ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

กินกาแฟอย่างไรให้มีประโยชน์ สุขภาพดี ไม่มีโทษ

“กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มที่เมื่อในอดีต ทุกครั้งที่เราพูดถึงเจ้าเครื่องดื่มสีดำเข้มชนิดนี้ ก็มักจะนึกถึงภาพลักษณ์ที่มันเป็นเครื่องดื่มของวัยผู้ใหญ่และผู้สูงวัยเท่านั้น แต่ในปัจจุบันกาแฟกลายเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตที่เข้าถึงกลุ่มคนได้มากขึ้น ตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน และผู้สูงวัย ซึ่งกาแฟนั้นก็มีประโยชน์ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า แต่ในอีกทางหนึ่ง กาแฟเองก็มีสารกาเฟอีนที่หากดื่มมากเกินไปหรือดื่มไม่ถูกวิธีก็อาจจะเกิดโทษได้เช่นกัน ดังนั้น วันนี้ I-kinn ก็มีวิธีกินกาแฟอย่างไรให้มีประโยชน์มาแชร์ให้ฟังค่ะ

กินกาแฟอย่างไรให้มีประโยชน์ สุขภาพดี ไม่มีโทษ

กินกาแฟอย่างไรให้มีประโยชน์

1.เลือกดื่มกาแฟดำแทน

เนื่องจากในกาแฟดำมีรสชาติที่หอมเข้มข้น ช่วยให้ตื่นตัว ลดความเครียด อารมณ์ผ่อนคลาย ลดอาการปวดศีรษะจากความเครียด ลดอาการเมาค้าง มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดโอกาสเสี่ยงการเป็นมะเร็ง ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ชะลอวัย ลดความเหี่ยวย่น ลดความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุน บรรเทาการอักเสบของข้อ ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ดี หากต้องการได้รับประโยชน์เต็ม ๆ ควรดื่มแบบกาแฟดำเพียว ๆ ไม่เติมนมและน้ำตาลจะดีที่สุด

2. ดื่มแบบไม่ใส่น้ำตาล

ถึงแม้ว่าน้ำตาลจะช่วยให้ดื่มกาแฟง่ายขึ้น แต่น้ำตาลก็เป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคได้ โดยเฉพาะคนที่ต้องการลดน้ำหนักหรือกำลังควบคุมน้ำหนักอยู่ ควรดื่มกาแฟดำแบบไม่ใส่น้ำตาลหลังมื้ออาหาร จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ช่วยให้เพิ่มแรงในการออกกำลังกายได้นานขึ้นด้วย

กินกาแฟอย่างไรให้มีประโยชน์ สุขภาพดี ไม่มีโทษ

3.ดื่มกาแฟให้เป็นเวลา

การดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพนั้น ผู้ดื่มควรจะแบ่งเวลาในการดื่มให้ดีเพราะต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่าในกาแฟมีกาเฟอีนสูงมาก ซึ่งส่งผลให้ร่างกายตื่นตัว รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า สามารถทำให้มีสมาธิจดจ่อกับการอ่านหนังสือและทำงานได้ดี แต่หากร่างกายได้รับกาเฟอีนในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมก็จะทำให้นาฬิกาชีวิตของผู้ดื่มเปลี่ยนไปได้ เช่น ทำให้นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ใจเต้นแรงและเร็วผิดปกติ ดังนั้นหากต้องการดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพที่ดีไม่ควรดื่มหลังเวลา 16.00 น. จะดีที่สุดค่ะ

4.ไม่ควรดื่มกาแฟในตอนกลางคืน

หลายคนมักจะติดดื่มกาแฟในเวลากลางคืนเพื่อจะได้มีแรงในการอ่านหนังสือหรือทำงาน ถึงแม้ว่าจะดื่มแค่นิดเดียวแค่พอให้สมองตื่นตัว ไม่ได้ดื่มเยอะจนนอนไม่หลับ แต่สิ่งนี้ก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรเลย เพราะว่าการได้รับกาเฟอีนในเวลากลางคืนก็ส่งผลให้ร่างกายพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว

5.ห้ามดื่มเกินวันละ 4 แก้ว (Cup)

ไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละ 4 แก้ว เนื่องจากอาจจะทำให้ร่างกายได้รับกาเฟอีนเกิน 300-400 มิลลิกรัมต่อวัน ส่งผลให้ใจสั่นกว่าปกติ กระตุ้นอาการปวดหัว ก่อเกิดเป็นไมเกรน ร่างกายจะอ่อนเพลีย กระตุ้นให้เกิดอาการลำไส้แปรปรวน เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง

6.ทานอาหารที่มีแคลเซียมทดแทน

เนื่องจากกาแฟจะส่งผลให้ร่างกายขาดแคลเซียม หากร่างกายขาดแคลเซียมไปนาน ๆ จะส่งผลให้ร่างกายเกิดภาวะขาดแคลเซียมได้ ดังนั้นหากคุณเป็นสิงห์คอกาแฟที่จำเป็นต้องดื่มกาแฟทุกวัน ควรทานอาหาร ผัก-ผลไม้สดที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและอุดมไปด้วยวิตามินทานเสริมเข้าไปเยอะ ๆ ด้วยค่ะ เช่น งา คะน้า มะเขือเทศ แคร์รอต ผักใบเขียว ฝรั่ง ส้มเขียวหวาน บรอกโคลี น้ำส้มคั้นสด โยเกิร์ต ปลาซาร์ดีน ปลาตัวเล็กตัวน้อย ถั่วแระ อัลมอนด์ นมวัว นมถั่วเหลือง ฯลฯ แต่ควรทานแคลเซียมแต่พอดี ไม่ควรตะบี้ตะบันทานเยอะจนเกินไปนะคะ เพราะอาจจะทำให้ได้ผลเสียมากกว่าผลดี

7.หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟตอนท้องว่าง

หลาย ๆ คนมักจะดื่มกาแฟเป็นอาหารเช้าเพียงอย่างเดียวโดยไม่ทานอะไรคู่กันไปด้วยเลย อันนี้ไม่ควรทำนะคะ เพราะว่าการดื่มกาแฟตอนท้องว่าง จะส่งผลให้กรดย่อยอาหารในกระเพาะอาหารออกมาเยอะเกินไป ดังนั้นหากต้องดื่มกาแฟตอนเช้าควรทานแซนด์วิชโฮลวีตสักชิ้น หรือขนมปังปิ้งทาเนยถั่วสักชิ้นจะดีที่สุดค่ะ

อ่านต่อ กินแคลเซียมมากไป ระวังเป็นนิ่ว หินปูนในหลอดเลือด และหลอดเลือดตีบตัน

8.ดื่มน้ำเยอะ ๆ

เพราะกาแฟมีฤทธิ์ขับน้ำ-ปัสสาวะออกจากร่างกาย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่ายกว่าปกติ ดังนั้นในระหว่างวันควรดื่มน้ำตามลงไปมาก ๆ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

จับคู่อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่ควรกินคู่กัน ยิ่งกินยิ่งสุขภาพดี

กินมะเขือเทศอย่างไรให้ทานง่ายขึ้น สำหรับคนไม่ชอบมะเขือเทศ

ผักที่กินแล้วอ้วน ลดน้ำหนักอยู่ควรเลี่ยง ยิ่งกินยิ่งอ้วน

HEALTH,

หอยแครงลวก สุก ๆ ดิบ ๆ ปลอดภัยจริงหรือไม่?

หอยแครงลวกเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่หลายคนชื่นชอบ สามารถหาทานง่ายขึ้นเพราะว่าตามร้านข้างทางก็มีเมนูนี้ให้บริการแล้ว โดยหอยแครงลวกระดับความสุกที่หลาย ๆ คนยกให้เป็นระดับความอร่อยขั้นแสงออกปากมากที่สุด ก็คือ “หอยแครงสุกพอดีแบบเลือดฉ่ำ ๆ .. แต่!! ก็มีข่าวที่แชร์กันในอินเทอร์เน็ตเหมือนกันว่า การทานหอยแครงแบบฉ่ำ ๆ เลือด ๆ แบบนี้เสี่ยงต่อเชื้อโรค มีอันตรายร้ายแรงที่ส่งผลต่อสุขภาพเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ควรทานบ่อย ๆ วันนี้ I-kinn จะมาช่วยคลายข้อสงสัยข้อนี้กันค่ะว่า จริงชัวร์หรือมั่วนิ่ม??

หอยแครงลวก สุกๆ ดิบๆ ปลอดภัยจริงหรือไม่?

ประโยชน์ของหอยแครง

หอยแครงเป็นอาหารทะเลชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการสูงที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยเสริมภูมิให้ร่างกายแข็งแรง มีโปรตีน ธาตุเหล็กสูง ฟอสฟอรัส เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะเป็นโรคโลหิตจาง ช่วยบำรุงเลือด
ป้องกันโรคโลหิตจาง หรือทานในช่วงผู้หญิงที่เป็นประจำเดือนจะช่วยลดอาการขาดธาตุเหล็กได้ดี ช่วยรักษาผิวพรรณให้สวยงาม ยืดอายุให้ผิวสวย ลดโอกาสเกิดริ้วรอยก่อนวัย เพราะในหอยแครงมีสังกะสีทำให้เวลาเป็นสิวแล้วหายเร็วขึ้น ช่วยป้องกันสิวขึ้น ช่วยขับลม ลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง และยังเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูง

ข้อควรระวังในการทานหอยแครง

  • ไม่ควรทานหอยแครงร่วมกับอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของนมหรือแคลเซียม เพราะแคลเซียมจะทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อยลงถึง 30-50 % หากเป็นผู้ที่มีภาวะแคลเซียมบกพร่อง ต้องทานแคลเซียมเสริมเป็นประจำ แนะนำว่าห้ามทานพร้อมกัน และเว้นให้ห่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
  • ต้องล้างหอยแครงให้สะอาดทุกครั้งก่อนทาน

วิธีล้างหอย และปรุงหอยแครงให้ถูกต้อง

เนื่องจากหอยแครงเป็นสัตว์ทะเลที่อาศัยอยู่ในโคลน ทำให้บริเวณเปลือกและในหอยแครงบางตัวมีการกลืนโคลนลงไปจำนวนมาก ดังนั้นก่อนทานจะต้องนำมาล้างให้สะอาดหลาย ๆ รอบ และล้างเฉพาะภายนอกไม่ได้ แต่จะต้องให้หอยอ้าปากและคายโคลนออกมา โดยวิธีล้างหอยที่ผู้เขียนใช้เป็นประจำก็มีดังนี้ รับรองว่าสูตรนี้หอยสะอาดแน่นอนค่ะ

  1. นำหอยแครงสดมาล้างโคลนออกให้หมดจนน้ำใสสะอาด
  2. แช่หอยในน้ำสะอาดแบบพอท่วม จากนั้นใส่เกลือลงไป 3 กำมือ พร้อมกับทุบพริกชี้ฟ้าแดงสดจำนวน 1 กำลงไป
  3. ใช้สากค่อย ๆ คนหอยประมาณ 2 นาทีเพื่อให้เกลือละลาย แล้วแช่หอยทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เกลือและพริกจะทำให้หอยกระหายน้ำแล้วอ้าปากออกมา เมื่ออ้าปากแล้วโคลนที่อยู่ภายในก็จะหลุดออกมา
  4. ล้างน้ำสะอาดเพิ่มเติมอีก 1-2 รอบ ตอนนี้หอยก็จะสะอาดพร้อมปรุงแล้วค่ะ

วิธีลวกหอยแครงอย่างไรให้อร่อยที่สุด

วิธีลวกหอยแครงนั้น หลายคนมักจะคิดว่าให้ใส่ลงไปในหม้อเลยตั้งแต่แรก ตั้งแต่น้ำยังไม่เดือด แต่วิธีนั้นเป็นวิธีที่ผิดค่ะ เพราะจะทำให้จับเวลาไม่ได้ และทำให้หอยแครงสุกเกินไปด้วย วิธีที่ถูกต้องคือ ให้ต้มน้ำเตรียมไว้จนน้ำเดือดปุด ๆ จากนั้นค่อยใส่หอยแครงลงไป แล้วจับเวลาตามที่ต้องการ

  • ลวกหอยเป็นเวลา 20 วินาที จะได้หอยแครงฉ่ำเลือด เนื้อจะกรุบ หวาน อร่อยกำลังดี
  • ลวกหอยเป็นเวลา 30 วินาที จะได้เนื้อหอยที่มีความสุกเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 20 % มีเลือดจาง ๆ รสชาติยังหวานกรุบอยู่ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบทานแบบฉ่ำ ๆ เลือด
  • ลวกหอยแครงเป็นเวลา 1 นาที จะได้เนื้อหอยที่สุก เด้ง และไม่มีเลือดผสม
  • ลวกหอยแครงเป็นเวลา 2 นาที จะได้เนื้อหอยแบบกรอบ แห้งเล็กน้อย เนื้อสุก 100%

หอยแครงลวก สุก ๆ ดิบ ๆ ปลอดภัยจริงหรือไม่?

หอยแครงลวก สุกๆ ดิบๆ ปลอดภัยจริงหรือไม่?

