ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

EP. 216 : 8 ผลไม้ ช่วยลดน้ำหนัก และลดไขมัน

สาวคนไหนที่กำลังลดน้ำหนัก หรือ หาตัวช่วยเพื่อลดน้ำหนัก  โดยเฉพาะสาววัยทำงาน 40+ (เพราะส่วนใหญ่จะเริ่มอ้วน วัยนี้เลย เพราะร่างกายเผาผลาญน้อยลงเยอะ) เพราะนอกจากเลือกกินอาหารที่เป็นเรื่องสำคัญแล้ว การตัดอาหารหวาน ๆ ออกไป ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้เราสามารถควบคุมน้ำหนักได้ เพราะน้ำตาลในอาหารหวาน และอาหารคาวนั้น ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก ที่ทำให้เกิดไขมันสะสมในร่างกาย  ซึ่งทางเราต้องการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง (เหมือนผู้เขียนตอนนี้) และอยากกินอาหารหวาน ๆ บ้าง เพื่อไม่ให้การลดน้ำหนักในคราวนี้เครียดเกินไป  เราสามารถเปลี่ยนมาทานเป็นผลไม้แทนก็ได้  และถ้ายิ่งเป็นแบบที่ไม่หวานจัดมาก รวมถึงเป็นกลุ่มผลไม้ที่มีสรรพคุณช่วยลดไขมันได้ คงจะดีมาก ๆ กับชีวิตเป็นแน่แท้

ลดน้ำหนักด้วยผลไม้ ได้ผลมั๊ย

การลดน้ำหนักให้มีความสุขด้วยการกินเป็นผลไม้แทนนั้น ต้องคำนึงอยู่หลายปัจจัย เช่นน้ำตาล  คาร์โบไฮเดรท  ขนาดและปริมาณ รสชาติ และสรรพคุณ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในผลไม้แต่ละชนิดนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  ดังนั้นผลไม้ที่เราเลือกมาด้านล่างนี้ จัดอยู่ในกลุ่มผลไม้ที่ดีต่อการลดน้ำหนัก และมีรสชาติที่อร่อยสร้างสุขสมดุลแก่ชีวิตได้จริง ๆ

  • พลัม

ปกติแล้วเราจะได้รับรู้ว่าลูกพลัมนั้น ช่วยระบายก็จริงอยู่ ช่วยขับถ่าย และเหมาะสำหรับคนที่มักจะท้องผูกเป็นประจำ เพราะในลูกพลัมนั้น มีเส้นใยสูง และจัดเป็นยาระบายอ่อน ๆ ได้ แต่ในอีกหนึ่งสรรพคุณที่น่าสนใจของลูกพลัมนั้น คือ เป็นผลไม้ที่มีไขมันต่ำ และช่วยลดไขมันในร่างกายได้ดี รสหวานของลูกพลัมนั้น ไม่เป็นการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดมากเกินไป จึงเหมาะกับการเป็นผลไม้ลดน้ำหนักของสาว ๆ วัย 40 ปี+

  • ส้ม

ส้มเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยสูงมาก การกินส้มเป็นประจำ จะช่วยระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี  จึงไม่สงสัยเลยว่า เด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปี เราจะเห็นชินตาผู้ใหญ่จะให้ดื่มน้ำส้มเป็นประจำ เพราะจะได้ลดปัญหาท้องผูก นอกจากนี้ เส้นใยของส้ม ยังช่วยขับถ่ายไขมันต่าง ๆ ในลำไส้อีกด้วย ถือเป็นการดีท๊อกซ์ร่างกายไปในตัว  ดังนั้น ส้มจึงถือเป็นผลไม้ที่ช่วยลดไขมันในเลือดและช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี แถมราคาไม่แพง หาซื้อง่ายอีกด้วย

  • กีวี

กีวี่ เป็นผลไม้ที่เหมาะแก่การลดความอ้วนอย่างมาก เพราะว่ากีวี่เป็นผลไม้ขนาดเล็กถึงปานกลาง แต่มีกากใยสูงกว่าผลไม้ที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่างแอปเปิ้ลและส้มมากถึง 20 เท่า ซึ่งกากใยเหล่านี้ช่วยในเรื่องของการดูดซึมสารอาหาร และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และจุดนี้เอง อาจทำให้ผู้อ่านตกใจว่า กีวี่ลูกเล็ก ๆ เพียงไม่กี่ลูก ก็สามารถทำให้เราอิ่มท้องได้อย่างรวดเร็ว และทำให้เราสามารถลดปริมาณการกินไปในตัว (ทำให้ลดการกินอาหารแต่ละมื้อลดลง) นอกจากนี้ กีวี่ จึงเป็นผลไม้ที่ให้วิตามินที่สูงลำดับต้น ๆ ของผลไม้ทั้งหมดอีกด้วย

  • สตอรว์เบอรี่

อีกหนึ่งผลไม้สีแดงที่ดูพรีเมี่ยม นิยมซื้อมอบให้คนที่เรารักและห่วงใย นั่นคือ สตอร์วเบอรี่  ด้วยความที่เป็นหนึ่งในผลไม้ลดน้ำหนัก โดยการส่งเสริมให้ร่างการเร่งการผลิตฮอร์โมนเลปติน (Leptin) และอะนิโปเนกดิก (Adiponectin) ซึ่งทั้งสองสารนี้ จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังมีสารต่าง ๆ เช่น โพแทสเซียม  โฟเลต แมงกานีส และวิตามินต่าง ๆ เยอะเช่นกัน

  • แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่ควรกินอย่างมาก เหมาะกับสาว ๆ ที่ต้องการลดน้ำหนักและลดไขมันในเลือดลดคอเลสเตอรอลนั่นเอง เพราะในแอปเปิ้ล นั้นมีเส้นใยชนิดหนึ่งชื่อว่า แพคติน ซึ่งมีส่วนช่วยให้อิ่มท้องได้นาน และช่วยให้สาว ๆ สามารถลดน้ำหนักได้ นอกจากนี้ ยังมีวิตามินซี ซึ่งช่วยบำรุงผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรง สามารถทนต่อแสงแดดได้นาน ๆ  และในแอปเปิ้ล ยังมีน้ำตาลที่ต่ำมาก ทำให้สาว ๆ ไม่ต้องกังวลเลยว่า การกินแอปเปิ้ลนั้น จะทำให้อ้วน

  • ฝรั่ง

สรรพคุณของฝรั่งที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับคนลดน้ำหนัก นั่นคือ ฝรั่งสามารถช่วยเพิ่มระดับไขมันดีในร่างกายได้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่ไขมันดีในร่างกายเพิ่มขึ้นแล้ว ไขมันเลว LDL ก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเหตุนี้ ฝรั่ง จึงเป็นผลไม้ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล ในร่างกายได้เห็นผลชัดเจน (หากกินเป็นประจำ)

  • อะโวคาโด

อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่มีไขมันดี ซึ่งจำเป็นสำหรับร่างกายอย่างมาก นอกจากนี้ อะโวคาโดยังช่วยเผาผลาญไขมันอิ่มตัวในร่างกายได้ด้วย ซึ่งเรามักจะเป็นผู้หญิงวัยทำงานที่กำลังลดน้ำหนักหลายคน เลือกที่จะกิน อะโวคาโด ทั้งเป็นส่วนประกอบในอาหาร หรือ เป็นผลไม้หลังอาหาร เพราะสรรพคุณที่ช่วยลดน้ำหนักได้ดี

  • แคนตาลูป

ถึงแม้ว่าจะมีรสหวานแต่แคนตาลูป ก็ยังจัดเป็นผลไม้ที่ช่วยลดน้ำหนัก เพราะแคนตาลูปนั้นช่วยลดไขมันได้ สรรพคุณสำคัญในแคนตาลูป ก็คือช่วยป้องกันการจับตัวของคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด และมีความสำคัญต่อการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย

 

ผลไม้ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน 8 ชนิดที่นำเสนอไปนี้ จะช่วยให้แผนการลดน้ำหนักของผู้อ่านได้ผลดี อย่างไรก็ตาม การกินผลไม้เพื่อลดน้ำหนัก ถือเป็นหนึ่งในตัวช่วยเท่านั้น และควรรับประทานแบบพอดี การลดหุ่น ลดความอ้วน ลดไขมันในเลือด ยังต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นเสริมเพิ่ม เช่น เน้นการออกกำลังกาย อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง  และทำต่อเนื่องควบคู่กับการทานผลไม้ที่แนะนำ  รับรองว่าภายใน 1 อาทิตย์เห็นผล น้ำหนักลดแน่นอนค่ะ

………………………………………………………………………..

(เครดิต : fruitfits.com, www.i-kinn.com)

HEALTH,

กินปลากระป๋องทุกวัน อันตรายไหม มีอะไรที่ควรระวังบ้าง?

กินปลากระป๋องทุกวัน เชื่อว่าหลาย ๆ คนต้องเคยพบกับประสบการณ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะใกล้สิ้นเดือนหรือเป็นเพราะปลากระป๋องเป็นเมนูสิ้นคิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะว่าเจ้าเมนูปลาอัดกระป๋องแบบนี้กลายเป็นอาหารอันโอชะของเราเกือบจะหลาย ๆ ครั้งในชีวิตเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดหัวข้อมาเป็นคำถามที่ว่า กินปลากระป๋องในทุก ๆ วัน แล้วจะเป็นอะไรไหม หลาย ๆ คนก็คงเริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมคะว่า คำตอบของคำถามนี้จะออกมาในรูปแบบไหนกันแน่ วันนี้ I-Kinn มีคำตอบมาฝากค่ะ

 

กินปลากระป๋องทุกวัน อันตรายไหม มีอะไรที่ควรระวังบ้าง?

กินปลากระป๋องทุกวัน อันตรายไหม สามารถทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้หรือเปล่า?

เป็นที่ทราบกันดีค่ะว่าปลากระป๋องเป็นอาหารที่มีราคาไม่แพงคือเพียงกระป๋องละ 10 กว่าบาทและยังหาซื้อได้ง่าย นั่นจึงทำให้ปลากระป๋องเป็นอาหารประจำของคนจำนวนไม่น้อย แต่สิ่งสำคัญที่หลาย ๆ คนยังไม่ทราบก็คือ ปลากระป๋อง นั้นมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร และถ้าหากกินในปริมาณที่มากจนเกินพอดีจะส่งผลอย่างไรบ้าง ในบทความนี้เรามาทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กันค่ะ

ปลากระป๋อง คือ…

ปลากระป๋อง เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจาก “ปลา” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก โดยปลาที่นิยมใช้ผลิตปลากระป๋อง ได้แก่ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาแมกเคอเรล ซึ่งอาจนำมาแปรรูปด้วยการบรรจุในน้ำเกลือ น้ำมันพืช ซอสมะเขือเทศ น้ำแร่หรืออื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งการจัดจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปชนิดนี้คือธุรกิจอาหารที่มีตลาดกว้างขวางเนื่องจากเป็นสินค้า ที่ซื้อง่ายขายคล่องเพราะมีราคาถูกตามที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นค่ะ

ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้มันกลายเป็นเมนูสุดโปรดของใครหลาย ๆ คนจนสามารถกินเจ้าเมนูกระป๋องชนิดนี้ได้ในทุก ๆ วัน  แต่อย่าลืมว่ากว่าเนื้อปลาทะเลเหล่านี้จะถูกบรรจุลงกระป๋อง ต้องผ่านหลายกระบวนการ รวมทั้งเสี่ยงที่จะเกิดสารอันตรายที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ โดยสารนั้นเรียกว่า “ฮีสทามีน”

“ฮีสทามีน” คืออะไร เกิดจากอะไร และอันตรายต่อร่างกายอย่างไรบ้าง?

สารฮีสทามีน เป็นสารพิษที่เป็นอันตรายในอาหาร (Food hazard) ประเภทอันตรายทางเคมี (Chemical hazard) หากบริโภคเข้าสู่ร่างกายจะทําให้เกิดพิษต่อร่างกายได้ ซึ่งพิษของฮีสทามีน เรียกว่า สคอมโบรทอกซิน (Scombrotoxin) นั่นเองค่ะ

Scombrotoxin เกิดจากการย่อยสลายกรดอะมิโน ฮีสทิดีนของแบคทีเรียโดยใช้เอนไซม์ Histidine decarboxylase มีอยู่มากในโปรตีนเนื้อปลา เช่น ปลาทูน่า (Tuna) ปลาแมกเคอเรล (Mackerel) ในระหว่างการเก็บรักษาที่อุณหภูมิสูง จะทําให้จุลินทรีย์เกิดการเจริญเติบโตและทําให้เนื้อปลาเกิดการเน่าเสีย โดยปริมาณแบคทีเรียที่สร้างสารฮีสทามีน (Histamine forming bacteria) ที่เพิ่มมากขึ้นจะส่งผลให้สารฮีสทิดีนเปลี่ยนเป็นฮีสทามีนในปริมาณที่สูงมากขึ้นด้วย

ข้อดี ข้อเสียของปลากระป๋อง มีอะไรบ้าง?

แน่นอนว่ามีข้อดี ก็ต้องมีข้อเสีย ซึ่งอาหารสำเร็จรูปชนิดนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนี้ค่ะ

ข้อดี

หากพูดถึงข้อดีของปลากระป๋องนั้น ปลากระป๋อง ถือเป็นอาหารสำเร็จรูปที่มีสารอาหารสำคัญสำหรับกระดูกถึง 16 ชนิด รวมถึงน้ำซอสมะเขือเทศ มีสารไลโคปินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอย่างดี ปลากระป๋อง จึงเป็นอาหารที่ช่วยบำรุงกระดูกได้ดีชนิดหนึ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหากระดูกพรุน ทั้งนี้ ยังมีสารอาหาร ได้แก่ “ทอรีน” กรดอะมิโนที่พบมากในปลาและสัตว์น้ำ สารตัวนี้จำเป็นสำหรับสุขภาพของประสาท กล้ามเนื้อ และเกล็ดเลือด หากร่างกายได้รับ “ทอรีน” ไม่พอในเด็ก อาจจะมีผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมอง โดยเฉพาะเด็กที่ดื่มนมวัวอีกด้วย

ข้อเสีย

อย่างไรก็ตามค่ะ แม้ปลากระป๋องจะมีประโยชน์ในด้านของคุณค่าทางอาหาร แต่ก็จัดอยู่ในหมวดหมู่ของอาหารกรด ที่ทำให้ร่างกายเสียสมดุลและสูญเสียมวลกระดูก  หากบริโภคมากเกินไป  จึงควรบริโภคให้ได้ในปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสม

 

ปลากระป๋อง

กินปลากระป๋องต้องอุ่นไหม?

คำถามโลกแตกของใครหลาย ๆ คนว่าหากจะรับประทานปลากระป๋องในแต่ละครั้ง เราจำเป็นต้องอุ่นหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่เมนูที่มักจะนำไปประกอบอาหารกันมักจะเป็นเมนู ยำปลากระป๋อง ซึ่งไม่จำเป็นต้องอุ่น ซึ่งคำตอบก็คือ สามารถทานได้เลยโดยไม่ต้องอุ่นค่ะ แต่หากใครอยากรับประทานแบบอุ่น ๆ ก็ต้องเทปลากระป๋องใส่จานเซรามิกแล้วนำเข้าไมโครเวฟได้ตามปกติ เน้นว่าต้องเทใส่จานก่อนนะคะ เพราะหากอุ่นทั้งกระป๋องจะเกิดสารอันตรายผสมรวมไปกับอาหารและทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ค่ะ

กินปลากระป๋อง กระดูกผุ หรือไม่ มีผลข้างเคียงต่อกระดูกจริงหรือเปล่า?

แท้จริงแล้ว “ปลากระป๋อง” มีสารอาหารจำเป็นสำหรับการเสริมสร้างกระดูกถึง 16 ชนิด จึงจัดได้ว่าเป็นอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อกระดูกอย่างหนึ่ง ข้อดีของ “ปลากระป๋อง” คือ การรับประทานปลาทั้งกระดูก ซึ่งทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มากกว่าการทานเนื้อปลาเพียงอย่างเดียว (สำหรับปลาชนิดเดียวกันและปริมาณน้ำหนักของปลาเท่ากัน) เช่น ได้รับแคลเซียมมากกว่า 30 เท่า ได้รับวิตามินดีและวิตามินชนิดอื่นมากกว่า รวมถึงได้รับแร่ธาตุชนิดต่าง ๆ โปรตีนและไขมันมากกว่า ดังนั้นสามารถหมดกังวลเรื่องกระดูกผุหรือกระดูกพรุนได้ค่ะ

เด็ก กินปลากระป๋องได้ไหม?

