ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

กินปลาทำไมอ้วน เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ดี ไขมันต่ำ จริงหรือ?

หลายคนบอกว่า อยากผอม สุขภาพดี ลดความเสี่ยงไขมันในเลือดสูงต้องกินปลา แต่ทำไมกินปลาแล้วยังอ้วน .. ความจริงแล้วเนื้อปลามีประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ ไขมันต่ำ กินแล้วไม่อ้วนจริงหรือไม่? วันนี้ I-kinn มีคำตอบมาให้ค่ะ

กินปลาทำไมอ้วน เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ดี ไขมันต่ำ จริงหรือ?

ประโยชน์จากเนื้อปลา

เนื้อปลาเป็นเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนสูงมาก และยังเป็นโปรตีนชนิดพิเศษเพราะเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานปกติ ไม่ทำงานหนักจนเกินไป มีคุณค่าด้านการบำรุงสมอง เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย เพราะหากในวัยเด็กได้ทานเนื้อปลาเยอะ ๆ ก็จะช่วยให้สมองพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ เช่นกรดอะมิโน วิตามินดี แคลเซียม ฟอสฟอรัส โอเมกา ไอโอดีน ลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคคอพอก โรคหลอดเลือดและหัวใจ ลดอาการซึมเศร้า ป้องกันกระดูกและฟันให้ไม่สึกหรอก่อนวัย ไม่เปราะง่าย นอกจากนี้กรดไขมันที่ได้จากเนื้อปลายังเป็นไขมันดีที่ช่วยบำรุงร่างกาย ป้องกันโรคอ้วนและลดความเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกินจากไขมันอีกด้วย

กินปลาอะไรดีที่สุด ควรเลือกปลาทะเลหรือปลาน้ำจืดดีกว่ากัน

7 ปลาไทยโอเมก้าสูง ดีต่อใจ ราคาไม่แพงแถมดีต่อสุขภาพ

รู้หรือไม่? แซลมอนซาชิมิ ที่เราทาน อาจไม่ใช่แซลมอนแท้!!?

กินปลาทำไมอ้วน เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ดี ไขมันต่ำ จริงหรือ?

เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ดี ไขมันต่ำ แต่กินปลาทำไมอ้วน?

จริงอยู่ว่า เนื้อปลาเป็นเนื้อที่มีปริมาณไขมันต่ำ ทานง่าย ไม่ส่งผลให้อ้วนง่ายถ้าเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ อย่างเนื้อแดง แต่สาเหตุที่คนทานปลาแล้วอ้วนหรือยังมีปัญหาด้านสุขภาพตามมาอยู่นั้น มักจะมาจากการเลือกวิธีการปรุงปลา และเครื่องปรุงที่ใช้มากกว่า เช่น

  1. การนำปลาไปชุบแป้งทอดกรอบ ซึ่งในน้ำมันก็มีไขมันทรานส์สูง รวมกับแป้งกรุบ ๆ ที่เคลือบปลาอีกทำให้อมน้ำมัน ทานเข้าไปก็รับไขมัน x2
  2. การนำปลาไปผัดรวนในน้ำมัน หรือ เนย
  3. การปรุงรสชาติที่จัดจ้าน รสจัด หนักทั้งเกลือ น้ำตาล และผงปรุงรส

กินปลาทำไมอ้วน เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ดี ไขมันต่ำ จริงหรือ?

ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ถึงแม้ว่าจะทานเนื้อปลาเป็นโปรตีนหลักก็ยังสามารถทำให้อ้วนได้อยู่ดี หากต้องการทานเนื้อปลาให้อร่อย ได้รับประโยชน์ ปลอดภัยจริง ๆ แนะนำให้เลือกปรุงเนื้อปลาด้วยวิธีการต้มหรือนึ่งแทน หากจะทานปลาทอดแนะนำให้ปรุงให้สุกด้วยการอบในหม้อทอดลมร้อน กระทะไฟฟ้าไร้น้ำมัน หรือ ย่างจะดีที่สุด (แต่ไม่ควรย่างจนไหม้นะคะ เพราะอาจจะได้ความเสี่ยงโรคมะเร็งมาเพิ่ม)

