ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 30-35 ปี, HEALTH, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 35-40 ปี, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 45-50 ปี,

โรคนอนไม่หลับ เพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ

โรคนอนไม่หลับถือเป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยสาเหตุของอาการนอนไม่หลับนั้นก็สามารถถูกกระตุ้นได้จากปัจจัยภายในและภายนอก เช่น ความเครียด อาการเจ็บป่วยทางร่างกาย ซึ่งหากเกิดอาการนอนไม่หลับขึ้นมาเป็นเวลานาน ๆ อาจจะส่งผลต่อคุณภาพการนอน ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ไม่ค่อยมีสมาธิ ว้าวุ่นและเกิดความวิตกกังวลได้ง่าย  ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และที่สำคัญ ยังสามารถส่งผลเสี่ยงต่อผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่มีภาวะสุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานอีกด้วย

โรคนอนไม่หลับ เพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ

นอนไม่หลับ เกิดจากอะไร?

ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะการนอนไม่หลับนั้นสามารถแบ่งออกได้หลากหลาย โดยสาเหตุหลัก ๆ มีดังนี้

  • พฤติกรรมการนอนที่เปลี่ยนไป ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่ติดการนอนดึกเป็นประจำ หรือทำงานเป็นกะจนร่างกายเกิดการจดจำเวลานอนที่เปลี่ยนไป เมื่อกลับมานอนในเวลาปกติก็ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ
  • ปัญหาความเครียด ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในวัยเรียนและวัยทำงาน เพราะช่วงวัยนี้จะมีความเครียดเรื่องการจัดการชีวิตประจำวันเป็นพิเศษ
  • ภาวะความผิดปกติของการหลับเช่น ภาวะขาอยู่ไม่สุข ( Restless legs syndrome) เป็นกลุ่มอาการหนึ่งที่เป็นภาวะของโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กและโรคไตวายเรื้อรัง อาการเหล่านี้จะส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกอยากขยับขาอยู่ตลอดเวลา เวลาเข้านอนก็จะรู้สึกเหมือนมีบางอย่างมาไต่ขา
  • อาการนอนไม่หลับที่เกิดจากภาวะเส้นประสาทอักเสบ (Diabetic Neuropathy) ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ที่มีความเสี่ยง
  • อาการเจ็บป่วยทางร่างกาย เช่น อาการปวดเมื่อย อ่อนเพลีย กรดไหลย้อน พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ วัยหมดประจำเดือน
  • อาการเจ็บป่วยทางจิตใจ ภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล
  • ภาวะกังวลนอนไม่หลับ (psychophysiological insomnia) อาการของโรคคือ ผู้ป่วยจะมีความวิตกกังวลว่าตนเองจะนอนไม่หลับ จนกระตุ้นให้สมองตื่นตัวจนเกิดการนอนไม่หลับ
  • เกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้หวัด ยากลุ่ม pseudoephedrine ยาลดน้ำหนัก ยาแก้หอบหืด  ยาต้านซึมเศร้า ยากลุ่ม methylphenidate
  • การได้รับสารกาเฟอีนจากเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน นิโคตินและแอลกอฮอล์
  • ปัจจัยรบกวน เช่น แสงในห้องนอน อุณหภูมิห้องนอนที่ไม่เหมาะสม

วัยทองกับอาหาร คนวัยทองควรทานอาหารแบบไหน และแบบไหนที่ควรเลี่ยง

ฮอร์โมนทดแทนวัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน (Menopause) คืออะไร?

โรคนอนไม่หลับ เพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ

การนอนไม่หลับส่งผลเสียอย่างไรต่อร่างกาย?

สำหรับผู้ที่มีภาวะนอนไม่หลับบ่อย ๆ มักจะเกิดปัญหาอ่อนเพลีย ง่วงนอนตลอดเวลา ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ เสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบหัวใจและหลอดเลือด เพราะว่าการนอนไม่หลับและพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นจากการทำงานหนักขึ้นของระบบประสาทส่วนซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) และการทำงานที่ลดลงของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System)

ทำไมอาการนอนไม่หลับถึงเสี่ยงต่อโรค?

หลายคนอาจจะรู้สึกว่า การนอนไม่หลับและพักผ่อนไม่พอนั้น น่าจะส่งผลต่อทำให้รู้สึกง่วงเพียงอย่างเดียว แต่ทำไมแค่นอนไม่พอถึงทำให้เสี่ยงต่อโรคมากมายเช่นนี้ ? … สาเหตุเป็นเพราะว่า ในช่วงเวลาที่เรานอนหลับนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของเราซ่อมแซมร่างกายทั้งส่วนของระบบประสาทและสมอง รักษาพลังงานในร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันต่าง ๆ สร้างความสมดุลให้ร่างกาย ดังนั้นผู้ที่นอนหลับน้อยก็ทำให้กระบวนการนี้เกิดขึ้นไม่สมบูรณ์ กระตุ้นให้เกิดโรคต่าง ๆ ดังนี้

  • ภาวะโรคอ้วน

การนอนหลับไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายเกิดการแปรปรวน หิวง่าย และเพิ่มความอยากอาหารให้มากขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้ร่างกายเพิ่มอัตราการสะสมไขมันมากเกินกว่าปกติเพราะว่าร่างกายเผาผลาญได้น้อยลงเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ตามมา

  • โรคเบาหวาน

การพักผ่อนน้อยเป็นเวลานานมักจะส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินในเลือดที่สูงขึ้น ส่งผลให้ออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นไปเลี้ยงเส้นประสาทไม่เพียงพอ ส่งผลให้เส้นประสาทเหล่านี้ทำงานได้น้อยลง ร่างกายกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระส่งผลต่อระบบย่อยน้ำตาลของร่างกายทำให้เกิดภาวะเส้นประสาทอักเสบจากโรคเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) อาการของโรคก็คือ ผู้ป่วยมักจะมีอาการรู้สึกเจ็บปวดเหมือนโดนเข็มตำ ปวดเหมือนโดนไฟลวก  ในบางรายอาจจะรู้สึกเหมือนมีแมลงไต่ที่เท้า หรือ อาการชา(numbness)

  • โรคหัวใจ

หากนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลานานจะส่งผลต่อสุขภาพร่างกายโดยตรงคือ ระบบการทำงานของสมองจะหลั่งเมลาโทนินน้อยลงกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูง และเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินตามมา เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจโต

โรคนอนไม่หลับ เพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ

Beautiful Asian young woman sitting on bed take sleeping pill or night medicine in bedroom. Unhealthy sick Indian female suffers from insomnia or headache, depressed girl holds antidepressant meds.

วิธีรักษาอาการนอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับนั้นสามารถรักษาเบื้องต้นได้ด้วยการปรับเปลี่ยนเวลานอนให้ถูกสุขลักษณะ งดการทานอาหาร-ดื่มเครื่องดื่ม (ยกเว้นน้ำเปล่า) ก่อนเวลาเข้านอน 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย งดการเล่นโทรศัพท์มือถือ ดูทีวีและคอมพิวเตอร์ประมาณ 30 นาที ภายในห้องนอนควรปิดทึบเพื่อป้องกันแสงรบกวน จะสามารถช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น

ในกรณีที่เป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง แนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อปรึกษา ไม่ควรหาซื้อยานอนหลับหรือทานเมลาโทนินเองเด็ดขาด เพราะเมลาโทนินนั้นถึงแม้ว่าจะช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น แต่หากใช้ในระยะยาวจะกระตุ้นให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น มึนหัว ปวดหัว อุณหภูมิร่างกายลดลง ส่งผลให้นอนหลับไม่สนิทเพราะฝันร้าย อ่อนเพลียง่วงระหว่างวัน ส่งผลให้ร่างกายสร้างเมลาโทนินน้อยลง และยังไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีภาวะโรคซึมเศร้า โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ภาวะเลือดออกผิดปกติ รวมถึงผู้ที่ผ่านการปลูกถ่ายอวัยวะด้วย

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ 

EP. 217 : 6 เครื่องดื่ม ลดไขมัน ขณะนอนหลับ (ช่วยลดน้ำหนัก)

ดื่มนมตามเวลาชีวิต กินเวลาไหนได้รับประโยชน์สูงสุด

สมองฉับไวสไตล์คนนอนดึก

HEALTH,

กินผักตามฤดูกาล ลดพิษ ลดโรค สุขภาพดีระยะยาว

ในปัจจุบันเทรนด์การทานผัก-ผลไม้เริ่มมีความนิยมมากขึ้น เนื่องจากคนรุ่นใหม่เริ่มตระหนักถึงการรักษาสุขภาพ และเริ่มหันมาดูแลรูปร่างมากขึ้น ซึ่งถึงแม้ว่าผักจะมีประโยชน์เต็มไปด้วยกากใยอาหารที่ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ลดความเสี่ยงต่อโรคไขมันสะสม ลดไขมันในเลือด แก้ปัญหาท้องผูก แต่ว่าสิ่งที่หลายคนมักจะมองข้ามคือ สารพิษสะสมที่อยู่ในผักที่อาจจะมีโทษมากกว่าอย่างคาดไม่ถึง วันนี้เราจึงมีความรู้เกี่ยวกับการทานผักตามฤดูกาลมาแนะนำให้ผู้ที่รักสุขภาพทุกคนมาลองอ่านดูค่ะ

กินผักตามฤดูกาล ลดพิษ ลดโรค สุขภาพดีระยะยาว

จริงหรือไม่ “ผัก” คืออาหารที่เต็มไปด้วยสารพิษ?

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า “ผักมีประโยชน์ต่อร่างกาย” สามารถทานเยอะ ๆ ได้ช่วยให้สุขภาพดี … ผู้เขียนขอยืนยันว่านั่นเป็นความจริงค่ะ แต่ว่าในทางกลับกันก็มีข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่า ผักที่เราทานกันในปัจจุบันนั้นต่างปนเปื้อนกับสารพิษที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคอันตรายมากมาย ซึ่งสารพิษสะสมนั้นไม่ได้เกิดจากผัก แต่ว่าเกิดจากการเพาะปลูกที่เกษตรกรมักจะใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง สารเคมีเร่งดอก เร่งผล เร่งโต แว็กซ์เคลือบเพื่อให้ได้ผักที่ลำต้นอวบสวยงามน่าทานมาให้เราทาน โดยผลจากการสุ่มตรวจตามตลาดและซูเปอร์มาเก็ตชั้นนำของไทย พบว่ามีผักมากกว่า 50% เลยที่เต็มไปด้วยสารปนเปื้อนตกค้าง โดยผักที่พบสารเคมีตกค้างมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่

  1. ผักคะน้า
  2. พริกสด
  3. ผักกวางตุ้ง
  4. ผักบุ้ง
  5. กะหล่ำปลี
  6. แตงกวา
  7. ดอกกะหล่ำ
  8. ต้นหอม
  9. ผักชี
  10. หัวไชเท้า

ซึ่งสารเคมีตกค้างจากผักเหล่านี้ หากทานเข้าไปมาก ๆ นั้นจะทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายแรงได้ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว หรือในบางรายอาจจะออกฤทธิ์เฉียบพลัน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เจ็บปวดกล้ามเนื้อ ท้องเสีย ตาพร่า หายใจไม่สะดวก  กล้ามเนื้อกระตุก ไม่มีแรง ชัก หมดสติ เพิ่มความเสี่ยงของการสะสมจนก่อให้เกิดมะเร็ง เบาหวาน อัมพฤกษ์อัมพาต โรคผิวหนังต่าง ๆ เป็นหมัน ในหญิงตั้งครรภ์อาจจะทำให้ทารกพิการได้

กินผักตามฤดูกาล ลดพิษ ลดโรค สุขภาพดีระยะยาว

ทำไมการกินผักตามฤดูกาลถึงช่วยให้สุขภาพดีกว่า

สาเหตุที่การทานผักในฤดูกาลถึงเป็นทางเลือกสุขภาพที่ดีกว่า เนื่องจากผักตามฤดูกาลนั้นจะขึ้นและเติบโตในฤดูกาลของผักชนิดนั้น ๆ เอง ส่งผลให้ผักมีรสชาติที่อร่อยมากกว่าผักที่ถูกปลูกและบังคับให้โตด้วยสารเคมีนอกฤดูกาล คุณค่าทางอาหารครบถ้วนกว่า ลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนสารเคมีจากสารกำจัดศัตรูพืชหรือสารเคมีเร่งให้โต และมีราคาที่ถูกกว่า

กินผักตามฤดูกาล ลดพิษ ลดโรค สุขภาพดีระยะยาว

ผักตามฤดูกาลที่ถูกต้องมีอะไรบ้าง?

