ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

กินผักเยอะเกินไป อันตรายไหม ส่งผลเสียต่อร่างกายหรือเปล่า

กินผักเยอะเกินไป ถือว่าเป็นอันตรายหรือไม่? เป็นคำถามที่หลาย ๆ คนสงสัยกันใช่มั้ยคะว่า ทำไมการกินผักจึงเป็นอันตรายกับเราได้ กินผักเยอะ ๆ ก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วไม่ใช่หรือ จริงอยู่ค่ะที่ว่าการกินผักนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะนอกจากผักจะให้สารพัดคุณประโยชน์แล้ว ก็ยังเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการขับถ่ายอีกด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะไม่รับประทานเจ้าใบเขียวพวกนี้ แต่ในอีกทางหนึ่ง การรับประทานผักแบบผิดวิธีก็นำมาซึ่งผลข้างเคียงที่หลาย ๆ คนอาจคาดไม่ถึง ในบทความนี้ I-Kinn จึงมีคำตอบมาฝากค่ะ

กินผักเยอะเกินไป อันตรายไหม ส่งผลเสียต่อร่างกายหรือเปล่า

กินผักเยอะเกินไป อันตรายไหม ส่งผลข้างเคียงอย่างไรต่อร่างกายบ้าง?

ขึ้นชื่อว่าผักและผลไม้ถือได้ว่ามีประโยชน์มากมายกับร่างกายของเรา เพราะเป็นแหล่งสะสมของวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดและมีคุณสมบัติเป็นแหล่งใยอาหารซึ่งจะเป็นสารที่ช่วยลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลและไขมัน อีกทั้งยังช่วยทำให้ระบบการย่อย รวมถึงระบบการขับถ่ายทำงานได้ดีอีกด้วย นอกจากนี้ผักและผลไม้บางชนิดยังมีสารพิเศษที่ช่วยทำหน้าที่ช่วยป้องกันและรักษาโรคบางชนิดได้อีกด้วย ซึ่งก่อนที่เราจะไปศึกษากันว่าการทานผักมากเกินไปส่งผลต่อร่างกายยังไง เรามาทราบถึงประโยชน์ของการทานผักกันก่อนค่ะ

ทำไมต้องกินผัก?

ประโยชน์ของการทานผักนั้น สามารถแบ่งออกได้หลายประการค่ะ เช่น

  • การทานผักมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น

ทำให้เราขับถ่ายง่าย สะดวก เพราะผักมีวิตามินบี 3 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไนอาซิน” ที่เป็นตัวช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อระบบขับถ่ายทำงานดีส่งผลให้เราถ่ายได้คล่องขึ้นและส่งผลให้ผิวเราใสขึ้นตามไปด้วยเพราะร่างกายได้ขับของเสีย

  • การทานผักช่วยให้เราได้รับสารอาหารและแร่ธาตุมากมายหลายชนิด

สำหรับคนที่ไม่ค่อยทานผักจะสังเกตตัวเองได้เลยว่า ร่างกายจะไม่ค่อยแข็งแรง ป่วยบ่อย ไม่สบายบ่อย ผักนั้นอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยต้านแบคทีเรีย ลดสาเหตุที่ทำให้เราป่วยง่าย จึงต้องทานวิตามินซีเวลาที่เราเป็นหวัด การทานวิตามินซีช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส และในผักมีวิตามินบี 1 และ วิตามินบี 2 ที่มีส่วนช่วยให้มีความจำดีอีกด้วย

  • ผักมีส่วนช่วยในการป้องกันโรค

ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ความดัน โรคเกี่ยวกับลำไส้และตับ หรือโรคต่าง ๆ อีกมากมาย เมื่อเราอายุมากขึ้น เซลล์ในร่างกายก็เสื่อมตามไปด้วย ถ้าหากเรารับประทานผักเป็นประจำและทานอย่างต่อเนื่อง ผักจะมีส่วนช่วยฟอกเลือดให้เลือดของเราสะอาด เมื่อเลือดของเราสะอาด เวลาร่างกายนำไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกายก็จะช่วยต้านการเสื่อมสภาพของเซลล์

หากไม่ทานผักเลย จะเกิดผลข้างเคียงอย่างไรกับร่างกายบ้าง?

การที่ร่างกายขาด “วิตามิน” และ “ใยอาหาร” จากผักสด ซึ่งเป็นแหล่งวิตามินและแร่ธาตุธรรมชาติ ทำให้เราเสี่ยงต่อโรค NCDs มากมาย และ ขาดตัวช่วยที่จะทำหน้าที่เหมือนไม้กวาดมาช่วยกวาดของเสียในลำไส้

การไม่กินผัก ทำให้เราเสี่ยงต่อโรคและอาการป่วยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • โรคอ้วน: จากส่วนเกินของไขมัน
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ: เพราะไขมันที่อุดตันในเส้นเลือด
  • มะเร็งลำไส้: จากอาการลำไส้เป็นแผล
  • อาการท้องผูก: จากการขาดเส้นใยอาหารในผัก

ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดที่ได้กล่าวมา หลาย ๆ คนคงทราบแล้วว่าการรับประทานผักนั้นมีประโยชน์กับเราอย่างไรบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านบนนั้นคือประโยชน์ของการรับประทานผักแบบ “พอดี” ซึ่งต่อไปนี้จะเป็นผลเสียของการรับประทานผักที่มากเกินไป จะมีอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลยค่ะ

 

กินผักเยอะอันตรายไหม

 

กินผักเยอะ ๆ อันตรายไหม?