การปรุงรสชาติที่จัดจ้านหนักทั้งเกลือ น้ำตาลผงปรุงรสต่าง ๆ ถึงจะไม่ได้เป็นการเติมไขมันลงไปเพิ่มแต่การทานโซเดียมเยอะ ๆ ก็ส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำ ทำให้น้ำหนักขึ้นเร็วและอ้วนได้ไม่แพ้ไขมันเลยค่ะ ดังนั้นควรปรุงรสชาติอ่อน ๆ หรือใช้เครื่องปรุงทางเลือกที่ลดโซเดียม หรือจะใช้สมุนไพรที่ให้รสชาติแทนการใช้เครื่องปรุงทั่วไปก็จะช่วยให้รสชาติดีและปลอดภัยต่อร่างกายได้เช่นกัน

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

อยากลดเค็ม ลดเกลือ ใช้อะไรแทนเกลือ ซีอิ๊ว น้ำปลาดี?

ผักที่กินแล้วอ้วน ลดน้ำหนักอยู่ควรเลี่ยง ยิ่งกินยิ่งอ้วน

ซูคราโลส สารให้ความหวานที่กินมากไป ก่ออันตรายหรือเปล่า?

HEALTH,

วิธีทำให้มะระไม่ขม กินมะระยังไงให้รับประโยชน์สูงสุด

“หวานเป็นลม ขมเป็นยา” เป็นประโยคที่คุ้นหูของคนไทยทุกคน เนื่องจากเป็นคำเปรียบเปรยที่พูดถึงอาหารที่มีรสขมนั้นมักจะมีประโยชน์ ซึ่งพอพูดถึงอาหารที่มีรสขมที่หลายคนมักจะนึกถึงก็คือ “มะระ” ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์มากมายนานานับประการ แต่ก็มีรสขมซะจนบางคนยอมแพ้ไม่สามารถทนทานได้ วันนี้ I-kinn ก็มีวิธีทำให้มะระไม่ขม เพื่อเวลานำไปปรุงอาหารจะได้ช่วยลดทอนความขม สามารถทานง่ายขึ้น และได้รับประโยชน์ของมะระไปอย่างเต็ม ๆ ด้วยค่ะ

ประโยชน์จาก “มะระ”

วิธีทำให้มะระไม่ขม กินมะระยังไงให้รับประโยชน์สูงสุด

ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

การทานมะระเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคเบาหวาน เพราะมะระมีส่วนช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดสูง โดยมีผลงานวิจัยได้ทำการทดลองให้อาสาสมัครผู้ใหญ่ 24 คนที่มีภาวะเบาหวาน รับประทานมะระขี้นกวันละ 2,000 มก. ติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน ผลพบว่า ค่าน้ำตาลในเลือดลดลง และมีผลวิจัยบางชิ้นที่ระบุว่า มะระช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดได้ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2

ควบคุมน้ำหนัก

มะระเป็นผักที่มีแคลอรี ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตต่ำ ทำให้เวลาทานเข้าไปแล้วรู้สึกอิ่มท้อง อิ่มนาน ทำให้ไม่หิวจุกจิก เมนูมะระเหมาะสำหรับทานในช่วงไดเอท นอกจากประโยชน์ในการได้รูปร่างที่สวยงามแล้ว ยังป้องกันภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนลงพุงด้วย ซึ่งเมื่อไม่มีภาวะไขมันเกินก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคเบาหวานไปในตัว

ลดอาการท้องผูก

เส้นใยอาหารในมะระมีปริมาณที่สูง ส่งเสริมให้แบคทีเรียในลำไส้แข็งแรง ช่วยดูดซึมอาหารได้ดี ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ ไม่ท้องผูก อาหารไม่ย่อย

