ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

กินโยเกิร์ตทุกวัน แต่ทำไมกลับอ้วนกว่าเดิม

แม้ว่าโยเกิร์ตจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ แต่หากกินมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายจนกลับมาอ้วนได้อีกรอบ วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการเลือกโยเกิร์ตให้เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก รวมถึงแนะนำวิธีกินอย่างไรให้เห็นผลลัพธ์มากที่สุด เพื่อให้คุณมีสุขภาพดีและมีความสุขกับการเลือกกินโยเกิร์ตได้อย่างสบายใจ

โยเกิร์ตคืออะไร ทำไมคนถึงหันมากินกันมากขึ้น

โยเกิร์ต

โยเกิร์ตเป็นนมเปรี้ยวชนิดหนึ่งที่เกิดจากการนำน้ำนมจากสัตว์หรือส่วนประกอบของน้ำนมที่ผ่านการกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ชนิดไม่ดี มาหมักด้วยจุลินทรีย์ชนิดดีที่อยู่ในกลุ่มผลิตกรดแล็กติก (Lactic acid bacteria) ได้แก่ แลคโตบาซิลลัส เอซิโดฟิลัส (Lactobacillus Acidophilus) และสเตรปโตค็อกคัส เทอร์โมฟิลัส (Streptococcus Thermophilus) เพื่อเพิ่มค่าความเป็นกรดให้สูงขึ้น ทั้งนี้ทางผู้ผลิตอาจปรุงแต่งรส, สี, กลิ่น หรือเติมวัตถุเจือปนอาหาร, สารอาหาร รวมถึงส่วนประกอบอื่นที่นอกเหนือจากน้ำนมด้วย เพื่อให้นมที่ได้มีรสเปรี้ยวและมีเนื้อสัมผัสที่เข้มข้น โยเกิร์ตอุดมไปด้วยโปรตีนและแบคทีเรียชนิดดีจำนวนมาก นอกจากนี้ยังให้ปริมาณโปรตีนมากกว่านมทั่วไปถึง 3 เท่า ส่วนปริมาณไขมันและคาร์โบไฮเดรตในโยเกิร์ตนั้นแทบไม่แตกต่างจากนมทั่วไปเลย

โยเกิร์ตมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

  • โยเกิร์ตแท้ เป็นโยเกิร์ตที่ทำจากนมไขมันปกติ, ไขมันต่ำ และนมปราศจากน้ำตาล ตัวโยเกิร์ตมีเนื้อกึ่งแข็งกึ่งเหลวและมีรสชาติอมเปรี้ยว
  • กรีกโยเกิร์ต  เป็นโยเกิร์ตที่ผ่านกระบวนการเอาความชื้นออก จึงมีโปรตีนมากกว่าโยเกิร์ตปกติ เนื้อโยเกิร์ตจึงแข็งกว่าโยเกิร์ตแท้
  • โปรไบโอติกโยเกิร์ต เป็นโยเกิร์ตที่ผ่านกระบวนการเติมจุลินทรีย์เข้าไป เพื่อให้โยเกิร์ตมีประโยชน์มากกว่าโยเกิร์ตทั่วไป
  • โยเกิร์ตชนิดดื่ม เป็นโยเกิร์ตที่เติมน้ำหรือของเหลวอื่นผสมลงไป มีรสชาติหวานและมีปริมาณน้ำตาลมากกว่าโยเกิร์ตทั่วไป
  • โยเกิร์ตที่ไม่ได้ทำจากนม เป็นโยเกิร์ตที่ทำจากนมถั่วเหลือง, น้ำนมข้าว หรือกะทิ มีรสชาติและกลิ่นเฉพาะตามวัตถุดิบ ให้รสสัมผัสแตกต่างจากโยเกิร์ตที่ทำจากนม

คุณประโยชน์จากการกินโยเกิร์ตเป็นประจำ

1. บรรเทาอาการท้องเสีย

โยเกิร์ตช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย เนื่องจากมีแบคทีเรียชนิดดีต่อลำไส้ ทำหน้าที่กระตุ้นระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น ส่งผลให้ขับถ่ายคล่องและง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังบรรเทาอาการท้องเสียและป้องกันการติดเชื้อบริเวณลำไส้ด้วย

2. บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

นอกจากโยเกิร์ตจะให้ปริมาณโปรตีนและแคลเซียมมากกว่านมทั่วไปแล้ว ยังมีแร่ธาตุสำคัญอย่างแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน เนื่องจากมีกรดแล็กติกที่ช่วยย่อยแคลเซียมให้เล็กลง ร่างกายจึงดูดซึมไปใช้ได้ง่ายขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน, โรคมะเร็งลำไส้, โรคความดันโลหิตสูง และมะเร็งเนื้อเยื่อกระดูก

3. รักษาเชื้อราในช่องคลอด

จุลินทรีย์ในโยเกิร์ตจะช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในช่องคลอดและลดโอกาสติดเชื้อมากถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังช่วยรักษาช่องคลอดอักเสบอันเกิดจากเชื้อราหรือแบคทีเรียได้ด้วยเช่นกัน

4. กระตุ้นการทำงานลำไส้

แลคโตบาซิลลัสในโยเกิร์ตจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคกระเพาะ นอกจากนี้ยังช่วยลดการอักเสบของลำไส้และลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

5. ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

เนื่องจากแลคโตบาซิลลัสในโยเกิร์ตจะช่วยควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ

6. ลดระดับคอเลสเตอรอล

โพรไบโอติกในโยเกิร์ตจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LDL หรือไขมันชนิดเลวในร่างกายให้ลดลง นอกจากนี้ยังช่วยลดความดันโลหิตและกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แถมยังช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์, กลูโคส และน้ำตาลในเลือด

7. ควบคุมน้ำหนัก

สำหรับโยเกิร์ตที่ช่วยคุมน้ำหนักได้นั้นคือโยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือกรีกโยเกิร์ต เนื่องจากไม่มีน้ำตาล แถมยังมีโปรตีนมากกว่าโยเกิร์ตทั่วไปถึง 3 เท่า และมีปริมาณแคลอรี่ที่ต่ำ หากเทียบกับโยเกิร์ตที่ผ่านการแต่งกลิ่นซึ่งมีปริมาณแคลอรี่และน้ำตาลสูงมาก

8. ลดปัญหากลิ่นปาก

โยเกิร์ตช่วยลดระดับไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือสารที่ก่อให้เกิดกลิ่นปากและกลิ่นลมหายใจเหม็น โดยแลคโตบาซิลลัสและสเตรปโตค็อกคัสจะทำหน้าที่กำจัดแบคทีเรียภายในช่องปาก ช่วยลดปัญหากลิ่นปากจากการสะสมของแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงเหงือกและฟันให้แข็งแรง รวมถึงป้องกันภาวะเหงือกอักเสบ

9. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

โพรไบโอติกในโยเกิร์ตจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันไปจนถึงระดับเซลล์ จึงช่วยป้องกันทั้งไวรัส, แบคทีเรียและสารอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ส่งผลให้ป่วยยากขึ้น

10. เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีภาวะแพ้แลคโตส

ในโยเกิร์ตมีแบคทีเรียที่ช่วยให้ร่างกายย่อยแลคโตสได้ดีกว่าแลคโตสจากผลิตภัณฑ์นม ทำให้เด็กที่มีอาการแพ้นมสามารถรับสารอาหารจากโยเกิร์ตและย่อยแลคโตสได้เต็มที่

ทำไมกินโยเกิร์ตแล้วอ้วนหนักกว่าเดิม

อ้วน

แม้ว่าโยเกิร์ตจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในโยเกิร์ตมีน้ำตาลแลคโตสที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้ทันที นอกจากนี้หากเป็นโยเกิร์ตรสผลไม้และโยเกิร์ตไขมัน 0% ที่มีการเติมน้ำตาลเพิ่มลงไปเพื่อให้โยเกิร์ตมีรสชาติหวาน น่าทานยิ่งขึ้น หากคุณทานโยเกิร์ตทั้งสองประเภทนี้มากเกินไปอาจทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลและโพรไบโอติกมากเกินไปจนเกิดภาวะอ้วนตามมาในที่สุด

และหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการโรยเกล็ดน้ำตาลหรือผสมผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลสูงอย่างกล้วย, ขนุน หรือลำไย ลงไปในโยเกิร์ตด้วยแล้วล่ะก็ รับรองได้เลยว่า ต่อให้กินมากแค่ไหน ยังไงก็ไม่ผอมแน่นอนค่ะ นอกจากนี้อย่าลืมเรื่องปริมาณแคลอรี่ในโยเกิร์ตที่ต่ำเกินไป อาจทำให้ร่างกายได้รับพลังงานที่ต่ำจนต้องไปกินอาหารอย่างอื่นเพิ่มเติมและเกิดภาวะอ้วนตามมา ดังนั้นควรคำนวณแคลอรี่ให้ดีก่อนกินทุกครั้งนะคะ

แนะนำวิธีกินโยเกิร์ตอย่างไรไม่ให้อ้วน

กินโยเกิร์ต

1. กินถูกวิธี

เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่อาจไม่รู้หรือมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการกินโยเกิร์ต ซึ่งวันนี้เราจะมาแก้ความเข้าใจผิดเหล่านั้นให้ทุกคนกันค่ะ

  • หากต้องการกินเพื่อคุมน้ำหนัก ควรเลือกกินรสธรรมชาติจะดีที่สุด เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลแม้แต่น้อย ถ้าหากคุณอยากมีความสุขกับการกินรสธรรมชาติที่เปรี้ยวเกินบรรยาย แนะนำให้เติมผลไม้สดที่มีน้ำตาลน้อยแต่ไฟเบอร์สูง อย่างแอปเปิลเขียว หรือธัญพืชอื่น ๆ ร่วมด้วย ทั้งนี้ไม่ควรเติมมากเกินไปเพราะอาจได้น้ำตาลมาเต็ม ๆ จนกลับมาอ้วนได้
  • ห้ามแช่แข็งโยเกิร์ตเพื่อป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ในโยเกิร์ตตาย เพราะถ้าจุลินทรีย์ตายเมื่อไหร่คุณอาจไม่ได้ประโยชน์จากโยเกิร์ตแช่แข็งเลย