การทานผักตามฤดูกาลสามารถแบ่งประเภทตามฤดูหรือเดือนได้ดังนี้

  • มกราคม : มะเขือเทศ พริก หัวหอม กะเพรา ผักกาดขาว สะระแหน่ โหระพา แมงลัก ผักชีฝรั่ง ฟักข้าว ผักสลัด
  • กุมภาพันธ์ : กะเพรา สะระแหน่ โหระพา แมงลัก ผักกาดขาว บรอกโคลี ผักกาดหอม หัวหอม พริก มะเขือเทศ ฟักข้าว
  • มีนาคม : บรอกโคลี กะหล่ำปลี แคร์รอต ข้าวโพด ฟักทอง แตงกวา กะเพรา สะระแหน่ โหระพา แมงลัก ผักกาดหอม หัวหอม ถั่วลันเตา พริก มะเขือเทศ
  • เมษายน : ถั่ว กะหล่ำปลี แคร์รอต ข้าวโพด แตงกวา ฟักทอง กะเพรา สะระแหน่ โหระพา แมงลัก ผักกาดหอม หัวหอม ถั่วลันเตา พริก มะเขือเทศ
  • พฤษภาคม : ถั่ว กะหล่ำปลี แคร์รอต ฟักทอง ข้าวโพด แตงกวา กะเพรา สาระแน่ โหระพา แมงลัก พริก มะเขือเทศ
  • มิถุนายน : ถั่ว กะหล่ำปลี แคร์รอต ข้าวโพด แตงกวา กะเพรา สะระแหน่ โหระพา แมงลัก ถั่วลันเตา ชะอม ผักบุ้งจีน
  • กรกฎาคม : ถั่ว แคร์รอต ข้าวโพด แตงกวา คะน้า ชะอม ผักบุ้งจีน
  • สิงหาคม : ถั่ว แตงกวา คะน้า ผัดกาดหอม ถั่วลันเตา หัวไชเท้า ผักโขม ชะอม ผักบุ้งจีน
  • กันยายน :บรอกโคลี แตงกวา กระเทียม ผักกาดหอม หัวไชเท้า ผักโขม ชะอม ผักบุ้งจีน
  • ตุลาคม : กระเทียม กะเพรา สะระแหน่ โหระพา แมงลัก ผักชีฝรั่ง ชะอม ผักบุ้งจีน ผักสลัด
  • พฤศจิกายน : กะเพรา สะระแหน่ โหระพา แมงลัก ผักกาดหอม ผักกาดขาว หัวไชเท้า ผักโขม แคร์รอต ผักชีฝรั่ง กะหล่ำ ผักสลัด ฟักข้าว ผักสลัด
  • ธันวาคม : กะเพรา สะระแหน่ โหระพา แมงลัก ผักชีฝรั่ง ผักกาดหอม ผักกาดขาว หัวไชเท้า บรอกโคลี แคร์รอต ฟักข้าว  ผักสลัด

ผักต้มมีประโยชน์อย่างไร ต้มผักยังไงไม่ให้เสียวิตามินหลังโดนความร้อน

เตือนแล้วนะ! ผักห้ามกินดิบ ฝืนกินอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

วิธีล้างผักอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

ถึงแม้ว่าจะทานผักตามฤดูกาลแล้ว หรือบางบ้านอาจจะเลือกทานผักแบบออร์แกนิกแทนเพื่อความปลอดภัย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ล้างผักแล้วนำไปปรุงทันทีได้ เพราะว่าอาจจะเสี่ยงต่อการมีสิ่งสกปรกค้างอยู่ เช่น ฝุ่นละออง ไข่พยาธิจากดินได้ ดังนั้นไม่ควรล้างน้ำเปล่า ๆ แต่ควรล้างผักให้สะอาดตามขั้นตอนดังนี้

1.เปิดน้ำทิ้งไว้ราดผ่านผักอย่างน้อย 2 นาที หากเป็นผักที่มีหัวมีใบควรเด็ดออกก่อนแล้วค่อยล้าง

2.ใช้มือถูผักเบา ๆ แช่น้ำอย่างน้อย 10 นาทีโดยในน้ำแช่สามารถผสมน้ำยาหรือวัสดุในครัวดังนี้

  • น้ำยาล้างผัก 1-2 ปั๊มต่อน้ำ 4 ลิตร สามารถล้างสารเคมีในผักได้ประมาณ 25-70% (ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำยา)
  • ด่างทับทิบ 20-30 เกร็ด ต่อน้ำ 4 ลิตร สามารถล้างสารเคมีในผักได้ประมาณ 30-45%
  • เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 4 ลิตร สามารถล้างสารเคมีในผักได้ประมาณ 27-38%
  • น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 4 ลิตร สามารถล้างสารเคมีในผักได้ประมาณ 29-38%
  • เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ 1 กะละมัง สามารถล้างสารเคมีในผักได้ประมาณ 80-95%

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ผักไฮโดรโปนิกส์ VS ผักออแกนิค แบบไหนปลอดภัยกว่ากัน

กินผักเยอะเกินไป อันตรายไหม ส่งผลเสียต่อร่างกายหรือเปล่า

ผักอบกรอบมีประโยชน์จริงไหม กินเพื่อลดน้ำหนักได้จริงหรือเปล่า?

