างกายจริง ๆ แนะนำให้คำนวณจากสูตรดังต่อไปนี้ได้เลยค่ะ

“น้ำหนัก (กิโลกรัม) คูณด้วย 2.2 คูณด้วย 30 หารด้วย 2” ก็จะได้ปริมาณน้ำที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน

เช่น น้ำหนัก 50 กิโลกรัม x 2.2 x 30 / 2 เท่ากับ 1,650 มิลลิลิตร หรือ 1.6 ลิตรโดยประมาณ

สุดท้ายนี้นอกจากการดื่มน้ำในปริมาณที่ตรงตามความต้องการของร่างกายแล้ว การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ และการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ยังช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลและระบบอวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอีกด้วยนะคะ อย่าละเลยเรื่องเหล่านี้เด็ดขาด ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวของตัวคุณเองค่ะ

บทความที่น่าสนใจ

ดื่มน้ำมากเกินไปอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

อย่าซดน้ำซุปชาบู ซุปก๋วยเตี๋ยวมากเกินไป ถ้าไม่อยากไตพัง

น้ำสมุนไพร แม้มีประโยชน์แต่ก็ต้องระวังเรื่องน้ำตาลด้วย

HEALTH,

ผักน้ำตาลสูง 5 ชนิด เสี่ยงภาวะน้ำตาลขึ้นในผู้ป่วยเบาหวาน

ผักน้ำตาลสูง แม้จะเป็น “ผัก” ชนิดของอาหารที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ยิ่งกิน ยิ่งดี แต่ทุกคนทราบหรือไม่คะว่าสำหรับผู้ป่วยเบาหวานนั้น การกินผัก  ไม่ได้เหมือนกับคนทั่วไปค่ะเพราะในผักนั้นมีระดับน้ำตาลเช่นเดียวกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการระมัดระวังในการเลือกรับประทานผักจึงสำคัญมาก ๆ เพราะอาจทำให้ภาวะอาการของผู้ป่วยกำเริบได้นั่นเองค่ะ วันนี้ I-Kinn จึงนำผัก 5 ชนิดที่ผู้เป็นโรคเบาหวานควรเลี่ยงเพื่อความปลอดภัยมาฝากกันค่ะ

ผักน้ำตาลสูง 5 ชนิด เสี่ยงภาวะน้ำตาลขึ้นในผู้ป่วยเบาหวาน

ผักน้ำตาลสูง คืออะไร อันตรายไหม กินอย่างไรให้ปลอดภัย?

หลาย ๆ คนมักจะเคยได้ยินกันมาว่า ผักมีประโยชน์ต่อร่างกายและดีต่อผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก จึงทำให้หลาย ๆ คนหันมากินผักมากขึ้น แต่! ไม่ใช่ผักทุกชนิดจะถือว่าดีต่อร่างกายนะคะ เพราะแม้ว่าผักจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ แต่ในผักบางชนิดกลับมีแป้งและน้ำตาลที่สูง เมื่อกินเข้าไปแล้วก็อาจจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ในผู้ป่วยเบาหวาน รวมถึงชาวลดน้ำหนักก็ต้องคอยระวังด้วยนะคะ เพราะการกินผักน้ำตาลสูงและแป้งสูงไม่ได้ช่วยให้น้ำหนักเราลงง่าย ๆ แน่นอนค่ะ ซึ่งจะมีผักชนิดไหนบ้างเรามาติดตามไปพร้อม ๆ กันค่ะ

ทำไมผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงจำเป็นต้องเลือกทานผัก

โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง อย่าง น้ำหวาน ขนมหวาน ยาชูกำลัง และแอลกอฮอลล์ รวมถึงต้องดูแลในเรื่องของอาหารอย่างระมัดระวังไม่เว้นแม้แต่ประเภทคาร์โบไฮเดรตในแป้งด้วย ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงยังส่งผลต่อความเครียด การตั้งครรภ์ การมีประจำเดือน รวมถึงการขาดการออกกำลังกายได้อีกด้วย

ผัก 5 ชนิดที่มีน้ำตาลสูง

ผัก 5 ชนิดที่มีน้ำตาลสูง ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเลี่ยง

เป็นที่ทราบกันดีว่าผักนั้นมีหลายชนิด ซึ่งมีหลัก ๆ 5 ชนิดด้วยกันที่มีค่าน้ำตาลสูงและผู้ป่วยเบาหวานควรระวังค่ะ นั่นคือ..