2. กินถูกเวลา

การกินตอนท้องว่างจัดว่าเป็นความคิดที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากโยเกิร์ตมีกรดแล็กติก ซึ่งไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ในขณะที่กระเพาะมีสภาวะเป็นกรด (ท้องว่าง) ทางเราแนะนำให้กินหลังมื้ออาหารจะดีที่สุดค่ะ โดยเฉพาะช่วงเวลา 09.00-12.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่สมองใช้งานหนักมาก จึงควรเสริมด้วยโยเกิร์ตไขมันต่ำหรือโยเกิร์ตธรรมชาติเท่านั้น นอกจากจะช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการคุมน้ำหนักอีกด้วย เนื่องจากโยเกิร์ตธรรมชาติอุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่ช่วยลดความอยากอาหารในมื้อต่อไปได้ดีและกระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้การกินก่อนนอนจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย เนื่องจากมีทริปโตเฟนที่ช่วยให้รู้สึกง่วงง่าย นอกจากนี้ยังมีโพรไบโอติกช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายและปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ทำให้การขับถ่ายคล่องตัวขึ้น และที่สำคัญโยเกิร์ตมีแคลอรี่ต่ำ ช่วยคลายหิวและอยู่ท้องได้นาน ถือว่าเป็นอาหารทานเล่นที่ดีกว่าอาหารประเภทอื่นที่ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไปในช่วงกลางคืน

บทความที่น่าสนใจ

นมพืช ทางเลือกของคนแพ้นมวัว มีอะไรบ้าง

โรคไตกินโอวัลตินได้ไหม หากเผลอทานเข้าไปจะอันตรายอย่างไรบ้าง

ดื่มนมตามเวลาชีวิต กินเวลาไหนได้รับประโยชน์สูงสุด

HEALTH,

ดื่มน้ำมากเกินไปอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

จริงอยู่ที่การดื่มน้ำจะช่วยดับกระหาย, ทำให้ร่างกายสดชื่น และกระตุ้นระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่หากดื่มน้ำมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว หรืออาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ด้วยเช่นกัน วันนี้เราจะมาพูดถึงข้อเสียจากการดื่มน้ำในปริมาณที่มากเกินไปและวิธีคำนวณปริมาณน้ำที่คุณควรได้รับในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอและไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ตามมา

ข้อดีของการดื่มน้ำ

ดื่มน้ำมากเกินไป

  • ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารและกำจัดกรดเกินในกระเพาะอาหาร
  • ช่วยขจัดน้ำหนักส่วนเกิน เนื่องจากเร่งอัตราการเผาผลาญอาหารได้มากขึ้น
  • ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายผ่านทางเหงื่อและปัสสาวะ ช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัยอันเกิดจากสารพิษในร่างกาย
  • ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต น้ำช่วยให้เลือดนำส่งออกซิเจนและสารอาหาร กระตุ้นกล้ามเนื้อและเส้นประสาทให้ทำงานได้ดีขึ้น
  • บรรเทาความเมื่อยล้า น้ำจะช่วยกระตุ้นให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • บรรเทาอาการเจ็บคอ น้ำช่วยละลายเสมหะข้นเหนียวและขจัดออกจากทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น
  • บรรเทาอาการท้องผูก น้ำช่วยควบคุมการเคลื่อนตัวของลำไส้
  • บรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน น้ำช่วยคลายกล้ามเนื้อมดลูกที่หดตัว บรรเทาอาการมดลูกกระตุก
  • ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น เพียงแค่จิบน้ำเล็กน้อยก่อนนอนจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย ร่างกายจึงรู้สึกผ่อนคลาย
  • ช่วยคงความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ผิวเปล่งปลั่ง มีสุขภาพดี ชะลอริ้วรอยก่อนวัย

ข้อเสียจากการดื่มน้ำมากเกินไป

ดื่มน้ำมากเกินไป

1. ไตทำงานหนักเกินไป

เมื่อน้ำเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป ทำให้ไตทำงานหนักขึ้นเพื่อกรองและขับน้ำออกจากเลือด ส่งผลให้รู้สึกเหนื่อยง่ายและอ่อนเพลีย หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้เป็นเวลานาน อาจพัฒนาเป็นโรคไตเรื้อรัง รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มด้วย

2. หัวใจทำงานหนักเกินไป

เมื่อร่างกายได้รับน้ำมาก ส่งผลให้ลำไส้เล็กจะออสโมซิส (Osmosis) น้ำไปยังกระแสเลือด เมื่อน้ำเข้าสู่ร่างกายมากก็ยิ่งทำให้ปริมาตรเลือดเพิ่มสูงขึ้น และหัวใจทำงานหนักขึ้น จนอาจเกิดอาการชักในที่สุด

3. โพแทสเซียมต่ำกว่าปกติ

เมื่อโพแทสเซียมต่ำลง ความดันโลหิตก็ต่ำลงตาม ทำให้รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน และเสี่ยงต่อการเป็นอัมพาตอีกด้วย

4. เป็นตะคริว เหนื่อยง่าย

น้ำที่มากเกินไปอาจทำให้แร่ธาตุในร่างกายเจือจางลง ส่งผลให้กระบวนการอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายลดลง ตามมาด้วยอาการกล้ามเนื้อหดเกร็งและเป็นตะคริว

