ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

กินพริกน้ำปลาแบบไหนให้ปลอดภัย ลดการสะสมโซเดียม ถนอมไต

พริกน้ำปลาเป็นเครื่องแนมปรุงรสที่อยู่คู่โต๊ะอาหารทุกบ้าน คนไทยนิยมทานพริกน้ำปลาแนมคู่กับอาหารหลายเมนู เช่น ไข่ดาว ไข่เจียว ผัดผัก ฯลฯ เพื่อเพิ่มรสชาติให้จานอาหารเข้มข้นขึ้น และถูกปากมากขึ้น แต่ว่าก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการสะสมของโซเดียมสูงจนเกิดโรคได้ วันนี้เราจึงมีวิธีทานพริกน้ำปลายังไงให้ปลอดภัย ปลอดโรค ลดการสะสมโซเดียม ถนอมไตให้แข็งแรง


กินพริกน้ำปลาแบบไหนให้ปลอดภัย ลดการสะสมโซเดียม ถนอมไต

“พริกน้ำปลา” หรือ “น้ำปลาพริก” ?

น้ำปลาพริกเป็นเครื่องปรุงแนมที่นิยมทานกันทั่วไป ส่วนประวัติของน้ำปลาพริกนั้นเชื่อกันว่า คนไทยอาจจะรู้จักน้ำปลาพริกมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนประกอบหลักก็จะมีน้ำปลาและพริกสด แต่ว่าในปัจจุบันมีการปรับแต่งสูตรขึ้นมามากมายเพื่อเพิ่มรสชาติมากขึ้น เช่น หอมแดง กระเทียม มะนาว

ส่วนของน้ำปลา ก็สามารถเลือกได้ตามความชอบ โดยหลัก ๆ น้ำปลาที่นิยมทานกันในปัจจุบันจะมีอยู่ 3 ชนิด คือ

  • น้ำปลาแท้ ผลิตจากปลา จุดเด่นคือรสชาติเค็มกลมกล่อม ไม่เค็มจัด กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์
  • น้ำปลาผสม ผลิตจากปลาแท้เช่นกัน แต่ว่ามีการนำน้ำปลาไปเจือจางกับน้ำเกลือ ทำให้มีราคาถูกกว่า มีรสชาติเค็มนำ กลิ่นไม่หอม
  • น้ำปลาชนิดอื่น ๆ อาจจะผลิตจากปลาหมึกหรือสัตว์ทะเลชนิดอื่น ๆ  รสชาติเค็มเหมือนน้ำปลาแท้ แต่ว่ากลิ่นไม่หอมเหมือนน้ำปลาแท้

ส่วนของพริกที่นิยมใช้ก็มักจะใช้พริกชี้ฟ้าเขียวหรือแดง และพริกขี้หนู

"พริกน้ำปลา" หรือ "น้ำปลาพริก"

ทำไมน้ำปลาพริกถึงอันตราย?

จริง ๆ แล้วพริกน้ำปลานั้นก็ผลิตจากน้ำปลาที่เป็นเครื่องปรุงรสชาติที่ใช้สำหรับเสริมรสชาติอยู่แล้ว ดังนั้นน้ำปลาจึงไม่ได้เป็นอาหารที่อันตราย แต่สิ่งที่อันตรายก็คือปริมาณโซเดียมที่อยู่ในน้ำปลาต่างหาก เพราะว่าในน้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะจะมีปริมาณโซเดียมอยู่ในนั้นสูงถึง 500 มิลลิกรัม ซึ่งปริมาณโซเดียมที่ร่างกายต้องการคือ ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (หรือนึกภาพง่าย ๆ คือ เกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา หรือน้ำปลาไม่เกิน 4-5 ช้อนชา) และในอาหารไทยนั้นเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อถึงความจัดจ้านทำให้มีปริมาณโซเดียมสูงอยู่แล้ว เมื่อเราทานแล้วเติมน้ำปลาพริกเพิ่มเข้าไปอีกก็จะยิ่งเพิ่มโซเดียม x 2 เมื่อทานเข้าไปบ่อย ๆ ก็ทำให้ร่างกายเกิดโซเดียมสะสม ทำให้ไตทำงานหนัก เสี่ยงต่อโรคไต โรคความดันในเลือด โรคหัวใจและหลอดเลือด