การรับประทานผักมากเกินไปจนเกิดผลเสียต่อร่างกายนั้น จะเป็นกับผักบางชนิดเท่านั้นค่ะ เพราะในผักบางตัวก็มีสารบางอย่างที่ร่างกายรับได้ในปริมาณที่พอดีเท่านั้น ซึ่งหากได้รับมากเกินไปก็อาจมีอาการข้างเคียงต่าง ๆ เช่น

กินผักเยอะ ท้องอืด

การทานผักที่มีเส้นใยสูงในปริมาณมาก ผักที่มีเส้นใยสูง ร่างกายจะย่อยยาก ต้องใช้แบคทีเรียในลำไส้ช่วยย่อยซึ่งจะทำให้เกิดกรดบางอย่าง ซึ่งหากรับประทานผักคราวละมาก ๆ ก็จะทำให้ท้องอืดได้

กินผักเยอะแต่ไม่ถ่าย

ที่เป็นเช่นนี้เพราะโปรไบโอติกนั้นมีส่วนช่วยในการทำงานของลำไส้ โดยทำหน้าที่สังเคราะห์กรดอะมิโนที่ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ผลิตแก๊สที่ช่วยผลักดันอุจจาระและขจัดเชื้อโรคออกจากลำไส้ ทั้งยังช่วยเพิ่มมวลและความนุ่มให้แก่อุจจาระ ทำให้ขับถ่ายได้สะดวก ซึ่งในลำไส้เรานั้นประกอบไปด้วยแบคทีเรียหลายร้อยชนิด มีทั้งชนิดที่ดี ชนิดที่เป็นกลาง และชนิดที่ไม่ดี หากมีแบคทีเรียชนิดไม่ดีอยู่ในลำไส้มาก แบคทีเรียชนิดที่เป็นกลางก็จะเข้าไปเป็นพวกด้วย ทำให้แบคทีเรียชนิดดี (หรือโปรไบโอติก) อ่อนแอ หน้าที่ช่วยกระตุ้นการทำงานลำไส้ที่เคยทำงานได้ดีก็จะบกพร่อง ผลที่เกิดขึ้นก็คือขับถ่ายไม่ดี ขับถ่ายยาก ไปจนถึงท้องผูกนั่นเองค่ะ

กินผักแล้วถ่ายเหลว

ส่วนใหญ่แล้วการถ่ายเหลวไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทานผักค่ะ เพราะแม้ว่าผักจะมีส่วนในการช่วยกระตุ้นการถ่ายก็จริง แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการถ่ายเหลวนั้นเกิดได้จากหลายปัจจัย โดยปัจจัยที่พบได้บ่อย ได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรียจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดตามสุขอนามัย หรืออาหารที่ไม่ปรุงสุก การติดเชื้อไวรัสและมีพยาธิในลำไส้ การไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนทำการปรุงหรือรับประทานอาหาร เสียมากกว่า ดังนั้น หากเกิดจากผักจริง ๆ ก็มักจะเป็นเพราะผักที่ซื้อมาไม่มีความสะอาด ไม่ใช่เพราะไฟเบอร์จากตัวผักค่ะ

จะเกิดอะไรถ้าเรากินแต่ผักทุกวัน?

วิตามิน และเกลือแร่ที่สำคัญบางส่วนหายไป

ยังมีวิตามิน และเกลือแร่บางส่วนที่มาจากเนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ (นม ชีส) เช่น วิตามินบี 12 ที่มีความสำคัญต่อระบบประสาท และสมอง หรือธาตุเหล็ก ที่มีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ป้องกันโลหิตจาง ดังนั้น หากรับประทานแต่ผักมาก ๆ ก็จะทำให้เราขาดแร่ธาตุที่จำเป็นต่าง ๆ เหล่านี้ไปค่ะ

ร่างกายได้รับสารอาหารไม่สมดุล

แม้ว่าผักผลไม้จะมีใยอาหาร เกลือแร่ และวิตามิน รวมไปถึงคาร์โบไฮเดรต แต่ยังขาดโปรตีน และไขมันที่ดีต่อร่างกายที่มีอยู่ในเนื้อสัตว์อยู่มาก ดังนั้น เราจึงไม่ควรขาดสารอาหารเหล่านี้ที่มีส่วนช่วยในการสร้างเสริมกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและให้พลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันค่ะ

พลังงานไม่เพียงพอ

หากเราขาดโปรตีน และไขมันที่เพียงพอ นั่นอาจทำให้ร่างกายของเราไม่แข็งแรง ไม่มีเรี่ยวแรง กล้ามเนื้อลีบแบน และไม่มีพลังงานมากพอให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ หากจะทานผักผลไม้ล้วน ๆ เพื่อให้ได้พลังงานที่เพียงพอใน 1 วัน ฉะนั้นจึงไม่ควรขาดการรับประทานเนื้อสัตว์เพราะจะทำให้เกิดภาวะพลังงานไม่เพียงพอดังที่กล่าวไปค่ะ

อย่างไรก็ตาม การรับประทานผักนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ผู้บริโภคต้องเลือกรับประทานในปริมาณที่ถูกต้องและทานอย่างถูกวิธีด้วยจึงจะสามารถสร้างสมดุลให้แก่ร่างกายได้ ซึ่งจะเห็นได้จากข้อมูลที่กล่าวไปว่าประโยชน์ต่าง ๆ ของการทานผักนั้นมาจากการทานที่ถูกต้องและพอดี ดังนั้นจึงไม่ควรทานมากหรือน้อยเกินไปนะคะ เพื่อความสมดุลของร่างกายค่ะ

บทความที่น่าสนใจ

ผักที่กินแล้วอ้วน ลดน้ำหนักอยู่ควรเลี่ยง ยิ่งกินยิ่งอ้วน

ผักอบกรอบมีประโยชน์จริงไหม กินเพื่อลดน้ำหนักได้จริงหรือเปล่า?

