ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

ก่อนกินต้องรู้!!! อาหารห้ามกินคู่กัน หากพลาดอาจถึงตาย

อาหารบางชนิดหากมองอย่างผิวเผิน อาจจะคิดว่าทานคู่กันได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ความจริงแล้วการนำมาทานคู่กันอาจจะทำให้เกิดอันตรายอย่างคาดไม่ถึง ดังนั้นจึงควรรู้ไว้และต้องระวังเวลาทานให้ดีค่ะ

อาหารห้ามกินคู่กัน หากพลาดอาจถึงตาย

รู้มั๊ย กินทุเรียนอย่างไร ไม่ให้อ้วน ?

1.ทุเรียนและแอลกอฮอล์ ห้ามทานคู่กัน

เพราะทุเรียนเป็นผลไม้ชนิดร้อน และแอลกอฮอล์เป็นเครื่องดื่มที่ออกฤทธิ์ร้อนเช่นกัน เมื่อทานทั้งคู่เข้าไปพร้อมกันจะส่งผลให้ร่างกายได้รับความร้อนมากจนเกินไป นอกจากนี้ในทุเรียนยังมีสารกำมะถันอยู่สูงและสารชนิดนี้มักจะละลายตัวได้เร็วในแอลกอฮอล์ เมื่อละลายตัวเร็วก็ทำให้ซึมเข้ากระแสเลือดได้เร็ว ระดับน้ำตาลในเลือดก็ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลให้ร่างกายร้อน มีอาการหน้าแดงตัวแดง บางเคสอาจจะมีอาการชา วิงเวียนศีรษะและอาเจียน หากนำส่งโรงพยาบาลช้าสามารถทำให้เสียชีวิตได้

2.ทุเรียนและลำไย ห้ามทานคู่กัน

เหตุผลคล้าย ๆ กับด้านบนค่ะ เพราะผลไม้ทั้งคู่เป็นผลไม้ฤทธิ์ร้อน และมีน้ำตาลสูง เมื่อทานร่วมกันจะทำให้ร่างกายเกิดร้อนในได้ง่าย และเสี่ยงต่อน้ำตาลในเลือดสูงจนเกินไป ส่งผลเสียต่อระบบร่างกายและอันตรายต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน

3. ทุเรียนและน้ำอัดลม ห้ามทานคู่กัน

ทั้งคู่เป็นอาหารที่มีน้ำตาลสูง การที่ร่างกายได้รับน้ำตาลมากจนเกินไปเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยเบาหวาน

4. นมและผัก ห้ามทานคู่กัน

ผักที่มีไฟเบอร์สูง (ใยอาหาร) และนมเป็นอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่อาหารทั้งสองชนิดนี้หากทานร่วมกันจะส่งผลให้ไฟเบอร์จากผักเข้าไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับไม่เพียงพอ ทางที่ดีไม่ควรทานเมนูนมร่วมกับเมนูผักจะดีที่สุด

อาหารกากใยสูง ช่วยขับถ่าย ลดน้ำหนัก หน้าท้องยุบ

5.กล้วยและนม ห้ามทานคู่กัน

หลาย ๆ บ้านมักจะทานกล้วยกับนมเป็นอาหารเช้า นั่นเป็นสิ่งที่ผิดมาก ๆ เพราะกล้วยและนมเป็นอาหารที่ดูเหมือนจะเป็นมื้อเบา ๆ แต่ย่อยยากมาก ทำให้กระเพาะอาหารทำงานหนักเกินความจำเป็น หากต้องการทานกล้วยกับนมจริง ๆ แนะนำให้เลี่ยงนมวัว แต่ทานนมจากพืชแทน

กล้วยทําให้อ้วนไหม สรุปกินกล้วยช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

6.เมนูเนื้อและไอศกรีม ห้ามทานคู่กัน

หลาย ๆ คนเวลาไปทานอาหารนอกบ้าน หลังมื้ออาหารก็มักจะตบท้ายมื้ออาหารด้วยของหวานสุดฮิตอย่างไอศกรีม แต่หากอยากรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดี แนะนำว่าคราวหน้าให้หลีกเลี่ยงดีกว่าค่ะ เพราะเมนูเนื้อนั้นใช้เวลาย่อยค่อนข้างนานและกระเพาะอาหารต้องใช้พลังงานเวลาย่อยสูง และเมื่อทานไอศกรีมเพิ่มเข้าไปก็ยิ่งทำให้กระเพาะทำงานหนักยิ่งขึ้นไปอีก เพราะไอศกรีมมีฤทธิ์เย็นและมีส่วนประกอบของนมและน้ำตาล ซึ่งทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักมากขึ้น นอกจากนี้ความเย็นจากไอศกรีมยังทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่อีกด้วย