ทานน้ำปลาพริกอย่างไรให้ปลอดภัย

วิธีทานน้ำปลาพริกให้ปลอดภัยและห่างไกลโรคก็คือ ไม่ควรเติมน้ำปลาหนักมือจนเกินไปและไม่ควรติดปรุงรสด้วยน้ำปลาพริกในทุกมื้อเพราะจะเป็นการเพิ่มโซเดียมระหว่างมื้ออาหารโดยไม่จำเป็น หรือจะเลี่ยงการใช้น้ำปลาทั่วไป แต่หันมาทานน้ำปลาชนิดลดโซเดียม หรือปรุงรสอาหารด้วยเกลือโพแทสเซียมแทนก็จะช่วยลดโซเดียมได้ตั้งแต่ต้นทางค่ะ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เกลือโพแทสเซียม เกลือลดโซเดียมแบบใหม่ ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

อันตรายจากซุปก้อน ซุปผง ซุปสำเร็จรูป อร่อยได้ง่าย ๆ แต่เสี่ยงไตพัง

อยากลดเค็ม ลดเกลือ ใช้อะไรแทนเกลือ ซีอิ๊ว น้ำปลาดี?

HEALTH,

อันตรายจากซุปก้อน ซุปผง ซุปสำเร็จรูป อร่อยได้ง่าย ๆ แต่เสี่ยงไตพัง

ในปัจจุบันเทคโนโลยีสำหรับการทำอาหารพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งช่วยให้คนที่ทำอาหารไม่เป็น หรือทำอาหารไม่เก่งก็สามารถทำอาหารทานเองได้ง่าย ๆ ทั้งเครื่องปรุงสำเร็จรูปต่าง ๆ โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เชื่อว่าทุกบ้านต้องมีก็คือ “ซุปสำเร็จรูป” ที่ใช้งานง่ายมาก แค่ต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่ซุปก้อน/ซุปผงลงไปต้มจนละลาย (หรือถ้าเป็นซุปสำเร็จรูปก็นำไปอุ่นด้วยความร้อนอย่างเดียว) เท่านี้ก็จะสามารถรับประทานซุปหอม ๆ ซดอร่อย ๆ ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเคี่ยว 8-10 ชั่วโมงเหมือนในอดีต แต่ว่าถึงซุปก้อนจะตอบโจทย์ความสะดวกมากแค่ไหน ก็มีอันตรายที่คาดไม่ถึงซ่อนอยู่เช่นกัน วันนี้ I-Kinn จะมาช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ฟังกันค่ะ

อันตรายจากซุปก้อน ซุปก้อนสำเร็จรูป ซุปสำเร็จรูป อร่อยได้ง่ายๆ แต่เสี่ยงไตพัง

ซุปก้อน ซุปก้อนสำเร็จรูปทำมาจากอะไร?

ซุปก้อนที่วางจำหน่ายในท้องตลาดไม่ว่าจะเป็นรสผัก รสไก่ รสหมู รสเนื้อ วัตถุดิบหลักจะเป็นเนื้อสัตว์อบแห้งชนิดนั้น ๆ (ถ้าเป็นผักก็จะนิยมใช้ผักที่ให้ความหวาน ให้รสชาติเช่น ผักกาด กระหล่ำปลี ฟักทอง ไช้เท้า แคร์รอต หัวหอมใหญ่ เซเลอรี ฯลฯ) นำมาเคี่ยวเพื่อดึงความหวานของวัตถุดิบออกมา ปรุงรสด้วยน้ำตาล ผงกระเทียม ผงเครื่องเทศ ผงซีอิ๊ว เกลือ พริกไทย โปรตีนสกัดผงชูรส หรือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (MSG) สารเพิ่มกลิ่นรสต่าง ๆ เมื่อเคี่ยวจนน้ำซุปเข้มข้นแล้ว ก็จะเติมไขมันสัตว์หรือไขมันพืชลงไปเพื่อให้สามารถนำไปขึ้นรูปได้ เมื่อนำไปปรุงอาหารไขมันที่โดนความร้อนก็จะสลายกลายเป็นซุปหอม ๆ น่าทานนั่นเอง

จริงหรือไม่? กินเนื้อแดงเสี่ยงมะเร็ง เสี่ยงโรคร้ายตายไว?