สารกลูตาเมตในผัก วัตถุดิบธรรมชาติ ผักที่ใช้ทดแทนผงชูรส มีอะไรบ้าง

HEALTH,

ขนมสำหรับผู้ป่วยโรคไต มีขนมชนิดไหนบ้างที่ทานได้อย่างปลอดภัย

ขนมสำหรับผู้ป่วยโรคไต เป็นอีกหนึ่งชนิดของอาหารที่ก็มีความสำคัญที่ผู้ป่วยโรคไตหรือผู้ดูแลต้องเอาใจใส่ หลาย ๆ คนมักเข้าใจไปว่าอาหารที่ผู้ป่วยต้องระวังมีเพียงอาหารคาวเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลยค่ะ เพราะแม้แต่ของหวานอย่างขนมต่าง ๆ ก็ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษเช่นกัน เนื่องจากขนมบางอย่าง เช่น เค้ก ขนมขบเคี้ยว ขนมกรุบกรอบ ฯลฯ ก็มี “โซเดียมแฝง” (หนึ่งในปัจจัยของการกระตุ้นให้เกิดโรคไต) อยู่ด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ในเกลือหรือในอาหารคาวตามที่เข้าใจค่ะ อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องระวังขนมบางชนิด แต่ก็ยังมีขนมบางอย่างที่ผู้ป่วยไตสามารถทานได้อยู่ ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น I-Kinn มีคำตอบค่ะ

ขนมสำหรับผู้ป่วยโรคไต มีขนมชนิดไหนบ้างที่ทานได้อย่างปลอดภัย

ขนมสำหรับผู้ป่วยโรคไต ขนมชนิดไหนไร้โซเดียม ปลอดภัยต่อผู้ป่วย

“โซเดียม” แม้ว่าจะเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยโซเดียมช่วยให้แคลเซียม และแร่ธาตุอื่น ๆ ละลายในเลือดได้ดี แต่หากทานโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกาย โซเดียมอาจย้อนมาทำร้ายร่างกายได้อย่างสาหัสเลยทีเดียว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงขนมบางชนิดที่มีโซเดียมสูงนั่นเองค่ะ

 

ขนมชนิดใดบ้างที่มีโซเดียม ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต

แม้ว่าจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มแล้ว แต่โซเดียมก็ไม่ได้มีอยู่แต่ในอาหารรสชาติเค็ม เพราะ เครื่องดื่มบางอย่างที่มีรสชาติหวาน ก็มีโซเดียมแฝงอยู่เยอะ เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้สีสันต่าง ๆ ควรบริโภคน้ำเปล่าแทน โดยองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้กำหนดมาตรฐานเอาไว้ว่า ร่างกายควรได้รับโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หากได้รับปริมาณโซเดียมตามที่กำหนดนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นแก่ร่างกายได้ ทั้งนี้ยังรวมถึงขนมประเภทเบเกอรี่ต่าง ๆ เช่น เค้ก คุกกี้ ขนมปัง แพนเค้ก ฯลฯ ที่มีโซเดียมแฝงและเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไตเป็นอย่างมาก

 

ขนมชั้น ขนมผู้ป่วยโรคไต

ขนมที่เหมาะกับผู้ป่วยไต มีอะไรบ้าง?

สามารถแบ่งออกได้หลายเมนูด้วยกันค่ะ เช่น

ขนมเมอแรงก์ (Meringue)

ใช้ไข่ขาวและน้ำตาลในการทำ มีความหอมของขนมอบและหวานกำลังดี จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคไตเอาไว้เป็นขนมทานเล่น

เฉาก๊วย

โดยเคล็ดลับในการทานเมนูนี้ ผู้ป่วยโรคไตต้องรับประทานแต่ชิ้นเนื้อเฉาก๊วยเท่านั้น ส่วนตัวน้ำเชื่อม ให้รับประทานได้เล็กน้อยค่ะ ทานแค่พอสมควรเท่านั้น เพราะมิฉะนั้นอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อภาวะอาการได้ค่ะ

ขนมชั้น

เป็นอีกหนึ่งขนมที่ผู้ป่วยโรคไตสามารถทานเพื่อเพิ่มพลังงานได้ค่ะ แต่ไม่ใช่ทานในปริมาณมากตามที่เข้าใจนะคะ สำหรับผู้ป่วยโรคไตแล้วปริมาณที่เหมาะสมคือ 1-2 ชิ้นเท่านั้นค่ะ เนื่องจากส่วนประกอบของขนมชนิดนี้ หลัก ๆ แล้วจะประกอบด้วยแป้งและน้ำตาลค่ะ ดังนั้น ผู้ป่วยจะสามารถได้รับพลังงานที่มากอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทานเยอะค่ะ

ลอดช่อง

แม้กะทิจะเป็นของต้องห้ามที่ผู้ป่วยไตสามารถทานได้น้อยเพราะมีค่าโพแทสเซียมสูง แต่สำหรับเส้นลอดช่องสามารถทานได้ค่ะ

วุ้น

ขอแนะนำให้ทานวุ้นใสที่ไม่มีรสหวานมากนะคะ ไม่ควรทานวุ้นกระทิเนื่องจากจะมีค่าโพแทสเซียมสูงตามที่ได้กล่าวไป โดยนอกจากวุ้นใสแล้วผู้ป่วยสามารถทานวุ้นที่แบ่งเป็น 2 ชั้นได้ค่ะ เพราะสะดวกต่อการแบ่งทาน