นักโภชนาการได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับคำถามนี้เอาไว้ค่ะว่า คนที่ควรระวัง คือ คนที่แพ้อาหารทะเล ผู้สูงอายุ และเด็ก ซึ่งวัยนี้ไม่มีความจำเป็นที่ต้องกินปลากระป๋อง รวมทั้งคนที่เป็นภูมิแพ้อาหารทะเลบางอย่างก็ต้องระวัง ส่วนอาการแพ้ก็ขึ้นอยู่กับการบริโภคมาก ๆ มีทั้งผื่นขึ้น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายท้องร่วมด้วย นั่นเอง ดังนั้นควรระมัดระวังในการรับประทานไว้เป็นพิเศษด้วยนะคะ

โรคไต กินปลากระป๋อง ได้ไหม?

ผู้ป่วยโรคไตต้องระมัดระวังอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง เพราะหากร่างกายได้รับในปริมาณที่มากเกินไปก็จะขับออกมาทางปัสสาวะ แต่ถ้าหากไตผิดปกติก็จะทำให้ฟอสฟอรัสสะสมอยู่ในร่างกาย ดังนั้นผู้ป่วยโรคไตจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณฟอสฟอรัสสูง ซึ่งปลากระป๋องก็รวมอยู่ในอาหารจำพวกนี้ด้วยค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับข้อมูลปลากระป๋องที่ I-Kinn นำมาฝากในวันนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ทุก ๆ คนและผู้ที่ชื่นชอบรับประทานปลากระป๋องนะคะ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ แม้ว่าปลากระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ จะสามารถทานได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ แต่ผู้บริโภคควรรับประทานให้อยู่ในปริมาณที่พอดีเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพนะคะ

บทความที่น่าสนใจ

ปลาทูกับปลาทูน่า ปลาแมกเคอเรล ต่างกันอย่างไร แบบไหนมีประโยชน์กว่ากัน

กินปลาอะไรดีที่สุด ควรเลือกปลาทะเลหรือปลาน้ำจืดดีกว่ากัน

กินปลาทำไมอ้วน เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ดี ไขมันต่ำ จริงหรือ?

HEALTH,

วิธีกินเวย์ให้อร่อย กินสูตรไหนดีให้ถูกปากและได้ประโยชน์

วิธีกินเวย์ให้อร่อย เชื่อว่าหลาย ๆ คนต้องเคยพบเจอปัญหาการทานเวย์โปรตีนแล้วไม่ถูกใจกับรสชาติดั้งเดิม และส่งผลให้ทำใจลำบากทุกครั้งที่ต้องรับประทาน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรค่ะที่ผู้บริโภคมักหาส่วนผสมหรือสูตรการชงเวย์อื่น ๆ มาเพื่อทำให้เวย์ที่ทานกันเป็นประจำนั้นดูมีสีสันมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งในบทความนี้ I-Kinn จึงนำไอเดียสูตรการชงเวย์โปรตีนกับส่วนผสมต่าง ๆ ที่ทานแล้วอร่อยแถมยังได้ประโยชน์ครบถ้วนมาฝากผู้อ่านกันเพื่อนำไปลองชงกันดู ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นตามมาดูกันเลยค่ะ

วิธีกินเวย์ให้อร่อย กินสูตรไหนดีให้ถูกปากและได้ประโยชน์

วิธีกินเวย์ให้อร่อย ชงคู่กับอะไรได้บ้าง หากชงสูตรอื่นแล้วจะได้สารอาหารครบถ้วนหรือไม่?

เวย์โปรตีน คือ แหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่เต็มไปด้วยสารสำคัญ และกรดอะมิโนจำเป็น ที่สกัดได้จากนมวัว โดยการสกัดนี้ได้นำเอาคาร์โบไฮเดรตและไขมันออกไป ให้เหลือแค่โปรตีนอย่างเดียวเลยเพียว ๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่ครบถ้วนต่อความต้องการในแต่ละวันนั่นเอง และด้วยความที่เวย์ถูกสกัดมาจากนมและโปรตีนเพียว ๆ จึงอาจทำให้รสชาติดั้งเดิมของมันยังไม่ถูกใจใครหลาย ๆ คนมากนัก

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อมีความจำเป็นต้องทานเวย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุให้หลาย ๆ คนคิดค้นสูตรการชงเวย์ขึ้นมา เราลองมาดูกันค่ะว่าเจ้าเครื่องดื่มเสริมโปรตีนชนิดนี้สามารถทานคู่กับอะไรได้บ้าง

เวย์โปรตีน ทานกับอะไรได้บ้าง

สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าจะทาน เวย์โปรตีน กับอะไรดี ก็สามารถผสมกับน้ำ, น้ำผลไม้ หรือน้ำที่ผสมคาร์โบไฮเดรต เช่น กลูโคส ก็ได้ บางคนอาจจะนำ เวย์โปรตีน มาปั่นกับน้ำผลไม้ก็ได้เหมือนกัน มีการศึกษาพบว่า การกินเวย์ผสมกับคาร์โบไฮเดรต หลังการออกกำลังกายเสร็จ จะยิ่งช่วยให้ เวย์โปรตีน มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังได้ผลยิ่งกว่าการทานกับน้ำเปล่า

สูตรชงเวย์โปรตีน

สูตรเวย์โปรตีน ชงคู่กับอะไรถึงอร่อยและได้ประโยชน์?