จริง ๆ แล้วการทานหอยแครงลวกไม่ว่าจะดิบหรือสุกนั้นไม่ได้มีโทษทางตรงแบบทานแล้วเกิดโทษทันทีขนาดนั้นค่ะ แต่ว่ามักจะมีโทษแฝงมาจากการล้างหอยแครงไม่สะอาดซึ่งถึงแม้ว่าหอยแครงจะผ่านความร้อนมาแล้ว แต่ก็วางใจไม่ได้ค่ะ เพราะความร้อนที่ผ่านหอยแครงนั้นมีเวลาน้อยเกินไปไม่ทันฆ่าเชื้อโรค เมื่อทานเข้าไปจึงเกิดการปนเปื้อน ทำให้ท้องเสีย ท้องร่วง บางรายอาจจะทำให้ระคายเคืองลำไส้และผนังกระเพาะอาหาร  ดังนั้นทางที่ดีควรเลือกร้านที่มีความพิถีพิถันด้านความสะอาดให้ดี และหากไม่มั่นใจว่าร้านนี้ล้างหอยสะอาดพอมั้ย? แนะนำให้ทานแบบ หอยสุก 100% จะดีที่สุดค่ะ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

คอเลสเตอรอลในอาหารทะเล ชนิดไหนกินได้ ชนิดไหนต้องเลี่ยง

กินปลาอะไรดีที่สุด ควรเลือกปลาทะเลหรือปลาน้ำจืดดีกว่ากัน

ปลาทูกับปลาทูน่า ปลาแมกเคอเรล ต่างกันอย่างไร แบบไหนมีประโยชน์กว่ากัน

HEALTH, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 35-40 ปี, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 45-50 ปี, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 55-60 ปี,

กินแคลเซียมมากไป ระวังเป็นนิ่ว หินปูนในหลอดเลือด และหลอดเลือดตีบตัน

แคลเซียมเป็นสารอาหารสำคัญที่จำเป็นสำหรับคนทุกเพศทุกวัย แต่วัยที่ควรได้รับแคลเซียมเยอะที่สุดก็คือวัยเด็กและวัยชรา เพราะวัยเด็กจะต้องรับแคลเซียมให้เพียงพอเพื่อนำไปสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยเพิ่มความสูง ส่วนวัยชราจะต้องรับแคลเซียมเพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกพรุน เปราะ แตกหักง่าย แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่ทราบคือ หากกินแคลเซียมมากไปก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้เช่นกัน

กินแคลเซียมมากไป ระวังเป็นนิ่ว หินปูนในหลอดเลือด และหลอดเลือดตีบตัน

ประโยชน์ของแคลเซียม

แคลเซียม  (Calcium) เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่สำคัญอย่างมากที่ร่างกายจะใช้นำมาเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน ช่วยในการทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อและระบบประสาท โดยในทุกช่วงวัยจำเป็นต้องได้รับปริมาณแคลเซียม ดังนี้

ปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับในวัยเด็ก – วัยรุ่น

  • เด็กแรกเกิด – 6 เดือนควรได้รับแคลเซียม 400 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กอายุ 6 เดือน -1 ปี ควรได้รับแคลเซียม 600 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กอายุ 1-3 ปี ควรได้รับแคลเซียม 700 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กอายุ 4-8 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กอายุ 9-18 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม/วัน

ปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับในวัยผู้ใหญ่

  • วัยผู้ใหญ่ 19-50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัม/วัน
  • หญิงตั้งครรภ์ ควรได้รับแคลเซียมไม่ต่ำกว่า 1,000 มิลลิกรัม/วัน

ปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับในวัยชรา

  • วัยชรา ควรได้รับแคลเซียมไม่ต่ำกว่า 1,200 มิลลิกรัม/วัน

กินแคลเซียมมากไป ระวังเป็นนิ่ว หินปูนในหลอดเลือด และหลอดเลือดตีบตัน

หากร่างกายไม่ได้รับแคลเซียมเพียงพอจะเกิดอะไร?

หากกินแคลเซียมน้อยกว่าปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวันจะส่งผลให้กระดูกอ่อนแอลง แตกหักง่าย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนได้

อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม

แคลเซียมเป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ ดังนั้นหากต้องการได้รับแคลเซียมให้เพียงพอคือควรกินอาหารที่มีแคลเซียมสูงเข้าไป โดยวิธีการกินแคลเซียมนั้นก็มีทั้งกินอาหารตามธรรมชาติ เช่น นม ชีส โยเกิร์ต ปลาซาร์ดีน ปลาตัวเล็ก ๆ ผักใบเขียว (ผักโขม ผักคะน้า บรอกโคลี ชะพลู ชะอม กระเฉด ถั่วแระญี่ปุ่น ตำลึง ขี้เหล็ก)  ถั่วต่าง ๆ  หรือ จะกินแคลเซียมอัดเม็ดแทนก็ได้

6 สัญญาณ ขาดแคลเซียมในวัยทอง เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน

กินแคลเซียมแบบไหนให้ได้ประโยชน์สูงสุด

กินแคลเซียมมากไป ระวังเป็นนิ่ว หินปูนในหลอดเลือด และหลอดเลือดตีบตัน

ในกรณีที่กินแคลเซียมอัดเม็ด วิธีการกินแคลเซียมเพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมได้ดีที่สุด คือการกินพร้อมกับมื้ออาหารเย็น หรือหลังอาหารเย็นไม่เกิน 1 ชั่วโมง เพราะในช่วงกลางคืนจะเป็นช่วงที่ร่างกายสูญเสียแคลเซียมมากที่สุด และทางที่ดีควรเลือกกินแคลเซียมชนิดที่ละลายน้ำได้ เช่น แคลเซียมซิเตรท แคลเซียมแลคเตท กลูโคเนต แคลเซียมแบบเม็ดฟู่ และแคลเซียมที่มีส่วนผสมของวิตามินดีจะดีที่สุด

ข้อควรรระวังในการกินแคลเซียมอัดเม็ด

  • ห้ามกินอาหารที่มีส่วนประกอบของธาตุเหล็ก (เช่น ไข่แดง เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ แป้ง  ซีเรียล ข้าวโอ๊ต จมูกข้าวสาลี เลือด อาหารทะเล ฯลฯ) ร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียม เนื่องจากแคลเซียมจะลดการดูดซึมของธาตุเหล็กลง 30-40%
  • ห้ามดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับแคลเซียม
  • ห้ามซื้อแคลเซียมกินเองเด็ดขาด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

ทำไมถึงไม่ควรกินแคลเซียมมากไป

ถึงแม้ว่าแคลเซียมจะเป็นสารอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ไม่ควรกินแคลเซียมมากจนเกินไป เพราะหากร่างกายได้รับแคลเซียมมากเกินความต้องการจะก่อให้เกิดโรคข้างเคียง เช่น โรคนิ่วในไต มะเร็งต่อมลูกหมาก ท้องผูก การดูดซึมธาตุเหล็กและสังกะสีในร่างกายบกพร่อง หรือภาวะแคลเซียมเกาะตามผนังหลอดเลือดจนเกิดเป็นหินปูนในหลอดเลือด และหลอดเลือดตีบตันได้

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ความดันสูง โรคหลอดเลือดอุดตัน ไขมันในเลือดสูง กินน้ำมันปลาได้ไหม

อาหารไม่ย่อย อึดอัดแน่นท้อง หลังทานอาหาร แก้ไขอย่างไร

เทคนิคดูแลสุขภาพ กินตามกรุ๊ปเลือด กรุ๊ปไหนควรกิน-ไม่ควรกินอะไร

HEALTH,

ความดันสูง โรคหลอดเลือดอุดตัน ไขมันในเลือดสูง กินน้ำมันปลาได้ไหม

สำหรับผู้ป่วยหรือผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคความดันสูง โรคหลอดเลือดอุดตัน และไขมันในเลือดสูงจะต้องลด..ละ..เว้นอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันเพราะอาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้อาการของโรคกำเริบขึ้นได้ แต่ว่าน้ำมันปลาเองก็เป็นอาหารเสริมที่มีประโยชน์และมีการ “กล่าวอ้าง” สรรพคุณว่า สามารถลดไขมันในเลือดสูง ลดความเสี่ยงต่อโรคความดันและโรคหลอดเลือดอุดตันได้ … ซึ่งอาจทำให้บางคนรู้สึกสงสัยว่าจริงหรือไม่? วันนี้ I-kinn ก็มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “น้ำมันปลา” ว่ามีประโยชน์จริงมั้ย? และเหมาะที่จะให้ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงความดันสูง โรคหลอดเลือดอุดตัน ไขมันในเลือดสูง ทานได้จริงอย่างที่สรรพคุณอ้างหรือเปล่า?

ความดันสูง โรคหลอดเลือดอุดตัน ไขมันในเลือดสูง กินน้ำมันปลาได้ไหม

น้ำมันปลา ทำมาจากอะไร?

น้ำมันปลา (fish oil) เป็นสารอาหารที่สกัดมาจากปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาค็อด ปลาแซลมอน ปลาแอนโชวี ปลาแฮร์ริง ปลาแมกเคอเรล ปลาทูน่า และปลาซาร์ดีน โดยทั่วไปจะสกัดมาจากบริเวณหัว หนังและหางปลา โดยน้ำมันปลานั้นนิยมนำมาทานเพื่อบำรุงร่างกาย สามารถทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ประโยชน์ของน้ำมันปลาหลัก ๆ ก็จะมีดังนี้ …

เด็กกับน้ำมันปลา

เด็กที่ทานน้ำมันปลาเป็นประจำจะมีแนวโน้มว่าจะมีการพัฒนาระบบประสาทดีกว่าเด็กที่ไม่ได้ทาน เพราะในน้ำมันปลามีกรดไขมันโอเมกา 3 สูงมาก และยังมีผลวิจัยบางชิ้นที่ระบุว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ทานน้ำมันปลาเป็นประจำจะช่วยพัฒนาการของทารกในครรภ์ ช่วยให้ทารกมีน้ำหนักตัวดีและอยู่ในครรภ์ได้นานจนครบกำหนดคลอด