ต้านมะเร็ง

มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า มะระอุดมไปด้วยสารฟีนอลหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นกรดแกลลิก (Gallic Acid) กรดคาเฟอิก (Caffeic Acid) และคาเทชิน (Catechin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ  ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมะเร็งและลดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งเต้านมได้

บำรุงตับ

การทานมะระเข้าไปจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอนไซม์ที่ช่วยให้ตับทำงานปกติ ลดการสะสมของแอลกอฮอล์ในตับ กระเพาะปัสสาวะ และลำไส้ เหมาะสำหรับทานแก้อาการเมาค้างได้ดี

กินมะระยังไงให้รับประโยชน์สูงสุด

มะระสามารถรับประทานได้ทั้งแบบดิบและปรุงสุก แต่ส่วนใหญ่มักจะเลือกทานมะระปรุงสุกมากกว่าเพราะสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลายเมนู เช่น ต้มจืดมะระกระดูกอ่อน มะระยัดไส้ มะระหวานผัดไข่ ฯลฯ สาเหตุที่นิยมทานแบบปรุงสุกมากกว่าก็เพราะว่าทานง่ายกว่า เนื่องจากมีวิธีลดความขมได้เยอะ ส่วนมะระสดเองก็มีวิธีทำให้ไม่ขมอยู่เหมือนกัน แต่ถึงแม้ว่าจะมีวิธีลดความขมได้แต่ก็ยังมีหลงเหลืออยู่ ทำให้นิยมนำไปทานเป็นผักแกล้มเช่น ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ กุ้งแช่น้ำปลา ยำรสชาติเข้มข้น ขนมจีนน้ำยาต่าง ๆ

วิธีทำให้มะระไม่ขม กินมะระยังไงให้รับประโยชน์สูงสุด

วิธีทำให้มะระไม่ขม ลดความขมจากมะระ

1.การเลือกมะระ

การเลือกมะระนั้นมีผลต่อรสชาติของมะระลูกนั้น หากต้องการมะระที่ไม่ขม ควรเลือกมะระที่มีลักษณะของลูกอวบตรง ไม่หักงอ ผิวมะระมีสีเขียวอ่อน ๆ ไม่ขาวหรือออกเหลือง ริ้วมะระจะต้องเป็นริ้วใหญ่ห่าง ๆ กัน

2.ล้างน้ำหลาย ๆ รอบ

การล้างมะระที่หั่นแล้วหลาย ๆ รอบจะช่วยลดความขมของมะระออกไปได้ หรือบางบ้านก็อาจจะใช้วิธีล้างน้ำ+แช่ทิ้งไว้ก่อนปรุงอาหารประมาณ 10 นาที

3.ใช้เกลือดับความขม

เกลือเป็นเครื่องปรุงสามัญประจำบ้านที่สามารถใช้ได้สารพัดประโยชน์ เพียงนำมะระที่ล้างและหั่นเรียบร้อยแล้ว โรยเกลือลงไปให้ทั่วแล้วคลุกให้เกลือจับทั่วเนื้อมะระ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ความขมก็จะลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ

4.ลวกน้ำร้อนเร็ว ๆ และน็อคความเย็น

สูตรนี้มักจะใช้กับมะระที่จะนำไปทานสด ๆ คู่เมนูอาหารเป็นกับแกล้ม วิธีคือจะนำมะระไปฝานบาง ๆ จากนั้นตั้งน้ำร้อนให้เดือดแล้วใส่มะระลงไปลวกน้ำร้อนเร็ว ๆ จนมะระเริ่มมีสีเข้มขึ้น จากนั้นให้ตักขึ้นมาน็อคน้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดทันทีเพื่อรักษาสีเขียวสดน่าทานของมะระไว้

5. ต้มแล้วทิ้งน้ำ

การนำมะระไปทำซุป หลายคนมักจะต้มมะระแล้วใช้น้ำนั้น ๆ ปรุงรสชาติต่อเลย ซึ่งแบบนั้นจะทำให้ความขมของมะระลอยอบอวลอยู่ในน้ำต้มนั้น ๆ หากต้องการลดความขมของมะระให้นำมะระไปต้มในน้ำ 1 รอบ จากนั้นให้ทิ้งน้ำต้มรอบแรกทิ้งไปและเติมน้ำใหม่แล้วค่อยนำมาปรุงรสตามชอบ

