ULTIMATE LIVING
BETTER LIFE Magazine on IKINN

slide02
slide05
slide01
slide04 copy
HEALTH,

โรคกระดูกพรุนต้องกินอะไร อาหารกันกระดูกเสื่อม บำรุงกระดูก

จะมีวิธีการอย่างไรบ้างเพื่อการชะลอภาวะโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ?  นอกจากอาหารที่ควรเลี่ยงแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึงว่า โรคกระดูกพรุนต้องกินอะไร บำรุงกระดูก

HEALTH,

6 วิธีสร้างกล้ามเนื้อสำหรับผู้สูงอายุ ลดเสี่ยงกล้ามเนื้อลีบ

ในบทความนี้ เราจะมาพูดถึง วิธีสร้างกล้ามเนื้อสำหรับผู้สูงอายุ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกล้ามเนื้อลีบในผู้สูงอายุ

HEALTH,

6 ประโยชน์ของผักโขมต่อร่างกาย ห้ามกินกับอะไร และข้อควรระวัง

ในวันนี้ เราจะมาพูดถึง ประโยชน์ของผักโขม ว่ามีสารอาหารอะไรบ้างที่จำเป็นต่อร่างกาย พร้อมข้อควรระวังอย่าง ผักโขมห้ามกินกับอะไรบ้าง กินสดได้ไหม กินมาก ๆ ได้ไหม?

HEALTH,

อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ไม่สบายง่าย มีวิธีดูแลตัวเองอย่างไร

“เดี๋ยวก็แดดร้อน เดี๋ยวก็ฝนตก อากาศประเทศไทยจะอะไรนักหนา” เชื่อว่าหลายคนก็จะบ่นอะไรทำนองนี้เหมือนผู้เขียน จะออกจากบ้านแล้วเห็นแดดเปรี้ยงก็เสี่ยงฮีทสโตรก ฝนตกก็ออกลำบาก บางทีกำลังกลับบ้าน อากาศชื้น ๆ ที่ว่าแย่ เปียกฝนก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ หรือกำลังจะออกไปทานข้าวเที่ยงแล้วเจอแดดจนปวดหัวตัวร้อน สภาพอากาศแบบนี้ นอกจากจะทำให้เพลียใจแล้วก็อาจทำให้ป่วยง่าย ไม่สบายบ่อยมากกว่าปกติได้ ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยแบบนี้ มีความเสี่ยงอะไรบ้าง ผู้ป่วยภาวะอะไรที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ แล้วเราจะมีวิธีการรับมืออย่างไร? ในบทความนี้มีคำตอบ

อากาศแปรปรวน

อากาศแปรปรวน

ทำไม อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยถึงทำให้ป่วยได้ง่ายขึ้น?

อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย จะทำให้ป่วยหรือไม่สบายได้ง่ายขึ้น เพราะร่างกายจำเป็นต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่ผันผวน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว ซึ่งอาจทำให้ภูมิคุ้มกันตกได้ ประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเชื้อโรคลดลง การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้นอย่างรวดเร็วก็อาจทำให้ทางเดินหายใจแห้งหรือเกิดการระคายเคือง เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังทำให้การแพร่กระจายของไวรัสได้ง่ายขึ้น เช่น หวัดและไข้หวัดใหญ่

อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เสี่ยงโรคหรือภาวะอะไรบ้าง?

สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย สามารถทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้หลายอย่าง หรืออาจทำให้โรคที่เป็นอยู่มีอาการแย่ลง ปัญหาสุขภาพที่สามารถพบได้บ่อยในสภาพอากาศผันผวน จะมีดังนี้

1. การติดเชื้อทางเดินหายใจ

  • ไข้หวัด เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
  • ไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู
  • โรคหลอดลมอักเสบ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงแบบเฉียบพลัน ทำให้หลอดลมเกิดการระคายเคือง