ทำไมซุปก้อนจึงอร่อย?

เนื่องจากในขั้นตอนการเคี่ยวน้ำซุปนั้นจะมีการเคี่ยวที่ใช้เวลายาวนานหลายชั่วโมง จนกระทั่งกรดกลูตามิก (Glutamic Acid) ซึ่งเป็นอะมิโนชนิดหนึ่งที่อยู่ในวัตถุดิบออกมาจนเต็มที่ ซึ่งกรดกลูตามิกนั้นเป็นกรดที่เมื่อทานเข้าไปจะรู้สึกอร่อยกลมกล่อมนั่นเอง

ซุปก้อนอันตรายอย่างไร?

สาเหตุที่ซุปก้อนเป็นวัตถุดิบที่อันตรายก็เพราะว่า ในซุปก้อน 1 ก้อนนั้นเต็มไปด้วยโซเดียมที่มาจากการปรุงรสด้วยเกลือ ผงชูรส สารไดโซเดียม -5 ไอโนซิเนต (I) กับไดโซเดียม -5 กัวไนเลต (G) ในปริมาณที่สูงมาก ซึ่งหากทานเข้าไปเกินวันละ 1 ก้อนและทานทุกวัน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตวาย เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไต และหากทานบ่อย ๆ ก็จะเพิ่มความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มอีกด้วย

อันตรายจากซุปก้อน ซุปก้อนสำเร็จรูป ซุปสำเร็จรูป อร่อยได้ง่ายๆ แต่เสี่ยงไตพัง

รับประทาน “ซุปก้อน ซุปผง ซุปสำเร็จรูป” อย่างไรให้ปลอดภัย

วิธีทานซุปก้อน ซุปผง ซุปสำเร็จรูปให้ปลอดภัย สามารถปฏิบัติตามได้ ดังนี้

  • ในกรณีที่ปรุงซุปด้วยซุปก้อน/ซุปผงด้วยตัวเอง ควรใช้น้ำจำนวน 1 ลิตร ต่อซุป 1 ก้อน หรือ ซุปผง 40 กรัม
  • ในกรณีที่อุ่นซุปทาน ไม่ควรทานทุกวันเกินวันละ 1 ครั้ง
  • ไม่ควรทานเกินวันละ 1 ครั้ง และไม่ควรทานทุกวัน

หากใครที่ไม่ต้องการใช้ซุปก้อน ซุปผง ซุปสำเร็จรูปในการปรุงอาหารเพราะต้องการรักษาสุขภาพ สามารถใช้ผักที่มีกรดกลูตามิก (Glutamic Acid) สูงมากช่วยปรับรสชาติให้อาหารกลมกล่อมแทนได้ ใครอยากรู้ว่ามีผักชนิดไหนบ้าง สามารถกดไปอ่านต่อในบทความนี้ได้เลยค่ะ สารกลูตาเมตในผัก วัตถุดิบธรรมชาติ ผักที่ใช้ทดแทนผงชูรส มีอะไรบ้าง

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ผงชูรสอันตรายจริงไหม จริงหรือไม่ กินผงชูรสมากเกินไปแล้วผมร่วง หัวล้านเร็ว

เกลือโพแทสเซียม เกลือลดโซเดียมแบบใหม่ ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

อยากลดเค็ม ลดเกลือ ใช้อะไรแทนเกลือ ซีอิ๊ว น้ำปลาดี?