7.ปูและไอศกรีม ห้ามทานคู่กัน

อาหารห้ามกินคู่กันที่ควรระวังคือ ปูและไอศกรีมค่ะ เพราะปูเป็นอาหารที่มีฤทธิ์เย็น และไอศกรีมก็เย็น เมื่อทานคู่กันจะทำให้ร่างกายเย็นจนเกินไป ทำให้เกิดอาการท้องเสียง่าย

8.กล้วยและเผือก ห้ามทานคู่กัน

เพราะทั้งคู่เป็นอาหารประเภทแป้ง การทานแป้งเข้าไปเยอะ ๆ จะทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืดง่าย

ประโยชน์กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ กล้วยอันไหนดีต่อสุขภาพมากที่สุด

9.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารรสเผ็ดจัด ห้ามทานคู่กัน

เพราะอาหารรสจัดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งคู่มีฤทธิ์ร้อน ซึ่งส่งผลให้ระบบไหลเวียนของเลือดทำงานเร็วเกินไป หากเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงอาจจะไม่เป็นไร แต่หากมีความเสี่ยงหรือป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคภูมิแพ้ ควรหลีกเลี่ยง

10.น้ำผึ้งและชาร้อน / น้ำร้อน

น้ำผึ้งเป็นสารให้ความหวานตามธรรมชาติที่มีประโยชน์สูง มีสารอาหารและวิตามินมากมายเช่น กลูโคส ฟรุกโตส ลีวูโลส กรดกลูโคนิก เอนไซม์ วิตามิน A วิตามิน B2 วิตามิน B3 วิตามิน B5 วิตามิน B6 วิตามิน C แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม สังกะสี ฟอสฟอรัส และโซเดียม ซึ่งสารอาหารเหล่านี้หากโดนความร้อนจะทำให้หายไปทั้งหมด ดังนั้นหากต้องการดื่มน้ำผึ้งเพื่อได้รับประโยชน์สูงสุดควรทานผสมน้ำในอุณหภูมิห้อง

11.เครื่องดื่มกาเฟอีนและไข่ต้ม ห้ามทานคู่กัน

เพราะสารคาเฟอีนจะเข้าไปขัดขวางสารซัลเฟอร์ในไข่ต้ม ทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อยลง

จริงหรือไม่ กินเบคอน 1 ชิ้นทุกวัน เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

12.เบคอนและผักโขม ปวยเล้งห้ามทานคู่กัน

ผักโขมเป็นผักที่มีประโยชน์สูงเต็มไปด้วยวิตามิน ธาตุเหล็ก และแคลเซียมที่ดีต่อร่างกาย แต่ในเบคอนจะมีกรดฟอสฟอริกที่หากทานพร้อมกัน กรดฟอสฟอริกจะขัดขวางกระบวนการดูดซึมสารอาหาร และจะเปลี่ยนจากสารที่มีประโยชน์กลายเป็นสารก่อมะเร็ง

13. เมนูของทอดและแตงโม

เพราะเมนูของทอดเป็นเมนูที่อมน้ำมัน และแตงโมเป็นผลไม้ฤทธิ์เย็นและเต็มไปด้วยน้ำ เมื่อทานเข้าไปพร้อมกันจะทำให้ท้องเสียถ่ายเหลวได้

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เนื้อจากพืช (Plant-Based) มีประโยชน์จริงชัวร์ VS มั่วนิ่ม ?

ชอบกินของทอด เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง ?

กินหมูกระทะยังไงให้สุขภาพดี ไม่อ้วน ไม่เสี่ยงมะเร็ง ห่างไกลโรค

HEALTH,

ปลาทูกับปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ต่างกันอย่างไร แบบไหนมีประโยชน์กว่ากัน

ใคร ๆ ก็รู้ว่า ปลาทูและปลาทูน่านั้นเป็นปลาที่มีประโยชน์ แต่ก็อาจจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เกิดสงสัยว่า แล้วปลาชนิดไหนกันแน่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายที่สุด? วันนี้ I-kinn มีคำแนะนำดี ๆ มาฝากค่ะ

ปลาทูกับปลาทูน่า ต่างกันอย่างไร ปลาชนิดไหนมีประโยชน์กว่ากัน

ความแตกต่างระหว่าง ปลาทูกับปลาทูน่า และปลาแมกเคอเรล

สำหรับคนไทยเรามักจะต้องคุ้นเคยและคุ้นหูกับคำว่า ปลาทู ปลาทูน่า และปลาแมกเคอเรล แต่น้อยคนมากที่จะสามารถแยกแยะหรือเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างของปลาทั้ง 3 ชนิดนี้ว่าแตกต่างกันอย่างไร คุณสามารถเข้าใจง่าย ๆ ตามนี้ค่ะ

