ไข่ขาวมีลักษณะข้นใส โอบล้อมไปด้วยไข่แดงอยู่ตรงกลาง หากต่อยไข่ไก่จะพบว่าไข่ขาวมีทั้งหมด 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนข้นหนืดติดกับไข่แดง และส่วนที่มีลักษณะเหลวกว่ารอบนอก ไข่ 1 ฟองจะมีปริมาณไข่ขาวอยู่ที่ 30-35 กรัม
ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN
ไข่ขาวมีลักษณะข้นใส โอบล้อมไปด้วยไข่แดงอยู่ตรงกลาง หากต่อยไข่ไก่จะพบว่าไข่ขาวมีทั้งหมด 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนข้นหนืดติดกับไข่แดง และส่วนที่มีลักษณะเหลวกว่ารอบนอก ไข่ 1 ฟองจะมีปริมาณไข่ขาวอยู่ที่ 30-35 กรัม
ผักต้มมีประโยชน์อย่างไร เมื่อพูดถึง “ผัก” แน่นอนค่ะว่าภาพจำของมันที่เราทุก ๆ คนจะนึกถึงก็คือคุณประโยชน์ต่าง ๆ ที่เราจะได้รับเมื่อรับประทานมันเข้าไป ซึ่งผักนั้นมักจะเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารของใครหลาย ๆ คนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเมนูผัด แกง หรือต้ม ก็ต่างเป็นที่ชินตาของเราเสมอ ผักนั้นเป็นวัตถุดิบที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมมันจึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน อย่างไรก็ตาม ด้วยคุณสมบัติที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ด้วยสารพัดวิธี โดยเฉพาะการ “ต้ม” ซึ่งเป็นวิธีที่ถือว่าง่ายที่สุดจึงเป็นวิธีที่นิยมที่สุด แต่การต้มให้ผักนั้นยังคงมีวิตามินและคุณประโยชน์อยู่ควรต้มอย่างไร และระหว่างผักสดกับผักต้มเราควรรับประทานแบบไหนดีกว่ากัน ในบทความนี้ I-Kinn มีคำตอบค่ะ
ในทางวิทยาศาสตร์ การทำให้ผักสุกด้วยขั้นตอนบางอย่างอาจเปลี่ยนปริมาณและโครงสร้างของสารอาหารภายในผักได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสารอาหารย่อมส่งผลต่อผู้ที่รับประทานผักเข้าไป แล้วผลของการเปลี่ยนแปลงจะเป็นอย่างไร มาติดตามไปพร้อม ๆ กันค่ะ
แม้จะเป็นผักเหมือนกัน แต่เมื่อถูกนำไปประกอบอาหารด้วยการต้มก็ทำให้ผักมีข้อแตกต่างกันอยู่ค่ะ คือ
ผักสด เป็นผักที่มีโภชนาการทางอาหารครบ 100% ดีกว่าผักแบบต้มสุก แต่อันตรายกว่าผักต้มสุก เพราะผักสดมักมีสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีต่าง ๆ ทางการเกษตร หากล้างไม่สะอาดอาจได้รับสารเคมีที่ตกค้างและหากทานเป็นประจำมันจะเข้าไปสะสมในร่างกายและเกิดอันตรายในอนาคตซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ผักบางชนิดหากทานแบบสุกจะดีกว่า เช่น มะเขือเทศที่ผ่านการปรุงสุกจะทำให้ร่างกายได้รับไลโคปีนไปใช้ได้ดีกว่ากินแบบดิบ, ถั่วงอก, กะหล่ำ, ถั่วฝักยาว, หน่อไม้ เป็นต้น