6.นำมะระไปนึ่ง

วิธีนี้เป็นวิธีที่หลายบ้านทำแล้วออกปากว่าได้ผลค่ะ คือก่อนนำมะระไปปรุงอาหาร จะทำการนำมะระไปนึ่งก่อน 1 รอบ ความขมของมะระจะหายไป

7.  ต้มโดยไม่ปิดฝาหม้อ

ระหว่างการต้มมะระนั้น ห้ามปิดฝาหม้อเด็ดขาด เพื่อให้ความขมและกลิ่นแรง ๆ ของมะระ ระเหยออกไป คงไว้แต่รสหวานอร่อย

วิธีทำให้มะระไม่ขม กินมะระยังไงให้รับประโยชน์สูงสุด

 โทษของมะระที่ต้องรู้ก่อนกิน

สำหรับมะระนั้นถึงจะเป็นผักที่มีประโยชน์อย่างมาก แต่ก็มีกลุ่มคนบางกลุ่มที่อาจจะต้องกินมะระอย่างระมัดระวัง ดังนี้

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือ ควบคุมน้ำตาลในเลือด เนื่องจากมะระมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำตาลในเลือด ซึ่งหากทานเข้าไปมากเกินไป ประกอบกับที่ผู้นั้นกำลังทานยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอยู่แล้ว อาจจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดต่ำเกินไปจนเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้นควรทานแต่พอดี หรือหากมีอาการของโรครุนแรงควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะดีที่สุด
  • หญิงตั้งครรภ์และผู้ให้นมบุตร ไม่ควรทานมะระ เพราะสารประกอบบางอย่างในมะระส่งผลให้เกิดการตกเลือด เสี่ยงต่อภาวะแท้งได้
  • ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด เพราะมะระนั้นมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดทำให้สามารถรบกวนระหว่างการผ่าตัดได้ ดังนั้นหากต้องผ่าตัดควรงดการกินมะระเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน
  • ผู้ที่มีภาวะขาดเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD) 

ข้อควรระวังในการทานมะระ

ไม่ควรทานมะระติดต่อกันทุกวันเกิน 4 เดือน

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

อาหารกากใยสูง ช่วยขับถ่าย ลดน้ำหนัก หน้าท้องยุบ

อาหารไม่ย่อย อึดอัดแน่นท้อง หลังทานอาหาร แก้ไขอย่างไร

อยากลดเค็ม ลดเกลือ ใช้อะไรแทนเกลือ ซีอิ๊ว น้ำปลาดี?

HEALTH,

ทานปลาหมึกดิบ หมึกชอต มีอันตรายหรือไม่? มีพยาธิหรือเปล่า?

ในตอนนี้มีเมนูที่กำลังฮิตและแชร์กันอย่างแพร่หลายในโลกโซเชียล นั่นก็คือ “ปลาหมึกดิบ” ซึ่งเป็นอาหารทะเลที่นิยมทานทั้งปลาหมึกซาชิมิทานคู่กับวาซาบิ

HEALTH,

มะนาวโซดา รักษามะเร็งได้จริงหรือ? มีประโยชน์กับร่างกายจริงหรือเปล่า

หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินสูตรมะนาวโซดา รักษามะเร็งที่แชร์กันตามโซเชียล และยังมีการอวดอ้างสรรพคุณของมะนาวโซดาว่าหากดื่มทานหลังตื่นนอนทุกวันจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย เพราะกรดจากมะนาวจะเข้าไปฆ่าเชื้อโรค แบคทีเรียต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้ I-kinn จึงมีคำตอบมาให้ค่ะ