ปลาทู

ปลาทู (Rastrelliger) เป็นปลาทะเลชนิดหนึ่งที่อยู่กลุ่มเดียวกันกับวงศ์ปลาอินทรี (Scombridae)  มีพฤติกรรมการดำรงชีพคือ ชอบอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งจนถึงระดับความลึกประมาณ 200 เมตรแถว ๆ บริเวณน่านน้ำไทย และนิยมอยู่กันเป็นฝูง ในประเทศไทยนั้นมักจะเจอปลาทูอยู่ 3 ชนิด คือ

  • ปลาทูสั้น (Rastrelliger brachysoma)
  • ปลาทูปากจิ้งจก (Rastrelliger faughni)
  • ปลาทูโม่ง (Rastrelliger kanagurta)

ปลาทูกับปลาทูน่า ต่างกันอย่างไร ปลาชนิดไหนมีประโยชน์กว่ากัน

โดยสายพันธุ์ปลาทูที่นิยมทานกันมากที่สุดก็คือปลาทูสั้น (Rastrelliger brachysoma) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของ “ปลาทูแม่กลอง หน้างอคอหัก” เมนูที่นิยมนำมาทำก็คือนำมาทอดในน้ำมันจนหนังเหลืองกรอบ ทานกับข้าว แกล้มน้ำพริกปลาทู หากเป็นปลาทูสดจะนำมาทำต้มยำหรือแกงส้ม

ประโยชน์ของปลาทู

เนื้อปลาทูอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา 3 ช่วยบำรุงหัวใจ ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดตีบ ช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลไตรกลีเซอไรด์

ปลาแมกเคอเรล

ปลาแมกเคอเรล (mackerel ) ไม่ได้เป็นชื่อของสายพันธุ์ปลา แต่จะเป็นชื่อเรียกกลุ่มปลาทะเลที่อยู่ในวงศ์ Scombridae หรือวงศ์ปลาอินทรี ส่วนใหญ่มักจะเป็นปลาที่อาศัยในเขตร้อนและเขตอุ่น สายพันธุ์ปลาที่อยู่ในกลุ่มแมกเคอเรลก็จะมีหลากหลายชนิด เช่น ปลาซาบะ ปลาทูญี่ปุ่น (Blue Mackerel) ปลาทูปากจิ้งจก ปลาโอขาว ปลาโอแกลบ ปลาทูโม่ง ปลาอินทรีลายข้าวตอก ปลาอินทรีจุด ปลาอินทรีบั้ง ปลาทูแขกหางเหลือง ปลาเบกา

ปลาทูกับปลาทูน่า ต่างกันอย่างไร ปลาชนิดไหนมีประโยชน์กว่ากัน

ประโยชน์ของปลาแมกเคอเรล

เป็นปลาที่มีไอโอดีนสูง เป็นเนื้อโปรตีนชนิดย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมนำไปใช้อย่างรวดเร็ว มีกรดไขมันโอเมกา 3 กรดอะมิโนไลซีน ทรีโอนีน และกรด DHA (Docosahexaenoic Acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันธรรมชาติที่มีเฉพาะในกลุ่มปลาแมกเคอเรล โดยกรดชนิดนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์สมอง เหมาะสำหรับเด็กและหญิงตั้งครรภ์ เพราะหากร่างกายได้รับกรดชนิดนี้เยอะจะช่วยพัฒนาสมองของเด็กให้ฉลาดตั้งแต่ในครรภ์ ปลาแมกเคอเรลมีเนื้อแน่นทานอร่อย จึงนิยมนำไปแปรรูปทำเป็นปลากระป๋อง

ปลาทูน่า

ทูน่า ปลาทะเลในกลุ่ม Thunnini ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของวงศ์ปลาอินทรี (Scombridae) แบ่งออกเป็น 15 สปีชีส์ 5 กลุ่มหลัก (เช่น ปลาอัลบาคอร์ ปลาทูน่าท้องแถบ ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน ปลาทูน่าครีบเหลือง ปลาทูแท้ ปลาทูน่าตาโต ฯลฯ) ปลาทูน่าเป็นปลาที่นิยมทานกันมากเพราะว่าเนื้ออร่อย เนื้อทูน่าสดจะมีสีชมพูหรือแดงเข้ม นำไปแปรรูป ประกอบเมนูอาหาร หรือทานเป็นซาชิมิก็ได้