 

HEALTH,

ทานเครื่องในไก่ เครื่องในสัตว์มากไป อาจเสี่ยงไขมันในเลือดสูง

สำหรับผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูง สิ่งสำคัญที่สุดในการควบคุมไม่ให้โรคกำเริบหรือแสดงอาการออกมาก็คือการควบคุมอาหารที่รับประทานเข้าไปให้ดี โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง เช่น เครื่องในสัตว์จำพวก ตับ ไต หัวใจ กึ๋น เลือด ฯลฯ ถ้าไม่อยากป่วย+เสี่ยงโรคกำเริบควรเลื่อนลงไปอ่านเลยค่ะ

งดเครื่องในไก่ เครื่องในหมู เครื่องในสัตว์ ถ้าไม่อยากเสี่ยงไขมันในเลือดสูง

ประโยชน์ของเครื่องในไก่ เครื่องในหมู เครื่องในสัตว์

เครื่องในของสัตว์นั้นความจริงแล้วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุมากมาย โดยเฉพาะธาตุเหล็กฮีม (Heme Iron) ซึ่งเป็นสารอาหารที่พบได้เฉพาะในเครื่องในของสัตว์เท่านั้น ช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้ดี  มีโปรตีนช่วยบำรุงกล้ามเนื้อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ กรดอะมิโน 9 ชนิด วิตามินบี 12  วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และโคลีน (Choline) เป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมอง ช่วยป้องกันภาวะความจำเสื่อม บำรุงตับลดการเกิดภาวะไขมันสะสมในตับที่จะนำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้

ชาวญี่ปุ่นก็นิยมรับประทานเครื่องในไก่โดยเฉพาะ “กึ๋นไก่” จัดว่าเป็นเมนูสุขภาพ มีโปรตีนสูงและมีพลังงานต่ำ ช่วยป้องกันภาวะโรคโลหิตจาง ช่วยสร้างลิ่มเลือด ช่วยปรับสมดุลให้ประจำเดือนมามากกว่าปกติ เสริมความแข็งแรงให้กระดูก ทำให้นิยมทานกึ๋นไก่กันมากในหมู่ผู้หญิงและสตรีมีครรภ์

ในต่างประเทศเองก็มีเมนูเครื่องในสุดหรูที่นิยมทานในร้านอาหารชั้นสูง เช่น ฟัวกราส์ (Foie Gras) ตับห่านที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กและทองแดง ช่วยสร้างฮีโมโกลบินในร่างกายให้เป็นปกติ ช่วยต้านอาการอักเสบ มีแมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินซี วิตามินกลุ่ม B กรดอะมิโนต่าง ๆ ที่จำเป็นกับการทำงานของระบบสมอง เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เด็ก และผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือด

 

งดเครื่องในไก่ เครื่องในหมู เครื่องในสัตว์ ถ้าไม่อยากเสี่ยงไขมันในเลือดสูง

ความจริงเครื่องในสัตว์ก็มีประโยชน์ แต่ทำไมต้องเลี่ยง??

เพราะอาหารทุกอย่างในโลกใบนี้ถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์มากแค่ไหน แต่หากได้รับเข้าไปมากจนเกินไปก็ก่อให้เกิดโทษได้เช่นกัน เพราะเครื่องในนั้นเต็มไปด้วยโคลีนที่มีคุณสมบัติหลักคือ ช่วยเพิ่มระดับของ HDL (ไขมันดี) และ ลดระดับของ LDL (ไขมันเลว) แต่ถ้าทานเยอะมากจนเกินไปก็จะทำให้เกิดอาการข้างเคียงเช่น  เหงื่อออกมาก ก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า ความดันโลหิตต่ำ และมีกลิ่นตัวแรงได้ ดังนั้นควรทานอย่างพอดี ๆ ไม่มากจนเกินไปจะดีที่สุด

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ข้อควรระวัง กินไขมันดีเยอะเกินไป เสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูงขึ้น!!