HEALTH,

หวานตัดขา คืออะไร ต้องกินหวานแค่ไหนถึงเรียกว่าหวานจนต้องตัดขา

หวานตัดขา เรียกได้ว่าเป็นวลียอดฮิตที่เราหลาย ๆ คนมักได้ยินกัน และชอบนำมาตักเตือนเชิงแซวเพื่อน ๆ ที่ชื่นชอบอาหารรสหวานมาก ๆ ว่า ทานหวานมากระวังต้องตัดขา  ซึ่งหลาย ๆ คนอาจคิดว่าวลีนี้เป็นเพียงเรื่องขำขันเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วการทานหวานจนต้องตัดขา เป็นเรื่องจริงที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องพบเจอ อย่างไรก็ดี เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ก็อาจสร้างคำถามในใจหลาย ๆ คนขึ้นมาอีกว่า ผู้ป่วยเบาหวานต้องตัดขาทุกคนหรือไม่ หากไม่ได้ตัดกันทุกคน ควรดูแลตนเองอย่างไร วันนี้ I-Kinn มีคำตอบมาฝากกันค่ะ

หวานตัดขา คืออะไร ต้องกินหวานแค่ไหนถึงเรียกว่าหวานจนต้องตัดขา

หวานตัดขา คืออะไร วลีนี้มาจากไหน เกี่ยวข้องยังไงกับผู้ป่วยเบาหวาน?

“หวานตัดขา” หรือ “หวานจนต้องตัดขา” เป็นวลีที่หลายคนมักพูดกันเมื่อได้กินของที่มีรสชาติหวานมาก ๆ แต่หลายคนเคยสงสัยไหมว่า ทำไมกินของรสหวานจัดแล้วจะต้องตัดขา แม้จะเป็นวลีที่เอาไว้พูดเล่น แต่ที่มาของวลีนี้อาจน่ากลัวกว่าที่คิด

“หวานจนต้องตัดขา” คืออะไร?

หนึ่งในนั้นได้แก่อาการแผลหายช้า บ้างก็เรียกแผลเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานมักมีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดและเส้นประสาทบริเวณเท้า ทำให้ชาหรือไม่รู้สึก ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวเมื่อเท้าหรือขาเกิดบาดแผล ซึ่งอาจทำให้บาดแผลขยายใหญ่มากขึ้น

อาการแผลที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวานเป็นอาการที่น่ากังวล เพราะแม้แต่แผลขนาดเล็กก็อาจใช้เวลานานกว่าจะหาย เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับการไหลเวียนเลือดในบริเวณนั้น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง ทำให้แผลหายช้ามากขึ้นเป็นทวีคูณ

หากดูแลตัวเองไม่ดีหรือขาดความรู้ในการดูแลตัวเองก็อาจทำให้บาดแผลอักเสบรุนแรงกว่าเดิม เกิดเนื้อเน่า และเมื่อแผลลุกลามใหญ่ขึ้น จนไม่สามารถรักษาให้หายได้ แพทย์อาจจำเป็นต้องตัดเนื้อเยื่อที่ได้รับผลกระทบเพื่อป้องกันการติดเชื้อลามมาบริเวณขา

โดยเนื้อเยื่อที่อาจได้รับผลกระทบและจำเป็นต้องตัดทิ้งก็แตกต่างกันในแต่ละคน เช่น นิ้วเท้า เท้า หรือแม้แต่ขาทั้งขา และนี่ก็อาจเป็นที่มาของวลี  “หวานจนต้องตัดขา” นั่นเอง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด แผลเบาหวาน

แผลเบาหวานสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย และเป็นภาวะแทรกซ้อน ที่ผู้ป่วยเบาหวานเป็นมากที่สุด จึงจำเป็นต้องลดปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ เพื่อไม่ให้แผลเบาหวานนี้เกิดขึ้นค่ะ

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานมานานหลายปี และไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้
  • มีอาการของโรคเส้นประสาท
  • ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี
  • มีภาวะแทรกซ้อนที่ไต
  • จอประสาทตาผิดปกติ
  • ชอบสูบบุหรี่
  • มีอายุมาก และมักพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
  • มีประวัติการตัดนิ้วเท้าหรือขา หรือมีแผลที่เท้ามาก่อน
  • ไม่ชอบสวมรองเท้า หรือสวมใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม

หวานตัดขา คืออะไร ต้องกินหวานแค่ไหนถึงเรียกว่าหวานจนต้องตัดขา

วิธีป้องกันการเป็นแผลเบาหวานที่เท้า

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ที่ยังไม่เกิดแผลเบาหวานขึ้น นับเป็นเรื่องที่ดีมากเลยค่ะ ดังนั้น จึงควรดูแลรักษาให้สุขภาพเท้าดีเช่นนี้ ต่อไปนะคะ

1.หมั่นสังเกตเท้า และความสะอาดทุกวัน หากพบความผิดปกติใด ๆ ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที
2.ทาโลชั่นทุกวัน ภายหลังจากการทำความสะอาด เพื่อให้เท้ามีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ
3.ตัดเล็บเท้าอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้ยาว หรือตัดจนสั้นเกินไป และขณะตัดควรระมัดระวัง อย่าให้เกิดบาดแผล
4.สวมถุงเท้า เพื่อลดการเสียดสีของเท้า และหมั่นซักถุงเท้าบ่อย ๆ
5.เลือกใช้รองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ที่สวมใส่สบาย ลดการเกิดบาดแผลได้

กินให้หลีกเลี่ยงเบาหวาน

รับประทานอย่างไรให้ห่างไกลโรคเบาหวาน

การป้องกันหรือชะลอการเป็นโรคเบาหวานจะมุ่งเน้นเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิต (Lifestyle Modification) หมายถึง การปรับวิถีการดำรงชีวิตประจำวันเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ประกอบด้วยการรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ การมีกิจกรรมทางกายและออกกำลังกายที่เหมาะสม ร่วมกับการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี

ซึ่งโภชนบำบัดทางการแพทย์จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานในผู้ที่มีภาวะเสี่ยง ลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานในผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวาน (Pre – Diabetes) ภายใต้ข้อแนะนำคือ ควรมีน้ำหนักตัวและรอบเอวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตสามารถทำได้ทุกคน โดยเฉพาะการควบคุมปริมาณน้ำตาลคือเรื่องที่ไม่ควรละเลย ในแต่ละวันไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา รวมทั้งการควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพราะไม่เพียงแต่จะป้องกันโรคเบาหวานเท่านั้น ยังสามารถป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังไม่ติดต่อต่าง ๆ ได้ด้วย

บทความที่น่าสนใจ

กินผักเยอะเกินไป อันตรายไหม ส่งผลเสียต่อร่างกายหรือเปล่า

เตือนแล้วนะ! ผักห้ามกินดิบ ฝืนกินอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

ผักอบกรอบมีประโยชน์จริงไหม กินเพื่อลดน้ำหนักได้จริงหรือเปล่า?

HEALTH,

ผักไฮโดรโปนิกส์ VS ผักออแกนิค แบบไหนปลอดภัยกว่ากัน

ผักไฮโดรโปนิกส์ ถือได้ว่าเป็นผักที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นผักที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผักเพื่อสุขภาพ ยิ่งในปัจจุบันที่เทรนด์การดูแลตนเองกลับมาได้รับความนิยมมากขึ้น จึงยิ่งทำให้การคัดสรรวัตถุดิบในการทำอาหารเข้มข้นขึ้นมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คู่มากับคำว่า “ไฮโดรโปนิกส์” คือ “ออร์แกนิค” นั่นเอง ซึ่งผักทั้ง 2 ชนิดถือว่าอยู่ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพทั้งคู่ แต่ผู้บริโภคบางท่านอาจจะยังแยกไม่ออกว่าผักทั้ง 2 แบบนี้ต่างกันอย่างไร และแบบไหนปลอดภัยมากกว่ากัน ในบทความนี้ I-Kinn มีคำตอบมาฝากค่ะ

ผักไฮโดรโปนิกส์ VS ผักออแกนิค

ผักไฮโดรโปนิกส์ คืออะไร ต่างจากผักออร์แกนิคหรือไม่ แบบไหนปลอดภัยกว่า

กระแสการรักสุขภาพหรือการมีชีวิตที่ดีอย่าง Wellness กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็น การออกกำลังกาย หรือการทานอาหารที่ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ แต่ต้องปลอดภัยอย่างผัก ก็ต้องเป็นออแกนิค เป็นต้น

มีหลายคนหันมาเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น กระทั่งดาวน์โหลดแอพไว้ในมือถือเพื่อทราบว่าอาหารที่จะทานเข้าท้องนั้นมีพลังงานกี่แคลอรี่ และหากเป็นไปได้ก็ต้องการทราบที่มาของอาหารก่อนที่จะรับประทาน อย่างการเลือกซื้อพืชผักต่าง ๆ ก็ต้องมั่นใจว่าผักที่จะซื้อนั้นปลอดภัยแค่ไหน มาจากไหน ดังนั้น ในบทความนี้เรามาทำความรู้จักผักเพื่อสุขภาพทั้ง 2 ชนิดกันค่ะว่าแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันอย่างไรและแบบไหนปลอดภัยกว่ากัน

ผักแบบไฮโดรโปนิกส์ คืออะไร

ผักแบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) หรือพืชไร้ดิน เป็นพืชที่ปลูกด้วยการใช้น้ำทดแทนการใช้ดิน โดยคำว่า “hydro” หมายถึงน้ำ และ “ponos” หมายถึงงาน มารวมกันกลายเป็นคำว่า ไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) ซึ่งหมายถึงการทำงานของน้ำนั่นเอง พืชที่ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ จะได้รับสารธาตุอาหารผ่านทางน้ำ (สารธาตุอาหาร ก็คืออาหารพืชซึ่งเป็นสารสกัดทางเคมี หรือปุ๋ยเคมีนั่นเอง) โดยรากจะดูดซึมเพื่อไปสร้างการเจริญเติบโตให้แก่ส่วนต่าง ๆ ของพืช

ผักออร์แกนิค คืออะไร

ผักออร์แกนิค หรือที่เรารู้จักกันดีว่า “ผักเกษตรอินทรีย์” คือพืชผักที่ได้มาจากกระบวนการผลิตที่ถูกควบคุมไม่ให้มีการปนเปื้อนของสารเคมี หรือเคมีสังเคราะห์ในทุก ๆ ขั้นตอนการผลิต ผักออร์แกนิคจึงเป็นผักที่มีความเป็นธรรมชาติสูง เพาะปลูกโดยการดัดแปลงสภาพแวดล้อมเลียนแบบธรรมชาติ ปราศจากการใช้สารเร่งการเติบโต การใช้สารกำจัดศัตรูพืช หรือใช้ปุ๋ย (หากจำเป็น) ก็ต้องเป็นสารกำจัดศัตรูพืชหรือปุ๋ยที่ได้มาจากธรรมชาติเท่านั้น การปลูกผักออร์แกนิค จึงต้องอาศัยความเอาใจใส่ การเตรียมการที่ใช้เวลานาน และมักจะมีต้นทุนในการผลิตสูงกว่าผักทั่วไปค่ะ

 

ผักแบบไฮโดรโปนิกส์

ผักแบบออร์แกนิค กับ แบบไฮโดรโปนิกส์ ต่างกันอย่างไร

สำหรับผักทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผักเพื่อสุขภาพเหมือนกัน แต่แท้จริงแล้วก็มีข้อแตกต่างกันอยู่ในบางมิติค่ะ เช่น