ปลาทูกับปลาทูน่า ต่างกันอย่างไร ปลาชนิดไหนมีประโยชน์กว่ากัน

ประโยชน์ของปลาทูน่า

เนื้อปลาทูน่าเป็นเนื้อปลาที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารสูง เช่น กรดไขมันโอเมกา 3 โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก โซเดียม ช่วยบำรุงหัวใจ ป้องกันเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจแข็งตัว ป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ลดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดแดง และบำรุงเลือด มีแคลอรี่ต่ำ ช่วยเพิ่มการเผาผลาญในร่างกาย มีแคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน มีวิตามินที่หลากหลายช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ไม่เจ็บป่วยง่าย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง

สรุปควรทานปลาชนิดไหนดีกว่ากัน ?

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นปลาทู ปลาแมกเคอเรล หรือปลาทูน่า ต่างก็เป็นปลาในวงศ์เดียวกัน คือ วงศ์ปลาอินทรี (Scombridae) ซึ่งทั้งหมดก็มีสารอาหาร แร่ธาตุ วิตามิน และกรดไขมันโอเมกา 3 ที่เหมือน ๆ กัน ดังนั้นผู้บริโภคสามารถเลือกทานได้ตามความสะดวกเลยค่ะ แต่หากเป็นผู้ป่วยโรคไตหรือต้องการควบคุมโซเดียมควรระมัดระวังในการทานปลาแมกเคอเรล เนื่องจากปลาแมกเคอเรลมักจะเป็นปลาที่แปรรูป เช่น ปลากระป๋องซึ่งมีโซเดียมสูงมากจากกระบวนการถนอมอาหาร ดังนั้นหากต้องทานจริง ๆ ควรแบ่งทานกระป๋องละ 2-3 มื้อ

นอกจากนี้ การเลือกทานหลินจือ สูตรใส่ใจสุขภาพ ที่คนรักสุขภาพเลือกใช้ ชีวิตที่สมบูรณ์ ใส่ใจตัวเองทุกวัน

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

กินปลาทำไมอ้วน เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ดี ไขมันต่ำ จริงหรือ?

กินนัตโตะครั้งแรกอย่างไร ให้กินง่าย ไม่เหม็น

7 อาหารกินแทนข้าว ช่วยลดน้ำหนัก พุงยุบไว ดีต่อสุขภาพ

HEALTH,

เกลือโพแทสเซียม เกลือลดโซเดียมแบบใหม่ ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

สถิติใหม่ล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า คนไทยมีอัตราป่วยเป็นโรคไตจำนวนเพิ่มขึ้น  15-20% ต่อปี และมีจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน โดยสาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิดโรคไตนั้นมักจะมาจากการทานอาหารที่มีโซเดียมและสารปรุงแต่งสูง ทำให้เกิดเครื่องปรุงรสชาติแนวใหม่เพื่อคนรักสุขภาพขึ้นมา วันนี้เราจึงจะพามารู้จักกับ “เกลือโพแทสเซียม” กันค่ะ

 

เกลือโพแทสเซียม เกลือลดโซเดียมแบบใหม่ ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

ทำความรู้จักกับ “เกลือโพแทสเซียม”

เกลือโพแทสเซียม เป็นเกลือแร่ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ให้รสชาติเค็มเหมือนกับเกลือไอโอดีนและเกลือแกง ทำให้นิยมนำมาใช้ปรุงอาหารเพื่อสุขภาพ ให้ผู้ป่วยโรคไตหรือผู้ที่ต้องควบคุมปริมาณโซเดียม ซึ่งประโยชน์ของโพแทสเซียมนั้นก็มีส่วนช่วยในการควบคุมสมดุลน้ำในร่างกาย ช่วยให้หัวใจทำงานอย่างปกติ และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ด้วย (ในกรณีที่ได้รับสารโพแทสเซียมในระดับที่พอดี) ช่วยลดระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง 

ลดเกลือ ลดเค็ม สารทดแทนเกลือ สารทดแทนความเค็ม เกลือโพแทสเซียม เกลือลดโซเดียมแบบใหม่ ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

สามารถซื้อ “เกลือโพแทสเซียม” ได้ที่ไหน ?

