ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
Healthy Talk by Lee,

5 สมุนไพรจีน ตุ๋นเบา ๆ สูตรผิวใสเด้ง วัย 40+

@healthytalkbylee

5 สมุนไพรจีน ตุ๋นเบาๆ สูตรผิวใสเด้ง วัย40+ @Healthy Talk by หลี #สุขภาพดีกับหลี #สุขภาพดี #tiktokสายความรู้ #สมุนไพร #ผิวใส

♬ Groovy Gold – Matt Beilis

ศาสตร์แผนจีนมีความเชื่อกันว่า ผิวหน้าของคนเรามีความชุ่มชื้นสดใสเปล่งปลั่งได้นั้น เกิดจากความสมดุลของพลังลมปราณและระบบอวัยวะภายในร่างกายทำงานสอดคล้องกัน ซึ่งหากปัจจัยเหล่านี้ มีความผิดปกติเกิดขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อผิวหน้าได้อย่างชัดเจน เช่น ผิวหน้าแลดูหมองคล้ำ ผิวหน้าไม่เรียบเนียนสม่ำเสมอ วันนี้ หลี จะพามาดู 5 สมุนไพรจีน ช่วยดูแลสุขภาพร่างกาย สุขภาพผิว มีอะไรบ้าง ตามมาดูกันค่ะ :-

1) เก๋ากี้ หรือ โกจิเบอร์รี่

เป็นสมุนไพรจีนที่มีมานานกว่า 2,000 ปี เก๋ากี้ มีรสหวาน จุดเด่นของเก๋ากี้ที่ทุกคนคนรู้กันดีคือ ช่วยบำรุงสายตา บำรุงไต มีวิตามิน ซี สูง ช่วยดูแลผิวให้สว่างใส มีวิตามิน B1, B2, B6 ทานเก๋ากี้ เป็นประจำช่วยให้นอนหลับสบาย

2) พุทราจีน

เป็นผลไม้เมืองจีนที่คนไทยเราคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะมีรสชาติหวาน กินง่าย นำไปทำขนมหวานได้อร่อยมาก จุดเด่นพุทราจีน คือ ช่วยบำรุงผิวพรรณ ลดจุดด่าง ดำ ลดฝ้า ช่วยดูแลสายตา อีกทั้งยังช่วยย่อยอาหาร

3) รากบัว

เป็นส่วนหนึ่งของ “บัว” การกินรากบัว จะช่วยบำรุงเลือด แก้กระหายน้ำ แก้ร้อน ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับร่างกาย รากบัว เราจึงมักเจอะเจอในอาหารคาว ไปถึงอาหารหวานเลยทีเดียว เช่นใส่ในน้ำแข็งใส

4) ปักคี้

มีรสหวานเล็กน้อย จุดเด่นของปักคี้ คือ ช่วยลดอาการบวมน้ำ แก้อาการอ่อนเพลีย ช่วยดูแลผิวพรรณให้กระจ่างใส เสริมภูมิต้านทานให้ร่างกาย นิยมนำมาใส่ในเครื่องตุ๋นต่าง ๆ

5) ตังกุย

ชื่อนี้คุ้นหูใครหลายคน จุดเด่นของตังกุย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนระบบในร่างกาย ทำให้เลือดหมุนเวียนสะดวก จึงทำให้ผิวพรรณกระจ่างใสตามมา นิยมนำมาเป็นเครื่องตุ๋นจีน หรือ นำมาชงชาร้อน ๆ

จะเห็นได้ว่า ความสวยความงามของสาว ๆ วัย 40+ หรือ 50+ ต้องดูแลกันตั้งแต่ภายในสู่ภายนอก หลายคนใช้เครื่องสำอางราคาแสนแพง ใบหน้าก็ไม่ดีขึ้น เพราะมองข้ามการดูแลเอาใจใส่ “ภายใน” แล้วเพื่อน ๆ ในช่องนี้ มีประสบการณ์กินสมุนไพรจีนในรูปแบบไหนกันบ้าง เขียนมาคุยกันเยอะ ๆ

Healthy Talk by Lee,

กล้วยน้ำว้าสุกงอมจนดำ” มีประโยชน์ต่อสุขภาพวัย 40+ อย่าทิ้ง !