5. โซเดียมในเลือดต่ำและเซลล์บวม

ปริมาณโซเดียมที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันจะอยู่ที่ 135-145 mEq/L. หากคุณดื่มน้ำมากเกินอาจทำให้ร่างกายเสียสมดุลและอยู่ในภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ ส่งผลให้ร่างกายเสียสมดุลและเกิดภาวะเซลล์บวม ทำให้รู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย หรือเป็นตะคริวที่กล้ามเนื้อ แต่หากมีอาการรุนแรงอาจรู้สึกปวดศีรษะและไม่รู้สึกตัว ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วย

6. ภาวะน้ำเป็นพิษ (Water intoxication/Water poisoning)

เมื่อมีน้ำในร่างกายมากเกินไป ย่อมส่งผลให้น้ำในเลือดที่อยู่นอกเซลล์แทรกซึมเข้าไปในเซลล์ เซลล์จึงเกิดอาการบวมน้ำ หากรุนแรงมากอาจเกิดภาวะสมองบวม ส่งผลให้รู้สึกปวดศีรษะรุนแรงไปจนถึงขั้นชัก โคม่าจนสูญเสียการรับรู้สิ่งรอบข้างเป็นเวลานาน และอาจเสียชีวิตในเวลาต่อมาได้

กลุ่มเสี่ยงต่อการดื่มน้ำมากเกินไป

ดื่มน้ำมากเกินไป

  • นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายหนัก
  • ผู้ที่ต้องใช้แรงในการทำกิจกรรมมาก
  • ผู้ที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก
  • ผู้ที่อาศัยในพื้นที่ร้อนอบอ้าว
  • ผู้ที่ติดแอลกอฮอล์ หรือเคยใช้ยาเสพติด
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคไต
  • ทารกที่ไม่ได้รับนมแม่และทารกที่อยู่ในครรภ์ของแม่ที่ใช้ยาเสพติด

สังเกตอาการดื่มน้ำมากเกินไปด้วยตัวเองจากลักษณะดังต่อไปนี้

  • ขาดน้ำไม่ได้ ต้องดื่มน้ำตลอดเวลา แม้จะไม่รู้สึกกระหายก็ตาม
  • ดื่มน้ำจนต้องลุกไปปัสสาวะอยู่บ่อยครั้ง
  • ปัสสาวะเป็นสีใส
  • ปัสสาวะบ่อยช่วงกลางคืน
  • รู้สึกปวดหัวตลอดเวลา เกิดจากเซลล์บวมจนไปกดกระโหลกศีรษะ
  • รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียนบ่อยครั้ง เนื่องจากร่างกายกำจัดน้ำซึ่งเป็นของเหลวส่วนเกินออกไม่หมด
  • ริมฝีปาก, ฝ่ามือและฝ่าเท้าบวมหรือเปลี่ยนสีไปจากเดิม
  • รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้าง่าย กล้ามเนื้ออ่อนแรง

วิธีคำนวณปริมาณน้ำตามความต้องการของร่างกาย

ดื่มน้ำมากเกินไป

1. คำนวณจากช่วงอายุ

โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงวัย ได้แก่ วัยเด็ก, วัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ ดังนี้

1.1 วัยเด็ก

  • อายุ 1 – 3 ปี ควรดื่มน้ำประมาณ 1,000 – 1,500 มิลลิลิตร
  • อายุ 4 – 5 ปี ควรดื่มน้ำประมาณ 1,300 – 1,950 มิลลิลิตร
  • อายุ 6 – 8 ปี ควรดื่มน้ำประมาณ 1,400 – 2,100 มิลลิลิตร

1.2 วัยรุ่น

สำหรับผู้ชาย

  • อายุ 9 – 12 ปี ผู้ชายควรดื่มน้ำประมาณ 1,700 – 2,550 มิลลิลิตร
  • อายุ 13 – 15 ปี ผู้ชายควรดื่มน้ำประมาณ 1,700 – 2,550 มิลลิลิตร
  • อายุ 16 – 18 ปี ผู้ชายควรดื่มน้ำประมาณ 2,250 – 3,375 มิลลิลิตร

สำหรับผู้หญิง

  • อายุ 9 – 12 ปี ควรดื่มน้ำประมาณ 1,600 – 2,400 มิลลิลิตร
  • อายุ 13 – 15 ปี ควรดื่มน้ำประมาณ 1,600 – 2,400 มิลลิลิตร
  • อายุ 16 – 18 ปี ควรดื่มน้ำประมาณ 1,850 – 2,775 มิลลิลิตร

1.3 วัยผู้ใหญ่

สำหรับผู้ชาย

  • อายุ 19 – 30 ปี ควรดื่มน้ำประมาณ 2,150 – 3,225 มิลลิลิตร
  • อายุ 31 – 70 ปี ควรดื่มน้ำประมาณ 2,100 – 3,150 มิลลิลิตร
  • อายุ 70 ปีขึ้นไป ควรดื่มน้ำประมาณ 1,750 – 2,625 มิลลิลิตร

