ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

คอเลสเตอรอลในไข่ แต่ละชนิดมีเท่าไหร่ เลือกกินยังไงให้ปลอดภัย

คอเลสเตอรอลในไข่ ไม่ได้มีแค่ในไข่เป็ดและไข่ไก่เท่านั้น ทุกคนทราบหรือไม่คะว่า จากข้อมูลทั่วไปที่เราทราบกันว่า ไข่เป็ด เป็นไข่ที่มีคอเลสเตอรอลสูงที่สุดนั้น แม้จะเป็นความจริง แต่ก็ใช่ว่าผู้บริโภคไม่ควรระมัดระวังไข่ชนิดอื่น ๆ นะคะ ดังนั้น ในบทความนี้ I-Kinn จึงนำข้อมูลเกี่ยวกับไข่ชนิดต่าง ๆ ที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดและได้รับความนิยมในการรับประทานทั่วไปมาฝากผู้อ่านกันค่ะ

คอเลสเตอรอลในไข่

คอเลสเตอรอลในไข่ แต่ละชนิดมีเท่าไหร่ เรื่องเล็ก ๆ ที่คนรักไข่ไม่ควรมองข้าม

ไข่ ถือเป็นวัตถุดิบที่แทบจะทุกบ้านต้องมีติดครัวไว้ เพราะไข่สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย แถมมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยโปรตีน, ไขมัน, แคลเซียม, วิตามิน A , ไอโอดีน และคอเลสเตอรอล อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจกำลังสงสัยว่า ไข่มีคอเลสเตอรอล แล้วทานไข่มาก ๆ จะดีหรือเปล่า? วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยกันค่ะ ว่าไข่แต่ละชนิด มีคอเลสเตอรอลเท่าไหร่กันบ้าง เพื่อให้ทุกคนได้เลือกทานไข่ให้เหมาะสมในแต่ละวันค่ะ

กินไข่แล้วคอเลสเตอรอลสูง จริงหรือไม่ ?

เมื่อได้เห็นปริมาณคอเลสเตอรอลในไข่แล้ว หลาย ๆ คนก็อาจจะเป็นกังวลว่า การกินไข่จะทำให้คอเลสเตอรอลสูงขึ้นได้ ซึ่งกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่า ร่างกายควรได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหารไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัม แต่ในไข่กลับมีปริมาณคอเลสเตอรอลสูงกว่า 300 มิลลิกรัม

อย่างไรก็ตามมีการศึกษาพบว่า การกินไข่จะส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลไม่มากนัก หากกินในปริมาณที่เหมาะสม หรือในบางงานวิจัยก็เปิดเผยว่า การกินไข่ไม่มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลเลย เพราะแม้ว่าในไข่แดงจะมีคอเลสเตอรอลที่สูง แต่มีไขมันอิ่มตัวน้อยนั่นเองค่ะ ทางที่ดีควรกินไข่และอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างสมดุลกัน ก็จะทำให้ร่างกายไม่เสี่ยงขาดสารอาหารหรือมีระดับคอเลสเตอรอลที่สูงค่ะ

ไข่ไก่/ ไข่เป็ด/ ไข่นกกระทา ไข่ชนิดไหนมีคอเลสเตอรอลมากกว่ากัน?

จากที่กล่าวไปค่ะว่าในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าไข่แต่ละชนิดมีคอเลสเตอรอลเท่าไหร่ โดยเราได้นำข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการของไข่ เปรียบเทียบต่อ 100 กรัมและคิดคำนวณออกมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งไข่แต่ละชนิดมีปริมาณคอเลสเตอรอลดังนี้ค่ะ

ไข่ไก่

ไข่ไก่

การรับประทานไข่ไก่เป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารจะช่วยให้อิ่มยาวนานขึ้น และรับประทานอาหารได้น้อยลง เนื่องจากในไข่ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนที่สามารถเพิ่มความรู้สึกอิ่มได้อีกด้วย

คุณค่าทางโภชนาการ

  • พลังงาน = 143 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน= 12.77 กรัม
  • ไขมัน= 9.65  กรัม
  • แคลเซียม= 70 มิลลิกรัม
  • วิตามิน A = 182 ไมโครกรัม
  • ไอโอดีน= 49 ไมโครกรัม

คอเลสเตอรอล: 427 มิลลิกรัม

ไข่เป็ด

ไข่เป็ด

ไข่เป็ดมีประโยชน์ต่อร่างกาย อาทิ เสริมสร้างเซลล์ผิวหนัง ขน เล็บ บำรุงประสาท บำรุงสมอง ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย อีกทั้งยังป้องกันโรคโลหิตจาง และบรรเทาอาการเหนื่อยล้าอีกด้วยค่ะ

คุณค่าทางโภชนาการ

  • พลังงาน = 178 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน= 13.03 กรัม
  • ไขมัน= 13.35  กรัม
  • แคลเซียม= 98 มิลลิกรัม
  • วิตามิน A = 269 ไมโครกรัม
  • ไอโอดีน= 52 ไมโครกรัม

คอเลสเตอรอล: 543 มิลลิกรัม

ไข่นกกะทา

ไข่นกกระทา

ปัจจุบันไข่นกกระทากำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในการปรุงอาหาร โดยทั่วไปแล้วมีขนาดเพียงหนึ่งในสามของขนาดของไข่ไก่ตามมาตรฐาน แต่ขนาดที่เล็กของมันเต็มไปด้วยสารอาหารที่หลากหลายค่ะ

  • พลังงาน = 171 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน= 13.30 กรัม
  • ไขมัน= 12.00  กรัม
  • แคลเซียม= 153 มิลลิกรัม
  • วิตามิน A = 143 ไมโครกรัม
  • ไอโอดีน=  – ไมโครกรัม

คอเลสเตอรอล: 508 มิลลิกรัม

กินไข่วันละกี่ฟอง ?

แม้ว่าจะเป็นไข่ฟองเล็ก ๆ แต่การรับประทานในปริมาณที่มากเกินพอดีอาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรรับประทานตามหลักการดังนี้ค่ะ

  • กินไข่วันละ 1 ฟอง สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป จนถึงวัยรุ่น วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ที่มีสุขภาพปกติ
  • กินไข่ 2-3 ฟองต่อสัปดาห์ สำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันในเลือดสูง, คอเลสเตอรอลสูง, ความดันโลหิตสูง และผู้ป่วยเบาหวาน

อย่างไรก็ตาม แม้จะเห็นว่า ไข่เป็ด มีคอเลสเตอรอลเยอะที่สุด รองลงมาคือไข่นกกระทา และไข่ไก่ (เทียบกับไข่ในปริมาณเท่ากัน) แต่โดยรวมแล้วก็เป็นไข่ที่มีคุณค่าทางสารอาหารอื่น ๆ สูงที่สุดเช่นกัน ยกเว้นโปรตีนและแคลเซียม ที่ไข่นกกระทามีมากกว่า แต่ถึงอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นไข่ชนิดไหน ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพด้วยกันทั้งนั้น หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

กินไข่ขาวทุกวันได้ไหม ดีต่อผู้ป่วยโรคไตจริงหรือไม่

กินไข่ทุกวัน เสี่ยงคอเลสเตอรอลสูงหรือไม่ ควรกินไข่วันละกี่ฟอง

แคลอรี่ไข่แต่ละชนิด เมนูไข่ต้ม ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ออนเซ็น กี่แคลอรี่?