@healthytalkbylee

“กล้วยน้ำว้าสุกงอมจนดำ“ มีประโยชน์ต่อสุขภาพวัย 40+ @Healthy Talk by หลี #Healthytalkbylee #สุขภาพดีกับหลี #longervideos #สุขภาพดี #tiktokสายความรู้ #กล้วยน้ําว้า

♬ original sound – Healthy Talk by หลี – Healthy Talk by หลี

เมื่อเข้าสู่วัย 40 ปีขึ้นไป ร่างกายเราต้องการสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและป้องกันโรคต่าง ๆ ที่มักจะเกิดขึ้นตามวัย หนึ่งในอาหารที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการซึ่งมักถูกมองข้ามก็คือ “กล้วยน้ำว้าสุกงอมจนดำ” แม้หลายคนจะเห็นว่ากล้วยในสภาพนี้ไม่น่ารับประทาน แต่จริง ๆ แล้ว กล้วยน้ำว้าสุกงอมมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะเหมาะกับวัย 40+  เพราะอะไร Healthy Talk by Lee จะเล่าให้ฟัง:-

1) ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

กล้วยน้ำว้าสุกงอมมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยลดความดันโลหิต โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าการบริโภคโพแทสเซียมมากพอในแต่ละวันสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ

2) ดีต่อระบบย่อยอาหาร

กล้วยน้ำว้าสุกงอม มีเอนไซม์ธรรมชาติที่ช่วยย่อยอาหารและบรรเทาอาการท้องอืด กล้วยยังอุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งในวัย 40+ ที่ระบบย่อยอาหารอาจทำงานช้าลง การกินกล้วยสามารถช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

3) เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

กล้วยน้ำว้าสุกงอมมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน TNF (Tumor Necrosis Factor) ที่เกิดจากกระบวนการสุกงอม ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งในผู้สูงวัยได้ถึง 20%

4) บำรุงสมองและระบบประสาท

กล้วยน้ำว้าสุกงอมมีวิตามินบี6 สูง ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตสารสื่อประสาทในสมอง เช่น เซโรโทนินและโดปามีน ที่มีผลต่ออารมณ์และการนอนหลับ ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้าและโรคอัลไซเมอร์ได้มากถึง 40%

หลี ขอเพิ่มเติมนิดนึงนะคะ  แม้กล้วยน้ำว้าสุกงอมจนดำจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อด้อยคือ น้ำตาลธรรมชาติสูง ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือด  ไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน   แล้วเพื่อน ๆ ในช่องนี้หล่ะ  ทิ้งกล้วยน้ำว้าสุกงอมจนดำกันบ่อยไหม  ทิ้งบ่อย กด 1 ไม่ทิ้งเพราะชอบทาน  กด 2

Healthy Talk by Lee,

“ปาท่องโก๋” อาหารเช้าในวันนี้ หรือ ระเบิดเวลา “สุขภาพ”

@healthytalkbylee

“ปาท่องโก๋” อาหารเช้าวันนี้ หรือ ระเบิดเวลา “สุขภาพ” @Healthy Talk by หลี #สุขภาพดีกับหลี #สุขภาพดี #tiktokสายความรู้ #longervideos #ปาท่องโก๋ #อาหารเช้า

♬ Cooking Time – ZydSounds

ยุคนี้เนอะ  เป็นยุคที่คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ปาท่องโก๋กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันมาตลอด ด้านหนึ่งคือรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์  อีกด้านคือคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการที่ชี้ให้เห็นถึงอันตรายที่แฝงมา

แต่รู้หรือไม่ว่า ในขณะที่บางคนกำลังลังเลที่จะกัดปาท่องโก๋ชิ้นต่อไป มีคนไทยถึง 68% ที่ยังคงเลือกกินปาท่องโก๋อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง? และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การบริโภคปาท่องโก๋กลับเพิ่มขึ้นถึง 15%!  ที่สำคัญ เราควรจะกินต่อหรือเลิกกันดี?  Healthy talk by หลี จะเล่าให้ฟัง :-

1) ปาท่องโก๋ 100 กรัม ให้พลังงาน 441 แคลอรี่

มีคาร์โบไฮเดรต 40.56  กรัม  ไขมัน 27.79 กรัม

ปาท่องโก๋ 1 คู่ ขนาดกลาง ให้พลังง่าน 132 แคลอรี่  คาร์โบไฮเดรต 12 กรัม ไขมัน 8 กรัม ทั้งนี้     ขึ้นอยู่กับขนาดตัวเล็ก ตัวใหญ่  และเรากิน กี่ ชิ้น