ผักต้มสุกคือผักที่ผ่านกระบวนการทำให้สุกด้วยการ ต้ม นึ่งหรือลวก อาจมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่าผักดิบแต่การต้มสุกจะช่วยลดสารพิษที่อยู่ในผักได้ แต่ไม่ควรต้มนานเพราะจะทำให้โภชนาการและสารอาหารที่อยู่ในนั้นลดน้อยลง แต่ก็มีผักบางชนิดที่ควรทานแบบดิบ ๆ เช่น หัวหอม, พริกหวานและพริกต่าง ๆ, บีทรูท เป็นต้น นอกจากนี้การลวกผักจะช่วยไม่ให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องท้องอืดง่ายและต้องการลดไขมันในเลือดหรือคอเลสเตอรอล นอกจากนี้เส้นใยในผักสุกหรือผักลวกนั้นจะช่วยจับกับน้ำได้ดี ทำให้ระบบขับถ่ายของร่างกายดีขึ้น ซึ่งเหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายอีกด้วยค่ะ
อย่างไรก็ตามค่ะ จากที่ได้กล่าวไปเบื้องต้นว่าผักนั้นมีวิตามิน แร่ธาตุหลากหลายที่ช่วยรักษาความสมดุลของระบบการทำงานต่าง ๆ ในร่างกาย หลาย ๆ คนจึงหันมารับประทานผักมากขึ้น และแน่นอน เมนูยอดนิยมของคนไทยคงหนีไม่พ้นผักต้มจิ้มน้ำพริก แต่รู้หรือไม่ว่าการต้มผักไม่ถูกวิธีอาจทำให้เราได้รับวิตามินแร่ธาตุน้อยลง ดังนั้นเรามาดูกันค่ะว่าวิธีต้มที่ถูกต้องมีอะไรบ้าง
อย่าลืมว่าผักนั้นผ่านหลายกระบวนการกว่าจะมาถึงมือของเรา แม้แต่การสำรวจผักที่กล่าวว่าปลอดสารเคมีก็ยังคงพบสารตกค้างอยู่ ดังนั้นควรล้างผักผ่านน้ำไหล และแช่ผักทิ้งไว้ซักครู่ โดยอาจเติมน้ำส้มสายชู หรือเกลือเล็กน้อย จะช่วยล้างเอาสารพิษตกค้างออกได้ดีขึ้น ที่สำคัญอย่าหั่นผักก่อนแล้วค่อยนำมาล้าง เพราะจะทำให้วิตามินละลายออกไปในน้ำได้มากขึ้นตามบริเวณรอยหั่น
ผักที่มีขนาดใหญ่จะสุกช้า ทำให้ใช้เวลาต้มนาน ดังนั้นเราจึงควรหั่นผักก่อน โดยหั่นเป็นชิ้นสั้นและหนา และอย่าหั่นผักทิ้งไว้นาน เพราะความสดของผักจะหมดไป
ควรใช้น้ำให้น้อยที่สุด เพื่อลดปริมาณวิตามินที่จะละลายไปอยู่ในน้ำที่ต้มผัก ใช้ปริมาณน้ำแค่พอท่วมตัวผัก ยิ่งน้ำน้อยยิ่งสูญเสียคุณค่าทางอาหารน้อย
พยายามใช้เวลาในการต้มให้น้อยที่สุด เพื่อรักษาวิตามินที่จะสลายไปกับความร้อน ดังนั้นก่อนนำผักลงไปต้ม ควรรอให้น้ำเดือดเสียก่อน พอน้ำเดือดแล้วให้ใส่ผักลงไป ปิดฝาหม้อ พอเดือดอีกครั้งให้รีบตักขึ้น จะได้ไม่ต้องใช้เวลาต้มนาน
เกลือมีส่วนทำให้น้ำเดือดเร็วขึ้น จึงทำให้ผักสุกเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มรสชาติ และรักษาสีเขียวสดให้ผักได้อีกด้วย เพียงเติมเกลือลงไปในน้ำเดือด ครึ่งช้อนชาถึง 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 ลิตร ควรใส่เกลือหลังจากน้ำเดือด จะทำให้เกลือกระจายได้ทั่ว หากใส่เกลือตอนน้ำยังไม่เดือด เกลือจะนอนก้นอยู่ที่ก้นหม้อมากกว่า
ความจริงแล้วการรับประทานผักต้มกับน้ำพริกนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำประโยชน์ต่อร่างกายค่ะ แต่หากถามว่าทำไมเราไม่ควรรับประทานทุกวัน นั่นก็เพราะความไม่พอดีของรสชาติของน้ำพริกนั่นเอง เพราะโดยธรรมชาติของน้ำพริกนั้นมักมีความเผ็ดจากพริก และได้ความเค็มจากกะปิที่เป็นส่วนหนึ่งของส่วนผสม ดังนั้น หากรับประทานบ่อย ๆ หรือทานทุกวัน ก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ค่ะ เช่น รสเผ็ดจากพริก