ในปัจจุบันมีเครื่องปรุงที่มีส่วนผสมของสารโพแทสเซียมมากมายทั้ง เกลือโพแทสเซียม ซีอิ๊ว น้ำปลา ซอส น้ำมันหอย ฯลฯ ที่มีคุณสมบัติช่วยลดโซเดียม เป็นทางเลือกของคนรักสุขภาพที่จะเลือกซื้อมาปรุงอาหารที่บ้านได้อย่างง่ายดาย และยังหาซื้อได้ง่ายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป หรือสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ก็ได้

ข้อควรระวังสำหรับการใช้เกลือโพแทสเซียม 

ถึงแม้ว่าเกลือโพแทสเซียมจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย และได้รับการรับรองความปลอดภัยให้สามารถใช้ได้ในอุตสาหกรรมอาหารได้ แต่ก็ไม่ควรใช้ปรุงอาหารในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะไตวาย เพราะอาจจะทำให้ร่างกายขับโพแทสเซียมออกได้น้อย ทำให้ร่างกายสะสมสารโพแทสเซียม ส่งผลให้เกิดอาการป่วยเช่น คลื่นไส้ อาเจียน อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ส่งผลต่อระบบประสาทและหัวใจ บางรายอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต

ในกรณีที่มีภาวะไตวายแนะนำให้ใช้สมุนไพรเพิ่มรสชาติและแต่งกลิ่นอาหารด้วยวิธีธรรมชาติจะดีกว่า หากสนใจแนะนำให้อ่านต่อที่บทความ อยากลดเค็ม ลดเกลือ ใช้อะไรแทนเกลือ ซีอิ้ว น้ำปลาดี? ค่ะ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

สูตรน้ำขิงลดไขมันในเลือด ดื่มทุกวัน ลดความดัน มีสุขภาพดี

8 อาหารไขมันดี กินแล้วไม่อ้วน ดีต่อสุขภาพ หัวใจแข็งแรง

อาหารมะเร็ง ยิ่งกินยิ่งเสี่ยง ไม่อยากเป็นควรหลีกเลี่ยง

HEALTH,

กินเนื้อมะพร้าวอ้วนไหม น้ำมะพร้าวกับเนื้อมะพร้าว อะไรมีประโยชน์กว่ากัน

หากพูดถึงเครื่องดื่มจากผลไม้สดดับร้อนประจำประเทศไทยหลาย ๆ คนก็ต้องนึกถึง “มะพร้าว” แน่นอน เพราะมะพร้าวเป็นผลไม้ที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน สามารถนำมาใช้งานได้แทบทุกส่วน เช่นต้นมะพร้าวสามารถนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ ทำฝาผนังอาคารบ้านเรือน ทำรั้ว กระถางต้นไม้ และตกแต่งจัดสวน ใบและรากมะพร้าวสามารถสานเป็นภาชนะใส่ของห่อขนม สานหมวก ของเล่นเด็ก กะลานำมาทำเป็นถ้วยชาม ช้อนส้อม ยอดมะพร้าวนำมาทำอาหาร เนื้อมะพร้าว-คั้นกะทิสามารถนำมาทำอาหารได้ทั้งคาว-หวาน น้ำมะพร้าวใช้ดื่มกินเพื่อดับกระหาย และยังใช้ประกอบอาหารได้อีกด้วย

แต่ถึงแม้ว่ามะพร้าวจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อมูลบางส่วนที่บอกว่า การทานน้ำมะพร้าว-เนื้อมะพร้าวนั้นมีอันตรายที่อาจก่อให้เกิดโรคและทำให้อ้วนได้ วันนี้ I-kinn จึงมีข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังค่ะ

กินเนื้อมะพร้าวอ้วนไหม น้ำมะพร้าวกับเนื้อมะพร้าว อะไรมีประโยชน์

ประวัติของมะพร้าว

“มะพร้าว”เป็นพืชที่คาดกันว่า น่าจะมีถิ่นกำเนิดในโซนทวีปเอเชีย หรือหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก กลุ่มประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ยุคโบราณตั้งแต่ยุคของชาวโพลินีเซียน มีการนำไปปลูกและแพร่พันธุ์มากมายทั้งในหมู่เกาะเวสต์อินดีส ทะเลแคริบเบียนตอนใต้ และประเทศบราซิล ทำให้ปัจจุบันมีการค้นพบพันธุ์มะพร้าวมากมายแทบจะทุกภูมิภาคของโลก

มะพร้าวถือเป็นพืชที่มีความสำคัญเพราะมีประโยชน์มากมายตั้งแต่ลำต้นไปจนถึงผล โดยเฉพาะน้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวที่ผู้คนนิยมนำมาทานกัน อาหารไทยเองก็มีเมนูหลาย ๆ เมนูที่ต้องใช้ส่วนประกอบจากน้ำและเนื้อมะพร้าวมาทำเพื่อให้อาหารออกมามีรสชาติอร่อย แบ่งประโยชน์ออกเป็นดังนี้