HEALTH,

เครื่องในหมู แต่ละส่วนมีกี่แคล และส่วนไหนแคลเยอะที่สุด

เครื่องในหมู เรียกได้ว่าเป็นเมนูสุดโปรดของใครหลาย ๆ คน เพราะนอกจากจะมีหลาย ๆ ส่วนให้เลือกรับประทานแล้ว ยังมีรสชาติที่อร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากมายอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียเช่นกัน เพราะเจ้าเครื่องในดังกล่าวดันมาพร้อมกับปริมาณคอเลสเตอรอลและแคลอรี่ที่สูงอยู่พอควร หากกินมากไปอาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ ซึ่งจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น I-Kinn รวบรวมข้อมูลมาฝากแล้วค่ะ

เครื่องในหมู มีอะไรบ้าง แต่ละส่วนมีประโยชน์ยังไง และมีปริมาณแคลอรี่เท่าไหร่บ้าง?

เครื่องในหมู มีอะไรบ้าง แต่ละส่วนมีประโยชน์ยังไง และมีปริมาณแคลอรี่เท่าไหร่บ้าง?

ถ้าพูดถึงแหล่งโปรตีนที่เราบริโภคกันบ่อย ๆ ‘หมู’ ก็เป็นหนึ่งในแหล่งโปรตีนอันแสนโอชะที่เราจะเลือกกินกันใช่ไหมคะ ซึ่งนอกจากเนื้อของหมูที่มีรสชาติดีแล้ว ยังมี ‘เครื่องในหมู’ ที่มีรสชาติและ texture ที่ต่างกับเนื้อหมูสิ้นเชิง ทำให้หลาย ๆ คนไม่คุ้นชิน หรือมีประสบการณ์ไม่ดีกับเครื่องในหมู เพราะด้วยหน้าตาที่อาจจะแปลกตาไปหน่อย หรือด้วยกลิ่นคาวที่ติดมากับส่วนของเครื่องใน

โดยในหมู 1 ตัวนั้นจะมีเครื่องในทั้งหมด 12 ส่วน ได้แก่ ลิ้น, หัวใจ, ตับ, ขั้วตับ, เซี่ยงจี๊ (ไตหมู), ไส้อ่อน, ไส้ใหญ่, ไส้ขม, กระเพาะ, ม้าม, ปอด, ไส้ตัน (มดลูก จะมีเฉพาะหมูเพศเมีย)

อย่างไรก็ตาม เครื่องในหมูนั้นมีคุณสมบัติทางโภชนาการค่อนข้างสูง และเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างยิ่ง โดยแต่ละส่วนจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันเล็กน้อย รวมถึงปริมาณค่าแคลอรี่ของแต่ละส่วนด้วยเช่นกันค่ะ

เครื่องในหมู ประโยชน์ของแต่ละส่วนที่คุณอาจไม่เคยรู้

จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าเครื่องในของหมูนั้นมีหลายส่วน ซึ่งแต่ละส่วนก็มีประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่างกันไป ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น มาดูไปพร้อม ๆ กันค่ะ

ม้ามหมู: มีธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงสายตา และเม็ดเลือดแดง

ไส้หมู: มีธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 โปรตีน และโคลีน ที่ช่วยบำรุง และเสริมสร้างร่างกาย

ปอดหมู: มีธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงสายตา และเม็ดเลือดแดง

กระเพาะหมู: อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย มีสรรพคุณช่วยบำรุงเลือดลม บำรุงครรภ์ และมดลูก ทำให้นิยมนำไปทานเพื่อชูกำลัง

หัวใจหมู: มีโปรตีน และธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงร่างกาย

ตับหมู: อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก วิตามินบี 2, 3 และ 12 ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงและซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี

เซี่ยงจี๊: อุดมไปด้วยโพแทสเซียม โซเดียม และฟอสฟอรัส ซึ่งจะทำงานร่วมกันเพื่อรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย และช่วยให้หัวใจทำงานเป็นปกติ รวมถึงช่วยบำรุงไต และลดความดันเลือดได้ด้วย

ขั้วตับหมู : อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก วิตามินบี 2, 3 และ 12 ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงและซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี

กระบังลมหมู: อุดมไปด้วยวิตามินดี ธาตุเหล็ก และกรดอะมิโน ที่มีส่วนช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง นอกจากนี้ยังมีโปรตีนสูง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ

เครื่องในหมู กี่แคล ส่วนไหนมีปริมาณแคลอรี่เยอะที่สุด?

สำหรับคนที่สงสัยว่า เครื่องในหมูมีอะไรบ้าง และควรจะเลือกทานส่วนไหน I-Kinn ได้รวบรวมเครื่องในทั้งหมดมาให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จัก ซึ่งจะมีอะไรบ้าง และแต่ละอย่างมีปริมาณแคลอรี่เท่าไหร่ ไปดูกันเลยค่ะ

ม้ามหมู กี่แคล

ม้ามหมู มีลักษณะเป็นเส้นสีแดงเข้มสด ในหมู 1 ตัว จะมีม้าม 2 เส้น โดยน้ำหนักหนึ่งเส้นจะอยู่ที่ประมาณ 2 ขีด

ปริมาณแคลอรี่: 79 kcal/ 100 g.

ไส้หมู กี่แคล

ประกอบไปด้วย 3 ชิ้นส่วน ดังนี้

  • ไส้ตัน คือ ส่วนมดลูกของหมูตัวเมีย เป็นส่วนท่อไข่สีขาวสะอาด และค่อนข้างหนา ส่วนใหญ่แล้ว นิยมนำมาทำเมนูยำ หรือย่างให้สุกกรอบ
  • ไส้อ่อน คือ ส่วนลำไส้เล็กของหมู มีขนาดค่อนข้างยาว มีพังผืดเหนียว และขดตัวติดกัน เป็นส่วนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากเนื้อไม่เหนียวมาก
  • ไส้ใหญ่ คือ ส่วนที่มีสีเข้ม ลักษณะเป็นเส้นยาว และมีขนาดใหญ่กว่าไส้อ่อน แต่ส่วนนี้จะไม่มีพังผืดยืดไว้ ส่วนมากนิยมนำมาทำเมนูไส้พะโล้ หรือนำไปตุ๋น เพราะเนื้อมีความเหนียวพอสมควร

ปริมาณแคลอรี่: 182 kcal/ 100 g.