จะช่วยทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตภายในร่างกายทำงานมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่เป็นผลดีกับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ และยังทำให้คนปกติเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ, โรคทางกระเพาะอาหาร เพราะเมื่อกินอาหารรสเผ็ดจัดจ้านเข้าไป จะเกิดกรดในกระเพาะ ถ้ามีกรดมากก็จะทำให้ แสบท้อง ท้องอืด ปวดท้อง เพราะพริกมีสารแคปไซซินซึ่งทำปฏิกิริยากับร่างกาย นอกจากนี้ยังเกิดโรคอ้วนได้อีกด้วย เพราะรสเผ็ดช่วยให้คนเราเจริญอาหาร กินอาหารได้มากขึ้น จึงทำให้เกิดโรคอ้วนได้ เป็นต้นค่ะ
เป็นอีกหนึ่งเมนูที่นิยมในประเทศไทยค่ะ กับการต้มผักกับกะทิ เพราะนอกจากจะทานง่ายแล้วก็ยังมีรสชาติที่อร่อยอีกด้วย แต่ผักต้มกะทิดังกล่าวนี้มีประโยชน์หรือไม่ หรือเหมาะ-ไม่เหมาะกับใครบ้าง มาดูกันค่ะ
ผักสีเขียวทั้งหลาย เช่น มะระขึ้นก ผักกูด ผักหวาน ผักเหล่านี้มีวิตามินเอเยอะ ซึ่งวิตามินเอ จะออกฤทธิ์ได้ในตัวทำละลายที่เป็นไขมัน ไม่ละลายในน้ำ หัวกะทิมีไขมันมากและเป็นไขมันชนิดดี วิตามินเอ จึงออกฤทธิ์ช่วยระบบประสาทตาหรือระบบการมองเห็นได้ดีนั่นเองค่ะ ดังนั้น เมนูนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องทำงานหรือใช้สายตามากในชีวิตประจำวัน เพราะจากที่ได้กล่าวไปข้างต้นค่ะว่าผักที่นิยมนำมาต้มกะทิมักมีวิตามินเอ ซึ่งช่วยในการบำรุงประสาทตาให้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม แม้กะทิจะมีไขมันชนิดดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะควรทานเสมอไปค่ะ เพราะกะทิ จัดเป็นอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง และมีคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งเชื่อกันว่าจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ ดังนั้นควรรับประทานอย่างพอประมาณเพื่อความปลอดภัยนะคะ
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าผักสุกและผักสดมีความแตกต่างกัน จึงอาจสงสัยว่าควรเลือกรับประทานแบบไหนดี ในความเป็นจริงแล้วอาจไม่จำเป็นต้องเลือกรับประทานอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถรับประทานผักทั้งสองรูปแบบเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลายและครบถ้วนตามเคล็ดลับดังนี้
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะผักสุกหรือผักสดก็ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหากรับประทานอย่างเหมาะสม และนอกจากผักแล้ว ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ประเภทอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนค่ะ
กินผักเยอะเกินไป อันตรายไหม ส่งผลเสียต่อร่างกายหรือเปล่า
เตือนแล้วนะ! ผักห้ามกินดิบ ฝืนกินอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
ผักอบกรอบมีประโยชน์จริงไหม กินเพื่อลดน้ำหนักได้จริงหรือเปล่า?