2) ปาท่องโก๋ พลังงานสูงมาก

เหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มพลังงาน ต้องการเพิ่มแคลอรี่สินะ

3) ปาท่องโก๋ มีไขมันทรานส์ ซ่อนอยู่เยอะ

ไขมันทรานส์ หรือ ไขมันอิ่มตัว จะไปทำลายไขมันชนิดดี หรือ HDL ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้มีระดับน้อยลง แถมยังเพิ่มไขมันเลว LDL เข้าไปอีก  ซึ่งถ้าร่างกายมี ไขมันเลว เยอะ ก็จะเป็นสาเหตุของความดันเลือด ก็จะสูง  หัวใจ-เบาหวาน ตามมาเป็นแพคเกจ

4) ปาท่องโก๋ ส่วนใหญ่ นิยมใช้น้ำมันทอดซ้ำ

ซึ่งบอกเลยว่า ไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะน้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดสารก่อมะเร็งได้

 

ฝากถึง เพื่อน ๆ ที่ชอบกินปาท่องโก๋ จิ้ม นมข้น

เรียกว่า คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) จิ้ม คาร์โบไฮเดรต หรือ เรียกง่าย ๆ ว่า “อ้วน จิ้ม อ้วน” เลย เพราะนมข้นหวาน ทำจาก หางนม แล้วปรุงรสด้วยน้ำตาล  น้ำเชื่อม นั่นเอง

เพื่อน ๆ อาจมีคำถามว่า  คุณหลี  แล้วถ้ามันอดไม่ได้จริง อยากกิน “ปาท่องโก๋” มากๆ เลย ทำงัยดี ?

นี่เลย

  • แนะนำให้เลือกร้าน ที่เราสามารถสังเกตเห็นน้ำมันในกระทะ ที่ใช้ทอด มีสีเหลืองใส ไหม  จะปลอดภัยนิดนึง
  • แนะกินคู่กับน้ำเต้าหู้ใส่ธัญพืช ถั่วเหลือง ถั่วแดง เม็ดแมงลัก จะช่วยให้อิ่มท้องเร็วขึ้น

แล้วเพื่อน ๆ ในช่องนี้หล่ะ  ชอบกินปาท่องโก๋  วันละกี่ตัว  กินทุกเช้า หรือ กินทุกวัน เพราะมันเคยชิน  เขียนมาแชร์ประสบการ์ณกัน

Healthy Talk by Lee,

เสียดาย…คนกิน “หน่อไม้” ส่วนใหญ่ไม่รู้ 7 ข้อนี้

@healthytalkbylee

ค้นพบ 7 ประโยชน์ “หน่อไม้” จานโปรดของคนไทย @Healthy Talk by หลี #สุขภาพดีกับหลี #สุขภาพดี #tiktokสายความรู้ #longervideos #หน่อไม้ #คนไทย #ประโยชน์

♬ Groovy Gold – Matt Beilis

“เพราะหน่อไม้ เป็นอาหารพื้นบ้าน ที่ซ่อนคุณค่าทางโภชนาการมากมาย” แต่กลับถูกมองข้ามจากคนส่วนใหญ่ ทั้งที่มีงานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนประโยชน์ของหน่อไม้

จากการศึกษาพบว่า ระหว่างกระบวนการหมักหน่อไม้ด้วยการแช่ในน้ำเกลือ จะเกิดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียกรดแลคติก (Lactic acid bacteria) สายพันธุ์ต่างๆ เช่น Lactobacillus ซึ่งสร้างสารประกอบที่เป็นประโยชน์ เช่น สารอินทรีย์ สารต้านอนุมูลอิสระ

หน่อไม้ดอง จัดเป็นโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์มีชีวิตที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ เมื่อเรากินในปริมาณที่พอเหมาะ โพรไบโอติกส์เหล่านี้ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้

ทีนี้ ถ้าเรากิน “หน่อไม้” ร่างกายจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ?

