ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

อย่าซดน้ำซุปชาบู ซุปก๋วยเตี๋ยวมากเกินไป ถ้าไม่อยากไตพัง

สำหรับหลายคนที่ชื่นชอบน้ำซุปเป็นชีวิตจิตใจ การได้ซดน้ำซุปอร่อย ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งความสุขที่ใครหลายคนโปรดปราน แต่ที่จริงแล้วน้ำซุปนั้นกลับทำร้ายสุขภาพไตของเราในระยะยาวหากกินในปริมาณที่มากเกินไป วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับน้ำซุปให้มากกว่าที่เคย

น้ำซุปทำมาจากอะไร

น้ำซุป เป็นน้ำที่ได้จากการต้มเคี่ยวระหว่างเนื้อสัตว์กับผักแตกต่างชนิดตามสูตรของผู้ผลิต มีส่วนผสมหลัก ได้แก่ หอมใหญ่ แคร์รอต เครื่องเทศ และสมุนไพรกลิ่นหอม โดยทั่วไปแล้วน้ำที่นำมาเคี่ยวนั้นจะมีชนิดที่แตกต่างกันไปตามกรรมวิธีในการผลิต ระยะเวลาและส่วนผสมที่ใช้ในการต้ม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ น้ำซุปและน้ำสต๊อก

น้ำซุปคืออะไร

เป็นน้ำที่ผ่านการนำมาต้มกับเนื้อสัตว์ โดยใช้ระยะเวลาต้มไม่นาน และที่สำคัญมีการปรุงรสเพื่อเพิ่มรสชาติให้เข้มข้น น่าทานยิ่งขึ้น น้ำซุปมีประเภทแยกย่อยออกไปอีก ดังนี้

  • ซุปใส (Thin Soups) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
    • คอนซอมเม่ (consomme) เป็นน้ำซุปที่ใช้เนื้อไก่หรือปลาผสมรวมกับผักชนิดต่าง ๆ ทั้งนี้อาจต้มรวมกับน้ำสต๊อกด้วยก็ได้ การทำคอนซอมเม่จะต้องใช้เครื่องปรุงที่สอดคล้องกัน ยกตัวอย่าง น้ำซุปใสเนื้อวัวจะต้องใช้น้ำสต๊อกสีน้ำตาลจากวัวกับเนื้อวัว หากเป็นน้ำซุปใสไก่จะต้องใช้น้ำสต๊อกไก่กับเนื้อไก่ ฯลฯ น้ำซุปใสคอนซอมเม่จะมีจุดเด่นอยู่ที่ความใสของน้ำซุปซึ่งเกิดจากไข่ขาวและเปลือกไข่ จนเกิดการตกตะกอนกับโปรตีนของเนื้อที่ไม่ละลายในน้ำและจับตัวเป็นฟองลอยอยู่บนผิวหน้า จากแล้วจึงใช้ผ้ามัสลินกรองอีกที
    • บร็อธ (Broth) หรือน้ำต้มเนื้อส่วนมากจะใช้เนื้อสัตว์มาสับให้ละเอียด จากนั้นจึงนำไปต้มกับผักต่าง ๆ แล้วกรองเอาแต่น้ำ เนื่องจากน้ำซุปชนิดนี้มีลักษณะไม่ใส หลายคนจึงใส่เครื่องปรุงอื่นผสมลงไปด้วย เช่น ผักชีฝรั่ง ไก่สับ เนื้อสับ
  • ซุปข้น (Thick Soups) เป็นน้ำซุปที่มีสีเข้มข้น ซึ่งอาจเกิดจากตัวเครื่องปรุง เช่น มันฝรั่ง ธัญพืช หรืออาจมาจากการใส่ไข่แดง หรือใช้ตัวทำให้ข้น

น้ำสต๊อกคืออะไร

เป็นน้ำต้มกระดูกที่เคี่ยวเป็นเวลาหลายชั่วโมงโดยไม่ผ่านการปรุงรสใด ๆ น้ำสต๊อกมีประเภทแยกย่อยออกไปอีก ดังนี้

  • น้ำสต๊อกไก่ ใช้ซี่โครงไก่ หรือเครื่องในของไก่ มาต้มและเคี่ยวประมาณ 2-3 ชั่วโมง จนกว่าจะได้น้ำใส ทั้งนี้อาจใช้เพียงส่วนขาหรือปีกไก่ก็ได้เช่นกัน
  • น้ำสต๊อกปลา หรือน้ำกระดูกปลา อาจใช้ส่วนครีบ กระดูกกลางหลัง หรือหัวปลา นำมาต้มกับผักชีฝรั่ง หอมใหญ่ และพริกไทยเม็ด โดยปลาที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็นปลาตาเดียวหรือปลาลิ้นหมาทั้งตัว น้ำสต๊อกชนิดนี้นิยมใช้ทำซอสราดเนื้อปลา
  • น้ำสต๊อกสีน้ำตาล เป็นน้ำต้มกระดูกที่มีสีน้ำตาล ได้จากการอบกระดูกก่อนนำมาเคี่ยวและใส่ผัก เช่น หอมใหญ่ แคร์รอต มีเครื่องเทศคือ พริกไทยเม็ดต้น กระเทียมและเกลือ
  • น้ำสต๊อกสีขาว ได้จากการเอากระดูกดิบ ๆ มาต้ม เช่น อาจเป็นกระดูกหน้าแข้งหมู วัว กระดูกสันหลังหรือกระดูกซี่โครงก็ได้ เคี่ยวรวมกับเครื่องเทศและผักเหมือนกับสต๊อกสีน้ำตาล กระดูกที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นกระดูกจากสัตว์ใหญ่

ปริมาณโซเดียมในน้ำซุป

ซดน้ำซุป

เคล็ดลับความอร่อยของน้ำซุปส่วนใหญ่นั้นจะมาจากเครื่องปรุงรส ผงชูรส ซอสปรุงรส หรือแม้แต่ซุปก้อนก็ตาม ซึ่งส่วนผสมดังกล่าวมีปริมาณโซเดียมในปริมาณมาก ในซุป 1 ถ้วย อาจมีปริมาณโซเดียมสูงถึง 1,000 มิลลิกรัม ทั้งนี้ร่างกายของคนเราควรได้รับโซเดียมได้ไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ 1 ช้อนชา (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 182 พ.ศ. 2541 เรื่อง ฉลากโภชนาการ) หากทานน้ำซุปมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อไตในระยะยาวได้เช่นกัน

ข้อเสียจากการซดน้ำซุปมากเกินไป

หากร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกาย จะส่งผลให้เกิดโรคไตเสื่อม เมื่อไตทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จะเกิดการคั่งของเกลือและน้ำภายในอวัยวะต่าง ๆ ทำให้มีน้ำคั่งในปอดและเกิดการบวมน้ำตามมา ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงอันเป็นต้นตอของโรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือด สังเกตอาการเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง หากพบอาการดังต่อไปนี้แสดงว่าร่างกายของคุณเริ่มเข้าสู่ภาวะไตเสื่อมถามหาแน่นอน

  • ผิวหนังซีดหรือคล้ำขึ้น อาจมีอาการคันร่วมด้วย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ขี้หลงขี้ลืม ความจำไม่ดีดังเดิม ปวดศีรษะง่าย
  • คัดจมูก จามง่าย เป็นหวัดบ่อยกว่าปกติ
  • กล้ามเนื้อกระตุก รู้สึกปวดไปทั่วร่างกาย
  • ปลายมือปลายเท้าชา เนื่องจากปลายประสาทอักเสบ
  • รู้สึกเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีเลือดออกบริเวณทางเดินอาหาร
  • ปัสสาวะมีสีแดงหรือมีสีเข้มขึ้น ปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยขึ้น ส่งผลให้นอนไม่ค่อยหลับและหลับได้ไม่สนิท

น้ำซุปผัก : ทางเลือกของน้ำซุปเพื่อสุขภาพ

ซดน้ำซุป

สำหรับใครที่ชอบซดน้ำซุป แต่ไม่อยากได้โซเดียมเป็นของแถม วันนี้เราขอแนะนำน้ำซุปผักเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนรักซุป นอกจากจะควบคุมปริมาณโซเดียมได้แล้ว ยังได้คุณประโยชน์จากผักนานาชนิดอีกด้วย โดยผักที่นิยมนำมาทำเป็นน้ำซุปผัก ได้แก่

  • กะหล่ำปลี อุดมไปด้วยใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำ มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการหวัด จุกเสียดแน่นท้อง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • หัวผักกาดขาว มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย เจ็บคอ เสียงแห้ง ไม่มีเสียง ช่วยลดความดันโลหิตและลดอุณหภูมิให้ร่างกายอยู่ในระดับคงที่ ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง
  • ต้นหอม มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการหวัด ป้องกันอาการท้องผูก ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงจากโรคกระดูกพรุนและโลหิตจาง
  • รากผักชี มีสรรพคุณช่วยดับกลิ่นคาว เพิ่มความหอมให้น้ำซุป นอกจากนี้ยังช่วยไล่พิษไข้เหือด โรคหิด และอีสุกอีใส
  • ขึ้นฉ่าย มีสรรพคุณช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ บรรเทาอาการท้องอืด แน่นท้อง
  • กระเทียม มีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน บรรเทาอาการอักเสบจากผื่นแดง ลดระดับไขมันในเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคมะเร็ง ลดปัญหาผมร่วง
  • เกลือ มีสรรพคุณช่วยช่วยกำจัดแบคทีเรียภายในช่องปาก ป้องกันภาวะขาดสารไอโอดีน ช่วยให้น้ำย่อยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เมล็ดพริกไทยดำ มีสรรพคุณช่วยขับเหงื่อและปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหาร บรรเทาอาการปวดท้อง ขับลมในลำไส้และในท้อง ช่วยให้เจริญอาหาร