ผงชูรสอันตรายจริงไหม จริงหรือไม่ กินผงชูรสมากเกินไปแล้วผมร่วง หัวล้านเร็ว

จับคู่อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่ควรกินคู่กัน ยิ่งกินยิ่งสุขภาพดี

HEALTH,

น้ำด่างอัลคาไลน์ ดื่มแล้วดีจริงหรือไม่? ใครควรดื่มและไม่ควรดื่ม

ช่วงนี้กระแสการดื่มน้ำอัลคาไลน์กำลังมาแรงมาก เนื่องด้วยสรรพคุณที่อ้างว่าสามารถรักษาสุขภาพ ทั้งยังช่วยลดน้ำหนัก ผิวพรรณผ่องใส บำรุงกระดูก ป้องกันมะเร็ง ฯลฯ ทำให้หลายคนรู้สึกสงสัยว่า น้ำด่างอัลคาไลน์นั้นมีสรรพคุณมากมายเหล่านั้นจริงเหรอ? วันนี้ I-kinn ก็มีข้อเท็จจริงมาเล่าให้ฟังค่ะ

น้ำด่างอัลคาไลน์ ดื่มแล้วดีจริงหรือไม่? ใครควรดื่มและไม่ควรดื่ม

ทำความรู้จัก “น้ำอัลคาไลน์” คืออะไร?

น้ำด่างอัลคาไลน์ แต่เดิมจะหมายถึงน้ำด่างจากธรรมชาติ (Natural Alkaline Water) ที่มีสภาพความเป็นด่างอ่อน ๆ และมีค่า pH อยู่ในช่วง 7.2 – 9.0 ซึ่งคล้ายกับคุณสมบัติของน้ำแร่จากแหล่งน้ำธรรมชาติที่บริสุทธิ์ เช่น น้ำตกที่มาจากภูเขาสูง ในน้ำอัลคาไลน์มีโมเลกุลขนาดเล็กที่ประกอบไปด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย เช่น แคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งถ้าเทียบกับน้ำประปาทั่วไปที่มีความเป็นกรดสูงกว่าซึ่งอาจเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพได้ น้ำอัลคาไลน์ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า

น้ำด่างอัลคาไลน์มีประโยชน์อย่างไร?

การดื่มน้ำด่างอัลคาไลน์มีสรรพคุณต่อสุขภาพดังนี้

1.อุดมไปด้วยแคลเซียม

เนื่องจากน้ำด่างอัลคาไลน์อุดมด้วยสารเเร่ธาตุไบคาร์บอเนตและแคลเซียม จึงสามารถช่วยลดอัตราการเสื่อมสภาพของกระดูก ลดการสูญเสียมวลกระดูกได้ ส่งผลต่อระดับแคลเซียมในร่างกาย ช่วยบำรุงกระดูก

กินแคลเซียมมากไป ระวังเป็นนิ่ว หินปูนในหลอดเลือด และหลอดเลือดตีบตัน

2.ช่วยลดโรคกรดไหลย้อน

เนื่องจากน้ำอัลคาไลน์มีค่า pH อยู่ในช่วง 7.2 – 9.0 ซึ่งมีส่วนช่วยในการลดกรดในกระเพาะและยังช่วยลดอาการกรดไหลย้อนในกระเพาะอาหารได้ดี ลดปริมาณกรดธรรมชาติในกระเพาะอาหาร

น้ำด่างอัลคาไลน์ ดื่มแล้วดีจริงหรือไม่? ใครควรดื่มและไม่ควรดื่ม

3.ช่วยเรื่องความดันโลหิต

มีผลงานวิจัยหนึ่งของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในเซี่ยงไฮ้ได้ผลวิจัยว่า หากดื่มน้ำด่างอัลคาไลน์ติดต่อกันเป็นระยะเวลา  6 เดือนขี้นไป จะมีส่วนช่วยปรับสมดุลในร่างกายให้ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิต ช่วยลดระดับน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยลดความเป็นกรดในกระแสเลือด และลดไขมันในเลือดที่มีปริมาณสูง

4.ช่วยลดน้ำหนัก

จากงานวิจัยในปี 2559 ในผู้ทำการทดสอบ 100 คนที่หลังจากออกกำลังกายแล้วดื่มน้ำด่างอัลคาไลน์ทุกวัน ผลปรากฎว่าการดื่มน้ำอัลคาไลน์หลังการออกกำลังกายช่วยลดความหนืดในเลือด ลดความเครียด ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูเร็ว ดื่มแล้วสดชื่น

ใครไม่เหมาะดื่มน้ำอัลคาไลน์

การดื่มน้ำอัลคาไลน์ถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์มากมายและดีต่อสุขภาพ แต่อาจไม่เหมาะกับผู้ที่เสี่ยงต่อโรคไตและผู้ป่วยโรคไต  นอกจากนี้ผลวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของน้ำอัลคาไลน์ยังค่อนข้างมีน้อยมาก ก่อนดื่มประจำควรปรึกษาแพทย์ก่อนการบริโภค

น้ำด่างอัลคาไลน์ หาดื่มได้เฉพาะในธรรมชาติเท่านั้นหรือ?