มะนาวโซดา รักษามะเร็งได้จริงหรือ? มีประโยชน์กับร่างกายจริงหรือเปล่า

มะนาวโซดา เครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นและดีต่อสุขภาพ

สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องดื่มที่ช่วยบำรุงสุขภาพที่สามารถดื่มได้ทุกวัน เราแนะนำให้ลองดื่มมะนาวโซดาเป็นประจำ เพราะว่า ส่วนประกอบสำคัญที่ใช้ทำมะนาวโซดานั้นคือ มะนาวที่มีกรดอินทรีย์อยู่หลากหลายชนิด เช่น กรดซิตริก กรดมาลิก กรดแอสคอร์บิกหรือวิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส เมื่อดื่มเป็นประจำทุกวันจะช่วยขับเสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ช่วยระบบย่อยอาหาร กระตุ้นการขับถ่ายให้ลำไส้บีบตัวได้ดีเป็นการดีท็อกซ์ไปในตัว ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ไม่หมองคล้ำ ต้านการอักเสบภายในร่างกาย

ต้องดื่มมะนาว กับโซดาเท่านั้นถึงจะได้ประโยชน์สูงสุดหรือไม่?

การดื่มน้ำมะนาวเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องดื่มร่วมกับโซดาเท่านั้น โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ควรดื่มน้ำมะนาวครึ่งลูกผสมกับน้ำอุ่นแทน

ดื่มเวลาไหนดีที่สุด

ควรดื่มตอนตื่นนอนในยามเช้า หรือก่อนอาหารประมาณ 15-30 นาที

มะนาวโซดา รักษามะเร็งได้จริงหรือ?

การดื่มน้ำมะนาวโซดาเป็นประจำทุกวันนั้นไม่ได้มีข้อบ่งชี้ว่ารักษามะเร็งได้ และนอกจากนี้หากดื่มน้ำมะนาวโซดาบ่อย ๆ โดยเฉพาะขณะที่ท้องว่างบ่อย ๆ ยังส่งผลให้ป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อนได้อีกด้วย เนื่องจากส่วนประกอบหลักของมะนาวนั้นมักจะเป็นกรด หากดื่มมากเกินไปจากผลดีก็จะเปลี่ยนเป็นผลเสียแทน

มะนาวโซดา รักษามะเร็งได้จริงหรือ? มีประโยชน์กับร่างกายจริงหรือเปล่า

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

จริงหรือไม่? กินเนื้อแดงเสี่ยงมะเร็ง เสี่ยงโรคร้ายตายไว?

อาหารมะเร็ง ยิ่งกินยิ่งเสี่ยง ไม่อยากเป็นควรหลีกเลี่ยง

จริงหรือไม่ กินเบคอน 1 ชิ้นทุกวัน เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

HEALTH,

สูตรคํานวณ LDL HDL สัดส่วนไขมันเลวและดี สามารถคำนวณเองได้

แจกสูตรคํานวณ ldl hdl วิธีคำนวณสัดส่วนระหว่างไขมันเลวและดี (LDL/HDL ratio) ที่สามารถคำนวณเองได้ด้วยวิธีง่าย ๆ เพื่อหาค่าไขมันในเลือดสูง ค่าคอเลสเตอรอลด้วยตัวเอง

สูตรคํานวณ LDL HDL สัดส่วนไขมันเลวและดี สามารถคำนวนเองได้

คอเลสเตอรอล คืออะไร?

คอเลสเตอรอล คือ ไขมันประเภทหนึ่งที่สามารถพบได้ในอาหาร และพบได้ในเซลล์ทั่วไปของอวัยวะในร่างกาย เช่น ตับ  ไขสันหลัง สมอง และผนังหลอดเลือดแดง โดยส่วนใหญ่คนมักจะคิดว่าคอเลสเตอรอลนั้นเกิดจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเท่านั้น แต่ความจริงแล้วคอเลสเตอรอลเป็นสารที่ร่างกายสามารถผลิตได้ ทำให้เมื่อเวลาที่เราทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงเข้าไปจึงส่งผลให้ร่างกายได้รับคอเลสเตอรอลมากเกินไปจนกลายเป็นส่วนเกินในร่างกาย และกลายเป็นปัญหาสุขภาพในอนาคต

คอเลสเตอรอลเกิดจากอะไรบ้าง ?