ปอดหมู กี่แคล

มีลักษณะสีชมพู มีสองกลีบ ซ้ายขวา ต้องมีลักษณะโปร่งพอง ไม่เหี่ยวย่น น้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 1.2 กก.

ปริมาณแคลอรี่: 107 kcal/ 100 g.

กระเพาะหมู กี่แคล

ในหมู 1 ตัว จะมีกระเพาะ 1 ลูก โดยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 6 ขีด

ปริมาณแคลอรี่: 155 kcal/ 100 g.

หัวใจหมู กี่แคล

หัวใจหมูจะมีลักษณะคล้ายหัวใจของมนุษย์ มีสีชมพูเข้มสด โดยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 3 ขีด

ปริมาณแคลอรี่: 118 kcal/ 100 g.

ตับหมู กี่แคล

แบ่งออกเป็น 2 ชิ้นส่วน ดังนี้

  • ตับเลือด คือ ตับที่มีสีแดงเข้ม ไม่ว่าจะลวกสุกแค่ไหน ก็จะมีเลือดซึมออกมาจากข้างใน มีรสชาติขม และเนื้อแข็ง
  • ตับแป้ง คือ เป็นตับที่มีสีแดงอ่อน ไม่แข็ง และคาวน้อยกว่าตับเลือด แต่ตับแป้งจะไม่ได้มีอยู่ในหมูทุกตัว จึงมีราคาสูง

ปริมาณแคลอรี่: 160–190 kcal/ 100 g.

เซี่ยงจี๊ กี่แคล

เซี่ยงจี๊ คือไตหมู เมื่อต้องการนำมาประกอบอาหาร จะต้องมีการผ่าครึ่งเพื่อตัดเนื้อเยื่อด้านในออก โดยในหมู 1 ตัว จะมีเซี่ยงจี๊ 2 ลูก และมีน้ำหนักประมาณ 2 ขีด/ลูก

ปริมาณแคลอรี่: 170 kcal/ 100 g.

ขั้วตับหมู กี่แคล

เป็นส่วนที่ออกมาจากตับ มีเอ็นรอบ และมีเนื้อสีเข้ม นิยมนำไปตุ๋นทั้งชิ้น โดยจะมีน้ำหนักประมาณ 2 ขีด ซึ่งประโยชน์และโทษของขั้วตับหมู จะเหมือนกับตับหมูปกติ

ปริมาณแคลอรี่: 165 kcal/ 100 g.

กระบังลมหมู กี่แคล

เป็นเนื้อหมูส่วนที่มีปริมาณน้อยมากในหมู 1 ตัว โดยจะมีปริมาณเพียง 400 กรัม/ตัว เท่านั้น

ปริมาณแคลอรี่: 199 kcal/ 100 g.

เครื่องในหมู  กินแล้วทำให้คอเลสเตอรอลสูงจริงหรือ กินยังไงให้ปลอดภัย?เครื่องในหมู  กินแล้วทำให้คอเลสเตอรอลสูงจริงหรือ กินยังไงให้ปลอดภัย?

ต้องบอกก่อนค่ะว่าเครื่องในมีคอเลสเตอรอลสูงไม่ว่าจะมาจากสัตว์ชนิดใด เช่น ส่วนของสมอง 100 กรัมประกอบด้วยคอเลสเตอรอล 1,033% ของปริมาณสารอาหารที่ร่างกายต้องการต่อวัน ส่วนของไต และตับ คือ 239% และ 127% ตามลำดับ

ซึ่งคอเลสเตอรอลมีส่วนสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดอุดตัน และโรคหัวใจ แต่ตับของมนุษย์มีการผลิตคอเลสเตอรอลอยู่แล้ว เมื่อเรากินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ตับของเราจะตอบสนองด้วยการผลิตคอเลสเตอรอลน้อยลง ทำให้การกิน “เครื่องในสัตว์” ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้คอเลสเตอรอลสูง

แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลบางกลุ่มที่มีความไวต่อคอเลสเตอรอลในอาหาร เมื่อบริโภคอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ปริมาณคอเลสเตอรอลรวมในร่างกายก็เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นการกิน “เครื่องในสัตว์” ก็คล้ายกับไข่แดง คือสามารถรับประทานได้ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากเกินไป เนื่องด้วยไขมันในเครื่องในสัตว์เป็นไขมันอิ่มตัว จึงมีสิทธิ์กลายเป็นก้อนไขมันส่วนเกินไปเกาะในร่างกาย ทำให้เกิดการอุดตันได้

ดังนั้นการกินให้ดีมีหลักง่าย ๆ คือ กินเครื่องในที่ไม่ผ่านการทอด ย่าง หรือเลือกกินแบบไร้มัน และควรกินให้หลากหลายเข้าไว้ค่ะ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ทานเครื่องในไก่ เครื่องในสัตว์มากไป อาจเสี่ยงไขมันในเลือดสูง

กินหมูกระทะยังไงให้สุขภาพดี ไม่อ้วน ไม่เสี่ยงมะเร็ง ห่างไกลโรค

เนื้อที่ดีที่สุดคือเนื้อแบบไหน เนื้อแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร

HEALTH,

ประโยชน์ถั่วฝักยาว พร้อมแนะนำเมนูถั่วฝักยาวสุดเด็ด ทานอร่อยได้ทุกวัน

รู้หรือไม่? ถั่วฝักยาวเป็นหนึ่งใน 10 ของอาหารที่มีประโยชน์ที่สุดในโลก เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี โฟเลต แมกนีเซียม วิตามินเอ วิตามินบี ธาตุเหล็ก ซัลเฟอร์ ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแมงกานีส และยังเป็นผักที่หาทานได้ทั่วไป ทานง่ายทุกเพศทุกวัย วันนี้เราถึงจะมาบอกประโยชน์ของถั่วฝักยาวที่ควรรู้ให้ฟังค่ะ รับรองว่าอ่านแล้วต้องไปหาถั่วฝักยาวมาทานอย่างแน่นอน