มีหลาย ๆ สูตรที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ เช่น

สูตรสมูทตี้

โดยผู้บริโภคอาจเริ่มต้นด้วยการใช้เวย์โปรตีนรสวานิลลา ปั่นรวมกับผลไม้ต่าง ๆ เช่น  สตรอว์เบอร์รี, แอปเปิลแดง, กล้วยหอม, เป็นต้น และร่วมด้วย เมล็ดพืชในกลุ่ม “มินต์” และ “กะเพรา” ด้วยน้ำเปล่าและน้ำแข็ง ซึ่งสูตรนี้ นอกจากจะได้โปรตีนแล้วยังได้รับสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

สูตรเจ

สูตรนี้ผู้บริโภคอาจใช้เวย์รสช็อกโกแลต ปั่นรวมกับ กล้วยหอม, แก้วมังกร, แฟล็กซีด, ผักวอเตอร์เครส, ผงคาเคา, ผงมาคา, น้ำแข็ง สูตรนี้นอกจากอร่อยแล้ว ยังให้โปรตีนและพลังงานสูง อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกายได้ดีด้วยค่ะ

สูตรนมพร่องมันเนย

เวย์โปรตีนคู่กับนม ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแปลกเนื่องจากเวย์โปรตีนก็เป็นนมอยู่แล้ว แล้วผสมกับนมอีกจะเป็นยังไง แน่นอนรสชาติจะต้องเปลี่ยนไป โดยผู้บริโภคสามารถลองเอาเวย์รสโกโก้ผสมกับนมพร่องมันเนยและผสมในอัตราที่พอเหมาะอาจจะเป็นนมรสโกโก้เครื่องดื่มสุดโปรดของผู้บริโภคเองเลยก็ได้

สูตรกาแฟ

โดยจะเป็นสูตรมอคค่าค่ะ ผู้บริโภคสามารถปั่นเวย์รสกาแฟ รวมกับ นมวอลนัท, อัลมอนด์บัตเตอร์, กล้วยหอม, แก้วมังกร, น้ำแข็ง, แฟล็กซีด (มีส่วนช่วยในการต้านมะเร็งและระบบย่อย) ซึ่งนอกจากเป็นเครื่องดื่มที่มีโปรตีนสูงแล้วยังอุดมไปด้วยวิตามิน รวมถึงไขมันดีจำนวนมากอีกด้วย

ท้ายที่สุด เวย์โปรตีนคือ เครื่องดื่มที่มีคุณภาพสูง ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมเพื่อสร้างกล้ามเนื้อได้อย่างรวดเร็ว ช่วยเสริมสร้างมัดกล้ามเนื้อ และช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่สูญเสียไปขณะออกกำลังกายอย่างหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ประโยชน์เน้น ๆ มีออกมาทั้งหมด 2 รสชาติ คือ รสช็อกโกแลตและรสวานิลลา เพราะ เวย์โปรตีน ดื่มคู่กับอะไรก็อร่อย และได้ประโยชน์ค่ะ

 

บทความที่น่าสนใจ

เวย์โปรตีน VS กินโปรตีนจากสัตว์ แบบไหนดีกว่ากัน

ดื่มนมตามเวลาชีวิต กินเวลาไหนได้รับประโยชน์สูงสุด

กินชีสยังไงให้ไม่อ้วน วิธีกินชีสให้ได้ทั้งความอร่อยและสุขภาพ

HEALTH,

ผักอบกรอบมีประโยชน์จริงไหม กินเพื่อลดน้ำหนักได้จริงหรือเปล่า?

ผักอบกรอบ อาหารว่างที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะเป็นอาหารที่ทานได้ทุกเพศทุกวัยนั่นเอง หากย้อนกลับไปในสมัยก่อนนั้น เมื่อพูดถึง “ผัก” หลาย ๆ คนมักนึกถึงรสขมของผักบางชนิดขึ้นมา จึงทำให้ภาพจำของผักกลายเป็นสิ่งที่กินยากมาโดยตลอด แต่เนื่องด้วยนวัตกรรมการอบแห้งจึงทำให้ปัญหาดังกล่าวหายไป อย่างไรก็ดีค่ะ การรับประทานผักแบบอบแห้งเช่นนี้ยังสามารถให้ประโยชน์แก่ร่างกายของเราได้อยู่ แม้จะถูกแปรรูปออกไปจากเดิมก็ตาม โดยผู้บริโภคบางคนก็ทานทดแทนขนมกรุบกรอบทั่วไปเพื่อลดน้ำหนัก แต่การทานเช่นนี้จะสามารถช่วยควบคุมน้ำหนักได้จริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วมีไขมันมากกว่าที่เราเห็น ในบทความนี้ I-Kinn มีคำตอบค่ะ

ผักอบกรอบมีประโยชน์จริงไหม กินเพื่อลดน้ำหนักได้จริงหรือเปล่า?

ผักอบกรอบ ไขมันต่ำจริงไหม กินแล้วลดความอ้วนได้จริงหรือเปล่า?