ในปัจจุบันน้ำด่างอัลคาไลน์สามารถหาดื่มได้สะดวกขึ้นด้วยการผ่านกระบวนการกรองน้ำที่มีกระบวนการกรองหินแร่จากธรรมชาติ หรือ “เครื่องกรองน้ำอัลคาไลน์” ก็สามารถทดแทนการดื่มน้ำด่างอัลคาไลน์จากธรรมชาติได้ นอกจากนี้ยังสามารถทานอาหารที่เป็นด่าง เช่น ปวยเล้ง บรอกโคลี พริกหยวก บีทรูท ขึ้นฉ่าย เพื่อปรับสมดุลสภาพความเป็น กรด – ด่างภายในร่างกายก็ได้เช่นกัน

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เกลือโพแทสเซียม เกลือลดโซเดียมแบบใหม่ ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

ดื่มนมตามเวลาชีวิต กินเวลาไหนได้รับประโยชน์สูงสุด

อาหารเสริมลดคอเลสเตอรอล ช่วยได้จริงมั้ย?

HEALTH,

อาหารต้านภูมิแพ้ ลดอาการภูมิแพ้ ปรับให้ร่างกายแข็งแรง

สำหรับคนที่มีภาวะของโรคภูมิแพ้มักจะเกิดอาการแพ้เช่น คันตามผิวหนัง ไอ จาม น้ำมูลไหล และตาแดง ถึงแม้ว่าอาการเหล่านี้จะไม่ได้ส่งผลร้ายต่อสุขภาพแบบร้ายแรง แต่ว่าก็สร้างความรำคาญให้แก่ผู้ป่วยไม่น้อย วันนี้เราจึงมีอาหารสำหรับคนป่วยเป็นโรคภูมิแพ้มาแนะนำกัน หากทานบ่อย ๆ ก็จะช่วยฟื้นฟูร่างกายได้โดยเร็วและยังช่วยให้อาการภูมิแพ้ลดลงอีกด้วย

อาหารต้านภูมิแพ้ ลดอาการภูมิแพ้ ปรับให้ร่างกายแข็งแรง

อาหารต้านภูมิแพ้ ลดอาการภูมิแพ้

1เน้นทานโปรตีน

โปรตีนเป็นสารอาหารที่มีกรดอะมิโนที่ขนาดเล็กที่สุดที่สำคัญต่อร่างกาย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ไม่เจ็บป่วยง่าย ร่างกายแข็งแรง โปรตีนมักจะพบได้มากในเนื้อสัตว์และถั่วต่าง ๆ แต่สำหรับคนที่รักสุขภาพและต้องการดูแลร่างกายให้ดีที่สุดแนะนำให้หลีกเลี่ยงเนื้อแดง และทานสัตว์เนื้อขาวแทน เช่น กระต่าย เนื้อเป็ด เนื้อไก่งวง เนื้อนก และเนื้อปลา

จริงหรือไม่? กินเนื้อแดงเสี่ยงมะเร็ง เสี่ยงโรคร้ายตายไว?

2.กินเนื้อปลาเป็นหลัก

เนื้อปลานอกจากจะเป็นกลุ่มสัตว์เนื้อขาวที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เนื้อปลายังอุดมไปด้วยกรดโอเมกา 3 ที่ช่วยบำรุงสมอง ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยลดอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี สามารถหาได้มากในอาหารทะเล ปลาทะเล เช่น ปลาทูน่า แซลมอน และปลาทู แต่สำหรับคนที่มีอาการแพ้อาหารทะเลก็สามารถเลือกทานเมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทองแทนได้ค่ะ

กินปลาทำไมอ้วน เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ดี ไขมันต่ำ จริงหรือ?