อาลัว

ขนมไทยอีกหนึ่งชนิดที่มีส่วนประกอบหลักมาจากแป้งและน้ำตาล แต่เนื่องด้วยมีลักษณะที่เป็นชิ้นเล็ก ๆ ผู้ป่วยจึงสามารถทานได้ 6-8 ชิ้นค่ะ

อาลัว ขนมผู้ป่วยโรคไต

 

อย่างไรก็ตาม แม้อาหารเหล่านี้จะเป็นอาหารที่ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังควรรับประทาน แต่ก็ไม่ควรที่จะทานในปริมาณที่มากจนเกินไป ควรรักษาสมดุลของอาหารในแต่ละมื้อ รับประทานอาหารที่หลากหลาย เพื่อให้ได้สารอาหารที่หลากหลายมากขึ้นค่ะ

 

บทความที่น่าสนใจ

โรคไตกินปลาอะไรได้บ้าง และรับประทานอย่างไรให้ปลอดภัย

กินพริกน้ำปลาแบบไหนให้ปลอดภัย ลดการสะสมโซเดียม ถนอมไต

เมนู-อาหารผู้ป่วยโรคไต เมนูไหนทานได้ เมนูไหนทานไม่ได้

HEALTH,

โรคไตกินโอวัลตินได้ไหม หากเผลอทานเข้าไปจะอันตรายอย่างไรบ้าง

โรคไตกินโอวัลตินได้ไหม นับว่าเป็นเครื่องดื่มที่ใครหลาย ๆ คนโปรดปรานกันเลยก็ว่าได้ค่ะกับ “โอวัลติน” เครื่องดื่มสีน้ำตาลรสหวานเข้มข้นที่ไม่ว่าใคร ๆ ก็ต้องเคยได้รับประทานกันทั้งสิ้น เพราะนอกจากเด็ก ๆ จะทานเพื่อรองท้องก่อนเข้าเรียนหรือก่อนนอนได้แล้ว ผู้ใหญ่ก็สามารถรับประทานได้เช่นกัน เพราะโอวัลตินให้ทั้งความอร่อยและประโยชน์อย่างมากมาย อย่างไรก็ตามค่ะทุกคนทราบไหมคะว่า แม้จะมีประโยชน์แค่ไหน แต่เจ้าเครื่องดื่มที่ดูไม่มีพิษมีภัยชนิดนี้กลับเป็นเครื่องดื่มที่ผู้ป่วยโรคไตต้องระวังเป็นอย่างมาก เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น I-Kinn มีคำตอบค่ะ

โรคไตกินโอวัลตินได้ไหม หากเผลอทานเข้าไปจะอันตรายอย่างไรบ้าง

โรคไตกินโอวัลตินได้ไหม ส่งผลอันตรายอะไรหรือเปล่า?

จากที่กล่าวไปค่ะว่า “โอวัลติน” เป็นเครื่องดื่มที่ทุกเพศทุกวัยชื่นชอบและมักรับประทานเพื่อรองท้องก่อนทำกิจกรรมในระหว่างวันเสมอ แต่ทำไมมันจึงกลับเป็นเครื่องดื่มต้องห้ามที่ผู้ป่วยโรคไตต้องพึงระวังเป็นอย่างมาก ในบทความนี้ I-Kinn มีคำตอบมาฝากค่ะ แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก “โรคไต” กันก่อนคร่าว ๆ นะคะ เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจในเนื้อหามากขึ้นค่ะ

โรคไต คือ…

อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าไตมีหน้าที่กำจัดของเสีย ควบคุมความเป็นกรด-ด่างในกระแสเลือด ควบคุมความสมดุลของเกลือแร่ และควบคุมปริมาณน้ำในร่างกายอีกด้วย ดังนั้นเมื่อไตทำงานผิดปกติ หรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จะทำให้เกิดภาวะเลือดจางและขาดวิตามินได้ โดยโรคร้ายนี้มีอยู่หลายชนิด และที่พบได้บ่อย ได้แก่ กรวยไตอักเสบ ไตอักเสบ นิ่วในไต ไตเรื้อรัง และไตวาย เป็นต้น

จะเป็นโรคไตได้ ไม่ใช่แค่ต้องระวัง “โซเดียม” เท่านั้น

“กินเค็มมาก ๆ ” หรือ “กินเกลือมาก ๆ ” ระวังเป็นโรคไต… เป็นประโยคที่พวกเรามักได้ยินกันใช่ไหมคะ ซึ่งไม่แปลกค่ะ เพราะโซเดียมเป็นภาพจำของสารที่ได้มาจากการทานอาหารที่มีรสเค็มหรือเกลือนั่นเอง แต่ทุกคนทราบไหมคะว่า การที่คนเราจะเป็นโรคไตได้นั้นไม่ได้มีแค่ โซเดียม เท่านั้น ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคแต่ยังมี “ฟอสฟอรัส” ที่เป็นอีกหนึ่งสารตัวฉกาจที่ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยงค่ะ

ผงชูรสอันตรายจริงไหม จริงหรือไม่ กินผงชูรสมากเกินไปแล้วผมร่วง หัวล้านเร็ว

“ฟอสฟอรัส” คืออะไร ทำไมผู้ป่วยโรคไตต้องระวัง

ฟอสฟอรัส เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง ทำงานร่วมกับแคลเซียม มีหน้าที่เป็นโครงสร้างของกระดูกและฟัน และมีหน้าที่อื่น ๆ เช่น กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท กระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อ ปกติเมื่อฟอสฟอรัสเข้าสู่ร่างกาย ส่วนหนึ่งจะถูกดูดซึม อีกส่วนหนึ่งที่เหลือในเลือดจะถูกขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระ ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ประสิทธิภาพในการขับฟอสฟอรัสจะลดลง ซึ่งทำให้เกิดการคั่งของฟอสฟอรัสในเลือด