บทความที่น่าสนใจ

โรคไตกินปลาอะไรได้บ้าง และรับประทานอย่างไรให้ปลอดภัย

ขนมสำหรับผู้ป่วยโรคไต มีขนมชนิดไหนบ้างที่ทานได้อย่างปลอดภัย

เมนู-อาหารผู้ป่วยโรคไต เมนูไหนทานได้ เมนูไหนทานไม่ได้

HEALTH,

เนื้อที่ดีที่สุดคือเนื้อแบบไหน เนื้อแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร

หากพูดถึงเนื้อที่เราทานกันอยู่ทั่วไป แม้ว่าจะอุดมไปด้วยโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายก็ตาม แต่การทานเนื้อในปริมาณที่มากเกินไปและทานอย่างผิดวิธี อาจส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาวได้ด้วยเช่นกัน วันนี้เราจะมาแนะนำกันว่าเนื้อแบบไหนเป็นเนื้อที่ดีที่สุด แล้วเนื้อแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไรบ้าง มาอ่านไปพร้อมกันเลยค่ะ

เนื้อที่ดีที่สุด

ทำไมคนเราถึงต้องทานเนื้อสัตว์

โปรตีนเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย ประกอบไปด้วยกรดอะมิโน ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่กล้ามเนื้อ กระดูก และผิวหนัง ควบคุมความเป็นกรด-ด่างในเลือด รักษาความสมดุลของระดับของเหลวภายในร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ ส่วนใหญ่โปรตีนพบได้ในสัตว์และพืช ได้แก่ เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ธัญพืชต่าง ๆ ทั้งข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวสาลี ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง เป็นต้น และที่สำคัญร่างกายของคนเรามีโปรตีนอยู่ที่ 1 ใน 7 ของน้ำหนักตัว ดังนั้นการทานเนื้อสัตว์ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี จะช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยทั่วไปแล้วผู้ใหญ่ควรได้รับโปรตีน 1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน ทั้งนี้ 1 ใน 3 ของโปรตีนที่ได้รับควรเป็นโปรตีนจากเนื้อสัตว์ โดยร่างกายของคนเราควรได้รับโปรตีนในปริมาณที่แตกต่างกันตามช่วงวัย ดังนี้

  • วัยเด็กต้องการโปรตีน 1.2 – 1.5 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวัน
  • วัยผู้ใหญ่ต้องการโปรตีน 1.0 – 1.2 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวัน
  • วัยผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ต้องการโปรตีน 0.8 – 1.0 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวัน

โปรตีนจากเนื้อสัตว์มีอะไรบ้าง

โปรตีนจากเนื้อสัตว์จัดเป็นโปรตีนสมบูรณ์ (complete protein) หรือโปรตีนชนิดที่มีคุณภาพดีที่ช่วยเสริมสร้างความเจริญเติบโตให้แก่ร่างกาย โปรตีนสมบูรณ์อุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณเพียงพอสำหรับสังเคราะห์โปรตีนชนิดอื่น ๆ ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตตามช่วงวัย มีภูมิคุ้มกันโรคได้ดี มีน้ำหนักตัวสมส่วนกับส่วนสูง โปรตีนสมบูรณ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • โปรตีนสมบูรณ์ที่ได้จากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น ไข่ นม และเนย
  • โปรตีนสมบูรณ์ที่ได้จากพืช เช่น ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ

1. เนื้อไก่

เนื้อที่ดีที่สุด

 

อุดมด้วยวิตามินบีรวม ได้แก่ วิตามินบี 12 ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจางได้, มีวิตามินบี 3 วิตามินบี 5 และ 6 ช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพของกระบวนการเมตาบอลิซึมโปรตีน มีคาร์โบไฮเดรตและไขมันที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย มีฟอสฟอรัส ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน, เป็นแหล่งของธาตุเหล็กที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน, มีสังกะสี ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ป้องกันการติดเชื้อจากไวรัสต่าง ๆ อีกทั้งต่อต้านอนุมูลอิสระและอาการอักเสบภายในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีซีลีเนียม ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ควบคุมการทำงานฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ ส่งเสริมประสิทธิภาพของระบบสืบพันธุ์ ชะลอความแก่และป้องกันโรคจากความเสื่อมของร่างกาย และที่สำคัญมีไขมันน้อย หากเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น จัดอยู่ในกลุ่มเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก

ทั้งนี้ควรเลี่ยงการทานไก่ทอด เนื่องจากจะทำให้ร่างกายได้ไขมันเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลและไขมันที่ไม่ดีในเลือดสูงขึ้น เสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน แนะนำให้ปรุงด้วยวิธีนึ่ง อบ ต้ม หรือปิ้งย่าง แต่ไม่ควรไหม้เกรียมเพราะอาจเสี่ยงต่อการที่โรคมะเร็งมาถามหา

2. เนื้อวัว

เนื้อที่ดีที่สุด

อุดมไปด้วยโปรตีนปริมาณสูงและประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 8 ชนิดที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ให้พลังงานสำรองแก่ร่างกาย เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และบำรุงรักษาร่างกายในส่วนที่สึกหรอ มีธาตุเหล็กช่วยบำรุงเลือด วิตามินบี 6 และ 12 ที่จำเป็นต่อการสร้างเลือด, การทำงานของสมองและระบบประสาท ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจและภาวะสมองเสื่อม ทั้งนี้เนื้อวัวก็เป็นเนื้อที่มีปริมาณไขมันสูงด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเนื้อโคขุน ทางที่ดีควรเลี่ยงทานเนื้อโคขุนแล้วหันมาทานเนื้อสันส่วนบนแทน เนื่องจากมีโปรตีนสูงแต่มีไขมันน้อย ทั้งนี้เนื้อวัวไม่เหมาะสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารยาก

นอกจากนี้ยังมีครีเอทีน เป็นแหล่งพลังงานสำหรับเสริมสร้างกล้ามเนื้อ, ทอรีน เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยในการต่อต้านสารอนุมูลอิสระ และมีความสำคัญต่อการทำงานของหัวใจและกล้ามเนื้อ, กลูตาไธโอน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในอาหารแบบ Whole Food หรืออาหารประเภทที่ไม่ผ่านการแปรรูป ไม่ขัดสี หรือผ่านการขัดสีน้อยที่สุด

3. เนื้อหมู

เนื้อที่ดีที่สุด

อุดมไปด้วยโปรตีน กรดไขมัน กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของร่างกาย และคอเลสเตอรอล มีวิตามินบี 1 ช่วยลดอาการเหน็บชา มีวิตามินเอ บำรุงสายตา มีฟอสฟอรัส และวิตามินบี 3 ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ทั้งนี้เนื้อหมูก็มีไขมันในปริมาณที่สูงด้วย จึงแนะนำให้ทานบริเวณสันใน ซึ่งเป็นเนื้อส่วนที่ให้โปรตีนสูงและมีไขมันน้อยกว่าส่วนอื่น ส่วนบริเวณที่มีไขมันมากที่สุดคือสามชั้น ตามมาด้วย คอและซี่โครงหมู ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องควบคุมน้ำหนัก หรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับไขมัน เนื้อหมูจัดเป็นเนื้อที่นิยมกันอย่างแพร่หลายเนื่องจากมีกลิ่นหอมและมีรสชาติอร่อย แถมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายหมูยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายประเภทอีกด้วย

โดยส่วนต่าง ๆ ของหมูมีสารอาหารที่ทำหน้าที่บำรุงร่างกายต่างกัน ดังนี้

  • หัวหมู บำรุงเลือด รักษาอาการชักเกร็ง โรคริดสีดวงทวาร
  • ลิ้นหมู บำรุงกระเพาะอาหารและม้าม กระตุ้นความอยากอาหาร
  • หนังหมู ช่วยให้คอไม่แห้ง บรรเทาอาการเจ็บคอ ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น
  • เนื้อหมู ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงเลือด แต่หากทานแบบติดมันมากเกินไป อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มและมีเสมหะชื้นง่ายขึ้น
  • ไตหมู รักษาภาวะไตพร่อง
  • ตับหมู บำรุงเลือด รักษาอาการตาแห้งเนื่องจากเลือดพร่อง
  • ลำไส้หมู รักษาภาวะส่วนล่างพร่อง บรรเทาอาการปัสสาวะหรือท้องเสียบ่อยผิดปกติ
  • กระเพาะหมู บำรุงกระเพาะอาหารและม้าม รักษาอาการท้องเสียเรื้อรัง ตกขาวมากผิดปกติ
  • กลีบขาหมู บำรุงผิวหนัง กระตุ้นการหลั่งน้ำนม (เหมาะสำหรับผู้หญิงหลังคลอดที่ไม่มีน้ำนม โดยนำถั่วลิสงมาต้มกับกลีบขาหมูเพื่อกระตุ้นน้ำนมให้หลั่งออกมามากขึ้น)

4. เนื้อปลา

 

เนื้อที่ดีที่สุด

เนื้อปลาเป็นแหล่งโปรตีนที่ร่างกายสามารถย่อยได้ง่ายกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่น เนื่องจากมีลักษณะของเส้นใยกล้ามเนื้อที่บางมากและยาวมากถึง 10 เซนติเมตร ทำให้เนื้อปลาหลุดออกมาเป็นแผ่นได้ง่าย โดยเฉพาะตอนที่เนื้อสุกแล้ว อีกทั้งเป็นเนื้อที่มีความแข็งแรงน้อยกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่นจึงเปลี่ยนเป็นเจลาตินได้ง่ายกว่า เนื้อปลาจึงมีรสสัมผัสที่นุ่ม จัดเป็นเนื้อที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่มีปัญหาช่องปากจนไม่สามารถบดเคี้ยวเนื้อหนา ๆ อย่างเนื้อวัวได้ โดยเนื้อปลายอดนิยมที่หลายคนนิยมนำมาประกอบอาหาร ได้แก่ ปลาดุก ปลาสวาย ปลาช่อน ปลากะพงขาว ปลาสลิด และปลาแซลมอน