ประโยชน์ถั่วฝักยาวที่ควรรู้

ประโยชน์ถั่วฝักยาว พร้อมแนะนำเมนูถั่วฝักยาวสุดเด็ด ทานอร่อยได้ทุกวัน

1.ถั่วฝักยาวช่วยบำรุงกระดูก

เนื่องจากในถั่วฝักยาวนั้นอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ ธาตุซิลิคอน (Silicon) และแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยลดการกัดกร่อนของกระดูกและข้อเข่าเสื่อมก่อนเวลา และยังอุดมไปด้วยวิตามินเคที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมไปใช้ได้ดีขึ้นอีกด้วย

ดื่มนมตามเวลาชีวิต กินเวลาไหนได้รับประโยชน์สูงสุด

2.ถั่วฝักยาวช่วยควบคุมน้ำหนัก

การทานถั่วฝักยาวเป็นประจำ หรือทานในมื้อเย็นมีแนวโน้มว่าจะสามารถควบคุมน้ำหนัก ลดความเสี่ยงของโรคน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนได้ เพราะว่าถั่วฝักยาวนั้นเป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ ไม่มีคอเลสเตอรอล และยังมีไฟเบอร์สูงมากช่วยให้อิ่มนาน ลดความอยากอาหารได้

รู้มั้ย? ปริมาณไฟเบอร์ต่อวันที่ควรได้รับมีปริมาณเท่าไหร่

3.ถั่วฝักยาวช่วยป้องกันโรคเบาหวาน

ในถั่วฝักยาวมีสารที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและควบคุมการหลั่งของอินซูลิน ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ป่วยโรคเบาหวานเองหากทานถั่วฝักยาวเป็นประจำจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ และยังช่วยลดการฉีดอินซูลินลงประมาณ 40% ด้วยค่ะ

4.ถั่วฝักยาวช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ถั่วฝักยาวช่วยลดการสร้างไขมันเลว (LDL) มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง มีสารต้านการอักเสบ ลดความดัน ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลได้ดี

ประโยชน์ถั่วฝักยาว พร้อมแนะนำเมนูถั่วฝักยาวสุดเด็ด ทานอร่อยได้ทุกวัน

เมนูเด็ดจากถั่วฝักยาว

ถั่วฝักยาวสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด เช่น แกงส้มถั่วฝักยาว ถั่วฝักยาวผัดกะปิกุ้ง ถั่วฝักยาวผัดกุ้ง หมูผัดพริกแกงถั่วฝักยาว ผัดเป็ดถั่วฝักยาวหมูสับ หมูผัดเต้าเจี้ยวถั่วฝักยาว ผัดพริกขิงหมูใส่ถั่วฝักยาว กะเพราหมูใส่ถั่วฝักยาว ถั่วฝักยาวผัดเต้าหู้ยี้ ฯลฯ

ข้อควรระวังของการทานถั่วฝักยาว

  • ไม่ควรทานถั่วฝักยาวดิบเพราะว่าในถั่วฝักยาวมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และมีเทนอยู่เป็นจำนวนมาก ส่งผลทำให้เกิดกรดเกินในกระเพาะอาหารทำให้อาการท้องอืด ในบางรายอาจเกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน และเวียนหัวร่วมด้วยได้ และหากทานแบบเคี้ยวไม่ละเอียดก็อาจส่งผลให้เกิดปัญหาอุดตันในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้
  • คนที่มีอาการแพ้ถั่วไม่ควรทานเพราะเสี่ยงต่อการแพ้สูง
  • ผู้ป่วยที่ต้องทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดเป็นประจำ ควรหลีกเลี่ยงการทานถั่วฝักยาวเพราะอาจส่งผลให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน
  • ไม่ควรทานถั่วฝักยาวมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย
  • ผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการดูดซึมแร่ธาตุ ควรปรึกษาคุณหมอก่อนทาน
  • ผู้ป่วยที่มีปัญหาท้องผูก ไม่ควรทานถั่วฝักยาว

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เตือนแล้วนะ! ผักห้ามกินดิบ ฝืนกินอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

ผักไฮโดรโปนิกส์ VS ผักออแกนิค แบบไหนปลอดภัยกว่ากัน

ผักต้มมีประโยชน์อย่างไร ต้มผักยังไงไม่ให้เสียวิตามินหลังโดนความร้อน

 

HEALTH, Uncategorized,

โภชนาการของผู้สูงอายุ สารอาหารสำคัญ ป้องกันการขาดสารอาหาร

ปัญหาด้านโภชนาการของผู้สูงอายุเป็นปัญหาที่พบบ่อยมากในปัจจุบัน โดยปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นจากผู้สูงอายุเองเป็นส่วนใหญ่ มีทั้งปัญหาทางสุขภาพเองที่ทำให้ทานได้น้อยลง และเมื่อทานอาหารได้น้อยลงก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงและลีบ กระดูกบางพรุน โลหิตจาง น้ำหนักลด ความจำเสื่อม อารมณ์แปรปรวน เพราะร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่สมบูรณ์นั่นเอง วันนี้เราจึงมีคำแนะนำสำหรับการจัดโภชนาการในผู้สูงอายุให้เหมาะสมเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพในระยะยาวค่ะ

โภชนาการของผู้สูงอายุ สารอาหารสำคัญ ป้องกันการขาดสารอาหาร

ทำไมผู้สูงอายุถึงมักขาดสารอาหาร ได้รับโภชนาการไม่เพียงพอ

สาเหตุหลักของผู้สูงอายุที่มักจะขาดสารอาหารมักจะเกิดจากการทานได้น้อยลงจากเดิม โดยปัญหาที่ทำให้ทานได้น้อยลงมักจะมาจากสาเหตุดังนี้ 

  • ต่อมรับรสเปลี่ยนไป ทำให้เวลาทานอาหารรู้สึกว่าอร่อยน้อยลง ทำให้ทานได้น้อยลง วิธีแก้เบื้องต้นสามารถแก้ได้ด้วยการปรุงอาหารด้วยการเติมเครื่องเทศเพิ่มหรือใช้วัตถุดิบที่มีการเสริมรสอูมามิ (สารกลูตาเมตธรรมชาติ) เพื่อกระตุ้นรสชาติให้อร่อยอย่างปลอดภัยไม่ต้องใส่ผงชูรส

สารกลูตาเมตในผัก วัตถุดิบธรรมชาติ ผักที่ใช้ทดแทนผงชูรส มีอะไรบ้าง

อยากลดเค็ม ลดเกลือ ใช้อะไรแทนเกลือ ซีอิ้ว น้ำปลาดี?