แม้จริง ๆ แล้วฟอสฟอรัสจะเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งซึ่งมีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยส่วนใหญ่มันจะถูกเก็บไว้ในกระดูกของเราถึง 80 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นจะถูกเก็บไว้ที่กล้ามเนื้อและเลือดค่ะ ซึ่งในคนปกติหากได้รับฟอสฟอรัสเกินก็จะสามารถขับทิ้งทางไตโดยออกมาในรูปของปัสสาวะ แต่คนที่ไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพก็จะมีการคั่งของฟอสฟอรัสในเลือด ซึ่งการที่มีฟอสฟอรัสสะสมในเลือดสูง ก็จะทำให้เกิดอาการคันตามผิวหนัง กระดูกบางและเปราะ หลอดเลือดแดงแข็งและนอกจากนี้ฟอสฟอรัสจะไปจับตัวกับแคลเซียมส่งผลให้มีก้อนแคลเซียมเกาะตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดเป็นแผลเรื้อรังได้นั่นเองค่ะ

สรุปแล้ว ทำไมผู้ป่วยไตจึงไม่ควรดื่ม โอวัลติน?

เหตุผลก็เพราะ เครื่องดื่มชนิดนี้จัดอยู่ในเครื่องดื่มที่มีฟอสฟอรัสสูงนั่นเองค่ะ  ซึ่งจากที่ได้กล่าวไปแล้วว่าฟอสฟอรัสนั้นเป็นสารที่จำเป็นต่อผู้ที่มีร่างกายปกติจริง เนื่องจากมีส่วนช่วยในการทำงานของร่างกายหลาย ๆ อย่าง แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ค่ะว่ามันเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่มีภัยต่อผู้ป่วยโรคไตอย่างแท้จริง

โรคไตกินโกโก้ได้ไหม

โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีไตเสื่อมระยะที่ 3-5 หรือระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง ได้แก่ นม นมเปรี้ยว โยเกิร์ต เนย คุกกี้ ขนมปัง ไอศกรีม กาแฟผง ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วต่าง ๆ เต้าหู้ นมถั่วเหลือง โอวัลติน ไมโล โกโก้ โคล่า เป๊ปซี่ กาแฟใส่นม เบียร์ น้ำแร่ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ข้าวโพด งา ทองหยิบ ทองหยอด ไข่แดง เมล็ดพืช แมลงต่าง ๆ เป็นต้น

เมนู-อาหารผู้ป่วยโรคไต เมนูไหนทานได้ เมนูไหนทานไม่ได้

ทาน “ฟอสฟอรัส” อย่างไรให้ปลอดภัย

วิธีที่ดูจะทำได้ง่ายที่สุดนั่นคือ การจำกัดฟอสฟอรัสจากอาหารค่ะ ซึ่งสมาคมโรคไตได้ให้ข้อมูลไว้ว่าหากระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูงมากกว่า 4.8 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จะต้องมีการจำกัดฟอสฟอรัสให้ต่ำกว่า 800 มิลลิกรัม/วัน โดยอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงและควรจะงดหรือจำกัดปริมาณในช่วงที่มีฟอสฟอรัสสะสมในเลือดมากนั้น ได้แก่

  • ไข่แดง
  • นมและผลิตภัณฑ์จากนม
  • เมล็ดธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น ถั่วเหลือง ฟองเต้าหู้ ถั่วกวน
  • อาหารที่ใช้ยีสต์หรือผงฟู เช่น ขนมปังปอนด์ แป้งซาลาเปา หมั่นโถว โดนัท
  • อาหารแช่แข็ง อาหารแปรรูปและน้ำอัดลมจำพวกโคล่าก็ควรจะงดในช่วงที่มีฟอสฟอรัสสะสมในเลือดสูงด้วยเช่นกันค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับข้อมูลที่ I-Kinn นำมาฝากในวันนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้อ่านทุก ๆ คนนะคะ ท้ายที่สุด สำหรับผู้ป่วยโรคไต วิธีเบื้องต้นที่ผู้ป่วยสามารถทำได้ก็คือการควบคุมอาหารของตนเองนะคะ ซึ่งจากข้อมูลที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งเท่านั้น ทางที่ดีควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ที่ให้คำแนะนำเรื่องโภชนาการให้แก่ผู้ป่วยโรคไตได้จะดีที่สุดค่ะ เพื่อสุขภาพนะคะ

บทความที่น่าสนใจ

โรคไตกินปลาอะไรได้บ้าง และรับประทานอย่างไรให้ปลอดภัย

กินพริกน้ำปลาแบบไหนให้ปลอดภัย ลดการสะสมโซเดียม ถนอมไต

เมนู-อาหารผู้ป่วยโรคไต เมนูไหนทานได้ เมนูไหนทานไม่ได้

HEALTH,

น้ำสมุนไพร แม้มีประโยชน์แต่ก็ต้องระวังเรื่องน้ำตาลด้วย

น้ำสมุนไพร เมื่อพูดถึงเครื่องดื่มชนิดนี้ แน่นอนว่าทุกคนจะนึกถึงคุณประโยชน์ของมันได้อย่างมากมาย เนื่องจากสมุนไพรส่วนใหญ่นั้นจะมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยบรรเทาอาการป่วยต่าง ๆ ของเราได้อย่างชะงัด อย่างไรก็ตามค่ะ สิ่งที่ตามมากับสมุนไพรคือรสชาติที่อาจมีความขมเกินกว่าจะสามารถทานได้แบบเพียว ๆ ดังนั้น น้ำที่มาจากสมุนไพรบางชนิดอาจถูกเพิ่มน้ำตาลลงไป เพื่อทำให้ดื่มง่ายขึ้นนั่นเองค่ะ แต่ถึงอย่างนั้น การเติมในน้ำตาลในปริมาณที่พอเหมาะก็ย่อมเป็นผลดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าหากเติมในปริมาณที่มากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งผลเสียดังกล่าวจะมีอะไรบ้าง บทความนี้ I-Kinn มีคำตอบมาฝากค่ะ