กระบวนการปลูก

  • ผักแบบไฮโดรโปนิกส์

เติบโตจากการปลูกด้วยน้ำและสารธาตุอาหารที่ถูกผลิตขึ้นด้วยกระบวนการทางเคมี และควบคุมระดับการใส่อย่างพอเหมาะ ถูกคิดค้นหรือออกแบบเพื่อตอบโจทย์สำหรับคนเมืองที่มีที่ดินหรือพื้นที่เพาะปลูกจำกัด จึงปลูกพืชโดยอาศัยน้ำทดแทนดิน ในขณะที่แนวคิดเกี่ยวกับการเพาะปลูกผักออร์แกนิคนั้น เน้นการปลูกโดยจำลองพื้นที่ให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติ เพื่อผลิตพืชผักที่ให้คุณค่าทางอาหารแบบ Back to Nature หรือธรรมชาติล้วน ๆ 100% (ซึ่งจะมีต้นทุนในการผลิตที่สูง)

  • ผักออร์แกนิค

คือผักที่ปลูกด้วยวิธีการทางธรรมชาติ ไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมีเลย

การใช้สารกำจัดศัตรูพืช

  • การปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์

ไม่ต้องใช้สารกำจัดศัตรูพืช เพราะมักปลูกในโรงเรือนแบบปิด เน้นกระบวนการปลูกโดยใช้สารสกัดทางเคมีซึ่งทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือกำจัดศัตรูพืชต่าง ๆ ผู้ที่เลือกทานผักแบบไฮโดรโปนิกส์ ไม่ต้องกังวลเรื่องสารเคมีตกค้างจากการกำจัดศัตรูพืชค่ะ

  • การปลูกผักแบบออร์แกนิค

มักปลูกในโรงเรือนแบบเปิด เน้นการใช้ดินตามธรรมชาติที่ปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมี (ดินที่ใช้เพาะปลูกต้องทำให้ปลอดสารพิษไม่น้อยกว่า 3 ปี) ดังนั้น แปลงพืชผักออร์แกนิคมักจะมีศัตรูพืชมาเยี่ยมเยียนค่ะ ก็อาจจะจำเป็นต้องใช้การกำจัดศัตรูพืช โดยการใช้สูตรต่าง ๆ ตามธรรมชาติ ซึ่งผู้บริโภคก็ไม่ต้องกังวลเรื่องสารเคมีตกค้างเช่นกันค่ะ

เรียกได้ว่า แม้กระบวนการจะแตกต่างกัน แต่ผลลัพธ์เรื่องการกำจัดศัตรูพืชของผักออร์แกนิค กับผักแบบไฮโดรโปนิกส์มีความ ปลอดภัยเช่นเดียวกัน

สลัดผักเพื่อสุขภาพ

สรุป ผักแบบไหนมีประโยชน์มากกว่ากัน?

มาถึงคำถามคาใจของคนรักการทานผักทุกคน ระหว่างผักแบบออร์แกนิค กับผักแบบไฮโดรโปนิกส์ ทานอย่างไหนดีกว่ากัน เราขออธิบายตามข้อมูลด้านล่างนี้ค่ะ

การทานผักเยอะ ๆ ในมื้ออาหาร ทุกท่านทราบดีว่าก่อให้เกิดประโยชน์มากมายต่อร่างกายของเรา ดังนั้น ไม่ว่าจะผักออร์แกนิค หรือผักแบบไฮโดรโปนิกส์ ก็มีประโยชน์ค่ะ แต่หลายคนก็คงทราบว่า ผักออร์แกนิค ได้รับการยอมรับว่าเป็นอาหารที่ปลอดภัยและอุดมไปด้วยแร่ธาตุมากกว่าผักที่ปลูกโดยการใช้สารเคมี ผักออร์แกนิคจึงได้รับความนิยมอย่างสูงในแวดวงของคนที่รักสุขภาพ เพราะการได้รับประทานผักที่ปราศจากสารเคมี สารพิษปนเปื้อน อุดมไปด้วยแร่ธาตุตามธรรมชาติ จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากการสะสมสารเคมีหรือสารพิษต่าง ๆ ในร่างกาย ช่วยฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงขึ้น ร่างกายสดชื่นแจ่มใส ดูดีขึ้นเพราะได้ทานอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ

ในส่วนของผักแบบไฮโดรโปนิกส์นั้น จุดเด่นจะอยู่ที่เป็นผักที่มีความอิ่มน้ำ มีเส้นใยอาหารสูง อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่หลากหลาย ผักแบบไฮโดรโปนิกส์มีความสดใหม่ กรอบ และอร่อย  ซึ่งสำหรับหลายคนที่กังวลว่า ผักแบบไฮโดรโปนิกส์ มีกระบวนการปลูกที่ใช้ปุ๋ยหรือสารอาหารที่เป็นเคมี จะมีการปนเปื้อนหรือตกค้างหรือเปล่า เราขอตอบว่า หากคุณเลือกทานผักไฮโดรโปนิกส์จากฟาร์มผักที่ได้มาตรฐานในการผลิตแล้วล่ะก็ หมดกังวลเรื่องสารเคมีตกค้างได้เลยค่ะ เพราะการปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ที่ดี จะต้องมีการควบคุมระดับความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารที่เหมาะสม มีการกำหนดวันเก็บเกี่ยวที่มั่นใจได้จึงปลอดภัยจากสารพิษตกค้างในผัก การทานผักไฮโดรโปนิกส์จากฟาร์มผักที่มีมาตรฐานจึงมีความปลอดภัย ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นเดียวกัน

บทความที่น่าสนใจ

ไขมันพืชกับไขมันสัตว์ ต่างกันยังไง ส่งผลอย่างไรต่อร่างกายบ้าง

ข้อควรระวัง กินไขมันดีเยอะเกินไป เสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูงขึ้น!!

ข้อดีข้อเสียที่คุณควรรู้ หากกินชาเขียวมัทฉะทุกวัน

บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 30-35 ปี, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 35-40 ปี,

EP. 218 : 5 ถั่วลดความดัน และลดไขมัน (หุ่นดีไร้พุง)

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถั่ว เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก หาซื้อง่าย หาทานคล่อง ด้วยถั่ว มีทั้งไขมันดี และโปรตีน ถึงแม้ว่า ถั่ว บางชนิดจะมีแคลอรี่สูง (ไปหน่อย)

HEALTH,

ยาไขมันในเลือด อันตรายถึงชีวิต ถ้าซื้อกินเอง!!