2. ภาวะภูมิแพ้

  • ภูมิแพ้อากาศตามช่วงฤดู
  • โรคหอบหืด ผู้ป่วยโรคหอบหืดจะมีโอกาสเกิดอาการสูงขึ้น

3. สภาพผิว

  • กลาก ความชื้นของอากาศที่ผันผวนอาจทำให้เกิดกลากได้
  • ผิวแห้ง เท้าลอก ภาวะผิวแห้งสามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอากาศหนาวหรืออากาศที่แห้ง

4. ไมเกรนหรืออาการปวดหัว

การเปลี่ยนแปลงของอากาศแบบเฉียบพลันก็อาจทำให้เกิดการปวดศีรษะ หรืออาจทำให้ปวดหัวไมเกรนได้เนื่องจากความดันของบรรยากาศ

ผู้ป่วยภาวะอะไรที่ต้องดูแลตัวเองในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยดีเป็นพิเศษ?

ผู้ป่วยภาวะเรื้อรัง หรือคนที่มีภาวะแพ้ง่าย จำเป็นต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เช่น

  • ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้
  • ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคความดันโลหิตสูง
  • ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยเฉพาะสภาพอากาศที่เย็นและชื้น อาจทำให้อาการแย่ลงได้
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะสังเกตได้ว่า ในอากาศที่ร้อนจัด อาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้
  • ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน อากาศหนาวอาจทำให้อาการแย่ลง
วิธีรับมืออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

วิธีรับมืออากาศแปรปรวน

8 วิธีการรับมือ เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ในสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยที่ทำให้ป่วยง่าย เราจะมีวิธีการรับมืออย่างไรให้สามารถดูแลตัวเองในสภาพอากาศที่ผันผวน? วิธีการรับมือจะมีดังนี้

  1.     แต่งตัวให้เหมาะกับสภาพอากาศ ในอากาศเย็น ใส่เสื้อผ้าที่ทำให้อุ่น ในอากาศร้อนก็ควรใส่เสื้อที่มีการระบายอากาศได้ดี
  2.     อุปกรณ์หรือเสื้อกันฝน การพกชุดกันฝนหรือร่ม แม้ว่าฟ้าจะไม่หมองก็ควรพก เพราะฝนอาจตกช่วงอื่นได้ และการพกร่มก็สามารถกันแดดได้ด้วยเช่นกัน
  3.     รับประทานอาหารที่หลากหลาย เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ที่มีสารอาหารช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันอย่าง เช่น เห็ดหลินจือแคปซูล เป็นต้น
  4.     ดื่มน้ำสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรให้ร่างกายขาดน้ำ โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนและสภาพอากาศแห้ง
  5.     นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมอย่างเต็มที่
  6.     ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวต่อสภาพอากาศได้ดี
  7.     รักษาความสะอาด หมั่นล้างมือเป็นประจำ
  8.     เช็คสภาพอากาศเป็นประจำ สามารถดูได้ในแอปพลิเคชันได้หลากหลายแอป

 

สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีโอกาสป่วยได้ง่ายขึ้น เพราะการที่ร่างกายต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศ ภูมิคุ้มกันที่ตก ทางเดินหายใจเกิดการระคายเคืองได้ง่ายขึ้น ทำให้การดูแลตัวเองในช่วงที่สภาพอากาศไม่สามารถคาดการณ์ได้เป็นสิ่งสำคัญ


อ่านบทความเพิ่มเติม : 