กินปลาอะไรดีที่สุด ควรเลือกปลาทะเลหรือปลาน้ำจืดดีกว่ากัน

เนื้อปลาอุดมไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นต่อร่างกาย ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตตามช่วงวัย ซ่อมแซมส่วนสึกหรอของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน, มีไขมันน้อย มีกรดไขมันและโอเมก้า 3 และช่วยควบคุมน้ำหนัก, มี DHA ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท ป้องกันภาวะสมองเสื่อม ลดความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์และรูมาตอยด์ นอกจากนี้ยังมีวิตามิน D, มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมีแร่ธาตุไอโอดีน ป้องกันโรคคอหอยพอก แถมยังช่วยให้นอนหลับสบาย

ปลาทูกับปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ต่างกันอย่างไร แบบไหนมีประโยชน์กว่ากัน

คุณภาพและปริมาณโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์แต่ละชนิด

  • เนื้อไก่ 100 กรัม ให้โปรตีน 32.0 กรัม มีคุณภาพโปรตีนสมบูรณ์
  • เนื้อวัว 100 กรัม ให้โปรตีน 26.0 กรัม มีคุณภาพโปรตีนสมบูรณ์
  • เนื้อหมู 100 กรัม ให้โปรตีน 24.0 กรัม มีคุณภาพโปรตีนสมบูรณ์
  • เนื้อปลา 100 กรัม ให้โปรตีน 20.0 กรัม มีคุณภาพโปรตีนสมบูรณ์

ปริมาณสารอาหารที่ได้จากเนื้อสัตว์ประเภทต่าง ๆ ในอัตราส่วน 100 กรัม

  • เนื้อไก่ 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 158 กิโลแคลอรี่ โปรตีน 32.1 กรัม ไขมัน 3.24 กรัม แคลเซียม 6 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 241 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 32 มิลลิกรัม และโพแทสเซียม 343 มิลลิกรัม
  • เนื้อวัว 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 250 กิโลแคลอรี่ โปรตีน 26 กรัม ไขมัน 15 กรัม คอเลสเตอรอล 90 มิลลิกรัม โซเดียม 72 มิลลิกรัม
  • เนื้อหมู 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 84 กิโลแคลอรี่, โปรตีน 21 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 0 กรัม, ไขมันทั้งหมด (ได้แก่ ไขมันอิ่มตัว, ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน, ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว, ไขมันทรานซ์) 0 กรัม, คอเลสเตอรอล 0 มิลลิกรัม, โซเดียม 0 มิลลิกรัม และโพแทสเซียม 0 มิลลิกรัม
  • เนื้อปลา 100 กรัม ยกตัวอย่างเช่น ปลาดุก ให้พลังงานประมาณ 135 กิโลแคลอรี่ โปรตีน 15.5 กรัม ไขมัน 7.6 กรัม และโอเมก้า 3 ปริมาณ 460 มิลลิกรัม, ปลากะพงขาว ให้พลังงานประมาณ 124 กิโลแคลอรี่ โปรตีน 24 กรัม ไขมัน 2.4 กรัม และโอเมก้า 3 ปริมาณ 400 มิลลิกรัม เป็นต้น

เนื้อแต่ละประเภทไม่เหมาะกับใครบ้าง

แม้ว่าเนื้อสัตว์จะเป็นเนื้อที่ดีที่สุดที่มีประโยชน์มากมายแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่สามารถทานเนื้อสัตว์บางประเภทได้เหมือนคนทั่วไป ดังนั้นหากเรารู้ว่าใครไม่เหมาะกับเนื้อประเภทไหนบ้าง ก็จะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาที่ตามมาจากการทานเนื้อสัตว์ที่ไม่เหมาะกับตัวเองด้วย ดังนี้

  • เนื้อไก่ ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์ เนื่องจากเนื้อไก่มีกรดยูริกสูง อาจทำให้อาการกำเริบขึ้นมาได้ และส่วนที่ควรหลีกเลี่ยงที่จะทานมากที่สุดคือส่วนปีก เนื่องจากฟาร์มส่วนใหญ่จะฉีดสารเร่งฮอร์โมนบริเวณปีกของไก่ถึง 4 ครั้ง เพื่อให้ไก่เติบโตเร็วและมีเนื้อแน่น รวมไปถึง คอไก่ ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส
  • เนื้อวัว ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง เนื่องจากเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป (ได้แก่ ไส้กรอก ฮอทด็อก และเบคอน) มีสารก่อมะเร็งในร่างกายมนุษย์
  • เนื้อหมู ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เนื่องจากเนื้อหมูมีไขมันอิ่มตัวซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าเนื้อวัว
  • เนื้อปลา ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไตและผู้ที่มีอาการอักเสบในหลอดเลือด โดยเฉพาะปลาตะเพียนและปลาสลิดที่อุดมไปด้วยไขมันโอเมก้า 6 ที่เร่งภาวะดังกล่าวให้รุนแรงยิ่งขึ้น

แล้วเนื้อที่ดีที่สุดต่อร่างกายคือเนื้อแบบไหน

จากที่กล่าวมาทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าเนื้อทุกประเภทมีประโยชน์แตกต่างกัน ไม่มีเนื้อประเภทไหนเป็นเนื้อที่ดีที่สุดที่กินปุ๊บแล้วร่างกายแข็งแรงได้ทันตาเห็น ดังนั้นการเลือกทานเนื้อประเภทต่าง ๆ ในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารสำคัญอย่างโปรตีนและกรดอะมิโนจำเป็นอื่น ๆ ได้ตรงตามความต้องการของร่างกาย เพราะถ้าเราเลือกทานในปริมาณมากเกินไป แทนที่จะช่วยให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล กลับเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพระยะยาวแทน และที่สำคัญควรทานสารอาหารอื่นร่วมด้วยเพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

บทความที่น่าสนใจ

ทานเครื่องในไก่ เครื่องในสัตว์มากไป อาจเสี่ยงไขมันในเลือดสูง

โรคไตกินปลาอะไรได้บ้าง และรับประทานอย่างไรให้ปลอดภัย

กินชีสยังไงให้ไม่อ้วน วิธีกินชีสให้ได้ทั้งความอร่อยและสุขภาพ

HEALTH,

เฉาก๊วย เมนูสุดอร่อยที่เป็นได้มากกว่าขนมทานเล่น

เฉาก๊วยนับเป็นหนึ่งในอาหารที่นอกจากจะช่วยแก้กระหายคลายร้อนได้แล้ว ยังอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญต่าง ๆ ที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย วันนี้ I-Kinn จะพาผู้อ่านทุกท่านมาทำความรู้จักกับเฉาก๊วย เพื่อความอุ่นใจในการทานที่มากกว่าเดิม

เฉาก๊วย

เฉาก๊วยทำจากอะไร

เฉาก๊วยมาจากภาษาจีน คำว่า “เฉา” แปลว่า หญ้า และคำว่า “ก๊วย” แปลว่า ขนม เมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่า ขนมที่มาจากหญ้า โดยหญ้าที่นำมาทำเฉาก๊วยนั้น คนไทยเรียกชื่อว่า หญ้าเฉาก๊วย (Mesona Chinensis) เป็นพืชชนิดหนึ่งในตระกูลเดียวกับใบมินต์ โหระพา และสะระแหน่ เฉาก๊วยเป็นของทานเล่นยอดนิยมของคนไทยมานานกว่า 100 ปีแล้ว โดยจุดเริ่มต้นมาจากชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย ได้นำเฉาก๊วยเข้ามาขายด้วย เดิมทีเฉาก๊วยที่นำเข้ามาจะเป็นแบบดั้งเดิม ซึ่งขายคู่กับเต้าฮวย แต่เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสภาพอากาศร้อนจัด จึงทำให้เฉาก๊วยเป็นที่นิยมของคนไทยได้ภายในเวลาไม่นาน

เฉาก๊วย

เฉาก๊วยมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

ปัจจุบันมีเฉาก๊วยทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ แบบวุ้น (วุ้นเฉาก๊วย) และเฉาก๊วยแข็ง แต่ละแบบมีความแตกต่างกันดังนี้

  • วุ้นเฉาก๊วย มีลักษณะคล้ายวุ้น ผลิตจากการนำต้นเฉาก๊วยไปต้มเคี่ยวจนเหนียวข้น จากนั้นจึงตั้งทิ้งไว้จนเฉาก๊วยจับตัวเป็นวุ้น เฉาก๊วยชนิดนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนไทยเชื้อสายจีน ส่วนวิธีรับประทานจะนำเฉาก๊วยมาตัดเป็นก้อนหรือแผ่นบาง ๆ ส่วนใหญ่นิยมทานคู่กับเต้าฮวย หรือนำเฉาก๊วยวุ้นใส่ลงไปในน้ำเฉาก๊วยผสมกับน้ำเชื่อม
  • เฉาก๊วยแข็ง มีเนื้อแข็งกว่าวุ้นเฉาก๊วย ผลิตจากการผสมแป้ง หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium bicarbonate) ในปริมาณพอเหมาะจนเฉาก๊วยก่อตัวเป็นก้อนวุ้นเนื้อแข็ง เนื้อสัมผัสที่ได้จึงกรอบกว่าวุ้นเฉาก๊วย ส่วนใหญ่นิยมขายทานโดยการขูดเป็นเส้น หรือตัดเป็นชิ้นแล้วนำมาผสมกับน้ำเชื่อม หรือใช้เป็นเครื่องเคียงผสมกับเครื่องดื่มอื่น ๆ