1. อุดมไปด้วยใยอาหาร

ปฏิเสธไม่ได้ว่า หน่อไม้มีใยอาหารเยอะ ช่วยระบบขับถ่าย ลดปัญหาอาการท้องผูก รวมถึงช่วยควบคุมรูปร่าง ใยอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระในหน่อไม้ช่วยขจัดสารพิษตกค้างออกจากร่างกาย

2. แหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ

หน่อไม้อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ฟลาโวนอยด์ ฟีนอลิก และแทนนิน ซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และชะลอวัยได้

3. มีวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ

หน่อไม้เป็นแหล่งของวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งมีบทบาทในการทำงานของร่างกาย

4. มีโปรไบโอติกส์

ในหน่อไม้ดองจะมีแบคทีเรียโปรไบโอติกส์จากกระบวนการหมัก ซึ่งช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียลำไส้ เสริมภูมิคุ้มกัน และสุขภาพระบบทางเดินอาหาร

5. มีสารพรีไบโอติกส์

นอกจากใยอาหารทั่วไปแล้ว หน่อไม้ยังมีสารอินนูลิน ซึ่งเป็นใยอาหารพรีไบโอติกส์ ที่กระตุ้นการเจริญของโปรไบโอติกส์ในลำไส้

6. ช่วยควบคุมความดันโลหิต

หน่อไม้มีโพแทสเซียมสูงและโซเดียมต่ำ ซึ่งอาจมีส่วนช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

7. บำรุงกระดูกและฟัน

หน่อไม้เป็นแหล่งแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่สำคัญ ซึ่งมีบทบาทในการสร้างและรักษามวลกระดูก รวมถึงความแข็งแรงของฟัน

“หน่อไม้” จึงไม่ใช่แค่ผักธรรมดา ๆ แต่เป็นสมบัติล้ำค่าจากธรรมชาติ ที่คอยดูแลสุขภาพของผู้คนมาอย่างยาวนาน การสืบสานภูมิปัญญา “อาหารไทย” จึงไม่เพียงรักษาวัฒนธรรมการกิน แต่ยังเชื่อมโยงเรากับองค์ความรู้อันทรงพลังของบรรพบุรุษ ที่พร้อมจะดูแลเราจากภายในสู่ภายนอก แล้วเพื่อน ๆ ในช่องนี้ ชอบกินหน่อไม้ กันมั๊ย เขียนมาคุยกัน

Healthy Talk by Lee,

“กระเจี๊ยบเขียว” มหัศจรรย์ “แก้ท้องผูก” เหนือกว่าอาหารเสริม

@healthytalkbylee

“ดระเจี๊ยบเขียว” มหัศจรรย์ “แก้ท้องผูก” เหนือกว่าอาหารเสริม @Healthy Talk by หลี #Healthytalkbylee #สุขภาพดีกับหลี #longervideos #สุขภาพดี #tiktokสายความรู้ #กระเจี๊ยบเขียว #ท้องผูก

♬ original sound – Healthy Talk by หลี – Healthy Talk by หลี

ในยุคนี้เนอะ ท้องผูกปั๊บ เอะอะอะไร ก็ไปหาซื้อโปรไบโอติกส์  แฟนคลับหลายคนหันไปพึ่งพา “อาหารเสริม”  ราคาก็แสนแพง  น้อยคนนักจะตระหนักว่า ทางแก้ปัญหาท้องผูกอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด อยู่ที่ไหน…อยู่ที่ “แผงผักในตลาดสด” นี่เอง กระเจี๊ยบเขียว ผักพื้นบ้านที่มักถูกมองข้าม กลับซ่อน ศักยภาพอันน่าทึ่งในการ “ช่วยระบาย” มาจากธรรมชาติย่อมราคาถูกกว่า “อาหารเสริม” อีก คุณหลี แล้วเจ้าตัว กระเจี๊ยบเขียว  มันช่วยระบาย ลดอาการท้องผูก ได้อย่างไร  Healthy Talk by Lee จะเล่าให้ฟัง :-

ประโยชน์ของ กระเจี๊ยบเขียว

“กระเจี๊ยบเขียว” ไม่เพียงแต่มีกากใยอาหารเยอะ แต่ยังประกอบด้วยสารอาหารที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้อย่างเป็นธรรมชาติ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การกินกระเจี๊ยบเขียวเพียง 100 กรัมต่อวัน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการขับถ่ายได้ถึง 30%

อ่ะ..ทีนี้ เรามาดู “กลไกการทำงานของเจ้าตัว “กระเจี๊ยบเขียว” กันก่อน

1) กระเจี๊ยบเขียวช่วยเพิ่มปริมาณกากใย

กระเจี๊ยบเขียว ยังเต็มไปด้วยเส้นใยอาหารชนิด “ไม่ละลายน้ำ” และเส้นใยที่ “ละลายน้ำ” คือ เพกทิน (Pectin) และ เมือก (Mucilage)  ช่วยเพิ่มกากใยอาหาร ลดอาการท้องผูก