  • มีปัญหาด้านทันตกรรม ผู้สูงอายุมักจะมีปัญหาด้านเหงือกและฟันที่ไม่แข็งแรง ทำให้เคี้ยวได้ยากกว่าเดิม ในบางรายอาจมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วยจากปัญหาฟันบิ่น หัก ฟันผุ เหงือกร่น ฟันปลอมหลวม ทำให้ทานอาหารได้น้อยลง วิธีแก้คือควรพาไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษา จากนั้นต้องใส่ใจด้านอาหารมากขึ้น เช่นการเพิ่มระยะเวลาในการปรุงอาหารให้นานขึ้นจะได้ทำให้อาหารมีสัมผัสที่นุ่มขึ้น
  • ระบบการย่อยทำงานช้าลง ผู้สูงอายุมักจะมีปัญหาด้านการย่อยอาหารที่ประสิทธิภาพการย่อยน้อยลง ทำให้เมื่อทานอาหารเข้าไปแล้วมีปัญหาท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องผูก บ่อย ๆ วิธีแก้คือ ในทุกมื้อควรจัดอาหารให้ท่านทานผักต้ม (หลีกเลี่ยงผักสด) และผลไม้สดทานเสริมด้วย

พลังงานที่ผู้สูงอายุควรได้รับ

ผู้สูงอายุควรได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ คือ วันละ 1,500-2,000 กิโลแคลอรี่ โดยในแต่ละวันนั้นควรได้รับสารอาหารที่หลากหลายจากอาหารครบ 5 หมู่ วันละ 3 มื้อ และในทุกมื้อควรมีเสริมผักต้มอย่างน้อย 400 กรัม และผลไม้สดทานด้วยเพื่อเพิ่มกากอาหาร

10 ผลไม้แคลน้อย แคลอรี่ต่ำ กินแทนมื้อเย็น ไม่อ้วนแถมสุขภาพดี

ผักต้มมีประโยชน์อย่างไร ต้มผักยังไงไม่ให้เสียวิตามินหลังโดนความร้อน

โภชนาการของผู้สูงอายุ สารอาหารสำคัญที่ผู้สูงอายุขาดไม่ได้

อาหารลดไขมันในเลือด

โปรตีน

ผู้สูงอายุ ควรได้รับโปรตีนอย่างน้อย 1 กรัม/น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)/วัน เพื่อป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย โดยโปรตีนที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุก็คือ เนื้อสัตว์ย่อยง่าย ๆ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ เลี่ยงเนื้อแดงและเนื้อสัตว์ติดหนังติดมัน ไข่ดาว นมพร่อมมันเนย

กินปลาอะไรดีที่สุด ควรเลือกปลาทะเลหรือปลาน้ำจืดดีกว่ากัน

คาร์โบไฮเดรต

ผู้สูงอายุควรเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ลูกเดือย และหลีกเลี่ยงการทานข้าวขาว

ไขมัน

ไขมันเป็นสิ่งที่ร่างกายของคนทุกเพศทุกวัยต้องการ เพื่อให้ร่างกายได้รับกรดไขมันจำเป็นและวิตามินที่ละลายในไขมัน แต่ว่าสิ่งสำคัญคือควรเลือกแหล่งที่มาของไขมันที่เป็นไขมันดีเท่านั้น เช่น อะโวคาโด น้ำมันรำข้าว หลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ เนย น้ำมัน กะทิ และครีมเข้มข้น

ไขมันพืชกับไขมันสัตว์ ต่างกันยังไง ส่งผลอย่างไรต่อร่างกายบ้าง

8 น้ำมันไขมันต่ำ ดีต่อร่างกาย ลดความเสี่ยงคอเลสเตอรอลสูง

แคลเซียม

ผู้สูงอายุควรได้รับแคลเซียมไม่ต่ำกว่า 1,000 มิลลิกรัม (เฉลี่ยแคลเซียมมื้อละ 300 มิลลิกรัม) เพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมสม่ำเสมอ ป้องกันโรคกระดูกพรุน โดยการดื่มนมถั่วเหลืองเพิ่มแคลเซียม นมสด ผลิตภัณฑ์จากนม ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง หรือจะทานอาหารเสริมแคลเซียมก็ได้

กินแคลเซียมมากไป ระวังเป็นนิ่ว หินปูนในหลอดเลือด และหลอดเลือดตีบตัน

ธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็ก มักพบอยู่ในเนื้อสัตว์สีแดง เครื่องในสัตว์ (เลือด/ตับ)  แต่ว่าอาหารเหล่านี้ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงไปทานอาหารธาตุเหล็กสูงจากอาหารชนิดอื่นแทน เช่น  ซีเรียล ข้าวโอ๊ต จมูกข้าวสาลี ผักใบเขียว (คะน้า ตำลึง ผักโขม ผักบุ้ง บรอกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ ถั่วเขียว ถั่วแดง งาดำ) ไข่แดง อาหารทะเล

กินไข่แดงมากๆ คอเลสเตอรอลสูงจริงหรือ?

คอเลสเตอรอลในอาหารทะเล ชนิดไหนกินได้ ชนิดไหนต้องเลี่ยง

วิตามินซี

การทานวิตามินซีให้เพียงพอต่อร่างกายจะช่วยให้ผู้สูงอายุลดอาการขาดธาตุเหล็กได้ เพราะวิตามินซีมีส่วนช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้ดีขึ้น และยังช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน ทำให้แผลหายเร็วขึ้น โดยอาหารที่มีวิตามินซีสูงนั้นพบได้ง่ายในผักบางชนิดเช่น บรอกโคลี มันฝรั่ง พริกหวาน ผักโขม และผลไม้เช่น มะละกอ มะม่วง สตรอว์เบอร์รี ฝรั่ง ส้ม

โพแทสเซียม

แหล่งโพแทสเซียมตามธรรมชาติ คือ กล้วย ส้ม ฝรั่ง ผลไม้แห้ง มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บรอกโคลี ผักโขม ข้าวโอ๊ต ข้าวซ้อมมือ การที่ได้รับโพแทสเซียมเพียงพอจะช่วยรักษาระดับความดันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ แต่สำหรับผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคไตควรระมัดระวังการทานให้ดี เพราะอาจจะส่งผลเสียจากโรคประจำตัวได้

เกลือโพแทสเซียม เกลือลดโซเดียมแบบใหม่ ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

วิตามีนบี 12

ผู้สูงอายุจำนวนมากที่มีปัญหาด้านระบบความจำ และมีภาวะความจำเสื่อมได้ง่าย ดังนั้นควรได้รับวิตามินบี 12 อย่างเพียงพอเพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงและเซลล์ระบบสมอง ป้องกันโรคโลหิตจางและความจำเสื่อมได้ อาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินบี 12 ที่เหมาะกับผู้สูงอายุก็คือ เนื้อปลา ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่แดง ธัญพืช