สำหรับผู้หญิง

  • อายุ 19 – 30 ปี ควรดื่มน้ำประมาณ 1,750 – 2,625 มิลลิลิตร
  • อายุ 31 – 70 ปี ควรดื่มน้ำประมาณ 1,750 – 2,625 มิลลิลิตร
  • อายุ 70 ปีขึ้นไป ควรดื่มน้ำประมาณ 1,550 – 2,325 มิลลิลิตร

2. คำนวณจากสูตร

หากต้องการปริมาณน้ำที่ตรงต่อความต้องการของร่างกายคุณ แนะนำให้คำนวณจากสูตรนี้ได้เลยค่ะ “น้ำหนัก (กิโลกรัม) คูณด้วย 2.2 คูณด้วย 30 หารด้วย 2” ยกตัวอย่างเช่น น้ำหนักตัว 55 กิโลกรัม × 2.2 × 30 / 2 เท่ากับ 1,815 มิลลิลิตร

ดื่มน้ำชนิดไหนถึงจะดีต่อร่างกาย

น้ำเปล่า

1. น้ำสะอาด

การดื่มน้ำสะอาดที่ดีจะต้องปราศจากสิ่งปนเปื้อน ทั้งเชื้อโรค, สารพิษ และโลหะหนักต่าง ๆ ทั้งนี้อาจดื่มน้ำสะอาดที่ผลิตจากเครื่องกรองน้ำหรือน้ำแร่ธรรมชาติก็ได้เช่นกัน โดยน้ำสะอาดจะต้องมีสารอาหารทั้งแคลเซียม, แมกนีเซียม, โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงร่างกายและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ อีกทั้งกระตุ้นการทำงานของร่างกายได้ดีเพื่อให้ร่างกายขับของเสียออกได้ง่ายขึ้น

2. น้ำผักผลไม้

น้ำผลไม้ปั่น

เกิดจากการนำผักผลไม้มาปั่นผสมกัน หรืออาจปั่นผสมกับสมุนไพรด้วยก็ได้เช่นกัน แต่หากต้องการสารอาหารอย่างเต็มที่ อาจปั่นโดยใช้วิธีคั้นแยกน้ำและกากออกจากกัน เหลือเพียงน้ำที่มีแต่สารอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งมีความเข้มข้นมากกว่าการทานสดด้วยการปั่นแบบทั่วไป ข้อดีของน้ำผักผลไม้จะช่วยให้คุณได้รับสารอาหารจากผักและผลไม้ได้ดี, กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ, กระตุ้นให้ระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้นลดระดับคอเลสเตอรอล, ลดความดันและไขมันในเลือด อีกทั้งบำรุงหัวใจและหลอดเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบทานผักหรือผลไม้ทั้งชิ้น

3. นมไขมันต่ำ

นมพร่องมันเนย

หรือ นมพร่องมันเนย เป็นนมที่ผ่านการแยกมันเนยออกบางส่วน ทำให้มีไขมันในนมไม่เกิน 15% นมไขมันต่ำจึงให้พลังงานและไขมันลดลงหากเทียบกับนมทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง, โรคหัวใจและความดัน และผู้สูงอายุ นมพร่องมันเนยมีหลายประเภท ทั้งแบบพาสเจอไรซ์ (Pasteurization) , ยูเอชที (UHT) และสเตอริไลซ์ (Sterilization) นมไขมันต่ำช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน, บำรุงระบบประสาทและสมอง, ซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่สึกหรอจากการใช้งาน แถมยังกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและขัดขวางไขมันสะสมในร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก

4. ช็อกโกแลตร้อน

ช็อกโกแลตร้อน

เกิดจากการนำช็อกโกแลตหรือผงโกโก้ไปละลายในน้ำร้อน แล้วนำไปผสมกับนมหรือครีมเล็กน้อย ช็อกโกแลตร้อนอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี, ควบคุมคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด, ช่วยเร่งการเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ร่างกายกำจัดไขมันและของเหลวส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดี ช่วยให้ควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการหลั่งสารโดปามีน (Dopamine) และเซโรโทนิน (Serotonin) ช่วยให้สมองรู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดี

บทความที่น่าสนใจ

น้ำด่างอัลคาไลน์ ดื่มแล้วดีจริงหรือไม่? ใครควรดื่มและไม่ควรดื่ม

อย่าซดน้ำซุปชาบู ซุปก๋วยเตี๋ยวมากเกินไป ถ้าไม่อยากไตพัง

น้ำสมุนไพร แม้มีประโยชน์แต่ก็ต้องระวังเรื่องน้ำตาลด้วย

HEALTH, บทความสุขภาพสำหรับผู้อายุ 45-50 ปี,

EP. 217 : 6 เครื่องดื่ม ลดไขมัน ขณะนอนหลับ (ช่วยลดน้ำหนัก)

ยุคนี้ ภายหลังเกิดวิกฤตไวรัสโควิด – 19 ทำให้คนตื่นตัวในการดูแลสุขภาพมากขึ้น   “You are what you eat” ประโยคคลาสสิคที่เราเคยได้ยินมานาน ทั้งการเลือกทานอาหาร หรือ เครื่องดื่ม

HEALTH,

8 อาหารที่มีโซเดียมโดยธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพ หากทานแต่พอดี