ยาไขมันในเลือด เป็นกลุ่มยาที่ผู้มีปัญหาไขมันในเลือดสูงรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะจะคุ้นชินจากการจ่ายยาของแพทย์อยู่บ่อย ๆ นั่นเองค่ะ ซึ่งการรับประทานยาชนิดนี้ ไม่ใช่ว่าทานยาอย่างเดียวแล้วจะสามารถลดปัญหาไขมันในเลือดสูงให้แก่ผู้ป่วยได้เลยนะคะ เพราะคุณหมอจะแนะนำให้รับประทานยาร่วมกับการปรับวิธีการรับประทานอาหารในชีวิตด้วย เพื่อให้การฟื้นฟูตนเองของคนไข้เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย อย่างไรก็ตามค่ะ อาจมีคนไข้บางคนที่ไม่ทราบวิธีการทานยาชนิดนี้อย่างละเอียดจนไปซื้อมารับประทานเองโดยไม่ผ่านแพทย์เพราะคิดว่ายาตัวไหนก็เหมือนกัน แต่แท้จริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น

ยาไขมันในเลือด อันตรายถึงชีวิต ถ้าซื้อกินเอง

ยาไขมันในเลือด คืออะไร ควรทานอย่างไร เหมาะกับใคร หากซื้อกินเองจะอันตรายยังไงบ้าง?

โดยทั่วไปการรักษาผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง แพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารหรือออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่ในบางกรณี แพทย์อาจต้องใช้ยาลดไขมันในเลือดในการรักษาร่วมด้วย เนื่องจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการลดระดับไขมันในเลือดได้

อย่างไรก็ตามค่ะ คงเป็นเรื่องปกติที่ผู้ป่วยหลาย ๆ ท่านต้องรับประทานยาที่รับการจ่ายมาจากแพทย์โดยตรง แต่ก็ยังมิวายมีผู้ป่วยอีกหลาย ๆ ท่านที่หาซื้อมารับประทานเอง ซึ่งต้องบอกก่อนค่ะว่าเป็นเรื่องอันตรายมาก ๆ เพราะอาจส่งผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้น ก่อนที่เราจะมาศึกษาว่าอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากยาลดไขมันในเลือดมีอะไรบ้าง เรามาทำความรู้จักกับเจ้ายาชนิดนี้กันก่อนดีกว่าค่ะ

ยาลดไขมันในเลือด คือ..

ไขมันในเลือดสูงเป็นภาวะที่เกิดจากการที่มีไขมันบางชนิดสะสมอยู่ในเลือดมากเกินไป อย่างคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งจริง ๆ แล้ว คอเลสเตอรอลสามารถแบ่งออกได้อีกหลายชนิด แต่ชนิดที่สำคัญ คือ คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีและคอเลสเตอรอลชนิดดี

โดยคอเลสเตอรอลชนิดดีจะช่วยลำเลียงคอเลสเตอรอลที่เป็นอันตรายออกจากหลอดเลือด แต่คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีและไตรกลีเซอไรด์ที่สะสมอยู่ในหลอดเลือดอาจส่งผลให้เสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดอุดตันและโรคหัวใจตามมา

ยาลดไขมันในเลือด ช่วยอะไร?

ยากลุ่มนี้เป็นยาที่สามารถลดปริมาณไขมันตัวร้าย รวมถึงมีความสามารถในการลดปริมาณไตรกลีเซอไรด์และเพิ่มปริมาณไขมันตัวดีได้ด้วย ยากลุ่มนี้ยังมีฤทธิ์เพิ่มเติมอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากการลดไขมัน เช่น ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ช่วยให้เส้นเลือดขยายตัว ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ

กินยาลดไขมันในเลือดดีไหม เหมาะกับใครบ้าง?

แพทย์อาจใช้ยาลดไขมันในเลือดในกรณีที่ระดับไขมันในเลือดของผู้ป่วยไม่ลดลงแม้จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารหรือออกกำลังกาย รวมถึงในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาทางด้านสุขภาพบางอย่าง เช่น

  • ผู้ที่มีประวัติการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด (Heart Attack) โรคหลอดเลือดสมอง หรือกำลังป่วยเป็นโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (Peripheral Arterial Disease) มีระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีมากกว่า 190 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอายุระหว่าง 40–75 ปี รวมถึงมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีมากกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • ผู้ที่มีอายุระหว่าง 40–75 ปี ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) รวมถึงมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีมากกว่า 70 mg/dL

“กลุ่มยาสแตติน”  (Statins) ชนิดของยาลดไขมันในเลือดที่ถูกใช้มากในปัจจุบัน

กลุ่มยาสแตตินเป็นกลุ่มยาชนิดแรก ๆ ที่แพทย์มักใช้ในการรักษาไขมันในเลือด ซึ่งยากลุ่มนี้จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี โดยการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ชนิดหนึ่งในร่างกายที่มีหน้าที่ช่วยผลิตคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี

นอกจากนี้ ยาในกลุ่มสแตตินยังช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดอุดตัน โดยตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ที่แพทย์มักใช้ เช่น ยาซิมวาสแตติน (Simvastatin) และยาอะทอร์วาสแตติน (Atorvastatin) เป็นต้น

ผลข้างเคียงของยากลุ่ม Statin

ยากลุ่ม Statin มีผลข้างเคียงต่าง ๆ ดังนี้

  • ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ
  • ง่วงนอน นอนไม่หลับ
  • ปวดท้อง ปวดกล้ามเนื้อ
  • มีผลต่อการทำงานของตับเเละไต
  • ผลข้างเคียงที่กล่าวมาถือว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อยเเต่ก็ควรจะต้องระวังไว้ ซึ่งผลข้างเคียงที่เน้นย้ำให้สังเกตคืออาการผิดปกติของกล้ามเนื้อหลังจากใช้ยากลุ่ม Statin

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยาชนิดนี้จะทำให้ปริมาณยาในร่างกายสูงขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงมากขึ้น ดังนั้นเเล้วหากจำเป็นต้องใช้ยาแนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเพื่อความปลอดภัยนะคะ

ยาลดไขมันในเลือด กินยังไง ให้ปลอดภัย?