น้ำมันปลาช่วยป้องกันมะเร็ง

การทานน้ำมันปลาเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้น้อยลง

ความดันสูง โรคหลอดเลือดอุดตัน ไขมันในเลือดสูง กินน้ำมันปลาได้ไหม

น้ำมันปลากับการบำรุงสมองและหัวใจ

น้ำมันปลามีส่วนช่วยบำรุงและลดการเกิดโรคอัลไซเมอร์ สมองเสื่อม ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ลดไขมันในเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดี และช่วยให้หัวใจเต้นอย่างปกติ

น้ำมันปลากับโรคซึมเศร้า

มีการระบุผลการวิจัยไว้ว่า การทานน้ำมันปลาเป็นประจำอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคซึมเศร้าได้

ลดอาการปวดหัว

กรดน้ำมันปลาจะช่วยลดการหลั่งของฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) ทำให้ลดอาการปวดหัว และปวดไมเกรนน้อยลง

น้ำมันปลา VS น้ำมันตับปลาต่างกันตรงไหน?

หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า “น้ำมันปลา” กับ “น้ำมันตับปลา” นั้นเป็นอาหารเสริมชนิดเดียวกัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่นะคะ เพราะน้ำมันปลาเป็นน้ำมันที่สกัดจากส่วนต่าง ๆ ของปลา เช่น หัวปลา หนังปลา และหางปลาทะล แต่น้ำมันตับปลาจะเป็นน้ำมันที่สกัดมาจากตับของปลา ซึ่งถึงแม้ว่าทั้งสองชนิดจะอุดมไปด้วยโอเมกา 3 ชนิด, Docosahexaenoic acid (DHA) และ Eicosapentaenoic acid (EPA) เหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือน้ำมันตับปลาจะมีวิตามินเอและวิตามินดีที่ช่วยบรรเทาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ ในขณะที่น้ำมันปลาไม่มีวิตามินชนิดนี้ ซึ่งถามว่าแล้วกินชนิดไหนดีกว่ากัน ก็จะตอบค่อนข้างยากเพราะทั้งสองชนิดไม่ว่าจะเป็นน้ำมันปลาหรือน้ำมันตับปลาก็มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งคู่ แต่ถ้าหากผู้ทานมีภาวะขาดวิตามินเอและวิตามินดีก็ควรเลือกทานน้ำมันตับปลาจะตอบโจทย์มากกว่าค่ะ

ความดันสูง โรคหลอดเลือดอุดตัน ไขมันในเลือดสูง กินน้ำมันปลาได้ไหม

ผู้ป่วยความดันสูง โรคหลอดเลือดอุดตัน ไขมันในเลือดสูง กินน้ำมันปลาได้ไหม

ถึงแม้ว่าน้ำมันปลาจะเป็นอาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของน้ำมันซึ่งดูเหมือนจะเป็นอันตรายกับผู้ป่วยเหล่านี้ แต่น้ำมันปลานั้นไม่เป็นแบบนั้นค่ะ เพราะน้ำมันปลามีคุณสมบัติที่ช่วยลดไขมัน LDL ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ โดยมีผลวิจัยบอกว่า หากทานน้ำมันปลาเป็นประจำทุกวันอย่างต่อเนื่องจะสามารถช่วยลดไขมันไม่ดีได้สูงสุดถึง 20- 50 % เลย แล้วยังช่วยเพิ่มปริมาณไขมันดี HDL ในร่างกายให้สมดุลและช่วยให้สุขภาพดีขึ้นอีกด้วย ดังนั้นผู้ป่วยความดันสูง โรคหลอดเลือดอุดตัน ไขมันในเลือดสูงสามารถทานได้อย่างสบายใจเลยค่ะ

รู้สึกคลื่นไส้ เวียนหัว หลังทานน้ำมันปลาเกิดจากอะไร?