ประโยชน์ของน้ำมะพร้าว

  • ช่วยดับกระหาย ลดการเกิดภาวะฮีทสโตรกและขาดน้ำ สามารถใช้ดื่มแทนเกลือแร่ได้
  • ช่วยให้ผิวพรรณสวยงาม เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวลขึ้น เพราะในน้ำมะพร้าวอุดมไปด้วยฮอร์โมนเอสโทรเจน ช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินทำให้ผิวยืดหยุ่น อ่อนกว่าวัย
  • ช่วยย่อยอาหาร ลดการเกิดกรดไหลย้อน
  • ขับปัสสาวะ บรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  • ลดอาการร้อนใน
  • อุดมไปด้วยไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นสารที่ดีต่อหัวใจ เพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดีในเลือด

ประโยชน์ของเนื้อมะพร้าว

  • อุดมไปด้วยสารอาหารมากมายที่มีคุณค่าต่อร่างกาย คือ วิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ส่วนในเนื้อมะพร้าวจะมีกรดไขมันอิ่มตัวและคาร์โบไฮเดรตชนิดดี
  • ช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด ลดคอเลสเตอรอล และลดปริมาณไขมันสะสมในร่างกาย
  • ดีต่อผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เพราะเนื้อมะพร้าวจะช่วยลดภาวะดื้ออินซูลิน
  • ลดระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่

 

กินเนื้อมะพร้าวอ้วนไหม น้ำมะพร้าวกับเนื้อมะพร้าว อะไรมีประโยชน์

กินเนื้อมะพร้าวอ้วนไหม

ถึงแม้ว่าอาหารที่ทำจากกะทิจะเต็มไปด้วยคอเลสเตอรอลปริมาณสูง แต่ว่าการทานเนื้อมะพร้าวกับน้ำมะพร้าวนั้นจะให้ผลลัพธ์ตรงข้ามค่ะ เพราะว่าเนื้อมะพร้าวไม่ได้ส่งผลให้น้ำหนักขึ้นและไม่ได้เพิ่มให้คอเลสเตอรอลในร่างกายสูงขึ้น  แถมยังช่วยให้ไม่หิวจุกจิกเพราะเนื้อมะพร้าวทำให้อิ่มท้องนาน เต็มไปด้วยไฟเบอร์สูงช่วยย่อยอาหารเหมาะสำหรับทานหลังมื้ออาหารมาก ๆ เลยค่ะ แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรทานจนเยอะจนเกินไปนะคะ ควรทานอย่างพอดีเท่านั้นค่ะ

บทความที่น่าสนใจ

กะทิลดน้ำหนัก กินแล้วผอม ควบคุมน้ำหนักได้ จริงหรือ?

กินนัตโตะครั้งแรกอย่างไร ให้กินง่าย ไม่เหม็น

เวย์โปรตีน VS กินโปรตีนจากสัตว์ แบบไหนดีกว่ากัน

HEALTH,

10 ผลไม้แคลน้อย แคลอรี่ต่ำ กินแทนมื้อเย็น ไม่อ้วนแถมสุขภาพดี

การทานอาหารเย็น หลาย ๆ คนมักจะคิดว่าอาหารเย็นควรจะทานเยอะ ๆ เพราะร่างกายเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน ดังนั้นจึงต้องทานอาหารเติมเข้าไปมาก ๆ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง … ความจริงแล้วเป็นความคิดที่ผิดมาก ๆ เลยค่ะ เพราะในช่วงเย็นจะเป็นเวลาที่ร่างกายเผาผลาญน้อยที่สุด ทำให้อาหารที่ทานมากเกินไปมักจะเผาผลาญไม่หมด กลายเป็นไขมันส่วนเกินสะสมจนทำให้อ้วน มีพุงหลามออกมาจนดูไม่น่ามองแถมดูสุขภาพไม่ดี

ดังนั้นหากใครไม่อยากอ้วน ควรเริ่มที่การควบคุมอาหาร โดยเฉพาะการเลือกอาหารเย็นที่ควรจะเป็นเมนูที่หลีกเลี่ยงแป้ง ไขมัน และน้ำตาลปริมาณสูง หรือจะเลือกทานผลไม้แทนก็จะดีที่สุดค่ะ แต่การเลือกทานผลไม้แทนมื้อเย็น ก็ไม่ได้แปลว่าทานผลไม้อะไรก็ได้นะคะ เพราะในผลไม้นั้นมีน้ำตาลเป็นจำนวนมากที่ทำให้อ้วนได้เช่นเดียวกันค่ะ วันนี้ I-Kinn ก็มีผลไม้แคลน้อยที่เหมาะสำหรับการทานในมื้อเย็นมาฝากค่ะ