ผักชนิดอบกรอบ ถือเป็นอาหารว่างที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน มีกรรมวิธีการผลิตโดยการนำผักและผลไม้ไปผ่านกระบวนการแปรรูปให้แห้งด้วยการแช่เยือกแข็ง (Freeze Dry) หรือทอดแบบสุญญากาศ เพื่อรีดน้ำออกจึงได้ผักและผลไม้สดที่แห้ง กรอบ และเก็บรักษาได้นานขึ้น นั่นจึงทำให้ผู้บริโภคหลาย ๆ คนชอบทาน เพราะทานง่ายและดีต่อสุขภาพ อย่างไรก็ดีก็ยังมีบางกระแสตีกลับว่าผักชนิดนี้อาจไม่ใช่อาหารเพื่อสุขภาพอย่างที่คิด เนื่องด้วยกระบวนการทางความร้อนที่อาจทำให้วิตามินที่เคยมีอยู่หายไปได้  และเหลือไว้เพียงการเป็นขนมขบเคี้ยวเท่านั้น คำตอบของข้อมูลทั้ง 2 ฝั่งนี้ แท้จริงเป็นอย่างไรกันแน่ มาดูกันค่ะ

ผักชนิดอบกรอบ มีประโยชน์จริงไหม หากกินมาก ๆ จะอ้วนได้หรือเปล่า?

เป็นเรื่องจริงที่วิตามินและเกลือแร่ส่วนใหญ่ถูกทำลายไปในระหว่างกระบวนการทำที่ผ่านความร้อนสูง แต่ผักหรือผลไม้อบกรอบยังมีประโยชน์อยู่บ้าง เพราะการอบกรอบผ่านความร้อน เป็นการแปรรูปที่ทำให้ผักและผลไม้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดคงเหลืออยู่ และที่ยังคงอยู่คือเส้นใยอาหารที่ยังคงมีอยู่มากเช่นกัน

ในขณะเดียวกัน การรับประทานผักชนิดอบกรอบมากเกินไปก็สามารถทำให้อ้วนได้ เนื่องจากให้พลังงานเยอะแม้จะไม่มีการใส่น้ำมันเลยก็ตาม โดยจากที่กล่าวไปข้างต้นว่าวิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ อาจหายไปเนื่องจากความร้อน แต่สิ่งที่ยังหลงเหลือคือ “แป้ง” หรือ “คาร์โบไฮเดรต” ที่ทำให้เราอ้วนได้นั่นเองค่ะ ดังนั้น จึงควรมีความระมัดระวังในการรับประทานมากขึ้น

วิธีรับประทานผักชนิดอบกรอบให้ถูกต้องและดีต่อสุขภาพ

สำหรับวิธีการรับประทานผักแปรรูปเช่นนี้ให้ได้ประโยชน์สูงสุดและไม่ทำให้อ้วนขึ้น ผู้บริโภคสามารถทำตามได้ดังนี้ค่ะ

  • ควรเลือกซื้อผักและผลไม้อบกรอบที่แปรรูปด้วยการแช่เยือกแข็ง (Freeze Dry) หรือทอดแบบสุญญากาศ เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำมันตกค้างจากการทอด
  • ไม่ควรรับประทานผักและผลไม้อบกรอบมากเกินไปในแต่ละวัน เนื่องจากอาจได้รับพลังงานมากเกินไปได้ โดยเฉพาะผักและผลไม้ชนิดที่ให้พลังงานสูง
  • ควรรับประทานผักและผลไม้อบกรอบหลากหลายชนิด เน้นผักหลากสี เพื่อให้ได้สารอาหารหลากหลายร่วมกับการรับประทานอาหารหลักให้เพียงพอ
  • ไม่ควรรับประทานผักและผลไม้อบกรอบที่มีปริมาณเกลือ น้ำตาล หรือผงปรุงรสมากโดยสังเกตได้จากฉลากโภชนาการข้างบรรจุภัณฑ์

ผักอบกรอบ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะแปรรูปในลักษณะใด การรับประทานขนม หรือผลไม้ หรือผักผลไม้อบกรอบ ก็ควรอยู่ในปริมาณที่พอดีและควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นการช่วยลดความอ้วนที่ดีที่สุด ดังนั้นผู้บริโภคควรทำตามคำแนะนำหากไม่อยากน้ำหนักเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการอ่านฉลากเกี่ยวกับข้อมูลต่าง ๆ เช่น สัดส่วนของ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต โซเดียม และไขมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่วางใจไม่ได้เลย เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ผักแบบอบกรอบยี่ห้อใดบ้างที่มีไขมันเยอะ ฉะนั้นอย่าลืมอ่านฉลากก่อนบริโภคด้วยนะคะ

บทความที่น่าสนใจ

ผักที่กินแล้วอ้วน ลดน้ำหนักอยู่ควรเลี่ยง ยิ่งกินยิ่งอ้วน

รู้ยัง ! ผักลดไขมัน ผักดักไขมัน ตัวช่วยคนคอเลสเตอรอลสูง

สารกลูตาเมตในผัก วัตถุดิบธรรมชาติ ผักที่ใช้ทดแทนผงชูรส มีอะไรบ้าง

HEALTH,

ผลไม้อบแห้ง น้ำตาลเยอะไหม มีแคลอรี่เท่าไหร่ กินแล้วดีจริงหรือ

ผลไม้อบแห้ง น้ำตาลเยอะไหม คงเป็นคำถามที่หลายคนสงสัยว่าผลไม้อบแห้งที่เราเห็นกันตามท้องตลาดนั้น เมื่อได้รับการขนานนามว่าเป็นเมนูสุขภาพ แท้จริงแล้วเป็นเช่นนั้นหรือไม่ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าการทานผลไม้สดจะทำให้เราได้รับน้ำตาลอย่างมหาศาล (ในผลไม้บางชนิด ) และเมื่อแปรรูปออกมาเป็นผลไม้อบแห้ง น้ำตาลดังกล่าวก็ควรจะลดตามไปด้วย แต่อาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไปค่ะ ดังนั้นในบทความนี้ I-Kinn จึงจะมาไขข้อสงสัยให้แก่ผู้อ่านทุกคนเกี่ยวกับผลไม้อบแห้งว่ามีน้ำตาลเยอะมากหรือไม่ และผลไม้อบแห้งชนิดไหนมีน้ำตาลเยอะกว่ากัน