คุณค่าทางโภชนาการที่มีอยู่ในเฉาก๊วย

ใบเฉาก๊วยแห้งปริมาณ 100 กรัม อุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ดังนี้

  • คาร์โบไฮเดรต ปริมาณ 44.95% ช่วยให้ร่างกายนำสารโปรตีนไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ช่วยให้ร่างกายขจัดสารพิษในเลือดได้ดียิ่งขึ้น
  • เถ้า ปริมาณ 37.34% ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยเส้นเอ็น แก้เคล็ดขัดยอก
  • เส้นใยอาหาร ปริมาณ 24.06% ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและตับ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
  • โปรตีน ปริมาณ 8.33% ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายและให้พลังงานแก่ร่างกาย
  • ไขมัน ปริมาณ 0.39% ช่วยป้องกันไม่ให้อวัยวะภายในร่างกายกระทบกระเทือนมากเกินไป

สรรพคุณของเฉาก๊วย

  • แก้ร้อนใน ดับกระหาย
  • บรรเทาอาการไข้หวัด ลดอาการตัวร้อน
  • ขับเสมหะ ช่วยให้ชุ่มคอ ลดอาการคอแห้ง
  • แก้คลื่นไส้ ปวดท้อง มวนท้อง
  • ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและตับ
  • บรรเทาอาการตับอักเสบ ไขข้ออักเสบ

วิธีทำเฉาก๊วยทานด้วยตัวเอง

การทำเฉาก๊วยทานด้วยตัวเอง นอกจากจะได้รับคุณประโยชน์จากเฉาก๊วยแท้ ๆ แล้ว ยังป้องกันโอกาสได้รับสารปนเปื้อนที่อาจมาจากกระบวนการผลิตเฉาก๊วยจากร้านที่ไม่ได้มาตรฐาน แถมยังได้เลือกส่วนผสมที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย โดยวัตถุดิบที่ใช้ในการทำเฉาก๊วยมีดังนี้

  • หญ้าเฉาก๊วยแห้ง หรือเฉาก๊วยสำเร็จรูป 1 ซอง
  • น้ำตาลทรายทองธรรมชาติ หรือน้ำตาลเพื่อสุขภาพ
  • น้ำเปล่า 1 ลิตรสำหรับผสมกับหญ้าเฉาก๊วยแห้ง
  • น้ำเปล่า สำหรับทำน้ำเชื่อม

เฉาก๊วย

1. วิธีทำเฉาก๊วย

  • เทน้ำลงหม้อ ตั้งไฟให้เดือด
  • นำหญ้าเฉาก๊วยแห้งหรือเฉาก๊วยสำเร็จรูปเทลงไปในน้ำต้มเดือด
  • ปรับระดับไฟที่เดือดให้อ่อนลง จากนั้นเทส่วนผสมเฉาก๊วยลงไป
  • กวนส่วนผสมให้เข้ากันจนข้นและเนียน
  • กรองเอาน้ำเฉาก๊วยที่เป็นสีดำออกมา แต่หากคุณต้องการให้เฉาก๊วยมีสีดำมากขึ้น แนะนำให้ใส่สีผสมอาหารลงไปด้วย
  • จากนั้นใส่แป้งมันสำปะหลังลงไปในน้ำเฉาก๊วย เพื่อให้เฉาก๊วยจับตัวเป็นก้อนมากขึ้น
  • ทิ้งน้ำเฉาก๊วยเอาไว้จนกว่าจะเย็น หรือจนกว่าเฉาก๊วยจะกลายเป็นวุ้น

2. วิธีทำน้ำเชื่อม

  • ตั้งไฟอ่อน เทน้ำสะอาดลงไป
  • เทน้ำตาลทรายทองธรรมชาติหรือน้ำตาลเพื่อสุขภาพลงไปในหม้อ
  • ใช้ตะกร้อตีและคน จนกว่าน้ำตาลจะละลาย
  • เร่งไฟให้อยู่ในระดับปานกลาง จากนั้นคนต่อจนรู้สึกว่าน้ำตาลเหนียวขึ้น
  • ปิดไฟทันทีแล้วปล่อยทิ้งไว้จนกว่าจะเย็น

ชนิดน้ำตาลแต่ละประเภท น้ำตาลแดง น้ำตาลทรายต่างกันอย่างไร เหมาะกับใคร

จากนั้นราดน้ำเชื่อมลงไปในเฉาก๊วย ตามด้วยน้ำแข็งตามความต้องการของคุณ เท่านี้เฉาก๊วยของคุณก็พร้อมทานทันที เพื่อความสะดวกคุณอาจหั่นซอยเป็นเส้นเล็ก ๆ หรือตัดเป็นสี่เหลี่ยมเพื่อความสะดวกในการทานได้เช่นกัน ทั้งนี้อาจเพิ่มรสชาติความอร่อยโดยการใส่เครื่องเคียงเหมือนขนมหวานทั่วไป ได้แก่ ลูกตาล ลูกชิด ข้าวโพด คนให้เข้ากันแล้วทานทันที

เฉาก๊วยก็มีข้อเสีย หากทานไม่ถูกวิธี

หากคุณทานเฉาก๊วยคู่กับน้ำเชื่อมหรือน้ำตาลมากเกินไป อาจต้องระวังปัญหาสุขภาพตามมา เนื่องจากน้ำเชื่อมหรือน้ำตาลในปริมาณมาก อาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูง และเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน นอกจากนี้อาจมีสารบอแร็กซ์ (Borax) ปนเปื้อนขณะผ่านกระบวนการแปรรูปจากพืชมาสู่รูปแบบวุ้น โดยบอแร็กซ์อาจผสมกับเฉาก๊วยเพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสของเฉาก๊วยให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้น และยืดอายุเฉาก๊วยไม่ให้เสียง่าย อยู่ได้นานขึ้น แต่ถ้าทานเข้าไปมาก ๆ ก็ก่อให้เกิดผลเสียแก่ร่างกายทั้งในระยะเฉียบพลันได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียรุนแรง ขับถ่ายเป็นเลือด อาจถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตในที่สุด ส่วนระยะยาวอาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลียง่าย เบื่ออาหาร ใบหน้าบวม เยื่อตาอักเสบ ตับอักเสบ และไตอักเสบตามมา

บทความที่น่าสนใจ

10 เมนูของว่างทานเล่น ของมนุษย์ออฟฟิศ ยิ่งกินยิ่งอ้วน

กินชีสยังไงให้ไม่อ้วน วิธีกินชีสให้ได้ทั้งความอร่อยและสุขภาพ

ขนมสำหรับผู้ป่วยโรคไต มีขนมชนิดไหนบ้างที่ทานได้อย่างปลอดภัย

HEALTH,

กินแป้งยังไงไม่ให้อ้วนด้วยวิธีง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เริ่มหันมาดูแลสุขภาพตัวเอง แต่ก็ยังอดใจไม่ไหว อยากทานอาหารมากมาย โดยเฉพาะใครที่ติดใจอาหารประเภทแป้ง อาจห้ามใจยากสักหน่อย ว่าแต่มีวิธีไหนบ้างที่ช่วยให้กินแป้งยังไงไม่ให้อ้วน วันนี้ I-Kinn มีคำตอบค่ะ

กินแป้งยังไงไม่ให้อ้วน

คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex Carbohydrates) คืออะไร

มาทำความเข้าใจกันก่อนว่าอาหารประเภทแป้งนั้นมีสารอาหารที่ชื่อว่า คาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เมื่อร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตผ่านอาหารที่กินเข้าไป จะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตให้กลายเป็นน้ำตาลและส่งไปยังเลือด หากร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ก็อาจสะสมเป็นไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย คาร์โบไฮเดรตแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • คาร์โบไฮเดรตที่ดี (คาร์บดี) หรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เป็นอาหารจำพวกแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี ได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต ฯลฯ เมื่อทานเข้าไป ร่างกายจะใช้เวลาย่อยและดูดซึมนานกว่าอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตไม่ดี ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รู้สึกอิ่มนาน ไม่หิวบ่อย นอกจากนี้ยังมีเส้นใยอาหารช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานได้ดี รวมถึงมีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ มากกว่าแป้งขัดสี
  • คาร์โบไฮเดรตไม่ดี (คาร์บไม่ดี) เป็นอาหารจำพวกแป้งที่ผ่านการขัดสี ได้แก่ ข้าวขาว ขนมหวาน น้ำหวาน เป็นคาร์บที่มีเส้นใยน้อย เมื่อทานเข้าไป ร่างกายจะใช้เวลาย่อยและดูดซึมเร็ว ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่น และมีพลังงานขึ้นทันทีหลังจากที่กินเข้าไป แต่ข้อเสียคือทำให้รู้สึกหิวเร็วกว่าแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี

อาหารประเภทแป้งที่เป็นคาร์บดีมีอะไรบ้าง

  • ผักและผลไม้ เป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย นอกจากนี้ยังทำให้รู้สึกหิวยากขึ้นด้วย ผักและผลไม้ที่แนะนำ ได้แก่ แอปเปิล มันฝรั่ง ข้าวโพด กล้วย ผลไม้ตระกูลเบอร์รี แคร์รอต ฟักทอง
  • ธัญพืช เป็นอาหารที่มีใยอาหารสูงกว่าอาหารประเภทแป้งที่ผ่านการขัดสี ธัญพืชที่แนะนำ ได้แก่ ข้าวโอ๊ต ข้าวโพดคั่ว ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต บาร์เลย์
  • พืชตระกูลถั่ว อุดมไปด้วยโปรตีน ใยอาหาร วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะโพแทสเซียม โฟเลต ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม พืชตระกูลถั่วที่แนะนำ ได้แก่ ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วลันเตา