2) กระเจี๊ยบเขียวช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้

ทำให้การขับถ่ายเป็นไปอย่างราบรื่น


การศึกษาในปี
2565

พบว่า ผู้ที่ กิน กระเจี๊ยบเขียวเป็นประจำมีโอกาสเกิดอาการท้องผูกน้อยลงถึง 40%

อ่ะ…เดี๋ยวจะเขียนมาบอกว่า งั้นกินกระเจี๊ยบเขียวเยอะ ๆ ไปเลยดีมั๊ย   อย่างที่หลีเคยบอกเป็นประจำว่า “พอแล้วดี  ดีแล้วพอ  แล้วจะพอดี”

แม้กระเจี๊ยบเขียวจะมีประโยชน์มากมาย แต่ถ้าเรา กิน มากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊ส หรือท้องเสียได้  แนะนำให้เริ่มจากปริมาณน้อย ๆ ก่อน

จริง ๆ แล้วเนอะ กลุ่มผู้สูงวัย ส่วนใหญ่ 75% มีปัญหาท้องผูกกันหลายคน  ไม่ต้องใครอื่นไกล  คุณพ่อหลี เอง  ท้องผูกเป็นประจำ  ถึงแม้เดินรอบหมู่บ้าน 2 รอบ (2 กิโลเมตรทุกวัน)  แต่ก็ยังมีอาการท้องผูก  ทุกวันนี้ ป๊า ก็กิน กระเจี๊ยบเขียวมาต้มสุก ทานทุกวัน  อาการท้องผูก หายไปเลย  แล้วโชคดีคือว่า ท่านชื่นชอบ กินกระเจี๊ยบเขียว ด้วยสินะ

HEALTH,

6 ประโยชน์ของมะละกอ ผลไม้หลากสารอาหาร ไฟเบอร์สูงลดท้องผูก

เชื่อว่าหลายคนชอบทานผลไม้เป็นประจำทุกวัน ขึ้นอยู่กับความชอบว่าชอบรสชาติแบบไหน บางคนชอบเปรี้ยว บางคนชอบหวานแบบธรรมชาติ ซึ่งการทานผลไม้ก็มีประโยชน์ด้วยกันหลายอย่าง ในบทความนี้ เราจะมาอธิบายเกี่ยวกับผลไม้ชนิดหนึ่งที่หาทานได้ง่ายมากในบ้านเรา นั่นก็คือมะละกอ แล้ว ประโยชน์ของมะละกอ มีอะไรบ้าง ผลไม้โพแทสเซียมสูงนี้ดีอย่างไร มีข้อควรระวังอะไรบ้าง โทษของมะละกอสุก เมื่อทานมากเกินไป มีอะไรบ้าง? เรามีคำตอบ

มะละกอ สารอาหาร

6 ประโยชน์ของมะละกอ สุดยอดผลไม้ อร่อย สารอาหารหลากหลาย

ประโยชน์ของมะละกออย่างหนึ่งคือมีสารอาหารมากมายที่ดีต่อร่างกาย เช่น ไฟเบอร์หรือใยอาหาร วิตามินซีสูง มีวิตามินเอ โฟเลต และแร่ธาตุอย่างโพแทสเซียมและแมกนีเซียม รวมถึงมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มะละกอมีสีแดงออกส้ม ซึ่งประโยชน์ต่าง ๆ ของมะละกอ จะมีดังนี้

1. ดีต่อระบบย่อยอาหาร

ในมะละกอจะมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าปาเปน (Papain) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีส่วนช่วยในการย่อยโปรตีน ซึ่งสำคัญต่อระบบย่อยอาหาร และมะละกอก็มีไฟเบอร์หรือใยอาหารสูง ซึ่งดีต่อสุขภาพทางเดินอาหาร ทำให้การขับถ่ายดีขึ้น ลดความเสี่ยงท้องผูก เป็นผลไม้ทางเลือกสำหรับคนที่มีปัญหาท้องไส้เลยก็ว่าได้