 

ผลไม้อบแห้ง น้ำตาลเยอะไหม มีแคลอรีเท่าไหร่ กินแล้วดีจริงหรือ

ผลไม้อบแห้ง น้ำตาลเยอะไหม เป็นของว่าง ทานเพื่อสุขภาพจริงหรือเปล่า?

นับว่าเป็นของทานเล่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพราะไม่ว่าจะเป็นโอกาสไหน ๆ เจ้าผลไม้อบแห้งเหล่านี้ก็มักจะต้องถูกนำมารับประทานอยู่เสมอ และยังเป็นสิ่งที่สามารถรับประทานได้ในทุกเพศ ทุกวัย อีกด้วย  อย่างไรก็ดีค่ะ ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของน้ำตาลในผลไม้อบแห้ง เรามาทำความรู้จักกับเจ้าผลไม้ประเภทนี้ก่อนดีกว่าค่ะ

ผลไม้อบแห้ง คืออะไร?

ผลไม้อบแห้ง คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำผลไม้ที่อยู่ในสภาพดี ไม่เน่าเสีย โดยอาจนำมาผ่านกรรมวิธีแปรรูปเป็น ผลไม้ดองหรือผลไม้แช่อิ่มก่อน หรือไม่ก็ได้นำมาทำแห้ง ( dehydration ) เพื่อลดความชื้นตามต้องการโดยใช้แสงแดด ( sun drying ) หรือนำไปอบแห้ง โดยการอบแห้งโดยทั่วไปจะใช้วิธีการอาศัยพลังงานความร้อนในการระเหยน้ำออกจากผลไม้ จากนั้นจึงนำผลไม้ที่ได้มาบรรจุลงในภาชนะที่ปิดสนิทและมีกระบวนการดูดเอาออกซิเจนและความชื้นออกไป จึงทำให้ได้ผลไม้อบแห้งที่เก็บไว้บริโภคได้อย่างยาวนานมากขึ้น เป็นการถนอมอาหารที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนานและสามารถเก็บรักษาอาหารไว้ได้ดี

ผลไม้อบแห้ง มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริงไหม ทานเยอะ ๆ จะส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?

ผลไม้อบแห้ง มีวิตามินซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกับผลไม้สด เนื่องจากระหว่างขั้นตอนการอบแห้งนั้น สามารถเติมวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเข้าไปได้ ประกอบกับวิธีอบแห้ง ยังเป็นวิธีที่ทำให้สูญเสียวิตามินได้น้อยกว่าวิธีถนอมผลไม้แบบอื่น ๆ

แต่หากเราทานผลไม้อบแห้งจนมากเกินไป หรือมากจนมากเกินพอดี อาจทำให้ร่างกายของเรานั้นได้รับน้ำตาลในปริมาณมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ และน้ำตาลส่วนเกินที่ว่านี้ จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกายต่อไป จนอาจเป็นเหตุของภาวะน้ำหนักเกินหรือการเกิดโรคอ้วนได้

ผลไม้อบแห้งมีอะไรบ้าง แต่ละชนิดมีแคลอรี่เท่าไหร่?

ผลไม้ที่ถูกนำมาอบแห้งนั้นมีมากมายหลายชนิดค่ะ ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีปริมาณแคลอรี่ที่แตกต่างกันออกไป เช่น

  • สตรอว์เบอร์รี ประมาณ 360 แคลอรี่/ 100 กรัม

  • สับปะรด ประมาณ 245 แคลอรี่/ 100 กรัม

  • กล้วย ประมาณ 519 แคลอรี่/ 100 กรัม

  • แอปเปิล ประมาณ 52 แคลอรี่/ 100 กรัม

  • ลำไย ประมาณ 670 แคลอรี่/ 100 กรัม

ซึ่งทั้งนี้ ปริมาณแคลอรี่ต่าง ๆ อาจขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตของแต่ละแบรนด์ด้วยค่ะ ว่าสามารถอบให้ผลไม้เหลือปริมาณแคลอรี่ได้เท่าไหร่ เพราะสามารถขึ้นได้อยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยนั่นเอง

 

ผลไม้อบแห้ง

กินผลไม้อบแห้งอย่างไรให้ถูกต้อง?

HEALTH,

โซเดียมแฝงในอาหาร อันตรายที่หลายคนอาจจะไม่รู้

โซเดียมแฝง หลายคนอาจจะเข้าใจว่า ร่างกายคนเราจะได้รับโซเดียมเกินจากการทานอาหารเค็ม แต่ที่จริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไปค่ะ เพราะโซเดียมไม่ได้มีแค่ในเกลือเท่านั้น แต่ยังแฝงอยู่ในสารประกอบอาหารบางชนิดอีกด้วย อย่างไรก็ดี การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมแฝงอยู่มากเกินไปนั้นอาจทำให้เกิดโรคร้ายต่าง ๆ ได้ ในบทความนี้ I-Kinn จึงจะมานำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโซเดียมตัวนี้ให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักกันค่ะ

โซเดียมแฝงในอาหาร อันตรายที่หลายคนอาจจะไม่รู้

 

โซเดียมแฝง คืออะไร มีอยู่ในสารประกอบอาหารอะไรบ้าง?