กล้วยทําให้อ้วนไหม สรุปกินกล้วยช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

ผักที่กินแล้วอ้วน ลดน้ำหนักอยู่ควรเลี่ยง ยิ่งกินยิ่งอ้วน

แนะนำวิธีกินแป้งยังไงไม่ให้อ้วน

กินแป้งยังไงไม่ให้อ้วน

1. กินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

ที่จริงแล้วการกินคาร์โบไฮเดรตไม่ทำให้อ้วน แต่ความอ้วนนั้นเกิดจากการกินอาหารที่ให้พลังงานมากกว่าความต้องการของร่างกาย จนสะสมเป็นไขมัน ดังนั้นการกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนหรืออาหารจำพวกแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสีเป็นประจำ ร่วมกับผักผลไม้ จะช่วยให้ร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวและอาหารที่มีน้ำตาล หรือเลือกทานในปริมาณน้อย (ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน) ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลจากเครื่องดื่มทุกประเภทและน้ำตาลสำหรับปรุงหรือประกอบอาหาร

2. คำนวณปริมาณแป้งที่กินเข้าไปในแต่ละวัน

รู้หรือไม่ว่า สัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายต้องการ โดยทั่วไปคิดเป็นร้อยละ 60 – 65 ของพลังงานที่ร่างกายต้องการ (หรือ 200 – 300 กรัมต่อวัน) ที่สำคัญควรเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและควรควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวให้น้อยกว่าร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมด ในช่วงแรกที่เริ่มทาน แนะนำให้คำนวณตามหลักการทั่วไปคือ ร่างกายควรได้รับแป้งประมาณ 35% หรือคิดง่าย ๆ ประมาณข้าว 3 จานใน 1 วันนั่นเอง

3. กินให้ถูกเวลา

กินแป้งยังไงไม่ให้อ้วน

รู้หรือไม่ว่าร่างกายของเราต้องการคาร์โบไฮเดรตเพื่อให้ร่างกายมีพลังงาน ดังนั้นการกินแป้งยังไงไม่ให้อ้วนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้การกินคาร์บเห็นผลนั้นขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่กินด้วย เริ่มจากกินมื้อเช้าเป็นอย่างแรก ห้ามอดเด็ดขาด เนื่องจากช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการโปรตีนมาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับยิ่งขึ้น ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการอดมื้อเช้าแล้วไปรวบยอดมื้อกลางวันทีเดียว สำหรับใครที่ออกกำลังกายเป็นประจำ การกินคาร์โบไฮเดรตก่อนออกกำลังกายประมาณ 90 นาที จะช่วยให้เรามีแรงออกกำลังกาย และหากกินหลังออกกำลังกายจะช่วยทดแทนพลังงานที่เสียไปขณะออกกำลังกายอีกด้วย นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการกินแป้งช่วงเย็นหรือก่อนนอน เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายไม่ค่อยได้ใช้พลังงานเท่าไหร่นัก หากทานในช่วงนี้จะทำให้ร่างกายสะสมพลังงานที่ไม่ได้ใช้ ส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นด้วย แต่ถ้ารู้สึกหิวแบบทนไม่ไหวจริง ๆ แนะนำให้กินโปรตีนจากถั่วหรือชินนามอน หรือดื่มน้ำแก้หิวจะดีที่สุด เพื่อไม่ให้กระเพาะของเราทำงานหนักเกินไป จนทำให้นอนหลับยากขึ้นด้วย

4. ทานโปรตีนบางชนิดร่วมด้วย

สำหรับใครที่รู้สึกหิวง่ายหรือกินจุสักหน่อย หรือรู้สึกเบื่อคาร์บในบางมื้อ แนะนำให้ทานถั่วอัลมอนด์ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเลิศ นอกจากจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ให้พลังงานแก่ร่างกาย และรักษาสมดุลของกรด-ด่างในร่างกายแล้ว ยังแก้หิวได้อีกด้วย หากกินในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยให้ร่างกายไม่มีไขมันส่วนเกิน หรือไขมันเลวสะสมจนกลายเป็นพุงย้อยตามมา

5. ทานไขมันดีร่วมด้วย

หากพูดคำว่า “ไขมัน” ขึ้นมา หลายคนอาจส่ายหน้าหนีไปแล้ว แต่ความเป็นจริงนั้นร่างกายควรได้รับไขมันด้วย เนื่องจากเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย คุณ Pamela Nisevich Bede ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวเอาไว้ว่าการกินไขมันที่ดีในช่วงเช้า ได้แก่ ปลาทะเล ธัญพืช น้ำมันมะกอก อะโวคาโด จะช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน แถมยังเสริมสร้างให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นต่อร่างกายและช่วยบรรเทาความเครียด ดังนั้นการกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนควบคู่กับไขมันชนิดดีจะช่วยให้ร่างกายได้รับไขมันในปริมาณที่พอเหมาะ ส่งผลให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย

มันหวานญี่ปุ่น อ้วนไหม? กินแล้วช่วยลดน้ำหนักจริงหรือไม่?

บทความที่น่าสนใจ

10 เมนูของว่างทานเล่น ของมนุษย์ออฟฟิศ ยิ่งกินยิ่งอ้วน

วิธีลดไขมันทั้งตัว สูตรรวบลัด พุงหาย ผอมเพรียวแบบธรรมชาติ

จับคู่อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่ควรกินคู่กัน ยิ่งกินยิ่งสุขภาพดี

HEALTH,

เนยสด กับ มาการีน ต่างกันยังไง กินแทนกันได้หรือเปล่า?

เนยสด กับ มาการีน เชื่อว่าหลาย ๆ คนต้องคุ้นชื่อและคุ้นตากับ 2 สิ่งนี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการทานอาหารเช้าแบบ American Breakfast เนื่องจากทั้ง เนย และ มาการีน นั้นต่างถูกใช้ในการทาบนขนมปังร้อน ๆ อยู่เสมอ อย่างไรก็ตามค่ะเจ้าสองสิ่งนี้มีหน้าตาที่เหมือนกัน สีและรสชาติก็ใกล้เคียงกันมาก ๆ จนหลาย ๆ คนอาจสงสัยว่า เนยและมาการีน สามารถใช้แทนกันได้หรือไม่ และหากใช้แทนไม่ได้ แต่ดันเผลอรับประทานเข้าไป จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราหรือเปล่า ในบทความนี้ I-Kinn มีคำตอบมาฝากค่ะ

เนยสด กับ มาการีน ต่างกันยังไง กินแทนกันได้หรือเปล่า?

เนยสด กับ มาการีน คืออะไร ต่างกันอย่างไร ใช้แทนกันได้หรือเปล่า?

จากที่ได้กล่าวไปค่ะว่า หลายคนอาจจะเคยรับประทานทั้งเนยสดและมาการีน เพราะมันทั้งหอม ทั้งอร่อย เอามาทาขนมปังก็ดี แถมยังเอาไปทำขนมหรือปรุงอาหารอื่น ๆ ได้อีกสารพัด ไม่ว่าจะรับประทานกับขนมปัง หรือแม้แต่ในเมนูเบเกอรี่ต่าง ๆ ก็ต้องใช้เนยหรือมาการีนด้วยกันทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจกันว่าทั้ง 2 อย่างนี้ต่างกันอย่างไร เรามาทำความรู้จักกับทั้งมาการีนและเนยให้ลึกมากขึ้นเพื่อที่จะได้เห็นข้อแตกต่างได้อย่างชัดเจนมากขึ้นกันก่อนค่ะ

มาทำความรู้จักกับ “เนย”

เนย ทำมาจากไขมันของสัตว์ ที่แยกมาจากน้ำนมหรือครีม (dairy product) ของสัตว์นั้น ๆ เช่น วัว ควาย แพะ แกะ ลักษณะเป็นก้อนแข็ง เมื่อถูกอุณหภูมิสูง จะละลายเป็นของเหลว จึงควรเก็บไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา ไม่ควรเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง นิยมนำมาใช้ในการปรุงอาหาร และใช้เป็นส่วนประกอบในการทำเบเกอรี่ ไม่ว่าจะเป็น เค้ก หรือ ขนมอบต่าง ๆ เพราะให้กลิ่นหอมจากนมตามธรรมชาติ

เนยแท้อันตรายไหม

เนยมีกี่ชนิด?

เนยนั้นสามารถแยกออกได้เป็น 2 ชนิดค่ะ ได้แก่

เนยชนิดจืด (Unsalted butter)

เป็นเนยที่ไม่มีรสชาติเฉพาะ นิยมนำมาทำเบเกอรี่หรือปรุงอาหารโดยทั่ว ๆ ไป

เนยชนิดเค็ม (Salted butter)

เป็นเนยที่ในขั้นตอนการผลิตมีการเติมเกลือเข้าไปเพื่อให้มีรสชาติเค็มนิด ๆ สามารถนำมาทาขนมปัง ทำอาหาร หรือเบเกอรี่ เป็นต้น

เนยแท้ดูยังไง?