นมพืช นมอีกชนิดหนึ่งที่มักเป็นตัวเลือกของผู้ที่มีภาวะแพ้นมวัว และผู้ที่ทานมังสวิรัติ เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบัน เทรนด์รักสุขภาพนั้นกำลังมาแรง ซึ่งนมจากพืชหรือธัญพืชต่างๆ ก็ได้กลายมาเป็นสินค้ายอดฮิตติดลมบน ณ ขณะนี้เลยก็ว่าได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม จากที่กล่าวไปว่านมจากพืชไม่ใช่แค่เป็นนมที่เหมาะกับผู้ที่ทานมังสวิรัติ หรือ ผู้ที่ควบคุมน้ำหนักเท่านั้น แต่ยังเป็นนมที่ผู้แพ้นมวัวสามารถดื่มได้ด้วย ซึ่งนมจากพืชจะมีประโยชน์อย่างไร และผลิตมาจากพืชชนิดใดบ้าง ในบทความนี้ I-Kinn มีคำตอบค่ะ
เรียกได้ว่า “นมจากพืช” หรือ Plant Milk คือน้ำนมที่ไม่ได้มาจากวัว แกะ แพะ หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ นมจากพืชมีประโยชน์ใกล้เคียงกับนมวัว ให้คุณค่าสารอาหารไม่แพ้กัน กำลังสร้างเทรนด์การรับรู้ใหม่ การบริโภคใหม่ ก่อกระแสการดำเนินชีวิตที่ตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยังช่วยรักษาสุขภาพด้วย ซึ่งจะเป็นน้ำนมจากอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลยค่ะ
ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของการดื่ม ‘นม’ ก็คือมีคนมากมายแพ้แลคโตสในนมวัว มากแค่ไหนก็แค่ 75% ของประชากรโลกเท่านั้นเองที่เป็นโรคแพ้น้ำตาลแลคโตสในนมวัว เนื่องจากมีภาวะการย่อยแลคโตสที่ผิดปกติ โดยจะส่งผลให้ผู้ที่มีอาการแพ้เกิดอาการเหล่านี้ข้อใดข้อหนึ่งตามมา ได้แก่ แน่นท้อง ท้องอืด ปวดท้อง ผายลมบ่อย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้เอง จึงได้มีการคิดค้น ‘นมทางเลือก’ เพื่อให้ผู้ที่แพ้แลคโตสในนมวัวสามารถดื่มได้ นมทางเลือกที่เราคุ้นเคยกันมานานนมก็คือนมถั่วเหลือง แต่ในปัจจุบันก็ได้มีนมจากพืชเพิ่มมาอีกหลายชนิดค่ะ ไม่ว่าจะเป็นนมอัลมอนด์ นมเม็ดมะม่วงหิมพานต์ นมจากข้าว นมข้าวโอ๊ต นมพิสตาชิโอ ซึ่งข้อดีของนมเหล่านี้ นอกจากจะปราศจากน้ำตาลแลคโตส แคลอรี่ต่ำ อุดมด้วยแคลเซียมและวิตามิน และ ทุกคนดื่มได้สบายแล้ว ก็ยังช่วยโลก โดยสามารถดื่มได้แบบเดียวกับนมวัว หรือจะนำไปใส่ในเครื่องดื่ม ประกอบอาหาร ทำขนมก็ได้เช่นกันค่ะ
จากที่ได้กล่าวไปค่ะว่า แม้ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะชินตากับนมจากพืชที่มาจากถั่วเหลือง แต่แท้จริงแล้วมันสามารถผลิตจากพืชนอกเหนือจากนั้นก็ได้ค่ะ เช่น
นมถั่วเหลืองมีสารอาหารที่ใกล้เคียงกับนมวัวมากที่สุด โดยนมวัวไขมันเต็ม รสจืด 1 แก้วหรือประมาณ 240 มิลลิลิตร ประกอบด้วยโปรตีน 8 กรัม และนมถั่วเหลืองไม่เติมน้ำตาลในปริมาณเท่ากันมีโปรตีนสูงถึง 7 กรัมและให้พลังงานน้อยกว่า
น้ำนมข้าวเป็นนมจากพืชอีกชนิดหนึ่งที่หลายคนชื่นชอบ โดยทำจากการนำเมล็ดข้าวที่ขัดสีแล้วมาคั้นเป็นน้ำ ทำให้ได้เครื่องดื่มที่มีสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนม น้ำนมข้าวที่วางขายทั่วไปอาจผสมวิตามินเอ วิตามินดี และแคลเซียมเพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหาร
นมอัลมอนด์ทำจากเมล็ดอัลมอนด์ปั่นรวมกับน้ำแล้วคั้นออกมาเป็นน้ำนมอัลมอนด์ ซึ่งนมอัลมอนด์บางยี่ห้ออาจผสมแป้งหรือสารให้ความคงตัวเพื่อให้เก็บได้นานขึ้น หากเป็นนมอัลมอนด์ชนิดไม่ผสมน้ำตาลจะให้พลังงานและคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าเมื่อเทียบกับนมวัว โดยนมอัลมอนด์ 1 แก้วให้พลังงานประมาณ 30–60 แคลอรี่ และมีคาร์โบไฮเดรตเพียง 1 กรัม