  • พันธุกรรม หรือคนในครอบครัวมีประวัติเคยป่วยเป็นคอเลสเตอรอล / ไขมันในเลือดสูง
  • มีพฤติกรรมการทานอาหารไขมันสูง เช่นอาหารทอด หรือ เนื้อสัตว์ติดมัน บ่อย ๆ
  • ไม่ค่อยออกกำลังกาย หรือไม่ออกกำลังกายเลย
  • ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

ปริมาณคอเลสเตอรอล

  • ระดับปกติ : คอเลสเตอรอลทั้งหมดต่ำกว่า 170 / HDL คอเลสเตอรอล สูงกว่า 45 / LDL คอเลสเตอรอล ต่ำกว่า 110
  • ระดับค่อนข้างสูง : คอเลสเตอรอลทั้งหมด 170-199 / HDL คอเลสเตอรอล สูงกว่า 40-45 / LDL คอเลสเตอรอล ต่ำกว่า 110-129
  • ระดับสูง : คอเลสเตอรอลทั้งหมดสูงกว่า 200 / LDL คอเลสเตอรอล สูงกว่า 130
  • ระดับต่ำ : HDL คอเลสเตอรอล น้อยกว่า 40

สูตรคํานวณ LDL HDL หรือวิธีตรวจคอเลสเตอรอล

โดยปกติแล้วการตรวจคํานวณค่า LDL – HDL สามารถตรวจได้โดยการตรวจเลือดวัดค่าคอเลสเตอรอลโดยแพทย์ หากในกรณีที่คุณอยากตรวจวัดค่าคอเลสเตอรอลด้วยตัวเองเบื้องต้น ก็สามารถตรวจเองได้ด้วยการใช้สูตรคำนวณคอเลสเตอรอลผ่านทางเว็บไซต์ สามารถตรวจได้เพียงคลิกที่นี่

คอเลสเตอรอลสูงเท่าไร? ถึงต้องทานยาลดไขมัน

การเลือกใช้ยาของแต่ละคนนั้นมีไม่เท่ากัน ซึ่งแล้วแต่ดุลพินิจของแพทย์ว่า ควรทานหรือไม่? โดยแพทย์จะดูจากความเสี่ยงหลาย ๆ อย่างประกอบกัน เช่น หากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำ อาจจะจ่ายยาเมื่อคอเลสเตอรอลรวมสูงถึง 240 ขึ้นไป หรือ หากไขมัน LDL สูงมากกว่า 160 mg/dl ขึ้นไป แพทย์อาจจะจ่ายยาที่ LDL สูงถึง 190 ขึ้นไป

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

อาหารเสริมลดคอเลสเตอรอล ช่วยได้จริงมั้ย?

กินไข่ทุกวัน เสี่ยงคอเลสตอรอลหรือไม่ ควรกินไข่วันละกี่ฟอง

ผู้ป่วยไขมันในเลือดสูง กินคีโต (Ketogenic Diet) ได้หรือไม่?

HEALTH, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 30-35 ปี, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 35-40 ปี, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 45-50 ปี,

กินไก่เยอะ ทำให้เป็นโรคเก๊าต์ กินแล้วปวดขา ปวดเข่าจริงมั้ย?

เนื้อไก่เป็นเนื้อสัตว์ชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมอย่างมากเพราะมีโปรตีนสูง อีกทั้งยังสามารถทานได้ทุกเพศทุกวัย แต่ก็มีความเชื่อบางอย่างที่ค่อนข้างแพร่หลายคือ การกินไก่เยอะ ๆ จะทำให้ปวดแขน ปวดขา และเพิ่มโอกาสการเกิดโรคเก๊าต์อีกด้วย วันนี้ I-kinn จึงมีคำตอบมาให้ค่ะ

กินไก่เยอะ ทำให้เป็นโรคเก๊าต์ กินแล้วปวดขา ปวดเข่าจริงมั้ย?