บางคนเมื่อทานน้ำมันปลาเข้าไปแล้วอาจจะรู้สึกคลื่นไส้ เวียนหัว และอาเจียน อาการเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นจากอาการแพ้ปลาทะเลในผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงอาการแพ้ ควรหยุดการทานและพบแพทย์ทันที แต่ในกรณีที่ท่านไม่มีประวัติการป่วยแพ้อาหารทะเล อาจจะเกิดขึ้นจากร่างกายไม่คุ้นชินกับน้ำมันปลามาก่อน วิธีแก้คือให้เลี่ยงการทานน้ำมันปลาหลังอาหารทันที หรือ ลองลดปริมาณการทานน้ำมันปลาให้น้อยลงเพื่อให้ร่างกายคุ้นชินก่อนแล้วค่อยเพิ่มปริมาณทานแบบปกติ

ผู้ที่ไม่ควรทานน้ำมันปลา

  • ไม่ควรให้เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ทานน้ำมันปลา
  • ในกรณีเด็กเล็ก (อายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป) ไม่ควรให้ทานน้ำมันปลาเกิน 50 กรัมต่อสัปดาห์ หรือควรให้ทานน้ำมันปลาชนิดหยดผสมกับนมแทน
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำ
  • ผู้ที่มีประวัติการแพ้ปลาทะเล

ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันปลา

  • ไม่ควรทานน้ำมันปลาควบคู่กับยาที่มีส่วนประกอบของแอสไพริน (Aspirin) หรือวาร์ฟาริน (Warfarin) 
  • ควรงดการทานน้ำมันปลาในกรณีที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด ใกล้คลอดบุตร และทันตกรรมฟันอย่างน้อย 14 วัน เพราะอาจจะทำให้เลือดไหลเยอะและแข็งตัวช้า
  • ในกรณีที่ต้องใช้ยาละลายลิ่มเลือด ควรงดการทานน้ำมันปลา
  • ไม่ควรทานน้ำมันปลาเกินปริมาณที่กำหนด
  • ก่อนเข้ารับการรักษาจะต้องแจ้งแพทย์หรือพยาบาลผู้ซักประวัติทุกครั้งว่า กำลังทานน้ำมันปลาอยู่เพื่อจะได้เป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการรักษาได้

บทความอื่น ๆ ที่ชื่นชอบ

จับคู่อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่ควรกินคู่กัน ยิ่งกินยิ่งสุขภาพดี

ประโยชน์ของกิมจิ สุดยอดอาหารสุขภาพของคนเกาหลี

ปลาทูกับปลาทูน่า ปลาแมกเคอเรล ต่างกันอย่างไร แบบไหนมีประโยชน์กว่ากัน

HEALTH,

จับคู่อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่ควรกินคู่กัน ยิ่งกินยิ่งสุขภาพดี

อยากสุขภาพดีแบบ x2 ต้องเลือกจับคู่อาหารให้เป็น!! ในบทความก่อนหน้านี้ผู้เขียนเคยเขียนเล่าถึงอาหารบางชนิดที่มีสารอาหารบางอย่างที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ แต่วันนี้ผู้เขียนจะมาแชร์ความรู้เกี่ยวกับคู่อาหารบางชนิดที่เมื่อทานคู่กันยิ่งเสริมให้สุขภาพดี ยิ่งขึ้นไปอีก

อาหารกากใยสูง ช่วยขับถ่าย ลดน้ำหนัก หน้าท้องยุบ

อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่ควรกินคู่กัน ยิ่งกินยิ่งสุขภาพดี

1.บรอกโคลีและมะเขือเทศ ควรทานคู่กัน

ผักทั้งสองชนิดนี้เต็มไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายทั้งไลโคปีนและวิตามินซี เมื่อทานคู่กันแล้วจะช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก วิธีทานสามารถนำไปประกอบอาหารร่วมกัน เช่นการผัดในซอสมะเขือเทศ หรืออาจจะนึ่งบรอกโคลีให้สุกแล้วทานในสลัดร่วมกับมะเขือเทศก็ได้ (มะเขือเทศทานดิบได้แต่บรอกโคลีต้องปรุงสุก 100% นะคะ)

2.ช็อกโกแลตและแอปเปิลแดง ควรกินคู่กัน

เพราะในแอปเปิลแดงมีสารต้านการอักเสบ ส่วนช็อกโกแลตก็มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดหัวใจ เมื่อทานคู่กันมันจะช่วยสลายลิ่มเลือด ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดหัวใจ แต่ช็อกโกแลตที่นำมาทานจะต้องเป็น “ดาร์กช็อกโกแลต” เท่านั้น

3.พริกหยวกแดงและถั่วดำ ควรกินคู่กัน

การทานอาหารทั้งสองชนิดร่วมกันจะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากถั่วดำเพิ่มขึ้น เพราะถึงแม้ว่าถั่วดำจะเป็นแหล่งโปรตีนและมีธาตุเหล็กที่สูง แต่ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้ยาก การทานคู่กับพริกหยวกแดงซึ่งมีวิตามินซีสูง จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กในถั่วดำได้ดี