แม้ว่าโซเดียมจะเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่หากทานในปริมาณที่มากเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ในระยะยาว ดังนั้นเราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับอาหารที่มีโซเดียมโดยธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพทั้ง 8 ชนิด ที่คุณสามารถหาทานได้ รวมถึงวิธีขับโซเดียมออกจากร่างกายง่าย ๆ ด้วยตัวเอง รับรองว่าถ้าอ่านจบและปฏิบัติตามคำแนะนำของเราแล้วล่ะก็ จะได้หุ่นสวย สุขภาพดี แถมยังปลอดภัยจากภาวะอันตรายที่มาจากปริมาณโซเดียมในร่างกายที่มากเกินไปอีกด้วยนะคะ

 

แนะนำ อาหารที่มีโซเดียมโดยธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพ

โซเดียมเป็นสารอาหารชนิดหนึ่งที่ช่วยควบคุมสมดุลของน้ำและของเหลวในร่างกาย โดยทั่วไปร่างกายของคนเราควรได้รับปริมาณโซเดียมไม่เกิน 2,300 มิลลิกรัม (เทียบเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา) ต่อวัน แต่หากร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกาย อาจส่งผลให้ไตเสื่อม เนื่องจากไตที่ทำหน้าที่ขับโซเดียมนั้นทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร

1. ผักโซเดียมต่ำ

เตือนแล้วนะ! ผักห้ามกินดิบ ฝืนกินอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

  • บรอกโคลี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการเสื่อมของเซลล์และช่วยลดอาการอักเสบภายในร่างกาย อีกทั้งยังมีกากใยอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาท้องผูกได้ดีเยี่ยม
  • กะหล่ำดอก นอกจากจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดแล้ว ยังช่วยควบคุมน้ำหนักและป้องกันโรคเบาหวานได้ดีด้วย
  • มันฝรั่ง ช่วยลดน้ำหนัก, บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง, บำรุงระบบประสาทและสมอง รวมถึงช่วยให้แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งทวารหนัก
  • มันเทศ มีไฟเบอร์สำคัญ 2 ชนิด คือ ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ และไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำไม่ได้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตสารประกอบชนิดกรดไขมันสายสั้น ทำให้ลำไส้แข็งแรง ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดความดันโลหิตอีกด้วย
  • พริกไทย บรรเทาอาการปวดท้อง, แก้วิงเวียนศีรษะ, ช่วยขับไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย, ช่วยย่อยอาหารและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเหงื่อเพื่อลดความร้อนในร่างกาย

2. ผลไม้โซเดียมต่ำ

อาหารบำรุงหัวใจ แอปเปิ้ล ผลไม้

  • ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงผิวพรรณให้สดใส ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย กระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานดีขึ้น
  • แอปเปิล มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างการทำงานของหลอดเลือดและควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับคงที่
  • กล้วย มีโพแทสเซียมสูง ช่วยขับโซเดียมออกจากร่างกาย ป้องกันโรคโลหิตจางและลดความดันโลหิต ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ปรับอารมณ์ได้ดีขึ้น นอนหลับสบาย
  • อะโวคาโด ช่วยให้ขับถ่ายได้ดี ป้องกันอาการท้องผูก อีกทั้งลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคปากนกกระจอก ลดอาการเหน็บชา

3. ธัญพืชโซเดียมต่ำ

ข้าวไม่ขัดสี ของดีที่ "คนรักสุขภาพ" ต้องไม่มองข้าม

  • ข้าวกล้อง กระตุ้นระบบขับถ่าย ทำให้ระบบขับถ่ายคล่อง ป้องกันโรคโลหิตจางและโรคหัวใจ ลดอาการอ่อนเพลีย
  • อัลมอนด์ ช่วยเสริมสร้างเซลล์และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอภายในร่างกาย บำรุงระบบประสาทและสมอง ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • เมล็ดฟักทอง ป้องกันการติดเชื้อโรคในมดลูก ลดไตรกลีเซอไรด์ในผู้ป่วยโรคไต ป้องกันโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
  • พาสต้าโฮลวีต ช่วยให้ไม่รู้สึกหิวบ่อย ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งช่วยควบคุมน้ำหนักตัวอีกด้วย

4. เนื้อสัตว์โซเดียมต่ำ

กินปลาทำไมอ้วน เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ดี ไขมันต่ำ จริงหรือ?

  • เนื้อปลา เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่นอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ยังช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท ป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์และรูมาตอยด์ ลดอาการซึมเศร้า, ป้องกันการเกิดโรคคอพอก, ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วยโอเมก้า 3 อีกทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอภายในร่างกายและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  • เนื้อไก่ อุดมไปด้วยแหล่งโปรตีนชั้นดีและวิตามินบีรวม ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง, มีฟอสฟอรัส ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง, มีธาตุเหล็ก ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน อีกทั้งมีไขมันน้อย หากเทียบกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี

5. น้ำมันโซเดียมต่ำ

การเลือกน้ำมันมะกอก ประเภทของน้ำมันมะกอกให้เหมาะกับการใช้งาน

หากพูดถึงน้ำมันแล้วใครหลายอาจคิดว่าจะเป็นอาหารที่มีโซเดียมที่ดีต่อร่างกายได้อย่างไร แต่น้ำมันมะกอกและน้ำมันอะโวคาโดจัดเป็นน้ำมันที่สกัดจากธรรมชาติจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย, ลดภาวะไขมันในเลือดสูง, ป้องกันความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ, ช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น, ลดภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ ได้ด้วย ทั้งนี้ควรทานเพียงวันละ 2 ช้อนโต๊ะ (ปริมาณ 28 กรัม) หรือ 14% ของแคลอรี่ที่บริโภคในแต่ละวัน