แมกนีเซียม

สำหรับแมกนีเซียมเป็นส่วนประกอบสำคัญในการใช้เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจและกระดูก ช่วยป้องกันการเกิดภาวะสมองขาดเลือด (ischemia) หลอดเลือดกระตุกโดยไม่ทราบสาเหตุ และป้องกันหลอดเลือดในสมองตีบ สามารถทานแมกนีเซียมได้ในอาหารทั่วไป เช่น ถั่วดำ ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ถั่วลูกไก่ เมล็ดฟักทอง เมล็ดเจีย ผักเคล ปวยเล้ง ผักโขม คะน้า บรอกโคลี ตำลึง ปลาทูน่า ปลาทู ปลากะพง ปลาเก๋า ปลาทับทิม และปลาแซลมอน

ปลาทูกับปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ต่างกันอย่างไร แบบไหนมีประโยชน์กว่ากัน

วิตามินเอ

ผู้สูงอายุมักจะประสบปัญหาสายตาฝ้าฟาง ประสาทสายตาเสื่อมสภาพ ดังนั้นจึงต้องเสริมวิตามินเอเพื่อช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ ช่วยบำรุงสายตา ชะลอการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม โดยวิตามินเอมักจะอยู่ในผักและผลไม้ที่มีสีส้มหรือสีเหลือง แคร์รอต มันเทศ ฟักทอง มะละกอ มะม่วงสุก

วิตามินดี

ตอนเช้าควรพาผู้สูงอายุออกไปเดินเล่นรับวิตามินดีที่อยู่ในแสงแดดอ่อน ๆ จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดีเพื่อมาช่วยดูดซึมแคลเซียม สามารถช่วยป้องกันโรคข้อต่อและกระดูกได้ดี ป้องกันความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ในกรณีที่ผู้สูงอายุท่านใดมีภาวะขาดวิตามินดี หรือวิตามินดีไม่พอ สามารถทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดีเสริมเข้าไปด้วยได้ เช่น น้ำมันตับปลา ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน กุ้ง  เห็ดหอม

วิตามินอี

วิตามินอีมีส่วนต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการแตกของเม็ดเลือด ป้องกันการอุดตันของเม็ดเลือด ช่วยป้องกันเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย บำรุงผิว วิตามินอีสามารถพบมากในกลุ่มน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน อะโวคาโด เมล็ดทานตะวัน เนยถั่ว งา

น้ำสะอาด

ผู้สูงอายุจะต้องดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6-8 แก้วหรือประมาณ 2 ลิตรต่อวัน เพื่อกระต้นให้ร่างกายไม่ขาดน้ำและช่วยในการขับของเสียออกจากร่างกาย ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น หากไม่ชอบทานน้ำเปล่าสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำสมุนไพรที่ไม่มีส่วนประกอบของน้ำหวาน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน และแอลกอฮอล์เพื่อสุขภาพที่ดีในระยาว

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

หวานตัดขา คืออะไร ต้องกินหวานแค่ไหนถึงเรียกว่าหวานจนต้องตัดขา

โรคไตกินโอวัลตินได้ไหม หากเผลอทานเข้าไปจะอันตรายอย่างไรบ้าง

ผักน้ำตาลสูง 5 ชนิด เสี่ยงภาวะน้ำตาลขึ้นในผู้ป่วยเบาหวาน

 

HEALTH,

ปวดหัวบ่อยเกิดจากอะไร อาการแบบไหนถึงเรียกว่าปวดหัวไมเกรน

หลายคนอาจมีปัญหาปวดหัวอยู่บ่อยครั้ง บางคนอาจปวดแล้วหายไปเองหรืออาจปวดหัวยาวนานเกินสัปดาห์ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าปวดหัวแบบนี้เกิดจากอะไร ใช่ปวดหัวไมเกรนหรือไม่ วันนี้เรามีวิธีสังเกตว่าอาการไมเกรนแตกต่างจากปวดหัวแบบอื่นอย่างไรบ้าง ไมเกรนมีสาเหตุมาจากอะไร มีวิธีบรรเทาอาการและรักษาอาการได้อย่างไร มาอ่านกันเลยค่ะ

ปวดหัวไมเกรน

ปวดหัวไมเกรนคืออะไร

ไมเกรนเป็นอาการปวดศีรษะเรื้อรังที่เกิดจากความผิดปกติชั่วคราวของสารเคมีในสมองไปกระตุ้นก้านสมอง ส่งผลให้หลอดเลือดในเยื่อหุ้มสมองบีบและคลายตัวมากผิดปกติ จึงเกิดอาการปวดตุบ ๆ เป็นจังหวะ ส่วนมากมักจะเกิดข้างใดข้างหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้ง 2 ข้างด้วยเช่นกัน หากปล่อยไว้นาน อาการปวดจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนถึงขั้นคลื่นไส้ อาเจียน, ร่างกายอ่อนแรง ส่วนโอกาสปวดไมเกรนมักพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่ก็สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย

ไมเกรนมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

  • Common migraine เป็นกลุ่มที่ไม่มีอาการเตือนมาก่อน หากปวดแล้วจะปวดทันที และมีเพียงอาการปวดหัวเท่านั้น
  • Migraine with aura เป็นกลุ่มที่มีอาการเตือนก่อนปวดไมเกรน ไม่ว่าจะเป็นอาการมองไม่เห็นชั่วคราว, ภาพเบลอ, เห็นแสงระยิบระยับ ฯลฯ

สาเหตุสำคัญของการปวดหัวไมเกรน

ปวดหัวไมเกรน

  • นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง ผิวพรรณขาดความชุ่มชื้น ไม่ผ่องใสแล้ว ยังกระตุ้นให้เกิดไมเกรนขึ้นได้
  • การรับประทานอาหารไม่ถูกวิธี ได้แก่ ทานอาหารไม่ตรงเวลา, ทานอาหารที่มีผงชูรสหรือสารถนอมอาหารเป็นประจำ, ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ฯลฯ
  • การรับประทานอาหารไม่เพียงพอ หรืออดอาหารเป็นประจำ เนื่องจากร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ส่งผลให้ปวดศีรษะได้
  • น้ำหนักตัว หากคุณมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน มีโอกาสเป็นไมเกรนมากกว่าคนทั่วไปถึง 27% ส่วนคนที่มีน้ำหนักน้อยเกินไป มีโอกาสเป็นไมเกรนมากกว่าคนทั่วไปถึง 13%
  • ออกกำลังกาย การออกกำลังกายเป็นเรื่องดี แต่หากหักโหมมากเกินไปอาจทำให้เป็นไมเกรนง่ายขึ้น
  • สภาวะทางจิตใจ เช่น ความเครียด, ซีมเศร้า, วิตกกังวล
  • การสูบบุหรี่ บุหรี่มีสารนิโคตินที่ส่งผลทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติและเกิดอาการปวดหัวแบบคลัสเตอร์ (Cluster Headaches)
  • ยาคุมกำเนิด ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนลดลงและกระตุ้นให้เกิดอาการไมเกรนกำเริบขึ้น
  • การใช้สมองและสายตามากเกินไป โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานอยู่ตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน

ออกกำลังกายมากเกินไป เสี่ยงต่อโรคอะไรบ้าง

อาการปวดหัวไมเกรนมีอะไรบ้าง

  • ปวดศีรษะข้างเดียว
  • ปวดศีรษะตุบ ๆ เป็นระยะ ๆ
  • มีอาการปวดตื้อสลับกับปวดตุ๊บ ๆ ในสมอง
  • ระดับความปวดมีตั้งแต่ปวดเล็กน้อยในช่วงแรก ไปจนถึงปวดระดับกลางและปวดระดับรุนแรง
  • ก่อนมีอาการปวดจะมีสัญญาณเตือนต่าง ๆ ได้แก่ รู้สึกอยากอาหารมากกว่าปกติ, อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย, ปัสสาวะบ่อย, บังคับการหาวไม่ได้ ฯลฯ
  • มีอาการอื่นร่วมด้วย ได้แก่ ภาพเบลอ, เห็นแสงไฟระยิบระยับ, ร่างกายอ่อนแรง, คลื่นไส้ อาเจียน ฯลฯ ก่อนปวดไมเกรนประมาณ 10-30 นาที
  • ระยะเวลาปวดไมเกรนอยู่ที่ประมาณ 4-24 ชม. และทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กินของทอดแล้วปวดหัว คลื่นไส้ เป็นสัญญาณโรคร้ายหรือไม่?

ความแตกต่างระหว่างปวดหัวไมเกรนกับปวดหัวแบบอื่น

ปวดหัวไมเกรน

  • ไมเกรนจะปวดข้างใดข้างหนึ่งหรืออาจปวดทั้ง 2 ข้าง และปวดเป็นจังหวะ ส่วนปวดหัวแบบอื่นจะปวดตื้อบริเวณหน้าผาก ลามไปจนถึงด้านหลังของศีรษะ
  • ไมเกรนจะปวดนานหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ส่วนปวดหัวแบบอื่นจะปวดและหายไปเอง
  • ไมเกรนจะมีอาการร่วมด้วย เช่น ดวงตาไวต่อแสง, ได้ยินง่ายกว่าเดิม, อยากอาหารมากกว่าปกติ เป็นต้น

วิธีดูแลตัวเองเมื่อปวดไมเกรน

ปวดหัวไมเกรน

1. ทานยาบรรเทาอาการ

  • กรณีปวดไม่รุนแรง แนะนำให้ทานยาสามัญประจำบ้าน ได้แก่ พาราเซตามอล (Paracetamol), ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ได้แก่ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), เซเลโคซิบ (Celecoxib)
  • กรณีปวดอย่างรุนแรง ควรทานยากลุ่ม Triptans ได้แก่ อีลีทริปแทน (Eletriptan), ซูมาทริปแทน (Sumatriptan)
  • กรณีที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ควรทานดอมเพอริโดน (Domperidone), เมโทโคลพราไมด์ (Metoclopramide)

2. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบศีรษะ

  • นำผ้าจุ่มน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์หรือมาร์จอแรม 2 – 3 หยด ผสมน้ำแล้วบิดหมาด ๆ จากนั้นประคบขมับและหน้าผาก
  • เริ่มจากประคบเย็นบริเวณหน้าผากและคอ ต่อมาค่อยประคบร้อนบริเวณท้ายทอย ทำสลับกัน 6 รอบ เป็นเวลา 2 นาที
  • วางผ้าอุ่นบริเวณท้ายทอย แล้วนวดบริเวณคอ, ไหล่ และสะบักให้ทั่ว
  • ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นคลึงเบา ๆ บริเวณขมับ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดหน้าเป็นอันเสร็จสิ้น

3. ลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการกระตุ้นให้เกิดไมเกรน

  • พักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จัดพื้นที่การนอนให้เอื้อต่อการพักผ่อน
  • ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 15-30 นาที อย่างน้อย 3-4 ครั้ง/สัปดาห์
  • หากิจกรรมทำแก้เครียด เช่น นั่งสมาธิ, อ่านหนังสือ, ฟังเพลง, วาดรูป
  • หลีกเลี่ยงอาหารกระตุ้นไมเกรน ได้แก่ ช็อกโกแลต, เครื่องเทศ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการทานยาแก้ปวดโดยไม่จำเป็น (ไม่ควรทานเกิน 10 – 15 ครั้ง/เดือน)

สุดท้ายนี้หากคุณสังเกตอาการแล้วพบว่าตัวเองกำลังประสบกับปัญหาไมเกรนในระยะแรกหรือระยะรุนแรงก็ตาม ไม่ควรละเลยต่ออาการดังกล่าว เพราะนอกจากจะสร้างความรำคาญใจในชีวิตประจำวันแล้ว ยังก่อให้เกิดอันตรายตามมาในระยะยาวด้วย ทางที่ดีควรหมั่นสังเกตอาการและลดพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดไมเกรนจะดีที่สุดค่ะ

บทความที่น่าสนใจ

ออกกำลังกายมากเกินไป เสี่ยงต่อโรคอะไรบ้าง

โรคนอนไม่หลับ เพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ

โรคนอนไม่หลับหายได้เองมั้ย อาการหนักแบบไหนถึงควรไปพบแพทย์

HEALTH,

อย่าละเลยปัญหาฉี่แล้วแสบ จนทำร้ายกระเพาะปัสสาวะในระยะยาว

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหาฉี่แล้วแสบ ฉี่เสร็จแล้วแต่รู้สึกว่ายังไม่สุด, มีปัสสาวะไหลซึมออกมาหลังจากทำธุระเสร็จ หรืออาจรุนแรงจนถึงขั้นมีเลือดปนออกมาในน้ำปัสสาวะด้วย อย่าละเลยเด็ดขาด เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อกระเพาะปัสสาวะในระยะยาวตามมาได้ วันนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุ, อาการ, วิธีการรักษา รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นมาในอนาคตด้วย