 

10 ผลไม้แคลน้อย แคลอรี่ต่ำ กินแทนมื้อเย็น ไม่อ้วนแถมสุขภาพดี

ผลไม้แคลน้อย แคลอรี่ต่ำ

1.แอปเปิลเขียว

ถ้าพูดถึงผลไม้สุขภาพที่ดีที่สุดที่จะทานเวลาลดน้ำหนักหรือมื้อเย็น สำหรับผู้เขียนคือ “แอปเปิลเขียว” ค่ะ เพราะเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีและไฟเบอร์สูงมาก ทานแล้วระบบขับถ่ายดี และช่วยให้อิ่มนาน อยู่ท้อง แคลอรี่ต่ำเพียง 80 แคลอรี่ต่อ 1 ลูกเท่านั้น ถ้าอยากให้การลดน้ำหนักเห็นผลเร็วแนะนำให้ทานแอปเปิลเขียวก่อนมื้ออาหาร 1  ผลเสมอ จะช่วยให้ทานอาหารมื้อหลักน้อยลงและไม่หิวจุกจิกระหว่างวันได้ด้วย

2.ส้มเขียวหวาน

ส้มเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ และเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมาย มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินอี ธาตุเหล็ก ฯลฯ ป้องกันไข้หวัด เป็นยาแก้ลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ลดอาการใจสั่น ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด และยังมีใยอาหารสูง ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายและยังช่วยควบคุมน้ำหนัก เพียงทานวันละ 1 ผลแทนมื้อเย็นเท่านั้น มีปริมาณแคลอรี่เพียง 58 แคลอรี่ต่อ 1 ผล

3.มะละกอสุก

การทานมะละกอสุกแทนมื้อเย็นหรือหลังมื้ออาหารจะช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่าย ช่วยกระตุ้นให้การขับถ่ายดี ช่วยให้พุงยุบเร็วไม่บวมเป่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีความกังวลเรื่องหน้าท้องยื่นได้ดี มีไฟเบอร์สูง ป้องกันโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ปริมาณแคลอรี่คือ 60 แคลอรี่ต่อ 1 ชิ้นยาว หรือ 8 คำสำหรับชิ้นแบบพอดีคำ

 10 ผลไม้แคลน้อย แคลอรี่ต่ำ กินแทนมื้อเย็น ไม่อ้วนแถมสุขภาพดี

4.แตงโม

แตงโมเป็นผลไม้มีฤทธิ์เย็น ช่วยดับกระหาย เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบดื่มน้ำหรือดื่มน้ำน้อย แตงโมมีฤทธิ์ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ลดความมันบนผิวหน้า เพราะป้องกันผิวแห้งเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ลดอาการอักเสบบวมแดง หากทานบ่อย ๆ จะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด นอกจากนี้แตงโมยังเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ แคลน้อย เพียง 30 แคลอรี่ต่อ 1 ชิ้นขนาด 100 กรัมเท่านั้น

5.เนื้อมะพร้าว

มะพร้าวเป็นผลไม้ที่อร่อย สามารถทานได้ทั้งเนื้อและน้ำ สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักและออกกำลังกายทุกวัน สามารถดื่มน้ำมะพร้าวแทนเกลือแร่ได้เพราะในน้ำมะพร้าวสามารถช่วยทดแทนน้ำที่สูญเสียไประหว่างออกกำลังกายได้ดี และยังช่วยลดอาการบวมน้ำได้ด้วย นอกจากนี้เนื้อมะพร้าวยังช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลในร่างกาย และยังช่วยให้อิ่มท้อง ไม่หิวจุกจิกด้วย แต่ต้องทานอย่างพอดีเท่านั้นนะคะ โดยปริมาณที่แนะนำต่อวันสำหรับคนที่ต้องการทานเพื่อลดน้ำหนักหรือเพื่อสุขภาพนั่นก็คือ ไม่เกิน 100 กรัม ก็จะได้เท่ากับ 77 แคลอรี่นั่นเอง

กะทิลดน้ำหนัก กินแล้วผอม ควบคุมน้ำหนักได้ จริงหรือ?