1.มันฝรั่ง

มันฝรั่ง ถือเป็นผักมีแป้ง แม้ว่าจะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่าง โพแทสเซียม, แมกนีเซียม และไฟเบอร์ แต่ในมันฝรั่งอบ 156 กรัม มีน้ำตาลอยู่ 2.7 กรัม รวมถึงแคลอรี่ 145 กิโลแคลอรี่ กินแล้วมีส่วนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วได้ค่ะ

2.บีทรูต

บีทรูต เป็นผักอีกหนึ่งชนิดที่มีทั้งน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตสูง โดยบีทรูตต้มประมาณครึ่งถ้วยตวง มีน้ำตาลอยู่ถึง 7 กรัม ซึ่งแม้ว่าบีทรูตจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์, โพแทสเซียม, ฟอสฟอรัส, แมกนีเซียม และแคลเซียม แต่ก็ต้องคอยระวังน้ำตาลด้วยนะคะ

3.ถั่วลันเตา

อีกหนึ่งผักมีแป้งอย่าง ถั่วลันเตาต้ม 1 ถ้วยตวง มีไฟเบอร์ 8.8 กรัม แต่ในขณะเดียวกันก็มีน้ำตาลสูงถึง 9.5 กรัมด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากจะรับประทานถั่วลันเตา ต้องทานอย่างพอดีนะคะ เพราะอย่างไรแล้วในถั่วลันเตาก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก, แมกนีเซียม, ฟอสฟอรัส, โพแทสเซียม, โฟเลต, ไนอะซิน, ไรโบฟลาวิน, ไทอามีน รวมถึงวิตามินเอ, วิตามินบี 6, วิตามินซี และวิตามินเคค่ะ

4.ข้าวโพด

ข้าวโพดก็จัดว่าเป็นผักมีแป้งค่ะ ซึ่งในข้าวโพดนั้นมีทั้งน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตที่สูง โดยข้าวโพด 1 ถ้วยตวง มีน้ำตาลสูงถึง 29 กรัมเลยทีเดียว ซึ่งหากผู้ป่วยเบาหวานกินเข้าไปแล้วก็จะมีแนวโน้มทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นได้ค่ะ และแม้ว่าข้าวโพดจะอุดมไปด้วยวิตามินเอ, โพแทสเซียม, ฟอสฟอรัส, แมกนีเซียม และโฟเลต ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็ต้องคอยระวังน้ำตาลในข้าวโพดด้วยเช่นกัน ต้องกินอย่างพอดีนะคะ

5.แคร์รอต

แคร์รอต เรียกได้ว่าเป็นผักอีกหนึ่งประเภทที่มีน้ำตาลสูงค่ะ โดยแคร์รอตดิบ 1 หัวกลาง มีน้ำตาลประมาณ 5 กรัม รวมถึงแคลอรี่ 31 กิโลแคลอรี่ ดังนั้นสำหรับใครที่เป็นโรคเบาหวาน หรือกำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ต้องคอยระวังการบริโภคแคร์รอตให้ไม่มากจนเกินไปด้วยนะคะ แต่อย่างไรแล้ว แคร์รอตก็ถือได้ว่ายังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ค่ะ

ผู้ป่วยเบาหวานกินผัก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโรคเบาหวานจะเป็นโรคเรื้อรัง แต่ผู้ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ เพียงแค่ใส่ใจ สุขภาพ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญ ต้องใส่ใจในการเลือกชนิดอาหารและวิธีการปรุง รับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณที่พอเหมาะ เพียงเท่านี้ “เบาหวาน” ก็ไม่ใช่โรคที่น่าหนักใจอีกต่อไปค่ะ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ผักไฮโดรโปนิกส์ VS ผักออแกนิค แบบไหนปลอดภัยกว่ากัน

กินผักเยอะเกินไป อันตรายไหม ส่งผลเสียต่อร่างกายหรือเปล่า

ผักอบกรอบมีประโยชน์จริงไหม กินเพื่อลดน้ำหนักได้จริงหรือเปล่า?

HEALTH,

กินไก่เป็นเก๊า จริงไหม กินแล้วปวดขาจริงหรือ?