8 สมุนไพรดับร้อนในร่างกาย ช่วยให้สดชื่นในอากาศร้อนจัด

7 วิธีป้องกันไข้เลือดออก ป้องกันยุงแบบครอบคลุม ห่างไกลพาหะ

กีฬาผู้สูงอายุ 7 ชนิด ช่วยลดไขมันในเลือด ป้องกันการหกล้ม

สั่งซื้อ คลิกที่นี่

HEALTH,

5 วิธีลดโซเดียมในร่างกาย พร้อมอาหารที่มีส่วนช่วยลดบวมโซเดียม

อาหารที่มีโซเดียมสูงหลายอย่าง โดยเฉพาะโซเดียมแฝงในอาหาร เมื่อทานในปริมาณมากก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายในหลากหลายด้าน ที่แน่ ๆ เลยอย่างหนึ่งคือการที่ร่างกายโซเดียมสูงจะส่งผลเสียอย่างมากต่อไต ยิ่งปริมาณโซเดียมในร่างกายสูงมากเท่าไหร่ ไตจะยิ่งทำงานหนักเท่านั้น ทานอาหารแบบนั้นนาน ๆ ก็อาจทำให้ไตเกิดความเสียหายได้เลย ในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงผลเสียเมื่อร่างกายรับโซเดียมมากเกินไป และ วิธีลดโซเดียมในร่างกาย แบบเห็นผลในระยะยาว รวมถึงอาหารลดบวมน้ำ ลดบวมโซเดียม ว่าอาหารเหล่านั้นมีอะไรบ้าง? ในบทความนี้มีคำตอบ

โซเดียม ผลเสีย

ผลเสียของโซเดียมในร่างกายที่มากเกินไป

ผลเสียเมื่อทานอาหารโซเดียมสูงมากเกินไป

ก่อนจะไปรู้จักวิธีลดโซเดียมในร่างกาย ก็ขออธิบายก่อนว่าทำไมเราถึงไม่ควรทานอาหารโซเดียมสูงในปริมาณมากเกินความจำเป็นต่อร่างกายในแต่ละวัน ซึ่งผลเสียทั้งระยะสั้นและระยะยาว จะมีดังนี้

  • ทำให้ความดันโลหิตสูง เมื่อโซเดียมสูงเกินไป ร่างกายจะกักเก็บน้ำ ส่งผลให้ปริมาณเลือดเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความดันโลหิตสูง
  • บวมน้ำหรือบวมโซเดียม อาจทำให้มือ เท้า หรือข้อเท้าบวมได้ด้วยเช่นกัน
  • ทำให้หัวใจทำงานหนัก เนื่องจากความดันโลหิตที่สูงขึ้น ทำให้หัวใจทำงานอย่างหนักเพื่อสูบฉีดเลือด ในระยะยาว หากไม่ดูแลก็อาจทำให้อาการเรื้อรัง สามารถทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้
  • ไตเสื่อมไวหรือไตถูกทำลาย ไตจะทำงานหนักมากขึ้นเพื่อกรองโซเดียมออกจากร่างกาย ในระยะยาวอาจทำให้เกิดโรคไตต่าง ๆ ได้
  • สูญเสียแคลเซียม การที่ร่างกายมีโซเดียมในปริมาณมาก อาจทำให้มีการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น อาจทำให้กระดูกอ่อนแอลงในระยะยาว เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากขึ้น
  • เสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารมากขึ้น การทานอาหารโซเดียมมากเกินไป มีความเชื่อมโยงความเสี่ยงของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารที่มากขึ้น อาจมาจากความเสียหายของเยื่อบุกระเพาะอาหารหรือการก่อตัวของสารก่อมะเร็ง
  • ร่างกายขาดน้ำ เพราะร่างกายต้องการน้ำมากขึ้นเพื่อปรับสมดุลโซเดียมส่วนเกิน
โซเดียม วิธีลด

วิธีลดโซเดียมในร่างกาย

5 วิธีลดโซเดียมในร่างกาย ทำได้ง่าย ๆ เริ่มที่ตัวเอง

การลดโซเดียมในร่างกาย เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพโดยรวม เพื่อลดโอกาสเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ซึ่ง วิธีลดโซเดียมในร่างกาย จะมีดังนี้

1. จำกัดปริมาณโซเดียม

  • อ่านฉลากก่อน เวลาซื้ออาหารที่มีฉลาก ควรดูฉลากก่อนว่าอะไรบ้างที่มีโซเดียมสูง เลือกอาหารโซเดียมต่ำแทน
  • ทำอาหารเอง ช่วยให้เราสามารถควบคุมปริมาณเกลือได้ ลดทานอาหารตามสั่ง
  • ใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ เช่น ผัก ผลไม้ หรือเนื้อสัตว์ อาหารสดเหล่านี้มักจะมีโซเดียมน้อยกว่าอาหารแปรรูปหรืออาหารสำเร็จรูป

2. อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ

เพราะน้ำเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญอย่างมากต่อร่างกายโดยรวม รวมถึงน้ำยังมีส่วนช่วยเป็นวิธีลดโซเดียมในร่างกายอย่างหนึ่ง ช่วยให้ไตสามารถชะล้างโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกายผ่านการปัสสาวะ

3. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง

  • อาหารแปรรูป เช่น อาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง หรืออาหารขบเคี้ยวต่าง ๆ
  • อาหารฟาสต์ฟู้ดทุกประเภท มักจะมีโซเดียมสูง
  • ขนมที่มีรสชาติเค็ม เช่น พริกน้ำปลา
  • เครื่องปรุงรส เช่น ซอสมะเขือเทศ ซีอิ๊ว น้ำสลัด อาจมีปริมาณโซเดียมสูง

4. ออกกำลังกายเป็นประจำ

ความดันโลหิตสูงเมื่อทานอาหารที่มีโซเดียมสูงในปริมาณมาก การออกกำลังกายจะช่วยลดความดันโลหิต และทำให้สุขภาพหัวใจโดยรวมดีขึ้นได้

5. ทานอาหารลดโซเดียม ลดบวมโซเดียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ว่าร่างกายบางชนิดอาจไม่ได้ช่วยลดโซเดียมได้โดยตรง แต่ก็ช่วยบรรเทาผลกระทบของปริมาณโซเดียมในร่างกายที่สูงเกินไปได้ และยังช่วยให้ร่างกายสามารถควบคุมระดับโซเดียมได้ดีขึ้น การทานอาหารเหล่านี้จะเป็นวิธีลดโซเดียมในร่างกายวิธีหนึ่ง เช่น

  1.     อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง โพแทสเซียมจะสนับสนุนการทำงานของไตในการขับโซเดียมออก เช่น กล้วย ส้ม แคนตาลูป แอปริคอต กีวี่ มันฝรั่ง มันหวาน ผักโขม บรอกโคลี มะเขือเทศ ถั่วต่าง ๆ รวมถึงปลาแซลมอนและปลาทูน่า
  2.     อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง ช่วยควบคุมความดันโลหิต เช่น อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ข้าวกล้อง โฮลวีท ผักโขม ผักเคล ถั่วดำ ถั่วลูกไก่ ปลาแมคเคอเรล
  3.     อาหารที่มีปริมาณน้ำสูง เช่น แตงโม สตรอวเบอร์รี แตงกวา ส้ม ผักกาดหอม ขึ้นฉ่าย บวบ หัวไชเท้า พริกหยวก
  4.     อาหารที่มีไฟเบอร์สูง ไฟเบอร์อาจมีส่วนช่วยในการขับโซเดียมส่วนเกิน เช่น ข้าวโอ๊ต บาร์เลย์ ข้าวกล้อง แอปเปิล เบอร์รี แครอท บรอกโคลี กะหล่ำดาว ถั่วดำ ถั่วลูกไก่

วิธีลดโซเดียมในร่างกาย สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงการใส่ใจเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพโดยรวมและเป็นอาหารที่มีโซเดียมต่ำ


อ่านบทความเพิ่มเติม : 

8 อาหารที่มีโซเดียมโดยธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพ หากทานแต่พอดี

เกลือโพแทสเซียม เกลือลดโซเดียมแบบใหม่ ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

เป็นนิ่วในไตห้ามกินอะไร รวมอาหาร ทั้งผัก ผลไม้ ที่ควรเลี่ยง

สั่งซื้อ คลิกที่นี่

Healthy Talk by Lee,

ไข่เป็ด ไข่ไก่ ไข่ชนิดไหนกินแล้ว “ลดน้ำหนัก” ได้มากกว่ากัน ?