ฉี่แล้วแสบ

ฉี่แล้วแสบเกิดจากอะไร

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอสเชอริเชีย โคไล หรือ อีโคไล (Escherichia coli: E. coli) ภายในระบบทางเดินปัสสาวะจนทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ทำให้เวลาปัสสาวะแล้วรู้สึกแสบบริเวณอวัยวะเพศ ร่วมกับอาการปวดท้องน้อย สังเกตได้จากน้ำปัสสาวะมีปริมาณน้อยกว่าปกติ มีสีขุ่นและมีกลิ่นเหม็นรุนแรง บางรายอาจติดเชื้อจนแพร่กระจายไปยังไต ซึ่งเป็นตัวกรองของเสียจากเลือดและควบคุมระดับความเข้มข้นของสารต่าง ๆ ในร่างกาย เพื่อขับออกทางปัสสาวะ หากไตมีปัญหา อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมาง่ายขึ้น นอกจากการติดเชื้อแบคทีเรียแล้ว กระเพาะปัสสาวะอักเสบยังมีสาเหตุมาจากการมีเพศสัมพันธ์, การทำความสะอาดบริเวณทวารหนักหลังจากอุจจาระด้วยการเช็ดจากด้านหลังมาด้านหน้า ทำให้เชื้อโรคในอุจจาระสัมผัสกับอวัยวะเพศ, การใช้ผลิตภัณฑ์บริเวณอวัยวะเพศ, การใช้ผ้าอนามัยแบบสอด, การฉายรังสีกล้ามเนื้อเชิงกราน, การใช้ยาหรือสัมผัสกับสารเคมีบางชนิด รวมถึงการสวนปัสสาวะเป็นเวลานานอีกด้วย

พฤติกรรมอั้นฉี่บ่อย ภัยร้ายสุขภาพแย่ที่ไม่ควรทำ

มีอาการไหนบ้างที่บ่งบอกว่าเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

  • ปัสสาวะไม่สุด
  • ปัสสาวะปนเลือด
  • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • รู้สึกแสบร้อนขณะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะบ่อยกว่า 10 ครั้งแบบกะปริบกะปรอย โดยเฉพาะตอนกลางคืน
  • เมื่อปัสสาวะสุดแล้วจะรู้สึกเจ็บบริเวณปลายหลอดปัสสาวะ
  • รู้สึกไม่สบายตัวบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • ปวดหน่วงบริเวณใต้สะดือ
  • บางรายอาจมีไข้ต่ำ

ปัญหา ปัสสาวะบ่อย ตอนกลางคืนของผู้สูงอายุ ควรป้องกันอย่างไร

ฉี่แล้วแสบหายได้เองมั้ย เป็นนานแค่ไหน

แม้ว่าโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะส่งผลให้ปัสสาวะแล้วแสบก็ตาม แต่ภาวะดังกล่าวก็สามารถรักษาให้หายได้ ทั้งนี้หากพบอาการรุนแรงกว่าปัสสาวะเพียงอย่างเดียว แนะนำให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อทำการรักษาอย่างถูกวิธี เพราะหากปล่อยไว้นานอาจมีผลต่อไตจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

วิธีรักษาอาการด้วยยาปฏิชีวนะ

ก่อนอื่นแพทย์จะตรวจปัสสาวะเบื้องต้น หากพบเม็ดเลือดขาวในน้ำปัสสาวะ แสดงว่าเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แต่ในกรณีที่คนไข้มีอาการรุนแรง แพทย์จะอัลตราซาวด์กระเพาะปัสสาวะเพิ่มเติม เพื่อตรวจหาความผิดปกติในกระเพาะปัสสาวะ ส่วนขั้นตอนการรักษา แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะให้ทานประมาณ 3-5 วัน (ขึ้นอยู่กับชนิดของยา) หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมาก แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะให้ทานประมาณ 7-10 วัน แต่หากคนไข้มีอาการป่วยอื่นร่วมด้วย แพทย์จะจ่ายยา รักษาตามอาการ ได้แก่ ยาแก้ปวด, ยาคลายการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ทั้งนี้แนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตรต่อวัน (ประมาณ 8 แก้ว) จนกว่าอาการจะดีขึ้น

วิธีรักษาและป้องกันอาการด้วยการดูแลตัวเอง

ดื่มน้ำมากเกินไป

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว หรือ 2-3 ลิตร เพื่อขับเชื้อโรคออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด ป้องกันการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย
  • ไม่กลั้นปัสสาวะ เนื่องจากไตจะขับของเสียออกจากร่างกาย หากกลั้นปัสสาวะเป็นประจำ อาจเสี่ยงเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้
  • ปัสสาวะให้สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียสะสมอยู่บริเวณท่อปัสสาวะ
  • หลีกเลี่ยงอาหารและผลไม้รสจัด เช่น ของหมักดอง, ต้มยำทะเล, มะม่วงเปรี้ยว, มะดัน ฯลฯ เนื่องจากทำให้ธาตุไฟในร่างกายกำเริบ ส่งผลให้เนื้อเยื่ออักเสบ
  • รับประทานอาหารป้องกันระบบปัสสาวะ โดยเฉพาะอาหารที่ช่วยกระตุ้นให้ไตขับของเสียออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะและบำรุงเลือดให้ไหลเวียนตามปกติ ได้แก่ เนื้อวัว ไข่  บรอกโคลี กล้วย บลูเบอร์รี่ ข้าวซ้อมมือ กระเทียม น้ำมันมะกอก เห็ดหลินจือ ฯลฯ
  • ทำความสะอาดอวัยวะเพศหลังจากปัสสาวะหรืออุจจาระอย่างถูกวิธี ไม่เช็ดบริเวณทวารหนักจากด้านหลังไปด้านหน้า
  • สวมถุงยางอนามัยและทำความสะอาดร่างกายทุกครั้งหลังจากมีเพศสัมพันธ์
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเสื้อผ้าที่มีกลิ่นหอมหรือสารเคมี เพื่อป้องกันการระคายเคืองต่ออวัยวะเพศ
  • นอนหลับพักผ่อนให้ตรงเวลาและหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำปริมาณมากก่อนนอน เพื่อป้องกันการอั้นปัสสาวะระหว่างนอนหลับ

5 วิธีป้องกัน โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และวิธีสังเกตอาการ

อย่าลืมนะคะว่าการดื่มน้ำให้ตรงตามความต้องการของร่างกายและไม่อั้นปัสสาวะเป็นประจำ นอกจากจะป้องกันปัญหาปัสสาวะแสบแล้ว ยังช่วยให้ขับของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งจะลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพระยะยาวอันเนื่องมาจากการสะสมเชื้อโรคภายในร่างกายอีกด้วยค่ะ

บทความที่น่าสนใจ

พฤติกรรม อั้นฉี่บ่อย ภัยร้ายสุขภาพแย่ที่ไม่ควรทำ

5 วิธีป้องกัน โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ และวิธีสังเกตอาการ

ปัญหา ปัสสาวะบ่อย ตอนกลางคืนของผู้สูงอายุ ควรป้องกันอย่างไร

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com