เนยแท้ ต้องเป็นผลิตภัณฑ์จากเนย และมีไขมันเนยไม่ต่ำกว่า 80% สำหรับประเทศไทย USA ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และมีไขมันเนยไม่ต่ำกว่า 82% สำหรับประเทศในแถบยุโรป กลิ่นหอมของเนยและรสชาติของเนยมาจากอะไร (หมายถึงกลิ่นและรสธรรมชาตินะคะ ไม่นับการเติมแต่งกลิ่นหรือสี) หลัก ๆ มาจาก 2 ปัจจัยคือ

  • คุณภาพของน้ำนม

เพราะเนยทำมาจากนม ถ้านมดี เนยก็ดีด้วย นมจากแหล่งต่าง ๆ ให้รสต่างกัน ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น พันธุ์แม่วัว การเลี้ยงดู ให้วัวเดินกินหญ้าอย่างอิสระ เป็นต้น

  • ขั้นตอนการผลิต

ซึ่งก็มีความสำคัญมากไม่แพ้กันค่ะ เนื่องจากการทำเนยนั้น ก็คือการกวนครีม (Churning) ด้วยความเร็วสูง จนทำให้ไขมันในครีมรวมตัวกันเป็นมวลที่ข้นขึ้น ซึ่งจะเป็นช่วงที่จะทำให้ผู้ผลิตเห็นได้ว่าสิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงไขมันล้วน ๆ แล้วหรือยัง รสชาติเป็นอย่างไร ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างใช้เวลานานอยู่พอควรค่ะเพราะมีรายละเอียดต่าง ๆ ที่ต้องคอยเช็กอยู่เสมอ

ส่วนประกอบของเนยแท้ มีอะไรบ้าง?

จากที่กล่าวไปข้างต้นค่ะว่าเนยคือผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากนม ที่นิยมมากที่สุดก็คือนมวัว ในบางพื้นที่อาจมีเนยจากนมสัตว์อื่น ๆ เช่น นมแพะ นมแกะ หรือนมควาย เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่เป็นส่วนประกอบหลักของเนยแท้ก็คือไขมันจากนมที่ได้จากการตีนมสดที่ไม่ได้ผ่านการพาสเจอไรซ์และการทำให้เป็นเนื้อเดียว (Homogenized) เมื่อทิ้งไว้สักพักก็จะแยกส่วนและตกตะกอน นมส่วนที่มีไขมันสูงที่มีความหนาแน่นต่ำกว่าน้ำ จะแยกตัวลอยขึ้นมาอยู่ชั้นบน ซึ่งส่วนนี้จะนำไปทำเป็นครีม หรือที่ฝั่งอเมริกันเรียกว่าเฮฟวี่ครีม (Heavy Cream) หรือสวีทครีม (Sweet Cream) นั่นเอง

ส่วนประกอบของเนยแท้ ที่สามารถแบ่งออกให้เห็นภาพได้ง่าย ๆ ได้แก่

  • ไขมันจากนม 80%
  • น้ำประมาณ 16%
  • เกลือประมาณ 1.5-2.0%
  • ของแข็งที่อยู่ในนม เช่น โปรตีน เกลือแร่ วิตามินอีก 2%

เนยเป็นไขมันดีไหม

เนยจะมีไขมันอิ่มตัวในปริมาณมาก เป็นที่ทราบกันดีว่าไขมันอิ่มตัวจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจึงแนะนำให้ลดการบริโภคไขมันอิ่มตัว แต่อย่างไรก็ตาม เนยนั้นมีหลายชนิดค่ะ ทั้งเนยแท้ เนยเทียม เนยผสม ซึ่งก็จะมีไขมันที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกทานด้วยวิธีที่เหมาะสมได้เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดภาวะโรคที่ไม่พึงประสงค์นั่นเองค่ะ

เนย ประโยชน์ ที่มีมากกว่าที่คิด

เนื่องจากเนยมีสารอาหารที่มีประโยชน์อยู่หลายชนิด จึงเชื่อกันว่าเนยอาจช่วยบำรุงร่างกายและป้องกันโรคบางชนิดได้ โดยมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่ชี้ว่าเนยอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนี้

ช่วยบำรุงกระดูก

เนยบางชนิดอย่างเนยชนิดที่ได้จากวัวที่กินหญ้าที่อุดมไปด้วยวิตามินเค 2 โดยมีงานวิจัยหนึ่งที่ชี้ว่าวิตามินชนิดนี้อาจช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก โดยช่วยเพิ่มความหนาแน่นและมวลของกระดูก ซึ่งอาจลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย

ช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนัก

เนื่องจากเนยอุดมไปด้วยกรดคอนจูเกเตดไลโนเลอิก ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งที่ชี้ว่ากรดคอนจูเกเตดไลโนเลอิกอาจช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกายได้ จึงเชื่อกันว่าเนยอาจมีประสิทธิภาพช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้

เสริมสร้างสุขภาพระบบหัวใจและหลอดเลือด

เนื่องจากเนยมีไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่พอเหมาะและช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ แต่ในขณะเดียวกันหากทานปริมาณมากอาจเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี ทั้งยังมีงานวิจัยบางส่วนที่ชี้ว่าการบริโภคเนยอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจอีกด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเนยกับโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกครั้ง

เนย คอเลสเตอรอล เท่าไหร่?

เนยปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ จะให้พลังงาน 101 แคลอรี่ โดยส่วนใหญ่เป็นพลังงานที่ได้จากไขมัน ซึ่งมีทั้งไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัว ไขมันทรานส์ รวมไปถึงกรดไขมันโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดอย่างวิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี วิตามินบี 12 และวิตามินเค 2 นอกจากนี้ เนยชนิดที่ได้จากวัวที่กินหญ้านั้นจะมีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงกว่าเนยชนิดที่ได้จากวัวที่กินธัญพืช ทั้งยังมีสารอาหารอื่น ๆ ที่มีประโยชน์อย่างกรดคอนจูเกเตดไลโนเลอิกและบิวไทเรตอีกด้วยค่ะ

เนยแท้ อันตราย ไหม?

จากที่กล่าวไปค่ะว่าเนยนั้น ไม่ว่าจะเป็นเนยแท้หรือเนยสด ก็ต่างมีปริมาณไขมันมากทั้งสิ้น ซึ่ง เนยแท้ก็มีไขมันอิ่มตัวที่สูง ซึ่งไขมันอิ่มตัวนี้ส่งผลให้คอเลสเตอรอลที่ไม่ดี หรือ LDL Cholesterol ในร่างกายของเราเพิ่มขึ้น การบริโภคเป็นปริมาณมากจึงเพิ่มความเสี่ยงทำให้ไขมันในเลือดสูง และเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจขาดเลือดเพิ่มขึ้นได้นั่นเองค่ะ ทั้งนี้อาจพ่วงมาด้วยโรคภัยอื่น ๆ ได้เช่นกัน

เนยจากพืช คืออะไร?

เนยพืช หรือ Plant-Based Butter เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้นมหรือผู้ที่ทานอาหารมังสวิรัติ นิยมทำจากพืช เช่น อะโวคาโด, อัลมอนด์ หรือน้ำมันมะกอก ให้รสชาติเหมือนเนย จึงสามารถใช้ทดแทนกันได้ สามารถหาซื้อได้ทั้งแบบก้อนและแบบแท่ง เหมาะสำหรับการอบและปรุงอาหาร รวมทั้งการทาขนมปังปิ้งค่ะ

มาทำความรู้จักกับ “มาการีน”

มาการีน คือ เนยรูปแบบหนึ่ง แต่เป็นเนยเทียม เนื่องจากเป็นเนยที่ผลิตจากน้ำมันพืช แล้วแต่งกลิ่น แต่งสีให้คล้ายกับเนยแบบดั้งเดิม จึงสามารถใช้แทนเนยแท้ได้ ไม่ส่งผลต่อรสชาติแต่อย่างใด สามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ ไม่ต้องแช่เย็นตลอดเวลาได้ แต่เวลานำมาบริโภค ควรผ่านความร้อนก่อน ไม่ควรทานสด ด้วยมีราคาถูก จึงมักนิยมนำใช้ทำอาหาร ทำเบเกอรี่ รวมถึงอาหารแบบสตรีทฟู้ด ไม่ว่าจะเป็นร้านโรตีหรือร้านหมูกระทะ ล้วนแต่ใช้เนยเทียมหรือมาร์การีนทั้งหมด

มาการีน อันตรายไหม?

แม้ว่ามาการีนจะมีสารอาหารบางอย่างที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ก็มีมาการีนบางชนิดที่ผ่านกระบวนการไฮโดรจีเนชันซึ่งก่อให้เกิดไขมันทรานส์สูง โดยไขมันชนิดนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและโรคเรื้อรังอื่น ๆ ได้ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการบริโภคมาการีนจึงควรรับประทานด้วยความระมัดระวัง และควรอ่านฉลากโภชนาการก่อนทุกครั้งเพื่อป้องกันผลเสียที่อาจเกิดต่อสุขภาพค่ะ

กระบวนการผลิตมาการีน มีขั้นตอนอย่างไร?

สำหรับ กระบวนการผลิตมาการีน นั้น จะใช้กระบวนการไฮโดรจีเนชันหรือการเติมก๊าซไฮโดรเจน เพื่อให้น้ำมันพืชเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นของแข็งกึ่งเหลว แต่เนื่องจากกระบวนการนี้จะเพิ่มปริมาณไขมันอิ่มตัว และอาจก่อให้เกิดไขมันทรานส์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ แต่ในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนากระบวนการผลิต โดยใช้กระบวนการอินเทอร์เอสเทอริฟิเคชัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ก่อให้เกิดไขมันทรานส์ แต่การผลิตด้วยกระบวนการนี้ ก็อาจก่อให้เกิดวัตถุเจือปนอาหาร ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ เช่น อิมัลซิไฟเออร์ และ สารแต่งสี เป็นต้น

เนยกับ มา กา รี น ต่างกันอย่างไร?

เนยกับ มา กา รี น ต่างกันอย่างไร?