นมพิสตาชิโอดื่มง่าย สามารถนำไปทำอาหารหรือขนมได้หลายเมนู จึงเป็นที่ชื่นชอบของหลายคน ซึ่งพิสตาชิโอหรือที่หลายคนเรียกว่าถั่วพิสตาชิโอ เป็นเมล็ดพืชที่มีสีเขียวและมีรสหวาน ให้พลังงานต่ำ มีใยอาหารสูง อุดมโปรตีน และกรดไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งเป็นไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของหัวใจ
ข้าวโอ๊ตเป็นธัญพืชชนิดหนึ่งที่มีเบต้ากลูแคน (Beta Glucan) ซึ่งเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำที่อาจเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ในเลือด มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ และประกอบด้วยแร่ธาตุอื่น ๆ
สามารถเปรียบเทียบได้จากข้อดีและข้อเสียของนมทั้ง 2 ประเภท ดังนี้
นมจากพืช แหล่งสารอาหารทางเลือกที่สำคัญ มีคุณประโยชน์ ดังนี้ค่ะ
นมวัว แหล่งสารอาหารสำคัญเปี่ยมด้วยคุณประโยชน์ มีข้อดีดังนี้
อย่างไรก็ตามค่ะ ผู้อ่านจะเห็นได้ว่าจุดแข็งของนมวัวได้แก่ปริมาณโปรตีนและแคลเซียม ซึ่งล้วนเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย โดยเฉพาะแคลเซียมที่ยิ่งอายุมากยิ่งมีน้อยลง ดังนั้น หากคุณเลือกที่จะไม่ดื่มนมวัวแต่อยากดื่มนมพืชก็สามารถทำได้ เพียงแต่ให้ทดแทนสารอาหารทั้งสองตัวที่กล่าวไปข้างต้นด้วยอาหารประเภทอื่น เช่น โปรตีนจากไข่หรือปลา หรือแคลเซียมจากปลาตัวเล็ก เพราะนมพืชให้ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนนมวัวนั่นเองค่ะ
ดื่มนมตามเวลาชีวิต กินเวลาไหนได้รับประโยชน์สูงสุด
ภัยใกล้ตัว น้ำตาลในเลือดสูง พุ่งสูงปรี๊ดด เหตุเพราะชานมไข่มุก !
ข้อดีข้อเสียที่คุณควรรู้ หากกินชาเขียวมัทฉะทุกวัน
ไขมันพืชกับไขมันสัตว์ เราต่างได้ยินคำนี้มานาน เนื่องจากทั้งคู่เป็นไขมันที่เรามักจะได้รับจากการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อของเรานั่นเอง อย่างไรก็ตาม ไขมันทั้ง 2 ชนิดนี้ได้ถูกเปรียบเทียบกันมาอย่างยาวนานว่าแตกต่างกันอย่างไร แบบไหนดีกว่ากัน ซึ่งก็จะมีข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งก็อาจทำให้หลาย ๆ คนสับสนและสงสัยว่าท้ายที่สุดแล้วไขมันทั้ง 2 อย่างนี้มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง โดย I-Kinn ได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับไขมันพืชและสัตว์ทั้งในแง่ของความแตกต่างและผลข้างเคียงที่เกิดกับร่างกายหากทานเข้าไปมาให้ผู้อ่านได้ลองศึกษาดูค่ะ
“ไขมัน” เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ต้องได้รับในปริมาณที่พอดี ไม่มากจนเกินไป ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับโทษ มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน เกิดโรคอ้วน หรือ มีปัญหาเรื่องไขมันอุดตันในหลอดเลือด และไม่เพียงแต่ปริมาณไขมันที่ได้รับเท่านั้นที่ส่งผลต่อร่างกาย เพราะชนิดของไขมันก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเลือกรับประทานไขมันชนิดที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากโรคต่าง ๆ ได้ค่ะ ซึ่งก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่าค่ะว่าไขมันแต่ละชนิด คืออะไรและมีประโยชน์ต่อเรายังไง
โดยปกติแล้ว ไขมันทั้งสองอย่างที่กล่าวไป มีข้อมูลอย่างชัดเจนว่ามีที่มาจากไหน ซึ่งก็เป็นข้อแตกต่างแรกที่เราเห็นกันได้ชัดเจนที่สุดค่ะ ทั้งนี้สิ่งที่หลาย ๆ คนอาจยังไม่เคยทราบคือ ไขมันพืช และ ไขมันสัตว์ นั้น นอกจากที่มาของไขมันจะต่างกันแล้ว ก็ยังต่างกันที่ประเภทของไขมันอีกด้วย
ไขมันแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ไขมันอิ่มตัว กับไขมันไม่อิ่มตัว (ไตรกลีเซอไรด์)
การรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมากขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง มักพบในผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์และอาหารสำเร็จรูป ดังนี้
ข้อดีของไขมันอิ่มตัว
คือ มีความคงตัวแม้จะโดนความร้อนสูง ไม่กลายเป็นไขมันทรานส์ง่าย ๆ (ไขมันที่ถือว่าแย่ที่สุด) ในขณะที่ไขมันไม่อิ่มตัวมักกลายเป็นไขมันทรานส์เมื่อโดนความร้อนสูง ส่วนข้อเสียคือไขมันอิ่มตัวหากรับประทานมากเกินไปจะทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น และมีปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่ายเพราะดึงมาเผาผลาญเป็นพลังงานได้ยากกว่าไขมันไม่อิ่มตัว
เป็นไขมันที่เหมาะสมกับสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและลดระดับคอเลสเตอรอล แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
ข้อดีของไขมันไม่อิ่มตัว
คือ ได้เปรียบเรื่องการเผาผลาญที่ง่ายกว่า แต่ไม่คงตัวเมื่อถูกความร้อนสูง น้ำมันที่ใช้ปรุงอาหารนั้น ประกอบไปด้วยไขมันชนิดอิ่มตัว และไม่อิ่มตัว เป็นสัดส่วนที่ต่างกันไปในแต่ละชนิดน้ำมัน เช่น น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม จะมีสัดส่วนไขมันอิ่มตัวสูง มากกว่า 80% จึงทำให้มีคุณสมบัติทนความร้อนได้ดี เหมาะกับการทอดอาหารที่ต้องใช้ความร้อนสูง และเวลานาน เพราะไม่เปลี่ยนไปเป็นไขมันทรานส์นั่นเอง
ตามหน้าที่ของไขมันที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้นแล้วร่างกายควรได้รับพลังงานจากไขมันประมาณร้อยละ 20 ถึง 35 ของปริมาณพลังงานที่ได้รับทั้งหมดต่อวัน ไม่ควรรับประทานไขมันต่ำกว่าร้อยละ 15 ถึง 20 ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับต่อวัน เนื่องจากอาจส่งผลต่อการลดลงของ HDL ซึ่งถือเป็นไขมันชนิดดีต่อร่างกาย และส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งในเรื่องของปริมาณนั้นผู้บริโภคก็สามารถคิดได้จากค่าแคลอรี่ของไขมันจากมื้ออาหารต่าง ๆ ที่รับประทานได้ในแต่ละวัน
ประโยชน์และโทษของไขมันที่มีต่อร่างกายสามารถแบ่งออกได้หลายประการ ดังนี้ค่ะ
การเลือกทานไขมันนั้นควรพิจารณาจากชนิดของไขมันเป็นหลัก ซึ่งสามารถพิจารณาได้จากแหล่งของไขมันเช่นกัน แม้ว่าไขมันสัตว์ (ยกเว้นไขมันจากปลา) ที่เป็นกลุ่มของไขมันอิ่มตัวจะยังไม่มีผลการศึกษาชี้ชัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดโรคหัวใจ แต่การรับประทานไขมันในชนิดนี้ส่งผลต่อการเกิดโรคหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป การเปลี่ยนมาบริโภคไขมันในกลุ่มไขมันจากพืชหรือจากปลา ซึ่งเป็นกลุ่มของไขมันไม่อิ่มตัวจึงเป็นทางเลือกที่ดีสุด แต่อย่างไรก็แล้วแต่ปริมาณในการรับประทานก็ควรรับประทานให้เหมาะสม คือประมาณร้อยละ 20 ถึง 35 ของปริมาณพลังงานที่ได้รับทั้งหมดต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านทุกคนอาจได้ทราบแล้วว่า ประโยชน์ของไขมันนั้น ไม่ว่าจะมาจากพืชหรือสัตว์ก็มีอยู่หลายประการทีเดียว แต่การเลือกรับประทานชนิดของไขมัน โดยเปลี่ยนมารับประทานไขมันไม่อิ่มตัวแทนไขมันอิ่มตัว และรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมอาจส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมมากกว่า แต่ท้ายที่สุดสิ่งสำคัญคือการทำให้ไขมันทั้ง 2 ชนิดนี้มีปริมาณที่สมดุลในร่างกายจะดีที่สุดค่ะ
ข้อควรระวัง กินไขมันดีเยอะเกินไป เสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูงขึ้น!!