ปลาทูกับปลาทูน่า ปลาแมกเคอเรล ต่างกันอย่างไร แบบไหนมีประโยชน์กว่ากัน

ส้ม อาหารลดน้ำตาลในเลือด

3.ผลไม้ที่มีวิตามินซี

พบได้มากในกลุ่มผลไม้รสเปรี้ยวเช่น ส้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี มะขามป้อม มะนาว เลมอน มะขามเทศ  ฝรั่ง กีวี ลิ้นจี่ เงาะ ส้มโอ พุทรา และผักใบเขียวบางชนิด ได้แก่ กะหล่ำปลี ผักโขม  ใบเหลียง ผักหวาน ปวยเล้ง ดอกขี้เหล็ก คะน้า พริกหวาน มะรุม มะระขี้นก พริกชี้ฟ้า ฯลฯ ผัก-ผลไม้เหล่านี้อุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยยับยั้งการหลังสารฮีสตามีนซึ่งเป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติที่ช่วยป้องกันเชื้อโรค-สิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายที่กระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ ดังนั้นหากร่างกายเรามีวิตามินซีเยอะ ๆ ก็จะช่วยลดอาการภูมิแพ้ได้ดีมาก ๆ

4.ห้ามละเลยวิตามินเอ

ประโยชน์ของวิตามินเอก็คือจะช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่ให้หลั่งสารคุ้มกันออกมาเยอะจนเกินไปจนเกิดโทษต่อร่างกาย วิตามินเอสามารถพบเจอได้มากในกลุ่มผัก-ผลไม้ที่มีสีเขียวเข้ม สีเหลือง และสีแดง เช่น มะเขือเทศ ผักบุ้ง มะเขือยาว แคร์รอต ฟักทอง แคนตาลูป มะละกอ ตำลึง เสาวรส ลูกพลับ ฟักทองบัตเตอร์นัท มันเทศ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ข้อควรระวัง กินไขมันดีเยอะเกินไป เสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูงขึ้น!!

พริกหม่าล่า สมุนไพรจีนแก้หวัด ลดความดันโลหิต และแก้โลหิตจาง

เวย์โปรตีน VS กินโปรตีนจากสัตว์ แบบไหนดีกว่ากัน

 

HEALTH,

เตือนแล้วนะ! ผักห้ามกินดิบ ฝืนกินอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

รู้มั้ยผักที่ห้ามกินดิบมีอะไรบ้าง? การทานผักสด ๆ เป็นสิ่งที่ดีเพราะช่วยให้เราได้รับสารอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ได้เต็มที่โดยไม่ผ่านความร้อน แต่ว่าก็มีผักบางชนิดที่ไม่ควรกินดิบอยู่เหมือนกัน มีอะไรบ้างต้องมาดูไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

เตือนแล้วนะ! ผักห้ามกินดิบ ฝืนกินอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

รู้ไว้ผักห้ามกินดิบมีอะไรบ้าง?

1.ถั่วฝักยาว

ผักแกล้มยอดฮิตที่หลายคนมักจะนิยมนำมาทานคู่กับอาหารรสจัดจำพวก ลาบ หลู้ ส้มตำ ฯลฯ แต่ว่าผักชนิดนี้ควรจะทานสุก 100 % เท่านั้นเนื่องจากมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และมีเทนอยู่เป็นจำนวนมาก ส่งผลทำให้เกิดกรดเกินในกระเพาะอาหารทำให้อาการท้องอืด ในบางรายอาจเกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน และเวียนหัวร่วมด้วยได้ และหากทานแบบเคี้ยวไม่ละเอียดก็อาจส่งผลให้เกิดปัญหาอุดตันในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ด้วยค่ะ

2.กะหล่ำปลี

หากใครรู้ตัวว่ากำลังทานกระหล่ำปลีดิบอยู่ให้หยุดทานทันทีเลยนะคะ! เพราะในกะหล่ำปลีดิบจะมีสารกอยโตรเจน (Goitrogen) ที่เมื่อทานเข้าไปสารตัวนี้จะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมสารอาหารบางชนิด ทำให้ร่างกายดึงไอโอดีนมาใช้ได้ไม่เต็มที่  ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ และยังส่งผลทำให้ท้องอืดท้องเฟ้ออีกด้วย