สามารถแบ่งออกให้เห็นความแตกต่างในแง่มุมต่าง ๆ เหล่านี้ค่ะ

วัตถุดิบที่ใช้

เนยและมาการีน ต่างกันตรงที่วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต โดยเนยแท้ ๆ นั้น จะผลิตจากไขมันสัตว์ ในขณะที่มาการีนผลิตจากน้ำมันพืช ที่ถูกนำไปผ่านกระบวนการผลิตจนกลายเป็นก้อนแข็ง มีกลิ่นและสีคล้ายเนย จึงทำให้เนยแท้ ๆ นั้น เป็นที่นิยมใช้มากกว่า เพราะมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ

ชนิดของไขมัน

เนื่องจากเนย ผลิตจากไขมันของนมสัตว์ ทำให้มีไขมันอิ่มตัว ซึ่งถ้าทานในปริมาณมาก ๆ อาจก่อให้เกิดโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือดได้ ในขณะที่มาร์การีน ผลิตจากน้ำมันพืช จึงอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว แต่ถ้าผลิตด้วยกระบวนการไฮโดรจีเนชัน จะมีไขมันทรานส์ ซึ่งถ้าทานมาก ๆ เข้า จะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) เพิ่มขึ้นได้ เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด ความดัน หลอดเลือดตีบ แต่ถ้าผลิตด้วยกระบวนการ อินเทอร์เอสเทอริฟิเคชัน จะไม่มีไขมันทรานส์ ทานแล้วไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

คุณภาพและความอร่อยของรสชาติ

เนยมีกลิ่นหอมมากกว่ามาร์การีน เพราะผลิตจากนมสัตว์ตามธรรมชาติ นอกจากนี้ ก็ยังให้รสชาติที่หอมมันมากกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อนำมาทำเค้ก อุณหภูมิที่เหมาะสมในการตีเนยจะอยู่ที่ 18-21 องศาเซลเซียส ทำให้เนื้อเค้ก อาจไม่ฟูเท่า ต่างจากมาการีน ที่เมื่อนำมาทำเค้กแล้ว จะช่วยให้เนื้อเค้กมีความฟู และ ได้ปริมาณที่มากกว่าการใช้เนยสด แต่อาจให้กลิ่นไม่หอมเท่า เพราะถูกแต่งกลิ่นด้วยกลิ่นสังเคราะห์

ราคา

เพราะผลิตจากนมสัตว์ ทำให้เนยมีต้นทุนในการผลิตสูงกว่า และ มีราคาแพงกว่า ต่างจากมาร์การีน ที่ผลิตจากน้ำมันพืช ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ เวลาเลือกซื้อ มาร์การีนจึงมีราคาถูกกว่าเนยหลายเท่า

เนยกับมาการีนใช้แทนกันได้ไหม?

ปัจจุบัน มาร์การีน ถูกนำมาใช้แทน เนย กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีราคาถูกและสามารถนำมาทำอาหารและเบเกอรี่แทนเนยได้ โดยที่ไม่ส่งผลต่อรสชาติแต่อย่างใด อีกทั้งยังเชื่อกันว่าดีต่อสุขภาพมากกว่าเนยอีกด้วย เพราะมีไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกายได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังควรระมัดระวังในเรื่องของการรับประทานทั้ง 2 อย่างให้ดี เนื่องจากยังมีเรื่องของไขมันอิ่มตัวที่สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ดังนั้น ควรรับประทานแต่พอเหมาะนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคเองค่ะ

บทความที่น่าสนใจ

10 เมนูของว่างทานเล่น ของมนุษย์ออฟฟิศ ยิ่งกินยิ่งอ้วน

กินชีสยังไงให้ไม่อ้วน วิธีกินชีสให้ได้ทั้งความอร่อยและสุขภาพ

ขนมสำหรับผู้ป่วยโรคไต มีขนมชนิดไหนบ้างที่ทานได้อย่างปลอดภัย

HEALTH,

กินช็อกโกแลตทุกวัน ดีไหม กินทุกวันจะเสี่ยงโรคอ้วนหรือเปล่า?

กินช็อกโกแลตทุกวัน ดีไหม นับได้ว่าเป็นคำถามที่เกิดความสงสัยกันมาได้สักระยะหนึ่งแล้วค่ะกับความลับของการทานช็อกโกแลต ขนมหวานสีน้ำตาลสุดคลาสสิกที่ใคร ๆ ต่างก็หลงรักมัน ด้วยรูปลักษณ์และรสชาติที่มีความโดดเด่นจนไม่ว่าใครก็ต้องจำได้และมักต้องรับประทานมันอยู่เสมอในโอกาสพิเศษต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ขึ้นชื่อว่าขนมหวาน ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้บริโภคจะสงสัยว่าแท้จริงแล้วเราสามารถทานช็อกโกแลตได้ทุกวันหรือไม่ เนื่องจากช็อกโกแลตนั้นมีหลายชนิด บางชนิดก็มีน้ำตาลน้อย น่าจะเป็นผลดีต่อร่างกาย แต่ความจริงแล้วใครเลยจะรู้ว่าข้อเท็จจริงของการกินช็อกโกแลตนั้นเป็นเช่นไรกันแน่ ในบทความนี้ I-Kinn จึงนำข้อมูลและการไขความลับของเจ้าขนมหวานชนิดนี้มาฝากกันค่ะ

กินช็อกโกแลตทุกวัน

กินช็อกโกแลตทุกวัน ดีไหม จะเกิดผลข้างเคียงอย่างไรหากรับประทานเกินปริมาณที่ควร

ขนมหวานรสละมุนลิ้นอย่างช็อกโกแลตนั้น เป็นที่โปรดปรานของคนทุกเพศทุกวัย มานานนับศตวรรษ เพราะนอกจากจะมีรสชาติหอมหวานกลมกล่อม ที่ชวนให้เผลอใจหลงใหล จนยากที่จะถอนตัวแล้ว ช็อกโกแลตยังเป็นสื่อสากลที่คนทั่วโลกนิยม มอบให้กันเพื่อแสดงถึงมิตรภาพ และความรัก แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าขนมหวานชนิดนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่หลาย ๆ คนอาจไม่เคยรู้ จะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลยค่ะ

ช็อกโกแลต คือ…

ช็อกโกแลต คือ อาหาร ขนม และเครื่องดื่มที่ทำมาจากโกโก้ ซึ่งเป็นผลของพืชชนิดหนึ่งที่มีรสขม การผลิตช็อกโกแลตทำได้โดยการนำผลโกโก้มาบดด้วยเครื่องปั่นจนกลายเป็นผง จากนั้นจึงนำผงโกโก้ที่ได้มาผสมกับวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อแต่งเติมกลิ่นและรส โดยเฉพาะรสหวาน เพื่อเพิ่มความน่ารับประทาน โดยการผลิตช็อกโกแลตออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น เป็นส่วนหนึ่งของอาหาร ขนม เครื่องดื่ม หรือแม้แต่การแต่งกลิ่นน้ำหอมและเครื่องสำอางต่าง ๆ อีกด้วยค่ะ

ประเภทของช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตนั้นสามารถแบ่งออกได้หลายชนิดด้วยกันค่ะ แต่ชนิดที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักส่วนใหญ่ก็เช่น

Dark chocolate

หรือ ช็อกโกแลตดำ คือช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มนมเป็นส่วนประกอบ ช็อกโกแลตดำมีสารฟลาโวนอยด์ เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดคราบไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ สาเหตุของโรคหัวใจเลือดตีบ และช่วยป้องกันไม่ให้เกล็ดเลือดแข็งตัว สาเหตุของการอุดตันในหลอดเลือด และป้องกันความดันโลหิตสูง

Milk chocolate

หรือช็อกโกแลตนม คือช็อกโกแลตที่ผสมนมหรือนมข้นหวาน ซึ่งจะมีการกำหนดว่าต้องมีส่วนผสมของช็อกโกแลตเหลวบริสุทธิ์เข้มข้น 10% (ในสหรัฐ) และต้องมีส่วนผสมของเมล็ดโกโก้อย่างน้อย 25% (ในยุโรป) โดยช็อกโกแลตชนิดนี้มีส่วนผสมของเนยโกโก้, นม และมีการเพิ่มความหวานและรสชาติลงไปด้วย

White chocolate

หรือช็อกโกแลตขาว ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีส่วนผสมของเนยโกโก้ แต่ไม่มีโกโก้ที่อยู่ในรูปของไขมัน จะประกอบไปด้วยน้ำตาล เนยโกโก้ นมสด และใส่กลิ่นวานิลลาเพิ่มลงไปด้วย ลักษณะของช็อกโกแลตขาวจะแตกหักได้ง่ายกว่าชนิดอื่น ๆ

Unsweetened chocolate

หรือ ช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มความหวาน คือช็อกโกแลตเหลวบริสุทธิ์มักใช้ในการอบอาหาร และเป็นช็อกโกแลตที่ไม่มีการเจือปนใด ๆ ทั้งสิ้น ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีรสชาติเข้มข้นและลุ่มลึกของช็อกโกแลตบริสุทธิ์ เป็นส่วนผสมหลักในการทำบราวนี่ เค้ก ลูกกวาด และคุกกี้ ถ้าถูกเพิ่มน้ำตาลเข้าไปก็จะทำให้มีรสชาติหวานขึ้น

กินช็อกโกแลต ช่วยอะไร ทำไมใคร ๆ จึงชอบกิน?

ใครจะไปคิดว่าขนมหวานแสนอร่อยอย่างช็อกโกแลต จะช่วยให้เรารู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาได้ ซึ่งในปัจจุบันช็อกโกแลตมีวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าให้ได้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ และก็มีหลากหลายยี่ห้อ และจากที่กล่าวไปในข้างต้นค่ะว่าเนื่องจากเจ้าช็อกโกแลตนั้นเป็นของหวาน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลาย ๆ คนจะคิดว่าหากกินไปในปริมาณที่เยอะมาก ๆ จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ แต่ถึงกระนั้นของหวานชนิดนี้ก็ยังมีประโยชน์อีกหลาย ๆ อย่างที่เราคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียวค่ะ

ประโยชน์ ช็อกโกแลต มีอะไรบ้าง?