ความดันสูง โรคหลอดเลือดอุดตัน ไขมันในเลือดสูง กินน้ำมันปลาได้ไหม
8 อาหารไขมันดี กินแล้วไม่อ้วน ดีต่อสุขภาพ หัวใจแข็งแรง
แม้ว่าโซเดียมจะเป็นสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย แต่หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาในระยะยาวได้ หากคุณมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการได้รับโซเดียม
ชาเขียวมัทฉะเป็นอีกหนึ่งเมนูสำหรับใครหลายคนที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและชื่นชอบการดื่มชาเป็นชีวิตจิตใจ แล้วรู้หรือไม่ว่าชาชนิดนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไร กินชาเขียวมัทฉะทุกวันจะเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ มาค้นหาคำตอบไปพร้อมกันเลยค่ะ
ชาเขียวมัทฉะเป็นชาเขียวญี่ปุ่นที่มีลักษณะเป็นผงละเอียด มีสีเขียวเข้ม มีกลิ่นหอม และละลายน้ำได้ดี ชามัทฉะได้รับความนิยมนำไปชงกับน้ำร้อนหรือนมในรูปแบบของเครื่องดื่ม หรือนำมาทำขนมได้ด้วย
มัทฉะเกิดจากการนำใบชาเทนฉะที่ผ่านการปลูกอย่างพิถีพิถัน โดยการคลุมตาข่ายกันแสงให้ทั่วบริเวณที่ปลูกใบเทนฉะเพื่อไม่ให้ใบชาได้รับแสงแดดมากเกินไป ส่งผลให้ใบชาผลิตคลอโรฟิลล์มากยิ่งขึ้น จนใบชามีสีเขียวเข้ม หากใบชามีสีเข้มมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีกลิ่นหอมมากขึ้นเท่านั้น ส่วนขั้นตอนการเก็บใบชาจะต้องเก็บบริเวณยอดอ่อนเท่านั้น และเลือกเด็ดด้วยมือทีละใบ หลังจากเก็บใบชามาแล้วจึงนำใบชาไปนึ่งเพื่อหยุดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) จากนั้นนำไปตากให้แห้งและบดจนเป็นผงด้วยเครื่องบดที่ทำจากหิน เพื่อเลี่ยงความร้อนที่ส่งผลทำให้ใบชาที่บดเสื่อมสภาพทันที
ชาเขียวมัทฉะแตกต่างจากชาเขียวทั่วไปตรงที่มัทฉะมีความเข้มข้นสูง จึงอุดมไปด้วยสารอาหารมากกว่าชาเขียวทั่วไปประมาณ 5 – 10 เท่า โดยสารอาหารส่วนใหญ่จะเป็นแร่ธาตุและกรดอะมิโนจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งจำเป็นต่อระบบเผาผลาญไขมันในร่างกาย
นอกจากนี้มัทฉะยังอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สารคาเทชิน และวิตามินต่าง ๆ จึงช่วยชะลอวัยและป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และที่สำคัญมีสาร EGCG (Epigallocatechin gallate) ช่วยเพิ่มมวลกระดูก และแอลธีอะนีน (L-Theanine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่มีเฉพาะในชาเขียว ช่วยออกฤทธิ์ให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายง่ายขึ้น
หนึ่งในคำาถามที่มีคนเข้าในผิดบ่อยๆก็คือ ‘ดื่มชาเขียวมากเกินไปจะอันตรายไหม’ แม้ว่าชาเขียวมัทฉะจะอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่ไม่สามารถกินได้เหมือนคนทั่วไป ได้แก่ ผู้ที่มีอาการท้องอืดเป็นประจำ, เด็กเล็ก, หญิงตั้งครรภ์, ผู้ป่วยโรคไต และโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจไม่ควรดื่มชาเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น นอกจากนี้หากใครชอบกินแบบใส่น้ำตาลหวาน ๆ เป็นประจำก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนจากน้ำตาลนั่นเอง