6. เครื่องปรุงโซเดียมต่ำ

อาหารที่มีโซเดียม

  • น้ำส้มสายชู ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน อีกทั้งช่วยลดปริมาณการรับประทานอาหารและจำกัดปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับ
  • มายองเนส ช่วยเพิ่มอัตราการป้องกันเชื้อไวรัสของร่างกายและก่อให้เกิดภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อไวรัส นอกจากนี้ยังมีผลดีต่อการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด
  • กระเทียมผง ช่วยลดไขมันและความดันโลหิตสูง ลดคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขับเสมหะ, เหงื่อ และปัสสาวะได้ดี ลดอาการโรคกระเพาะและโรคทางเดินหายใจ
  • เครื่องเทศ ด้วยฤทธิ์เผ็ดร้อนจึงช่วยให้หายใจคล่องมากยิ่งขึ้น
  • สมุนไพร ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง อีกทั้งช่วยรักษาโรคได้หลายชนิด

7. เครื่องดื่มโซเดียมต่ำ

น้ำด่างอัลคาไลน์ ดื่มแล้วดีจริงหรือไม่? ใครควรดื่มและไม่ควรดื่ม

การดื่มน้ำเปล่ามีประโยชน์มากกว่าแค่ดับกระหาย เนื่องจากน้ำเปล่าช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายและช่วยลดความอยากอาหารให้น้อยลง, ช่วยเพิ่มกระบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism) ในร่างกายถึง 24% ช่วยขจัดไขมันได้มากยิ่งขึ้น, กระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งป้องกันอาการอ่อนเพลียจากภาวะขาดน้ำอีกด้วย

8. โยเกิร์ตรสธรรมชาติ

นมพืชทางเลือกของคนแพ้นมวัว มีอะไรบ้าง

นอกจากโยเกิร์ตรสธรรมชาติจะมีปริมาณโซเดียมต่ำแล้ว ยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย (Bacteria), แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus), เอซิโดซิส (Acidosis) และสเตรปโตค็อกคัส เทอร์โมฟิลัส (Streptococcus thermophilus) ช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย บรรเทาอาการท้องผูกและแก้ท้องเสีย นอกจากนี้ยังมีโปรตีนมากกว่าโยเกิร์ตทั่วไปถึง 2 เท่า แถมยังให้แคลอรี่ต่ำและไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล ช่วยลดความอยากทานอาหารให้น้อยลงด้วย อีกทั้งอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟันอีกด้วย และที่สำคัญมีโพรไบโอติก ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดเลวในร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิต, ระดับไตรกลีเซอไรด์, กลูโคส และน้ำตาลในเลือด

แล้วอาหารที่มีโซเดียมแบบไหนที่ควรเลี่ยงบ้าง

  • อาหารตากแห้ง ได้แก่ หมูแดดเดียว, กุ้งแห้ง, ปลาหมึกตากแห้ง
  • อาหารหมักดอง ได้แก่ ปลาร้า, ปลาส้ม, กะปิ, ถั่วหมัก, ผักกาดดอง
  • อาหารสำเร็จรูป ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป, ข้าวต้มกึ่งสำเร็จรูป
  • อาหารแปรรูป ได้แก่ ลูกชิ้น, ไส้กรอก, แหนม และอาหารกระป๋อง
  • ซอสปรุงรส ได้แก่ น้ำปลา, ซีอิ๊วขาว, ซุปก้อน, ซอสมะเขือเทศ, ซอสพริก, น้ำจิ้มสุกี้
  • ขนมขบเคี้ยว ได้แก่ ปลาเส้น, มันฝรั่งทอดกรอบ, เฟรนช์ฟรายส์
  • เครื่องดื่มเกลือแร่ สามารถดื่มได้ แต่ไม่ควรดื่มมากเกินไป เนื่องจากมีปริมาณโซเดียมสูงสำหรับทดแทนปริมาณเกลือแร่ที่สูญเสียไปจากกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออก
  • เนื้อแดง ได้แก่ เนื้อหมูและเนื้อวัว เนื่องจากมีปริมาณโซเดียมมากกว่าเนื้อไก่และเนื้อปลา

ขับโซเดียมออกจากร่างกายได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

นอกจากเลือกทานอาหารที่มีโซเดียมในปริมาณที่พอเหมาะแล้ว การดูแลตัวเองด้วยวิธีที่ถูกต้องจะช่วยให้ร่างกายขับโซเดียมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย ได้แก่

ดื่มน้ำ สิ่งควรทำก่อนออกกำลังกาย

1. ออกกำลังกายเป็นประจำ

นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังช่วยเผาผลาญพลังงานและขับโซเดียมออกจากร่างกายผ่านทางเหงื่อระหว่างออกกำลังกาย