10 ผลไม้แคลน้อย แคลอรี่ต่ำ กินแทนมื้อเย็น ไม่อ้วนแถมสุขภาพดี

6.สับปะรด

หากคุณกำลังมองหาผลไม้ที่ช่วยย่อยหลังทานอาหารมื้อหนัก หรืออยากแก้อาการอึดอัดแน่นท้องในมื้อกลางวัน แนะนำให้ทานสับปะรดสัก 1-2 ชิ้น (100 กรัมให้พลังงาน 50 แคลอรี่) ลงไปช่วยย่อยค่ะ เพราะสับปะรดเต็มไปด้วยเส้นใยมากมายที่นอกจากจะช่วยให้ระบบขับถ่ายดีแล้ว ใยอาหารของสับปะรดยังช่วยดูดซับสารต่าง ๆ ในร่างกาย ช่วยลดปริมาณไขมันและคอเลสเตอรอลให้น้อยลง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ขับเหงื่อ บำรุงเลือด ฯลฯ เรียกได้ว่าประโยชน์ครบรอบด้านเลยค่ะ

7.กีวี

ผลไม้นอกแสนอร่อยที่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูงที่นอกจากจะช่วยป้องกันไข้หวัดแล้วยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น ชะลอวัย  มีกรดไขมันโอเมกา 3 บำรุงสมองและเส้นใยประสาท ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด หากทานกีวีเป็นมื้อเย็นทุกวันจะช่วยควบคุมน้ำหนักและช่วยให้หลับสบายมากขึ้นอีกด้วย ปริมาณแคลอรี่คือ 60 แคลอรี่ต่อ 1 ลูก (หนักไม่เกิน 100 กรัม)

8.สาลี่

ผลไม้รสหอมหวานอย่างสาลี่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดอาการอักเสบในร่างกาย ลดการอักเสบของเซลล์ บำรุงผิว เนื้อสัมผัสชุ่มฉ่ำน้ำช่วยแก้อาการร้อนใน และยังช่วยลดน้ำหนักได้ดีมาก แต่หากจะทานสาลี่แทนมื้อเย็น ผู้เขียนแนะนำให้ทาน “สาลี่พันธุ์น้ำผึ้ง” เท่านั้นนะคะ เพราะว่าเป็นสาลี่ที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยเพียง 7 กรัมและแคลอรี่ต่ำเพียง 48 แคลอรี่ต่อ 1 ผลเท่านั้น ถ้าเทียบกับสาลี่ทั่วไปที่มีน้ำตาล 9 กรัมและปริมาณแคลอรี่ที่ 100 แคลอรี่ต่อ 1 ผล

10 ผลไม้แคลน้อย แคลอรี่ต่ำ กินแทนมื้อเย็น ไม่อ้วนแถมสุขภาพดี

9.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี

เช่น บลูเบอร์รี ราสเบอร์รี แบล็กเคอร์แรนต์  แบล็กเบอร์รี แครนเบอร์รี กูสเบอร์รี มัลเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี  และองุ่น เป็นกลุ่มผลไม้สุขภาพที่นิยมทานกันอย่างแพร่หลาย มีจุดเด่นคือมีวิตามินซีสูง ป้องกันหวัด บำรุงผิว ชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย อุดมไปด้วยใยอาหารสูงหลายชนิด  ช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายแข็งแรง ลดการดูดซึมน้ำตาลและลดไขมันในเลือด กระตุ้นการขับถ่าย ช่วยให้หน้าท้องแบนราบ ไม่บวมน้ำ หากต้องการให้ได้ผลดีควรทานทุกวัน วันละ 1 ถ้วย (Cup) ปริมาณแคลอรี่ที่จะได้รับคือ 60 แคลอรี่

10.แคนตาลูป

เป็นผลไม้ที่มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตา ช่วยป้องกันเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายให้ทำงานปกติ ลดความดันโลหิต ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจ ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพียงทานวันละ 100 กรัมทุกวันปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายจะได้รับคือ 35 แคลอรี่

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

อาหารกากใยสูง ช่วยขับถ่าย ลดน้ำหนัก หน้าท้องยุบ

อาหารตามสั่ง โซเดียมสูง สตรีทฟู้ด แกงถุง ชนิดใดโซเดียมเยอะ

สูตรลดไขมันในเลือด สมุนไพรดักจับไขมัน ปลอดภัย ดีต่อร่างกาย

HEALTH,

EP. 214 : 6 อาหารทะเลที่ดีต่อสุขภาพ ประโยชน์ของอาหารทะเลมีอะไรบ้าง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนเข้าใจผิด คิดว่า การทานอาหารทะเล เป็นสาเหตุของคอเลสเตอรอลสูง โรคความดัน โรคหัวใจ ฯลฯ

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com