กินไก่เป็นเก๊า วลีฮิตที่เรามักได้ยินเสมอในเวลาที่รับประทานเมนูไก่ โดยไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของไก่ เมื่อเรากินเข้าไปมาก ๆ ก็มักจะต้องมีคนกล่าวประโยคนี้ขึ้นมาเสมอ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นคำที่ได้ยินกันจนหนาหูจนกลายมาเป็นความเชื่อผิด ๆ แต่ทุกคนทราบหรือไม่คะว่าความเชื่อดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นจริงเสมอไป ดังนั้น ในบทความนี้ i-Kinn จึงนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกินไก่และการเป็นโรคเก๊าท์มาให้ได้อ่านกันค่ะ

 

กินไก่เป็นโรคเก๊าจริงไหม

กินไก่เป็นเก๊า จริงไหม ทำไมใคร ๆ จึงคิดว่ากินไก่มากต้องกลายเป็นโรคนี้

หลายคนอาจเคยได้ยินจากคำพูดที่ว่า “อย่ากินไก่เยอะ” ระวังจะเป็น “โรคเก๊าท์” แต่รู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้ว โรคเก๊าต์ ไม่ได้มีสาเหตุมาจากไก่…

โรคเก๊าท์ คือ โรคข้ออักเสบที่เกิดจากการมีกรดยูริกในเลือดสูง โดยกรดยูริกถูกสร้างมาจากสารพิวรีน ซึ่งปกติร่างกายสร้างขึ้นเองและได้มาจากอาหาร เมื่อผลึกของกรดยูริกตกตะกอนในน้ำไขข้อของกระดูกต่าง ๆ ซึ่งมักเป็นบริเวณ หัวแม่เท้า ข้อเท้า ทำให้เกิดอาการปวด ทั้งนี้โรคเก๊าท์ จัดเป็นหนึ่งในโรคแทรกซ้อนของโรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไต เป็นต้น

กินไก่เป็นโรคเก๊าท์จริงไหม

การรับประทานไก่ในปริมาณมากไม่ใช่สาเหตุของการเกิดโรคเก๊าท์ เนื่องจากโรคนี้เกิดได้จากการสะสมกรดยูริกปริมาณมากในร่างกาย แน่นอนว่ากรดชนิดนี้ไม่ใช่กรดที่พบได้มากในไก่ เนื่องจากส่วนมากแล้วกรดยูริกจะถูกผลิตขึ้นจากร่างกายของเราเอง ประกอบกับมาจากอาหารที่เราทานด้วยส่วนหนึ่งแต่ไม่ได้มีผลมากเท่ากับกรดยูริกในร่างกายแต่อย่างใด

ถึงแม้ว่าการทานไก่จะไม่ใช่สาเหตุของการเกิดโรคเก๊าท์ แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์อยู่แล้วการทานไก่ หรืออาหารที่มีโปรตีน และกรดยูริกสูงจะทำให้อาการกำเริบขึ้นมาได้ ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์อยู่แล้วจึงควรหลีกเลี่ยงการทานไก่นั่นเอง

กรดยูริกในร่างกายเกิดจากอะไร

จากที่กล่าวไปแล้วว่ากรดยูริกในร่างกายปริมาณมากจะส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา กรดยูริกนั้นเกิดจากกระบวนการย่อยสลายของเสียในกระบวนการสร้างเซลล์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และส่วนหนึ่งที่นับว่าเป็นส่วนน้อยเกิดจากการย่อยสารอาหารที่มีกรดยูริก และโปรตีนผสมอยู่ โดยกรดยูริกจะถูกขับออกจากร่างกายผ่านการขับถ่าย ซึ่งการสะสมที่เกิดขึ้นในร่างกายมักมาจากการที่ร่างกายมีการผลิตกรดยูริกมากเกินไป หรือไตทำหน้าที่ขับกรดยูริกได้น้อยกว่าปกติ

ปวดขา เป็นเก๊าท์

เป็นโรคเก๊าท์อันตรายไหม

ในระยะแรก ๆ ของโรค อาการข้ออักเสบของผู้ป่วยมักจะเป็นไม่บ่อย เป็นเพียงปีละ 1-2 ครั้ง แต่ถ้าปล่อยให้กรดยูริกในร่างกายสูงเป็นระยะเวลานาน และไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะมีอาการข้ออักเสบเฉียบพลันกำเริบบ่อยขึ้น เป็นนานขึ้น หายช้าลง และจะเริ่มลามไปที่บริเวณข้อส่วนบนของร่างกาย เช่น ข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อศอก เป็นต้น และอาจจะมีอาการข้ออักเสบเกิดขึ้นพร้อมกันหลายข้อได้ด้วย