จากที่กล่าวไปในข้างต้นค่ะว่า โซเดียมนั้นเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักรู้จักกันในรูปแบบของเกลือ ซึ่งความเป็นจริงนั้นโซเดียมมีอยู่ในอาหารเกือบทุกชนิดที่เรารับประทานเลยทีเดียว แม้ไม่ได้ให้รสชาติที่เค็มแต่โซเดียมก็จะแฝงอยู่ตามเมนูอาหารที่เราทานเสมอ ซึ่งจะมีปริมาณมากหรือน้อยนั้น ก็จะมีความแตกต่างกันออกไป

โซเดียมที่แฝงอยู่ในอาหาร มีอะไรบ้าง?

สามารถแบ่งออกได้หลายชนิดค่ะ เช่น

โซเดียมไนไตรท์

วัตถุเจือปนอาหาร ที่มีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น รสชาติออกไปทางเค็ม ช่วยป้องกันการเน่าเสียของอาหาร และทำให้เนื้อสัตว์มีสีที่สดใหม่อยู่เสมอ

มักอยู่ในอาหารจำพวก: ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง และปลาเค็มตากแห้ง

โซเดียมคาร์บอเนต

หรืออีกชื่อหนึ่งที่เรารู้จักกันดี คือ เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) นั่นเอง มีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาว ละลายในน้ำได้ ช่วยให้ลักษณะอาหารฟูขึ้น

มักอยู่ในอาหารจำพวก: เค้ก คุกกี้ และขนมปัง

โมโนโซเดียมกลูตาเมต

หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผงชูรส มีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น รสชาติแปลก ๆ แต่ช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้อร่อยขึ้นได้ โดยสารกลูตาเมตจะมีส่วนที่ทำให้ต่อมรับรสในปากและลำคอขยาย จึงส่งผลให้เราสามารถรับรสได้ไวกว่าปกติค่ะ

มักอยู่ในอาหารจำพวก: อาหารทั่วไป

โซเดียมซอร์เบต

สารกันเสียชนิดหนึ่ง ใช้ในการถนอมอาหาร เพื่อให้อาหารเกิดการเน่าเสียได้ช้ากว่าปกติ

มักอยู่ในอาหารจำพวก: เนย ชีส และโยเกิร์ต

โซเดียมอัลจิเนต

เป็นอีกหนึ่งโซเดียมที่เป็นสารเจือปนอาหาร มีคุณสมบัติที่ทำให้อาหารนั้น ๆ เกิดการคงตัว หรือคงรูปร่างมากขึ้น

มักอยู่ในอาหารจำพวก: เจลลี่ ไข่มุก และไอศกรีม

อาหารที่มักมีโซเดียมต่าง ๆ แฝงอยู่ มีอะไรบ้าง?

สามารถแบ่งออกได้หลายประเภทด้วยกันค่ะ เช่น

ประเภททั่วไป

เช่น อาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ แต่ก็ยังมีปริมาณโซเดียมที่น้อยกว่าอาหารที่ผ่านการปรุงแต่ง

ประเภทเครื่องปรุง

เช่น เครื่องปรุงรส ซีอิ๊วขาว กะปิ ซอสปรุงรส ซุปก้อน ผงชูรส เป็นต้น

ประเภทเครื่องดื่ม

เช่น เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลม น้ำผลไม้จากการแต่งกลิ่น

ประเภทเบเกอรี

เช่น ขนมปัง คุกกี้ เค้ก แพนเค้ก

หากทานโซเดียมที่แฝงมากับอาหารมาก ๆ จะเกิดอะไรขึ้น?

โดยปกติแล้ว ร่างกายต้องการปริมาณโซเดียมแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสภาวะของร่างกาย เพศ และอายุ โดยทั่วไปแล้วสามารถบริโภคโซเดียมสูงสุดโดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอยู่ที่ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน เมื่อเทียบเป็นเกลือป่นอยู่ที่ประมาณ 1 ช้อนชาหรือ 6 มิลลิกรัม โดยปกติแล้วอาหารจากธรรมชาติที่บริโภคทุกวันก็มีปริมาณโซเดียมที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว ซึ่งถ้าหากผู้บริโภคทานโซเดียมมากเกินไป อาจทำให้เกิดโรคร้ายต่าง ๆ ได้ เช่น

  • ไตวาย
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • โรคหลอดเลือดในสมอง
  • โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • โรคหัวใจ

ดังนั้น เพื่อป้องกันโรคไตเรื้อรังในอนาคต และถนอมไตไว้ใช้ให้ยาวนานที่สุด ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคโซเดียมที่เกินต่อความจำเป็นของร่างกาย โดยเน้นอาหารตามธรรมชาติ รสจืด รสเปรี้ยว รสเผ็ด หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม รสจัด หลีกเลี่ยงการใส่วัตถุปรุงรสในอาหารทุกชนิด เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพค่ะ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เกลือโพแทสเซียม เกลือลดโซเดียมแบบใหม่ ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

อันตรายจากซุปก้อน ซุปผง ซุปสำเร็จรูป อร่อยได้ง่าย ๆ แต่เสี่ยงไตพัง

อยากลดเค็ม ลดเกลือ ใช้อะไรแทนเกลือ ซีอิ๊ว น้ำปลาดี?

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com