หลาย ๆ คนคงยังไม่ทราบว่านอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว ช็อกโกแลตยังมีประโยชน์มากกว่าที่เราคิดด้วยค่ะ เช่น

ช่วยลดความเครียด

จากที่มีการศึกษาพบว่า คนที่ทานดาร์กช็อกโกแลตปริมาณ 40 กรัมทุกวันนาน 2 สัปดาห์ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนแห่งความเครียดลดลง เมื่อเทียบกับวันแรกที่เริ่มทาน

มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

ช่วยลดการอักเสบ ลดการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งหลายการศึกษาพบว่าสารโพลีฟีนอลจะช่วยเสริมให้หลอดเลือดแข็งแรง มีส่วนช่วยเพิ่มไขมันคอเลสเตอรอลชนิด HDL ซึ่งช่วยลดการอักเสบและการก่อตัวของลิ่มเลือดได้

ลดระดับความดันโลหิต

การทานดาร์กช็อกโกแลตสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ช่วยลดความดันโลหิต ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

สารฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลต มีฤทธิ์ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ออกซิเจนและเลือดลำเลียงไปสู่สมองได้ดี ทำให้เราจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นไปด้วย

ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ

เนื่องจากดาร์กช็อกโกแลตอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และวิตามินที่สำคัญต่อร่างกายมากมาย จึงช่วยบำรุงเลือดทำให้เกิดการไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น และเป็นการป้องกัน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูงได้ไปในตัว

กินช็อกโกแลตทุกวันอ้วนไหม

กินช็อกโกแลตเยอะ เกินปริมาณที่ควรทาน จะส่งผลเสียอย่างไรบ้าง?

สำหรับคนทั่วไป การบริโภคช็อกโกแลตในปริมาณที่พอดีจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่เนื่องจากช็อกโกแลตมีสารประกอบมากมายรวมทั้งสารคาเฟอีน ในบางครั้ง การบริโภคช็อกโกแลตจึงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ตามมาได้ เช่น กระสับกระส่าย กระวนกระวาย ปัสสาวะเพิ่มขึ้น นอนไม่หลับ ทั้งนี้ก็ยังมีโทษอื่น ๆ เช่นกันค่ะ

โทษของช็อกโกแลต มีอะไรบ้าง?

การบริโภคช็อกโกแลตในปริมาณที่พอดีจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่เนื่องจากช็อกโกแลตมีสารประกอบมากมายรวมทั้งสารคาเฟอีน ในบางครั้ง การบริโภคช็อกโกแลตจึงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ตามมาได้ เช่น

  • กระสับกระส่าย กระวนกระวาย
  • ปัสสาวะเพิ่มขึ้น
  • นอนไม่หลับ
  • ใจสั่น ใจเต้นแรง
  • มีผื่น หรืออาการแพ้ที่ผิวหนัง
  • คลื่นไส้
  • ปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด ท้องไส้ปั่นป่วน หรือมีแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องผูก
  • อาจเพิ่มความเสี่ยงอาการปวดหัวไมเกรน

กินชอคโกแลตอ้วนไหม?

คำตอบคือ อ้วนค่ะ เพราะช็อกโกแลตทุกชนิดหากกินในปริมาณที่มากเกินไปและติดต่อกันเป็นประจำ ถ้าร่างกายเรารับพลังงานจากน้ำตาล เกิน 10% ของพลังงานทั้งหมด ร่างกายก็จะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันเก็บสะสมไว้ใต้ผิวหนัง หลอดเลือดและตับ นั่นจึงเป็นสาเหตุของการเป็นโรคอ้วนลงพุง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง และโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ไขมันพอกตับ ตับแข็ง มะเร็งตับ

ดังนั้น จึงควรควบคุมปริมาณให้พอเหมาะ เช่น ในหนึ่งวันไม่ควรกินช็อกโกแลตเกินครึ่งแท่ง และต้องออกกำลังกายเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน เพราะช็อกโกแลตครึ่งแท่งต้องออกกำลังกายด้วยการเดินเร็ว 45 นาที หรือว่ายน้ำ 15 นาที จึงจะเผาผลาญพลังงานได้หมด ก็จะทำให้มีความสุขจากการรับประทานช็อคโกแลตและไม่อ้วนด้วยค่ะ มอบของขวัญให้คนรักเเล้ว ก็ต้องมอบสุขภาพดีให้คนรักด้วยนะคะ

คนที่ห้ามกินช็อกโกแลต ใครบ้างที่มีความเสี่ยงกับการกินช็อกโกแลตเยอะๆ

นอกจากบุคคลทั่วไปที่ควรระวังการทานช็อกโกแลตเยอะๆ แล้วก็มีผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอื่น ๆ ที่ต้องระวังเช่นกันค่ะ

ผู้ที่ตั้งครรภ์และผู้ที่กำลังให้นมบุตร

หากบริโภคในปริมาณที่พอดี จะไม่ส่งผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแก่แม่และเด็ก แต่ผู้ที่ตั้งครรภ์และกำลังให้นมบุตรควรระมัดระวังด้านปริมาณการบริโภคมากเป็นพิเศษ เพราะคาเฟอีนในช็อกโกแลตอาจเป็นอันตรายต่อแม่และเด็กได้

ภาวะความดันโลหิตสูง

แม้จะมีงานวิจัยสนับสนุนว่าสารบางชนิดในช็อกโกแลตช่วยลดระดับความดันโลหิตลงได้ แต่สารคาเฟอีนในช็อกโกแลตก็อาจเพิ่มระดับความดันโลหิตให้สูงขึ้นในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน

โรคหัวใจ

คาเฟอีนในช็อกโกแลตอาจทำให้ใจสั่น หัวใจเต้นแรงขึ้น หรือหัวใจเต้นผิดปกติ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ จึงควรระมัดระวังการบริโภคอาหารใด ๆ ที่มีคาเฟอีน รวมถึงช็อกโกแลตด้วย

โรคเบาหวาน

ช็อกโกแลตอาจส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นได้ และรบกวนการควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ภาวะวิตกกังวล

สำหรับผู้ป่วยโรควิตกกังวล สารคาเฟอีนในช็อกโกแลตอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงได้

ปวดหัวไมเกรน

ช็อกโกแลตอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะปวดหัวไมเกรนในผู้ป่วยที่ไวต่ออาการป่วย

กินช็อกโกแลต กินอย่างไรให้ปลอดภัยและกินเวลาไหนจึงจะเหมาะสม

การกินช็อกโกแลตให้มีประโยชน์สูงสุดควรเลือกช็อกโกแลตที่ผลิตจากผลโกโก้ ซึ่งมีปริมาณของโกโก้สูง 70-85% โดยแนะนำให้ทาน 50- 100 กรัม ต่อวัน ความถี่ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือหากแบ่งย่อยเป็นรอบเวลา ผู้บริโภคสามารถทานตามได้ ดังนี้ค่ะ

กินช็อกโกแลตตอนเช้า

การทานช็อกโกแลตในมื้อเช้าควรเป็นดาร์กช็อกโกแลตค่ะ เนื่องจากดาร์กช็อกโกแลตจะให้สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้ผ่อนคลายและลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้นั่นเอง

กิน ช็อกโกแลต ตอน ท้อง ว่าง

ไม่ควรทานช็อกโกแลตตอนที่ท้องว่าง เพราะหากรับประทานช็อกโกแลตขณะท้องว่าง จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาลส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนโลหิตและไต และเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรงได้นั่นเองค่ะ

ดาร์กช็อกโกแลต ควรกินตอนไหน

แม้ดาร์กช็อกโกแลตจะมีส่วนผสมของน้ำตาลและนมน้อยมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอยู่เลย อีกทั้งแคลอรี่ในช็อกโกแลตมีปริมาณที่สูง ดังนั้นจึงควรกินช็อกโกแลตในปริมาณที่เหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกายและทานอาหารที่มีประโยชน์อื่น ๆ ทั้งนี้อาจเลือกทานเพื่อเพิ่มพลังงานก่อนการออกกำลังกาย หรือในเวลาที่เครียดค่ะ ทั้งนี้ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น คือเวลาที่ควรทานดาร์กช็อกโกแลตที่สุดก็คือช่วงเช้านั่นเอง

ท้ายที่สุด แม้จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางส่วนที่สนับสนุนประสิทธิผลของช็อกโกแลตในบางด้าน แต่ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ยิ่งไปกว่านั้น ช็อกโกแลตแต่ละชนิดถูกผลิตออกมาในรูปแบบที่แตกต่างและหลากหลาย ปริมาณส่วนประกอบที่สำคัญในช็อกโกแลตจึงแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้น ผู้บริโภคควรระมัดระวังในการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด ศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางโภชนาการเกี่ยวกับช็อกโกแลตและผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ก่อนการบริโภค และควรรับประทานช็อกโกแลตในปริมาณที่พอดีในแต่ละวัน ไม่บริโภคมากเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงที่อาจกระทบต่อสุขภาพจนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ตามมาได้ค่ะ

บทความที่น่าสนใจ

10 เมนูของว่างทานเล่น ของมนุษย์ออฟฟิศ ยิ่งกินยิ่งอ้วน

กินชีสยังไงให้ไม่อ้วน วิธีกินชีสให้ได้ทั้งความอร่อยและสุขภาพ

ขนมสำหรับผู้ป่วยโรคไต มีขนมชนิดไหนบ้างที่ทานได้อย่างปลอดภัย

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com