@healthytalkbylee

ไข่เป็น ไข่ไก่ ไข่ชนิดไหน กินแล้ว “ลดน้ำหนัก” ได้มากกว่ากัน @Healthy Talk by หลี #สุขภาพดีกับหลี #สุขภาพดีง่ายๆ #เคล็ดลับสุขภาพดี #สุขภาพดี #ความรู้เรื่องสุขภาพ #tiktokวีดีโอยาว #tiktokสายความรู้ #เปิดการมองเห็น #ไข่ไก่ #ไข่เป็ด #ลดน้ําหนัก #โปรตีน #คอเลสเตอรอล #ธาตุเหล็ก #วิตามินเอ #วิตามินบี #ขนมไทย #โอเมก้า3

♬ Groovy Gold – Matt Beilis

เราทุกคนทราบกันดีว่า “ไข่” เป็นอาหารที่มีประโยชน์ ให้โปรตีนสูง ถ้าต้องการลดน้ำหนัก เน้นกินไข่ วันนี้ หลี จะพามาดูว่า ไข่เป็ด ไข่ไก่ ไข่ชนิดไหนกินแล้ว “ลดน้ำหนัก” ได้มากกว่ากัน ?

1) ไข่เป็ด ให้โปรตีนสูงกว่า

ไข่ไก่ 1 ฟอง ให้พลังงาน 71 แคลอรี่ โปรตีน 6 กรัม ไข่เป็ด 1 ฟอง ให้พลังงาน 130 แคลอรี่ โปรตีน 9 กรัม

ด้วยไข่เป็ด มีขนาดที่ใหญ่กว่า ทำให้เฉลี่ยแล้วไข่เป็ด จึงมีโปรตีนสูงกว่าไข่ไก่ เล็กน้อย

2) ไข่เป็ด คอเลสเตอรอลสูงกว่า

ไข่ไก่ 1 ฟอง ให้คอเลสเตอรอล 211 มิลลิกรัม ไข่เป็ด 1 ฟอง ให้คอเลสเตอรอล 619 มิลลิกรัม จะเห็นได้ว่าไข่เป็ด มีแคลอรี่สูงกว่าไข่ไก่ เพราะมีขนาดใหญ่กว่า และมีส่วนของไข่แดงมากกว่า

3) ไข่เป็ด มีธาตุเหล็กมากกว่า

ไข่ไก่ 1 ฟอง ให้ธาตุเหล็ก 0.9 มิลลิกรัม ไข่เป็ด 1 ฟอง ให้ธาตุเหล็ก 2.7 มิลลิกรัม จะเห็นได้ว่า ไข่เป็ด มีธาตุเหล็กมากกว่าไข่ไก่ ถึง 3 เท่า

4) ไข่เป็ด มีวิตามิน เอ สูงกว่า

ไข่ไก่ 1 ฟอง ให้วิตามิน เอ 244 iu ไข่เป็ด 1 ฟอง ให้วิตามิน เอ 472 iu (international unit)

5) ไข่เป็ด มีวิตามิน บี สูงกว่า

ไข่ไก่ 1 ฟอง ให้วิตามิน บี 120 ไมโครกรัม ไข่เป็ด 1 ฟอง ให้วิตามิน บี 123 ไมโครกรัม จะเห็นได้ว่า ไข่เป็ดให้วิตามิน บี สูงกว่าเยอะมาก

6) ไข่เป็ด มีโอเมก้า 3 สูงกว่า

กรดไขมันโอเมก้า 3 มีส่วนช่วยรักษาสุขภาพหัวใจ และลดการอักเสบ

7) ไข่เป็ด มีความเหนียว และสวยงาม

เพราะไข่แดงของไข่เป็ด มีสีเหลืองสวย ฟองใหญ่ เมื่อนำมาทำขนมแล้วดูน่ารับประทาน เช่น ฝอยทอง ทองหยิบ

และอาหารคาว อื่น ๆ

หลี ก็สรุปง่าย ๆ นิดนึงนะคะ ทั้งไข่เป็ด และ ไข่ไก่ มีข้อดี ข้อด้อย แตกต่างกันไป หากเพื่อน ๆ ผู้ฟังท่านใดต้องการ “ลดน้ำหนัก แต่ มีปัญหาคอเลสเตอรอลสูง” ไข่ไก่ จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เห็น เห็น ค่ะ

Stats จำนวน คน
error: I-Kinn.com