ยากลุ่มสแตตินนี้เป็นยาเม็ด โดยทั่วไปแนะนำให้รับประทานวันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน เนื่องจากกระบวนการสร้างคอเลสเตอรอลจะเกิดขึ้นมากในช่วงเวลากลางคืน (ช่วงเที่ยงคืนในผู้ป่วยที่มีเวลาการตื่นนอนและเข้านอนเป็นปกติ) อย่างไรก็ตามยาลดไขมันรุ่นใหม่บางชนิดมีระยะเวลาการออกฤทธิ์ที่ยาวนานเพียงพอที่จะใช้ในเวลาอื่น ๆ ได้ เช่น หลังอาหารเช้า เป็นต้น ดังนั้น แนะนำให้รับประทานยาตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยให้ปรึกษาเภสัชกร เมื่อรับประทานยาจนได้ระดับของไขมันในเลือดเป็นที่น่าพอใจแล้ว ผู้ป่วยก็ต้องรับประทานยาลดไขมันนั้น ๆ ต่อไป เนื่องจากไขมันในเลือดที่เห็นเป็นผลมาจากการรับประทานยาร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยนั่นเอง

นอกจากนี้อาจจะต้องระวังการใช้อาหารเสริมหรือสมุนไพรที่โฆษณาว่าช่วยลดไขมันในเลือด เนื่องจากอาหารเสริมหรือสมุนไพรบางชนิดอาจรบกวนการออกฤทธิ์ของยา รวมถึงเพิ่มผลข้างเคียงได้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนตัดสินใจใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริมใด ๆ ร่วมด้วย

หากก่อนนอน ลืมรับประทานยาลดไขมัน แล้วนึกได้ในเวลาเช้าของอีกวัน ให้รับประทานยาของวันนั้นตามปกติโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยา เนื่องจากประสิทธิภาพของการลดไขมันโดยรวมจะไม่กระทบมากนัก การรับประทานยาเกินขนาดกลับจะเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงจากยามากขึ้น

อาหารลดไขมันในเลือด

เลือกทานอย่างไรให้ลดไขมันในเลือด?

  • เลือกรับประทานเนื้อสัตว์ส่วนที่มีไขมันต่ำ ไม่ติดหนัง โดยเฉพาะปลาทะเล เลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีคอเลสเตอรอลสูง ไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ เช่น เมนูกะทิ เนื้อสัตว์แปรรูป ขนมอบ (ขนมปัง พาย เค้ก คุกกี้ โดนัท) เป็นต้น
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน และไขมันในเลือดสูง สามาถรับประทานไข่ได้ แต่ไม่ควรรับประทานไข่แดงเกิน 1 ฟองต่อวัน ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงสามารถรับประทานไข่แดงหรืออาหารที่มีคอเลสเตอรอลได้ในปริมาณที่เหมาะสม (ไม่เกิน 1-2 ฟองต่อวัน) โดยต้องเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ
  • เลือกวิธีการปรุงอาหารด้วยการอบ นี่ง ย่าง แทนการทอด และการผัดที่ใช้น้ำมันมาก
  • เลือกใช้น้ำมันในการปรุงประกอบอาหารให้ถูกประเภท เช่น น้ำมันปาล์มใช้สำหรับทอด น้ำมันถั่วเหลืองใช้สำหรับผัด (น้ำมันที่ใช้ถึงจะเป็นไขมันชนิดที่ดี แต่ควรใช้แต่น้อยเท่าที่จำเป็น ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา)
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูงในสัดส่วนที่พอดี ได้แก่ ข้าวกล้อง ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือขัดสีน้อย รับประทานผักและผลไม้เพียงพอ (400 กรัมต่อวันหรือเทียบเท่ากับผัก 3 ทัพพีและผลไม้ 2 จานกาแฟต่อวัน)

ทั้งนี้ แม้ว่าไขมันในเลือดจะลดลง แต่การปรับพฤติกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะพฤติกรรมการทานอาหารก็ต้องปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย โดยยึดตามหลักโภชนาการซึ่งในวัยผู้ใหญ่ควรทานเนื้อสัตว์ในปริมาณ 135 กรัมต่อวัน เพราะหากมากกว่านั้นอาจเสี่ยงทำให้ค่าไขมันคอเลสเตอรอลสูงขึ้น นอกจากนี้ควรต้องหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยลดไขมันคอเลสเตอรอลโดยรวม และลดไขมันคอเลสเตอรอลชนิดร้ายได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและช่วยควบคุมไขมันในเลือดได้ดียิ่งขึ้นด้วย

กล่าวโดยสรุป โรคไขมันในเลือดสูงเป็นโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องใช้ยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการควบคุมโรค ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีเป้าหมายของการรักษาและชนิดของยาที่ใช้แตกต่างกันไป การดูแลตนเองและรับประทานยาอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะช่วยให้สามารถควบคุมโรคได้ดี นอกจากนี้ผู้ป่วยควรพบแพทย์เพื่อติดตามผลของการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ อย่าเบื่อหน่ายการรับประทานยา เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถควบคุมโรคไขมันในเลือดสูงได้ค่ะ

บทความที่น่าสนใจ

ไขมันพืชกับไขมันสัตว์ ต่างกันยังไง ส่งผลอย่างไรต่อร่างกายบ้าง

ข้อควรระวัง กินไขมันดีเยอะเกินไป เสี่ยงเป็นโรคหัวใจสูงขึ้น!!

ข้อดีข้อเสียที่คุณควรรู้ หากกินชาเขียวมัทฉะทุกวัน

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com