 

น้ำสมุนไพร แม้มีประโยชน์แต่ก็ต้องระวังเรื่องน้ำตาลด้วย

น้ำสมุนไพร มีน้ำตาลเยอะไหม ต้องดื่มอย่างไรจึงจะปลอดภัยและได้ประโยชน์

จากที่กล่าวไปค่ะว่าน้ำสมุนไพรมีอยู่มากมายหลากหลายอย่าง บางชนิดจะมีรสเฉพาะ ทั้งขมและเฝื่อน ทำให้ดื่มยาก จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เจ้าน้ำเพื่อสุขภาพชนิดนี้อาจจะต้องมีการเพิ่มเติมน้ำตาลเพื่อทำให้รสชาติของมันดีขึ้นและทานได้ง่ายขึ้นด้วยนั่นเอง ซึ่งการเติมน้ำตาลเช่นนี้ก็ถือเป็นดาบ 2 คมค่ะ เพราะข้อดีคือทำให้รสชาติหวานขึ้น ทานง่าย แต่ข้อเสียที่ตามมาก็คืออาจกลายเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคฟันผุ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคเกี่ยวกับเมตาบอลิก ได้อีกด้วย ดังนั้นผู้บริโภคควรระมัดระวังในการรับประทานเป็นอย่างยิ่งค่ะ

น้ำตาลในน้ำสมุนไพร มีปริมาณมากแค่ไหน ต้องกินอย่างไรจึงจะไม่เสี่ยงโรค?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้คำแนะนำว่า ใน 1 วัน เราควรได้รับน้ำตาลไม่เกิน 25 กรัม หรือประมาณ 6 ช้อนชา ปริมาณเพียงเท่านี้ร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์ได้และไม่ทำให้เกิดโทษ ซึ่งก็ไม่แปลกที่กลุ่มผู้รักสุขภาพส่วนใหญ่จะหันมาดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรกันอยู่มาก เพราะนอกจากน้ำตาลจะน้อยแล้วก็ยังส่งผลดีต่อสุขภาพอีกด้วย แต่สิ่งที่กล่าวมาเป็นเรื่องจริงหรือ?

จากบทความ มันมากับอาหาร : น้ำตาลกับน้ำสมุนไพร ของสำนักพิมพ์ ไทยรัฐ ออนไลน์ ได้ระบุถึงผลการสุ่มตัวอย่างเครื่องดื่มสมุนไพรจาก 5 ร้านเจ้าดังเพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำตาลว่ามีอยู่ปริมาณเท่าไหร่กันแน่ ซึ่งผลก็คือ

ตัวอย่างที่สุ่มตรวจ ปริมาณน้ำตาลทั้งหมด

น้ำสมุนไพร       ร้าน                                               (กรัม/100 มิลลิลิตร)      (กรัม/1 ขวด)

น้ำกระเจี๊ยบ  จากร้านแผงลอย ย่านหนองแขม            10.19                      30.57 กรัม

น้ำลำไย         จากร้านแผงลอย ย่านอรุณอมรินทร์36  14.60                      43.80 กรัม

น้ำเก๊กฮวย    จากร้านแผงลอย ย่านจรัญสนิทวงศ์       11.96                       35.88 กรัม

น้ำเก๊กฮวย    จากร้านแผงลอย ย่านคลองหลวง           8.16                        20.40 กรัม

น้ำใบบัวบก   จากร้านย่านบางกะปิ                                4.81                        10.58 กรัม

 

ซึ่งทั้ง 5 ตัวอย่างนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่มาจากการสุ่มเท่านั้นนะคะ ซึ่งแต่ละร้านก็จะมีปริมาณที่ต่างกันออกไป อาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้เช่นกันค่ะ

อันตรายจากน้ำสมุนไพร นอกจากปริมาณน้ำตาลแล้ว มีอะไรบ้าง?

อันตรายจากสมุนไพรนั้นสามารถเกิดขึ้นได้หลายอย่างด้วยกันค่ะ เช่น

อันตรายจากสารเจือปนในสมุนไพร

ในกรณีนี้มีผลวิจัยจากทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ได้ทำการตรวจวิเคราะห์ยาสมุนไพร เพื่อหาสารเจือปนที่จะเป็นอันตราย พบว่า ส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของ arsenic 60% และสาร steroids กว่า 30% นอกจากนั้นยังมีสารอันตรายอื่น ๆ อีกมากมาย

อันตรายที่เกิดจากโรคที่ขาดการรักษา

เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือโรคหืด ซึ่งแพทย์ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ช่วยได้เพียงการให้ยาเพื่อบรรเทาอาการ และป้องกันโรคแทรกซ้อน บางคนอาจทานยาจนเบื่อ เลยหยุดทานยา และหันมารักษาด้วยสมุนไพรแทน แต่สมุนไพรหลายชนิดอาจไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคอย่างที่คิด จึงทำให้อาการของโรคดังกล่าวไม่ได้รับการรักษาจริง