นอกจากนี้หากปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน จะทำให้มีการตกตะกอนของผลึกเกลือยูเรตตามเนื้อเยื่อต่างๆ ในระยะแรกผลึกจะสะสมในเยื่อบุข้อ และต่อมาจะสะสมบริเวณรอบ ๆ ข้อ รวมไปถึงใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดกลุ่มก้อนหรือปุ่มใต้ผิวหนัง เรียกว่าก้อนโทฟัส พบได้บ่อยที่นิ้วเท้า หลังเท้า ตาตุ่ม เอ็นร้อยหวาย ข้อศอก นิ้วมือ หลังมือ รวมไปถึงใบหู ซึ่งส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพ ในบางครั้งก้อนโทฟัสเหล่านี้อาจแตกออกมาเป็นผงคล้ายชอล์ก ทำให้เกิดแผลเรื้อรังตามมา เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้ นอกจากนี้ก้อนโทฟัสเหล่านี้ยังสามารถกัดกร่อนกระดูก ทำให้เกิดข้ออักเสบเรื้อรัง ส่งผลทำให้ข้อผิดรูป เกิดภาวะทุพพลภาพตามมา

นอกจากนี้การที่มีกรดยูริกสูงในร่างกายเป็นระยะเวลานาน จะเพิ่มโอกาสของการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และภาวะหลอดเลือดแดงแข็งได้มากกว่าคนปกติทั่วไปด้วยค่ะ

อาหารอะไรบ้างที่ทำให้เกิดโรคเก๊าท์

อาหารที่เพิ่มความเสี่ยงล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่มีกรดยูริกสูงทั้งสิ้น และอาหารหลายชนิดอาจเป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึงและทานเป็นปกติ ได้แก่

  • อาหารทะเล เช่น ไข่ปลา กุ้ง และหอย เป็นต้น
  • น้ำหวาน
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ถั่วบางชนิด เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว และถั่วเหลือง
  • ผักบางชนิด เช่น หน่อไม้ เห็ด และชะอม
  • เครื่องในสัตว์ทุกชนิด
  • เนื้อสัตว์สีแดง

มาถึงจุดนี้เราอาจสงสัยว่าอาหารที่มีกรดยูริกนั้นมีมากมายหลายชนิด จนยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเราจึงยังต้องเน้นคำเดิมว่า “กรดยูริกจากอาหารถือเป็นยูริกส่วนน้อยในร่างกาย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดและหลีกเลี่ยงมากเกินความจำเป็น สามารถทานได้แต่พอเหมาะ”

อาหารอะไรบ้างที่ทำให้เกิดโรคเก๊าท์

วิธีป้องกันตนเองให้หนีห่างโรคเก๊าท์

การป้องกันโรคข้อชนิดนี้ทำได้ยากเนื่องจากเราอาจไม่สามารถควบคุมกรดยูริกในร่างกายของเราได้โดยตรง เราจึงต้องควบคุมเฉพาะในจุดที่เราสามารถทำได้ ได้แก่

  • ไม่ทานอาหารที่มีกรดยูริกในปริมาณมากในทุก ๆ วัน
  • ดูแลร่างกายไม่ให้น้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม

ท้ายที่สุด การทานไก่ “ไม่ใช่สาเหตุของโรคเก๊าท์” แต่ไก่เป็นอันตรายสำหรับผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์อยู่แล้ว อันตรายจากโรคนี้ที่ส่งผลต่อข้อทั้งอาการปวด การติดเชื้อ และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ การระมัดระวังตนเองในชีวิตประจำวัน และคอยสังเกตอาการของตนเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราควรทำค่ะ

บทความที่น่าสนใจ

โรคเก๊าท์ คืออะไร? ทำไมห้ามกินไก่ ยอดผัก ของแสลง

กินไก่เยอะ ทำให้เป็นโรคเก๊าต์ กินแล้วปวดขา ปวดเข่าจริงมั้ย?

ทานเครื่องในไก่ เครื่องในสัตว์มากไป อาจเสี่ยงไขมันในเลือดสูง

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com