โรคเก๊าต์ คืออะไร?

โรคเก๊าต์เป็นอาการของกลุ่มโรคกลุ่มหนึ่งที่เกิดจากภาวะกรดยูริกเกินจนเกิดการสะสม และเกิดอาการเจ็บปวด บางรายอาจจะมีอาการบวมและอักเสบ ซึ่งกรดยูริกนั้นร่างกายจะสามารถผลิตขึ้นได้เอง แต่ในส่วนใหญ่ของผู้ป่วยโรคเก๊าต์แล้ว การเกิดอาการเก๊าต์กำเริบนั้นมักจะเกิดจากกรดยูริกเกินที่มาจากปัจจัยภายนอก เช่น การรับประทานอาหารที่มีกรดยูริกสูงและการทานอาหารที่มีกรดยูริกเยอะ เช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อห่าน ปลาดุก กุ้ง หอย ปลาอินทรี ปลาไส้ตัน เครื่องในสัตว์ อาหารหมักดอง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส บางรายอาจเกิดจากโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย) โรคสะเก็ดเงิน  โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไต หรือเกิดจากการใช้ยาบางชนิด ซึ่งการรักษาโรคเก๊าต์นั้นส่วนใหญ่จะเป็นการควบคุมหรือลดกรดยูริกในเลือดของผู้ป่วยให้ต่ำลง ด้วยการจ่ายยาเพื่อลดกรดยูริกในร่างกายให้ขับออกมา ส่งผลให้อาการปวดลดลง

กินไก่เยอะ ทำให้เป็นโรคเก๊าต์ กินแล้วปวดขา ปวดเข่าจริงมั้ย?

เนื้อไก่เป็นเนื้อที่ถือว่ามีปริมาณกรดยูริกสูง ซึ่งในกรณีที่เป็นผู้ป่วยโรคเก๊าต์เมื่อได้ทานเข้าไปจะทำให้กรดยูริกเกินและเกิดการอักเสบได้ แต่ในกรณีของคนที่ไม่เคยเป็นเก๊าต์ การกินเนื้อไก่เยอะ ๆ ไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดโรคเก๊าต์แต่อย่างใดค่ะ

กินไก่เยอะ ทำให้เป็นโรคเก๊าต์ กินแล้วปวดขา ปวดเข่าจริงมั้ย?

การป้องกันโรคเก๊าต์

สำหรับวิธีการป้องกันโรคเก๊าต์นั้น ทางการแพทย์จะยังไม่มีการป้องกันที่ชัดเจน แต่ที่สามารถทำได้คือควรลดปริมาณหรือควบคุมปริมาณของกรดยูริกไม่ให้เยอะเกินไป ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้มีกรดยูริกสูง เช่น

  • เลี่ยงอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น เนื้อสัตว์ปีก เครื่องใน เนื้อวัว ปลาดุก กุ้ง หอย ปลาอินทรี ปลาไส้ตัน ปลาซาร์ดีน ไข่ปลา ชะอม กระถิน เห็ด หน่อไม้ หน่อไม้ฝรั่ง ดอกกะหล่ำ ผักโขม สะตอ ใบขี้เหล็ก ฯลฯ 
  • เลี่ยงเครื่องดื่มที่มีฟรุกโตสสูง และมีแอลกอฮอล์
  • ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดภาวะของโรคอ้วน น้ำหนักเกิน
  • ดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ
  • ปรึกษาแพทย์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

โรคเก๊าท์ คืออะไร? ทำไมห้ามกินไก่ ยอดผัก ของแสลง

จริงหรือไม่? กินเนื้อแดงเสี่ยงมะเร็ง เสี่ยงโรคร้ายตายไว?

กินปลาอะไรดีที่สุด ควรเลือกปลาทะเลหรือปลาน้ำจืดดีกว่ากัน

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com