อันตรายที่เกิดจากฤทธิ์ของสมุนไพรโดยตรง

สมุนไพรหลายชนิดจะมีสารเคมีที่เป็นพิษร้ายแรงปะปนอยู่ ถ้าได้รับเข้าไปจะทำให้เกิดอาการจากพิษนั้น ๆ เช่น มะเกลือ ผลของมันเมื่อแก่เต็มที่จนมีสีดำ อาจจะมีสาร naphthalene ซึ่งเป็นพิษต่อประสาทตาโดยตรง หรือ ยี่โถ เราพบว่า มีพิษอยู่ในใบของมัน หากได้รับสารนี้จะทำให้หัวใจเต้นช้าลง และอาจหยุดได้

น้ำตาลในน้ำสมุนไพร

วิธีดื่มเครื่องดื่มสมุนไพร ดื่มอย่างไรให้ปลอดภัย ไร้กังวลเรื่องน้ำตาล

แม้ว่าเครื่องดื่มสมุนไพรจะมีสรรพคุณต่าง ๆ มากมาย แต่ถ้าดื่มสมุนไพรมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน อย่างการดื่มสมุนไพรทุกวันอาจทำให้ได้รับสารที่เป็นยามากจนเกินไป ร่างกายจึงอาจขับสารที่เป็นยาออกไม่หมดเหลือทิ้งไว้ในร่างกาย ทำให้จากร่างกายที่มีความสมดุลอยู่แล้ว ถูกปรับสมดุลใหม่ให้แย่กว่าเดิมได้ ดังนั้นเครื่องดื่มสมุนไพรต่าง ๆ ไม่ควรดื่มเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน แต่ให้เลือกดื่มเมื่อมีอาการต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อลดสารที่อาจตกค้าง และเป็นการจำกัดปริมาณน้ำตาลของการดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรแต่ละครั้งด้วยค่ะ

บทความที่น่าสนใจ

5 สมุนไพรจีน ยอดฮิต แนะวิธีเลือกยาจีนอย่างไร ให้ได้ผลดีที่สุด ?

ชนิดน้ำตาลแต่ละประเภท น้ำตาลแดง น้ำตาลทรายต่างกันอย่างไร เหมาะกับใคร

สูตรน้ำขิงลดไขมันในเลือด ดื่มทุกวัน ลดความดัน มีสุขภาพดี

HEALTH,

โรคไตกินปลาอะไรได้บ้าง และรับประทานอย่างไรให้ปลอดภัย

โรคไตกินปลาอะไรได้บ้าง เป็นเรื่องปกติสำหรับผู้ป่วยค่ะที่อยากรับประทานอะไรก็ได้ตามที่ตนเองต้องการ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตที่ต้องดูแลเรื่องการรับประทานอาหารโดยตรงนั้น อาจจะต้องมีการคัดสรรและเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะเรื่อง “ปลา” ที่ถือเป็นอาหารต้องห้ามของผู้ป่วยเป็นโรคนี้เลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตามค่ะ หลาย ๆ ท่านอาจกำลังคิดว่าผู้ป่วยโรคไตไม่ควรทานปลา แต่ที่จริงแล้วสามารถทานได้ค่ะ เพียงแต่อาจจะต้องเลือกอย่างละเอียดเท่านั้น ในบทความนี้ I-Kinn จึงนำข้อมูลปลาต่าง ๆ ที่ผู้ป่วยโรคไตทานได้มานำเสนอเพื่อการพิจารณาในการนำไปทานในชีวิตประจำวันค่ะ

 

โรคไตกินปลาอะไรได้บ้าง และรับประทานอย่างไรให้ปลอดภัย

 

โรคไตกินปลาอะไรได้บ้าง กินอย่างไรให้ปลอดภัยและไม่เบื่อ

หลายคนอาจจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า การควบคุมอาหาร เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยโรคไตจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะโซเดียม (Sodium) ตัวร้าย ที่ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยงกันให้ดี เนื่องจากในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังนั้น ไตจะไม่สามารถควบคุมปริมาณเกลือแร่ให้สมดุลได้ ทำให้ไม่สามารถขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกายได้ จึงเกิดโซเดียมสะสมในเลือดสูง ทำให้มีอาการบวม เป็นความดันโลหิตสูงและโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้ป่วยโรคไตจึงต้องระมัดระวังในเรื่องของอาหารให้ดีค่ะ

ปลาอะไรบ้างที่ผู้ป่วยโรคไตสามารถทานได้?

ปลาที่ผู้ป่วยโรคไตสามารถทานได้นั้น ควรเป็นปลาที่มีโปรตีนสูง และมีไขมันดีค่ะ  เช่น

ปลาทู

ปลาทูเป็นปลาที่ได้รับความนิยมในการประกอบอาหารหลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นทอด นึ่ง หรือต้ม อีกทั้งยังอุดมไปด้วยโปรตีน แร่ธาตุ อีทั้งยังมีกรดไขมันชนิดที่มีประโยชน์ต่อสมอง ดวงตา หัวใจ และสุขภาพในหลากหลายด้านค่ะ

ปลาทูน่า

อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 โพแทสเซียม และธาตุเหล็ก ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างความสมดุลให้หลอดเลือด ลดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดแดง และบำรุงเลือด เมื่อเรากินทูน่าเข้าไป คราวนี้หัวใจก็จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเต็มที่ด้วยค่ะ