4.ชาเขียวและพริกไทยดำ ควรกินคู่กัน

ชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย และพริกไทยดำเองก็เป็นสมุนไพรฤทธิ์ร้อนอุดมไปด้วยสารพิเพอรีน ยับยั้งการเกิดเซลล์ไขมันใหม่ ดังนั้น หากทานทั้งคู่เข้าไปพร้อมกัน ก็ยิ่งช่วยเพิ่มพลังการเผาผลาญไขมันในร่างกายได้ดี และวิธีทานชาเขียวและพริกไทยดำที่ดีที่สุดคือ ดื่มชาเขียวร้อนที่โรยพริกไทยดำลงไปด้านบน

ปลาแซลมอน การตรวจไขมันในเลือด ลดไขมันในเลือด ลดคอลเลสเตอรอล คอลเลสเตอรอลสูง ผลตรวจเลือด

5.แซลมอนและกระเทียมหัวหอม ควรกินคู่กัน

ในกระเทียมและหัวหอมมีสารต้านอนุมูลอิสระ เมื่อทานคู่กับปลาแซลมอนซึ่งเป็นปลาที่มีไขมันดี มีโอเมกา 3 สูงจะช่วยให้รสชาติของเนื้อปลาอร่อยขึ้นและยังเพิ่มประสิทธิภาพการลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และต้านมะเร็งได้อีกด้วย

รู้หรือไม่? แซลมอนซาชิมิ ที่เราทาน อาจไม่ใช่แซลมอนแท้!!?

6.กล้วยและเนยถั่ว ควรกินคู่กัน

กล้วยเป็นผลไม้ที่มีคาร์โบไฮเดรต อุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ป้องกันการเกิดโรคโลหิตจางได้ ลดความดันในเลือด และเนยถั่วก็มีโปรตีนสูง บำรุงหัวใจให้แข็งแรง เมื่อทานคู่กันจึงกลายเป็นการส่งเสริมประโยชน์ร่วมกันแถมยังให้รสชาติอร่อยด้วยค่ะ

ประโยชน์กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ กล้วยอันไหนดีต่อสุขภาพมากที่สุด

กล้วยทําให้อ้วนไหม สรุปกินกล้วยช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

7.ขมิ้นและพริกไทยดำ ควรกินคู่กัน

ทั้งขมิ้นและพริกไทยดำต่างเป็นสมุนไพรที่นิยมใช้ประกอบอาหารหลากหลายเมนู ช่วยให้สีสันสวยงามและรสชาติอร่อย ประโยชน์ที่โดดเด่นของสมุนไพรทั้งสองชนิดนี้ก็คือ มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย ป้องกันริ้วรอยแห่งวัย ช่วยเผาผลาญไขมันได้ดี และต่อต้านการเกิดมะเร็ง

ขมิ้นชันช่วยลดไขมัน-เบาหวาน ขมิ้นชันกินตอนไหนออกฤทธิ์ดีที่สุด

8. โยเกิร์ตรสธรรมชาติและผลไม้รสเปรี้ยว ควรกินคู่กัน

โยเกิร์ตเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนที่ช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และมีแคลเซียมช่วยเสริมให้กระดูก-ฟันแข็งแรง เมื่อทานคู่กับผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี จะช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น

 

กระเทียมลดความดันโลหิตสูง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ

9.ธัญพืชและกระเทียมหัวหอม ควรกินคู่กัน

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่มีการค้นพบว่า การทานกระเทียมหัวหอมรวมกับธัญพืชจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารประเภทสังกะสีและธาตุเหล็กได้ดีขึ้น

10.น้ำมันมะกอกและมะเขือเทศ ควรกินคู่กัน

น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันประเภทไขมันอิ่มตัวชนิดดี ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดี โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างเบต้าแคโรทีน วิตามินอี และวิตามินซีที่อยู่ในมะเขือเทศ ช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดอุดตัน

8 น้ำมันไขมันต่ำ ดีต่อร่างกาย ลดความเสี่ยงคอเลสเตอรอลสูง

การเลือกน้ำมันมะกอก ประเภทของน้ำมันมะกอกให้เหมาะกับการใช้งาน

11.ปวยเล้ง-ผักโขม และอะโวคาโด ควรกินคู่กัน

ผักทั้งสองชนิดนี้ มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยต่อต้านมะเร็ง ช่วยบำรุงผิวพรรณ ป้องกันการถูกทำร้ายโดยแสงยูวี อีกทั้งยังช่วยบำรุงสายตา ลดความเสี่ยงเป็นโรคต้อกระจกในดวงตา

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

17 ดอกไม้กินได้มีอะไรบ้าง พร้อมเมนูจานเด็ด อร่อยดีต่อสุขภาพ

กินปลาทำไมอ้วน เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ดี ไขมันต่ำ จริงหรือ?

ทานปลาหมึกดิบ หมึกชอต มีอันตรายหรือไม่? มีพยาธิหรือเปล่า?

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com