2. ดื่มน้ำตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ

มะเขือเทศ

เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง

  • อายุ 1 – 3 ปี ดื่มน้ำประมาณ 1,000 – 1,500 มิลลิลิตร
  • อายุ 4 – 5 ปี ดื่มน้ำประมาณ 1,300 – 1,950 มิลลิลิตร
  • อายุ 6 – 8 ปี ดื่มน้ำประมาณ 1,400 – 2,100 มิลลิลิตร

ผู้ชาย (วัยเด็ก-วัยรุ่น)

  • อายุ 9 – 12 ปี ดื่มน้ำประมาณ 1,700 – 2,550 มิลลิลิตร
  • อายุ 13 – 15 ปี ดื่มน้ำประมาณ 1,700 – 2,550 มิลลิลิตร
  • อายุ 16 – 18 ปี ดื่มน้ำประมาณ 2,250 – 3,375 มิลลิลิตร

ผู้หญิง (วัยเด็ก-วัยรุ่น)

  • อายุ 9 – 12 ปี ดื่มน้ำประมาณ 1,600 – 2,400 มิลลิลิตร
  • อายุ 13 – 15 ปี ดื่มน้ำประมาณ 1,600 – 2,400 มิลลิลิตร
  • อายุ 16 – 18 ปี ดื่มน้ำประมาณ 1,850 – 2,775 มิลลิลิตร

ผู้ชาย (วัยผู้ใหญ่)

  • อายุ 19 – 30 ปี ดื่มน้ำประมาณ 2,150 – 3,225 มิลลิลิตร
  • อายุ 31 – 70 ปี ดื่มน้ำประมาณ 2,100 – 3,150 มิลลิลิตร
  • อายุ 70 ปีขึ้นไป ดื่มน้ำประมาณ 1,750 – 2,625 มิลลิลิตร

ผู้หญิง (วัยผู้ใหญ่)

  • อายุ 19 – 30 ปี ดื่มน้ำประมาณ 1,750 – 2,625 มิลลิลิตร
  • อายุ 31 – 70 ปี ดื่มน้ำประมาณ 1,750 – 2,625 มิลลิลิตร
  • อายุ 70 ปีขึ้นไป ดื่มน้ำประมาณ 1,550 – 2,325 มิลลิลิตร

แต่หากคุณมีเวลาสักหน่อย เราขอแนะนำให้มาคำนวณตามสูตรต่อไปนี้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของปริมาณน้ำที่ตรงกับความต้องการของร่างกายมากที่สุด

“น้ำหนัก (หน่วยกิโลกรัม) คูณด้วย 2.2 และคูณด้วย 30 จากนั้นหารด้วย 2”

เช่น น้ำหนักตัว 65 กิโลกรัม × 2.2 × 30 / 2 จะเท่ากับ 2,145 มิลลิลิตร

3. ทานอาหารที่มีฤทธิ์ขับโซเดียม

  • กีวี นอกจากจะมีโพแทสเซียมแล้ว ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกรีเซอไรด์ในเลือดด้วย แถมยังมีวิตามินสูงและมีแคลอรี่น้อยอีกด้วย
  • กล้วย นอกจากจะเป็นอาหารที่มีโซเดียมแล้ว กล้วยหอมและกล้วยน้ำว้ายังอุดมไปด้วยโพแทสเซียมสูง ช่วยขับโซเดียมออกจากร่างกาย ทั้งนี้ควรทานในปริมาณที่พอดี เพราะกล้วยมีแป้งสูงอาจทำให้อ้วนได้
  • ทุเรียน ช่วยขับปัสสาวะและโซเดียมได้ดี อีกทั้งช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายให้ทำงานได้อย่างเต็มที่มากยิ่งขึ้น
  • สับปะรด ช่วยย่อยอาหาร, ขับปัสสาวะและขับโซเดียมออกได้อย่างเห็นผล
  • มะเขือเทศ มีโพแทสเซียมสูงช่วยขับโซเดียม และมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง
  • หน่อไม้ฝรั่ง ช่วยลดอาการบวมน้ำและขับโซเดียมออกจากร่างกายได้ดี

บทความที่น่าสนใจ

คอเลสเตอรอลสูง ห้ามกินไข่จริงเหรอ?

กินไข่ทุกวัน เสี่ยงคอเลสเตอรอลสูงหรือไม่ ควรกินไข่วันละกี่ฟอง

แคลอรี่ไข่แต่ละชนิด เมนูไข่ต้ม ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ออนเซ็น กี่แคลอรี่?

HEALTH,

ควรกินถั่งเช่าปริมาณเท่าไหร่ ถึงไม่เป็นอันตรายต่อไต

แม้ว่าการกินถั่งเช่าจะอุดมไปด้วยคุณประโยชน์หลายประการ แต่หากกินมากเกินไปหรือเลือกทานถั่งเช่าราคาถูกซึ่งผลิตจากวัตถุดิบที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพระยะยาวตามมาได้

HEALTH,

รู้มั้ย? ปริมาณไฟเบอร์ต่อวันที่ควรได้รับมีปริมาณเท่าไหร่

ไฟเบอร์ (Dietary Fiber) เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นเส้นใย แบ่งเป็นชนิดละลายได้ (Insoluble dietary fiber) และละลายน้ำไม่ได้ (Soluble dietary fiber)

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com