ปลานิล

ปลานิล เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกายและมีไขมันน้อยมาก ใครก็ตามที่อยากกินคลีน เพื่อลดน้ำหนัก หรือเพื่อสุขภาพ เช่น ผู้ป่วยไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันพอกตับ สามารถทานปลานิลเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญต่อร่างกายได้ แถมยังให้แคลอรี่ต่ำอีกด้วย

ปลาทับทิม

ปลาทับทิมนั้น เป็นปลาที่มีรสชาติดี เนื้อแน่น หวานหอม อีกทั้งยังมีโภชนาการสูง อุดมด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ตรงนี้เองไขมันอิ่มตัวจากสัตว์บก อาจก่อให้เกิดการสะสมของไขมันซึ่งเป็นสาเหตุให้หลอดเลือดหัวใจตีบตัน และทำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่, โรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต จึงเป็นการดีที่จะบริโภคเนื้อสัตว์น้ำให้มากขึ้น โดยเฉพาะเนื้อปลาเป็นเนื้อสัตว์ที่มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวทำให้ไม่เกิดการสะสมในผนังหลอดเลือด ลดความเสี่ยงจากโรคเกี่ยวกับโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตด้วยค่ะ

ปลาแซลมอน

เชื่อว่าน่าจะเป็นอาหารสุดโปรดของใครหลาย ๆ คนเลยทีเดียว เนื่องจากเป็นอาหารที่มีประโยชน์ทางโภชนาการที่หลากหลาย สามารถกินได้ทั้งแบบดิบและแบบสุก โดยเนื้อของแซลมอนอุดมไปด้วย กรดไขมันโอเมก้า3 , โปรตีน , วิตามิน เอ, วิตามิน บี6 และวิตามิน บี12 ที่มีประโยชน์และมีส่วนช่วยในการบำรุงระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้ดี จากคุณสมบัตินี้จึงทำให้แซลมอนเป็นปลาอีกหนึ่งชนิดที่เหมาะกับผู้ป่วยค่ะ

รู้หรือไม่? แซลมอนซาชิมิ ที่เราทาน อาจไม่ใช่แซลมอนแท้!!?

ทั้งนี้ ปลาชนิดต่าง ๆ ที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นค่ะ ยังมีปลาอีกหลายชนิดที่ผู้ป่วยโรคไตสามารถทานได้ ซึ่งอาจจะสอบถามจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทราบข้อมูลเพิ่มเติมที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือค่ะ

 

นอกจาก “โซเดียม” แล้ว ต้องระวังอะไรอีกบ้าง?

การระมัดระวังปริมาณโซเดียมของผู้ป่วยโรคไตเป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่ทุกคนทราบหรือไม่คะว่าโซเดียมไม่ได้เป็นสารชนิดเดียวที่ควรระวัง แต่ยังมี “ฟอสฟอรัส” ที่เป็นอีกหนึ่งตัวร้ายต่อผู้ป่วยโรคไตเช่นเดียวกัน

โดย ฟอสฟอรัส (Phosphorus) เป็นหนึ่งในสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นสารอาหารที่สามารถพบได้ทั่วไปในอาหารต่าง ๆ รวมไปจนถึงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง หรือเครื่องดื่ม ที่อาจจะมีการใส่สารฟอสฟอรัสในรูปแบบของสารปรุงแต่งหรือสารกันบูด เพื่อช่วยยืดอายุของอาหารให้อยู่ได้นานขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่เราจะบริโภคฟอสฟอรัสมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ และทำให้เกิดฟอสฟอรัสสะสมอยู่ในเลือด

สำหรับคนปกตินั้น การบริโภคฟอสฟอรัสมากเกินไปนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่อันตรายอะไร เพราะไตของเราสามารถช่วยขับฟอสฟอรัสส่วนเกินออกไปจากร่างกายได้ผ่านทางปัสสาวะ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไต ที่ไตไม่สามารถทำหน้าที่ในการขับของเสียออกจากร่างกายได้ดีตามปกติ ก็อาจทำให้มีฟอสฟอรัสปริมาณมากสะสมอยู่ในร่างกาย และทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ค่ะ ดังนั้นต้องระวังในการทานอาหารด้วยนะคะ

ท้ายที่สุด การเลือกอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตให้เหมาะสมเป็นสิ่งที่ต้องทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ป่วยต้องเริ่มปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ตั้งแต่ตรวจพบว่าเป็นโรค โดยอาจให้คนในครอบครัวมีส่วนร่วมในการควบคุมอาหารเพื่อให้รับประทานอาหารที่เหมาะสมค่ะ ทั้งนี้ในเรื่องของการเลือกทานปลา ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลผู้ป่วยสามารถนำไปประกอบอาหารเพื่อทำการเปลี่ยนเมนูได้เรื่อย ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อที่จะได้ไม่เบื่อและทำให้อาหารมีสีสันขึ้นได้ค่ะ

บทความที่น่าสนใจ

ปลาทูกับปลาทูน่า ปลาแมกเคอเรล ต่างกันอย่างไร แบบไหนมีประโยชน์กว่ากัน

กินปลาอะไรดีที่สุด ควรเลือกปลาทะเลหรือปลาน้ำจืดดีกว่ากัน

กินปลาทำไมอ้วน เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ดี ไขมันต่ำ จริงหรือ?

 

HEALTH,

EP. 215 : กินเจอย่างไร ไม่ให้อ้วน เบาหวานไม่พุ่ง

การกินเจ คือการที่ชาวพุทธดำรงตนรักษาศีล 8 รวมถึงไม่รับประทานเนื้อสัตว์ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม งดเว้นของเสพติดและอบายมุขทุกชนิด มีความบริสุทธิ์ สะอาด ทั้งกาย วาจา ใจ

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com