2. ดีต่อผิวพรรณและเส้นผม

เพราะในมะละกอจะมีวิตามินเอและวิตามินอี ซึ่งมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมเซลล์ผิว ลดริ้วรอยที่บ่งบอกอายุอย่างรอยฝ้าหรือรอยย่นบนหน้าผาก รวมถึงมีส่วนช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวหนัง และมีส่วนช่วยในเรื่องของสุขภาพหนังศีรษะ ลดรังแคได้เช่นกัน

3. ช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจ

ไลโคปีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอย่างหนึ่งที่พบได้ในมะละกอ จะมีส่วนช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของคอเลสเตอรอล ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก พเราะจะช่วยลดการสะสมไขมันในหลอดเลือด และในมะละกอก็มีวิตามินซี ไฟเบอร์และโพแทสเซียม ซึ่งมีส่วนช่วยลดความดันโลหิตลง ลดไขมันเลว ซึ่งดีต่อสุขภาพหัวใจ

4. กระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกัน

ประโยชน์ของมะละกออย่างหนึ่งคือเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ซึ่งวิตามินซีนี้เองจะมีส่วนสำคัญอย่างมากกับการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาว ต่อสู้กับเชื้อโรคและไวรัส รวมถึงมีวิตามินเอที่ช่วยปกป้องผิวหนัง ซึ่งเป็นเหมือนด่านแรกของการป้องกันการติดเชื้อจากภายนอก โดยเฉพาะดวงตา

5. เป็นผลไม้ที่มีส่วนช่วยลดน้ำหนัก

มะละกอเป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่ต่ำ ใยอาหารสูง รวมถึงมีปริมาณน้ำค่อนข้างเยอะ ซึ่งเป็นผลไม้ตัวเลือกสำหรับคนลดน้ำหนักที่ดีตัวเลือกหนึ่ง และการทานผลไม้ไฟเบอร์สูงก็จะช่วยในเรื่องของการควบคุมปริมาณอาหารด้วย เพราะจะเข้าไปลดระยะเวลากระบวนการย่อยอาหารลง ทำให้เรารู้สึกอิ่มนานขึ้น

6. อาจช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด

ไลโคปีนในมะละกอ อาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้ เช่น มะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งต่อมลูกหมาก เพราะเจ้าไลโคปีนนี้จะเข้าไปป้องกันเซลล์จากการถูกทำลาย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง

โทษของมะละกอสุก

โทษของมะละกอสุก หากทานมากเกินไป

ประโยชน์ของมะละกอมีหลากหลาย อย่างไรก็ตาม การทานในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เช่น ปัญหาการย่อยอาหาร ผิวเหลืองเนื่องจากเบต้า แคโรทีนในร่างกายมากเกินไป มีอาการแพ้ปาเปน และเป็นผลไม้ที่คนตั้งครรภ์ต้องควบคุมเป็นอย่างดี

ข้อควรระวังสำหรับผู้โรคเบาหวาน

มะละกอ เป็นผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถทานได้ เพราะเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาล GI อยู่ที่ 60 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ทำให้น้ำตาลพุ่งพรวดขึ้นสูง อย่างไรก็ตาม หากทานมะละกอในปริมาณที่มากเกินไป ก็อาจทำให้ระดับน้ำตาลพุ่งขึ้นสูงได้ เพราะฉะนั้น ควรควบคุมปริมาณการทานไม่ให้เยอะจนเกินไป หรือประมาณ 1 ถ้วยต่อวัน

 

เมื่อทราบถึงประโยชน์ของมะละกอ ผู้เขียนก็เริ่มอยากกินขึ้นมาเลย เพราะนอกจากจะมีประโยชน์หลากหลายแล้ว ก็เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวาน ทานได้ง่าย เอาไปปั่นก็ดี ทำเป็นสมูทตี้ก็ได้ หรือจะทานสด ๆ แบบสุก ๆ เลยก็เป็นของว่างที่เยี่ยมเช่นกัน


อ่านบทความเพิ่มเติม : 

7 ผลไม้ลดไตรกลีเซอไรด์ หาทานง่าย ช่วยลดไขมันในเลือดระยะยาว

10 ผลไม้แคลน้อย แคลอรี่ต่ำ กินแทนมื้อเย็น ไม่อ้วนแถมสุขภาพดี

อาหารไม่ย่อย อึดอัดแน่นท้อง หลังทานอาหาร แก้ไขอย่างไร

 

สั่งซื้อ คลิกที่นี่

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com