นอกจากนี้การกินชาเขียวมัทฉะในปริมาณที่มากเกินไปในทุกวันอาจส่งผลต่อร่างกายได้ เนื่องจากมีสารออกซาเลต (oxalate) สูง ซึ่งยับยั้งไม่ให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้เท่าที่ควร ทำให้ระดับแคลเซียมในปัสสาวะเพิ่มขึ้น จนก่อให้เกิดนิ่วในไตตามมา นอกจากนี้ชาเขียวมัทฉะไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง รวมถึงผู้ที่ประสบปัญหานอนไม่หลับเนื่องจากมีสารกาเฟอีนสูง
จากรายงานชาเขียวสกัดเข้มข้น (GTE) แสดงให้เห็นว่าการกินชาเขียวมัทฉะในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลต่อตับได้ด้วย เนื่องจากชาเขียวสกัดเข้มข้นมีสาร EGCG ตั้งแต่ 5 – 1,000 มิลลิกรัม หากกิน GTE 9.9 กรัมต่อวัน (เทียบกับการดื่มชาเขียว 24 แก้วต่อวัน) ซึ่งมากเกินไปอาจเสี่ยงต่อภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน (Hepatocellular injury) ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน
หากคุณเลือกกินชาเขียวมัทฉะที่มาจากแหล่งที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจเสี่ยงต่อสารปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง สารเคมี และสารหนูจากดินที่ปลูกต้นชา ดังนั้นควรบริโภคมัทฉะในปริมาณที่พอเหมาะ และเลือกชาที่ปลูกด้วยกระบวนการออร์แกนิก เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์แบบเต็ม ๆ และไม่เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพตามมาในอนาคตด้วย
นอกจากนี้หากกินก่อนนอนหรือกินก่อนออกกำลังกาย 2 ชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดี ทั้งนี้ไม่ควรกินขณะท้องว่าง เนื่องจากชาเขียวมีฤทธิ์ทำให้ร่างกายขับน้ำออกมาจนเกิดอาการขาดน้ำ ผิวแห้ง ปวดหัว หรือเกิดแผลในกระเพาะอาหารตามมา
โดยทั่วไปร่างกายของคนเราสามารถรับสารกาเฟอีนได้ไม่เกิน 200 มล. ต่อวัน หากมากเกินกว่านี้อาจทำให้นอนหลับยากและมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมาได้ ดังนั้นปริมาณการดื่มชาที่เหมาะสมจึงอยู่ที่ 4 – 5 ถ้วย ต่อวันเท่านั้น
แนะนำให้กินหลังมื้ออาหารอย่างน้อย 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร เพื่อให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารและนำไปใช้ได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งนี้แนะนำให้กินชาหลังมื้ออาหารเช้าจะดีที่สุด เนื่องจากชาเขียวมัทฉะมีกาเฟอีน หากดื่มหลังมื้อเที่ยงหรือมื้อเย็น อาจทำให้นอนหลับยากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การเลือกทานนัตโตะ สูตรใส่ใจสุขภาพ ที่คนรักสุขภาพเลือกใช้ ชีวิตที่สมบูรณ์ ใส่ใจตัวเองทุกวัน
7 อาหารสุขภาพ ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมทานจนถึงปัจจุบัน
7 อาหารลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมอาหาร ป้องกันเบาหวานได้ชะงัด
5 เครื่องดื่มสำหรับผู้สูงวัย เพื่อสุขภาพที่ดี
กินชาเขียวทุกวัน อันตรายไหม มีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกายบ้าง