3.ถั่วงอก

ถั่วงอกก็เป็นผักอีกชนิดนึงที่ถูกนำมาทานแบบสด ๆ ซึ่งหากต้องการทานดิบก็ยังสามารถทานได้ค่ะ แต่หากทานเยอะ ๆ ก็จะได้รับสารโซเดียมซัลไฟต์ หากคนทานไปแล้วเกิดอาการแพ้ก็จะทำให้มีอาการคลื่นไส้ หายใจติดขัด ความดันโลหิตต่ำ ปวดท้อง ท้องเสีย บางคนที่มีอาการแพ้รุนแรงอาจจะมีอาการช็อก หมดสติและอาจเสียชีวิต

เตือนแล้วนะ! ผักห้ามกินดิบ ฝืนกินอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

4.บรอกโคลี

บรอกโคลีเป็นผักที่มีสารกอยโตรเจน  (Goitrogen) ที่ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถดึงไอโอดีนมาใช้ได้เต็มที่ และยังส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด แต่สารชนิดนี้จะสลายไปหากผ่านความร้อน ดังนั้นควรปรุงให้สุกก่อนค่อยกิน

5.มันสำปะหลัง

ทราบหรือไม่ว่ามันสำปะหลังดิบมีสารไซยาไนด์สูง (Cyanide) ซึ่งเสี่ยงต่ออาการแพ้ เช่น แน่นหน้าอก น้ำลายฟูมปาก ชัก บางรายอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นควรระมัดระวังเวลาทานให้ดี ควรให้สุก 100 % เท่านั้น
เตือนแล้วนะ! ผักห้ามกินดิบ ฝืนกินอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

6.ผักโขม

ผักโขมดิบมีกรดออกซาลิก (Oxalic Acid) ที่เมื่อทานเข้าไปจะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็กของร่างกาย หากทานผักโขมดิบเข้าไปจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารประเภทนี้ไม่พอ ดังนั้นทางที่ดีควรนำผักโขมไปผ่านความร้อนเพื่อให้กรดออกซาลิกสลายตัวไปให้หมดก่อนจะปลอดภัยที่สุด

7.หน่อไม้

หน่อไม้ก็เป็นผักอีกหนึ่งชนิดที่มีสารไซยาไนด์ (Cyanide) สูง แต่สารชนิดนี้จะสลายไปเองเมื่อโดนความร้อนสูง ดังนั้นก่อนการนำหน่อไม้มาปรุงอาหารควรจะนำไปต้มให้สุกเสียก่อน โดยเฉพาะน้ำต้มหน่อไม้ ควรจะเปลี่ยนน้ำต้มบ่อย ๆ ไม่ควรใช้น้ำเดียวในการต้ม เพราะว่าน้ำต้มหน่อไม้น้ำแรกนั้นอาจจะยังปนเปื้อนสารไซยาไนด์อยู่ไม่ควรนำมาประกอบอาหารค่ะ
ผักที่กินแล้วอ้วน ลดน้ำหนักอยู่ควรเลี่ยง ยิ่งกินยิ่งอ้วน

8.มันฝรั่ง

ในหัวมันฝรั่งมีสารไกลโคแอลคาลอยด์ (Glycoalkaloid) ซึ่งเป็นสารพิษที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในมันฝรั่งซึ่งเมื่อทานเข้าไปจะเข้าไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส (Cholinesterase) ทำให้เกิดอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ในบางรายอาจก่อให้เกิดอาการใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะนำไปสู่อาการเสียชีวิตได้ อาการนี้สามารถเกิดได้กับทั้งคนและสัตว์ ดังนั้นควรนำมันฝรั่งไปปรุงให้สุกเสมอกันทั้งชิ้นก่อนทานเท่านั้น ไม่สามารถทานแบบกึ่งสุกกึ่งดิบได้อย่างเด็ดขาด

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com